บันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ สุภาพบุรุษจอมโจรสุดเจ้าเล่ห์มีมากมายหลายเวอร์ชั่น แต่แท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้ กลับเป็นเพียงนักเดินทางหญิงเพียงสองคนเท่านั้น!?
ผจญภัย,แฟนตาซี,ระทึกขวัญ,ดราม่า,สะท้อนปัญหาสังคม,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Re-Travelบันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ สุภาพบุรุษจอมโจรสุดเจ้าเล่ห์มีมากมายหลายเวอร์ชั่น แต่แท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้ กลับเป็นเพียงนักเดินทางหญิงเพียงสองคนเท่านั้น!?
บันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ คุณคงได้ยินตำนานของจอมโจรสุภาพบุรุษสุดเจ้าเล่ห์มามากมายหลากหลายรูปแบบ ทว่าแท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้เป็นเพียงหญิงสาวสองคน ผู้ออกเดินทางเพื่อตามหาความแปลกใหม่ของโลกใบนี้ รวมถึงช่วงชิงสมบัติด้วยวิธีการสุดพิศดารอีกด้วย
'คริสติน่า' หญิงสาวผู้มีฉากหน้าเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาๆ แต่กลับโบกสะบัดผ้าคลุมสีดำทะมึนยามรัตติกาลมาเยือน กับคู่หูตัวเล็ก 'อลิเซีย' เด็กสาวที่อยากจะค้นหาความหมายของคำว่า 'ชีวิต'
หากเมืองต่างๆหมายถึงสถานที่ ก็ย่อมเป็นแหล่งกบดานของมวลมนุษย์
มีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ต่างจากใจคนที่ยากแท้จะหยั่งถึง
ความรู้สึกนึกคิดซึ่งดลบันดาลให้เกิดเรื่องราว ที่เป็นมาและเป็นไป
แม้จะเป็นจอมโจรผู้มีฝีมือเก่งกาจ ก็มีพลาดพลั้งเป็นอาจิณเมื่อเจออุปสรรคขวากหนามยากคาดเดา
นวนิยาย ไลท์โนเวล แฟนตาซีผสมผสานปรัชญา ที่ท้าให้คุณลองอ่านและโลดแล่นไปกับโลกน่าพิศวงและเต็มไปด้วยปริศนา
Trigger Warning: Abuse, Manipulate, Death, Rate 13+
Re-Travel
Genres: Adventure, Action, Mystery ,Thriller, Social Satire, Philosophy, Fantasy
Novel Author: RemyGravity
Art: @kanika481 (https://twitter.com/kanika481/) , @MEReiDa (https://twitter.com/MEReiDaSensei)
--------------
Copyright permission (Fair Use)
ผู้เขียน อนุญาตให้ Content Creator (อาทิ vtuber,caster, blogger etc) สามารถนำเนื้อหาของนิยายไปใช้ในการผลิตผลงานโดยไม่แสวงหาผลกำไรได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์อ่านนิยายเสียง, รีวิว, โปรเจ็คหนังสั้นประกอบวิชาเรียน etc ภายใต้เงื่อนไขการให้เครดิตกลับมาที่ผู้เขียนและนิยายต้นฉบับเท่านั้น
นอกเหนือจากการอนุญาตข้างต้น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับล่าสุดทุกประการ
ยามอาทิตย์อัสดง ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นยามค่ำคืน ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายไม่เพียงแต่สิ่งมีชีวิตด้วยกัน แต่รวมถึงภัยธรรมชาติที่บ้างก็เชื่อว่ามันคือสิ่งที่ถูกลิขิตไว้แล้ว
‘ธรรมชาติ’ นั้นคือสิ่งที่น่ากลัวและงดงามในคราวเดียวกัน แต่หาใช่สิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ หากปาก้อนหินลงน้ำ น้ำก็จะกระเซ็นเข้าหากายหรือกระเด็นออกรอบด้าน ลูกบอลทรงกลมนุ่ม หากปาออกไปกระทบกับกำแพงหนาก็จะเด้งกลับ นั่นคือกฎพื้นฐานที่ใครๆ ต่างก็รู้ดี
ทว่าสำหรับมนุษย์เองแล้ว หากปาความรักออกไปแล้ว จะได้กลับคืนแน่หรือ?
หลังเวทีมักเต็มไปด้วยบุคลากรเบื้องหลัง ผู้กำลังขมักเขม่นเพื่อให้งานเบื้องหน้าเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะการแสดงย่อมมีวันเลิกราไม่ต่างจากงานเลี้ยง การรื้อถอนเองก็สำคัญเช่นกัน มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ เสียงดังก้องแก้งกังวานไปทั่วแต่กลับเคยชินในหมู่วงใน
ในขณะที่ห้องพักนักแสดงกลับวังเวง ไม่มีใครอาจหาญกล้ารบกวนความเป็นส่วนตัวของดาวเด่น ผู้ไม่ต่างจากดวงอาทิตย์ หากไร้ซึ่งโฉมงามก็เท่ากับบริวารทั้งหลายจะมอดดับไป ด้านหน้าโต๊ะเครื่องแป้งถูกประดับไปด้วยไฟขนาดเล็กพอให้เป็นแสงใช้ในยามแต่งหน้า ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วมนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เขาเป็นดั่งผู้จัดการส่วนตัวและเจ้าของคณะละคร และกำลังสนทนากับนักแสดงสาวเจ้าตามปกติ
“วันนี้ก็ทำได้ดีเหมือนเคยเลยนะ ไมย่า”
เสียงทุ้มกล่าวชมแกมเอาอกเอาใจ
“ค่ะ ขอบคุณที่เหน็ดเหนื่อยค่ะ เรามาสู้ไปด้วยกันนะคะ”
หญิงสาวเองก็ตอบรับพร้อมรอยยิ้มพริมใจไม่แพ้กัน เป็นจริตที่ใครหลายๆคนในวงการบันเทิงคุ้นชิน
“เอาน่าๆ ทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นล่ะ แต่วันนี้ทำเงินได้เยอะมากจริงๆ น่ายินดีๆ”
หัวหน้าคณะลูบคางไปมา เขาแสดงสีหน้าภูมิอกภูมิใจอย่างชัดเจน โดยนักแสดงสาวเองก็หวีผมไปพลาง เธอจับจ้องตนเองลึกเข้าไปในกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนเป็นภาพเสมือน ยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“โดยเฉพาะหมอนั่น จ่ายหนักจ่ายแพงจริงๆ เลย พวกพ่อม่ายก็แบบนี้ล่ะ ฮ่าๆ”
หัวหน้าคณะยังคงพร่ำต่อด้วยน้ำเสียงรื่นเริง เมื่อทำกำไรได้มากก็ย่อมยินดีปรีดาเป็นธรรมดา
“ค่ะ ฉันก็ดีใจค่ะ ที่ทำให้เขาจ่ายเพื่อพวกเราทุกคนค่ะ”
“ใช่ๆ ก็เพราะไมย่าเก่งขนาดนี้ ใครๆ ก็ยอมรับในตัวเธอทั้งนั้นล่ะ ฮ้าฮ่าๆ”
เมื่อกล่าวจบก็เดินหัวเราะออกจากห้องพักไป ทิ้งให้นักแสดงสาวได้มีเวลาพักผ่อนส่วนตัวเป็นของตนเอง
แสงขาวนวลจากดวงจันทร์สะท้อนบนแผ่นกระเบื้องหลังคาและแนวอาคาร ที่นี่ไม่ใช่สถานปกติที่ซึ่งมนุษย์จะขึ้นมาเหยียบย่ำ เว้นแต่ผู้มีอาชีพพิเศษ ลอบเร้นกายคล้ายเงาสีดำทะมึน ตรงกันข้ามกับแสงสว่างดั่งความบริสุทธิ์
นัยน์ตาแดงฉานสะท้อนเงาในความมืด มันวาววับราวกับลูกแก้วเรืองแสง มีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น? ทว่าผลลัพธ์จะปรากฏยามรุ่งอรุณมาเยือนอีกครา
วันคืนผันแปร เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วเป็นดั่งสัญญาณเตือนปลุก ผู้คนต่างลุกขึ้นจากเตียงนอนหนานุ่ม หรืออาจจะแข็งกระด้างเสียจนเสียดผิวไม่ต่างจากผ้าปูพื้นหยาบ ทุกอย่างแตกต่างตามวาระและสถานะภาพ
ย่านการค้าเริ่มมีเสียงกุกกักจากการตระเตรียมของ ไม่นานบรรดานกซึ่งเกาะตามอาคารบ้านเรือนก็พากันบินหนีกระเจิดกระเจิงเมื่อเสียงอุทานแผดกร้าวดังขึ้น
“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
ชาวเมืองต่างพากันมุงล้อมจุดเกิดเหตุ ความใคร่รู้เปรียบดั่งปราการใหญ่บดบังที่เกิดเหตุ พวกเขาตกตะลึงกับภาพที่เห็น บ้างก็พากันซุบซิบนินทาอย่างออกรส เมื่อพบว่าร้านค้าของที่ระลึกพื้นเมืองกลับกลายเป็นร้านว่างเปล่า ไม่เหลือกระทั่งตะกร้าใส่ของเพื่อเดินชมสินค้า
“ทิฟา แกอยู่ไหน? ทิฟา!”
เจ้าของเริ่มตะโกนโหวกเหวกโวยวาย กระหน่ำเรียกชื่อลูกสาวไม่ยั้ง ทว่าก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ทำให้เขาต้องขึ้นไปหาด้านบนด้วยตนเอง
ปั้ง!
กระแทกประตูด้วยความรุนแรง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาต้องตกใจเสียแทน เมื่อทิฟาเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่สิ่งที่น่าพรั่นพรึงมากกว่าก็คือกองเลือดขนาดใหญ่ที่แผ่ซ่านบนพรมขาดๆ กลางห้องนอนแสนคับแคบของเด็กสาว
“นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันวะ?”
เขาจับศีรษะตนเอง ราวกับพยายามประคองสติ
“ใคร! ใครเป็นคนทำ! ลูกสาวฉันอยู่ไหน!?”
เสียงแผดกร้าวพาให้ชาวเมืองแตกพ่าย ต่างคนต่างเดินหนีไปคนละทิศคนละทาง ยิ่งชายวัยกลางทำท่าหาเรื่องยิ่งไม่ส่งผลดีกับตัวเขา เขาดูเสียสติคล้ายไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไป มีคาเฟ่หนึ่งตั้งอยู่ตรงเยื้องถนน บรรยากาศสงบร่มรื่นเหมาะสำหรับลูกค้าที่อยากเพลิดเพลินกับมื้ออาหารคุณภาพสูง โต๊ะลายหินอ่อนงดงามกับเก้าอี้แกะสลักสีขาวเข้าเซ็ทกัน กลิ่นหอมกรุ่นจากขนมอบใหม่แสนน่าอภิรมย์ใจ เสียงเจื้อยแจ้วจากนกกระจอกตัวน้อยยิ่งเสริมบรรยากาศให้เป็นใจ เป็นมุมพิเศษที่ใครๆต่างอยากใช้เวลาพักผ่อน
หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงสแลคขาวเข้ารูปกำลังดื่มด่ำกับกาแฟหอมกรุ่นและขนมปังเข้าเซ็ทอาหารเช้า พร้อมกับเด็กสาวในชุดเดรสสีขาวเนื้อผ้าฝ้ายธรรมชาติผู้นั่งฝั่งตรงกันข้าม หนังสือพิมพ์ที่แต่เดิมถูกใช้บดบังใบหน้าเลื่อนลงจากตำแหน่งเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีเขียวมรกตจับจ้องพี่สาวคู่หูซึ่งกำลังจิบกาแฟอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วยใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว ดั่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องใดใดกับตนเองแม้แต่เศษเสี้ยว
“มันจะช่วยอะไรได้จริงๆ หรือคะเนี่ย”
เสียงเล็กถามไถ่ตรงๆ ไร้ซึ่งเหตุผลที่จะเก็บซ่อนความนึกคิด
“รอดูเถอะ”
“แต่พี่ได้กำไรเห็นๆ เลยนะ”
"เด็กคนนั้นก็ฉลาดอยู่นะ เข้าใจหาที่ซ่อนเงินจำนวนมากจากพ่อไม่เอาอ่าว"
"แต่ถ้าเป็นหนู คงไม่ทนอยู่ต่อหรอกค่ะ"
"งั้นรึ..."
คริสติน่าจิบกาแฟแล้ววางลงบนถ้วยรองเงียบๆ เธอหลับตาลงดั่งบอกเป็นนัยว่าเธอยังไม่อยากถกเถียงประเด็นนี้เท่าไรนัก
พ่อค้าหน้าเลือดยังคงส่งเสียงโหวกเหวกแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาตรวจสอบถึงที่ ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้ทำให้คดีคืบหน้าใดๆ ทั้งไม่มีพยานรู้เห็นที่ชัดเจน และเมื่อพินิจโดยรวมแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้หากจะเป็นฝีมือมนุษย์เพียงคนเดียว ซึ่งเรื่องน่าแปลกใจมากกว่าเห็นจะเป็นคำให้การของผู้คนโดยรอบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ได้ยิน หรือสามารถให้การใดๆ ที่เป็นประโยชน์ได้
“ได้ยังไงกันวะ! เลือดกองใหญ่ขนาดนั้นแถมของยังถูกรื้อค้นไปหมด จะไม่มีคนได้ยินเสียงหรือสังเกตเห็นการลักพาตัวเลย? อย่ามาล้อกันเล่นนะ!"
เสียงตวาดยังคงดังต่อเนื่องเพราะแรงอารมณ์พลุ่งพล่าน เดือดดาลจนถึงขีดสุด ลมหายใจเริ่มหอบถี่ ฟังดูกระท่อนกระแท่น ร่างกายเริ่มอิดโรยซึ่งเป็นผลพวงจากความโกรธา
"....แฮ่ก..หรือกระทั่งยานพาหนะ รถสักคันหรืออะไรก็ได้...ที่พวกโจรนั่นใช้ขนไปน่ะ ห้ะ! มันต้องมีคนเห็นบ้างสิ หรือพวกแกทั้งหมดสมรู้ร่วมคิดกัน?”
พ่อค้าวัยกลางคนเริ่มพาลไปทั่ว ซึ่งก็ได้รับเพียงแค่คำทัดทานจากชาวเมืองและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าโดยรอบเป็นการตอบกลับ
“บ้ารึไง ของเฉพาะของร้านแก มันก็ดึงดูดแค่นักท่องเที่ยว คิดว่าพวกฉันจะเอาไปทำอะไรกันล่ะ? ขายก็ไม่ได้ขายง่ายๆ ขนาดนั้นนะเว้ย”
“ใช่ พวกฉันจะเอาของหน้าตาประหลาดพวกนั้นไปทำอะไรตั้งเยอะแยะ ที่เก็บก็ใช่จะเก็บง่ายๆ คิดดีๆสิวะ”
“แจ้งความเท็จหรือเปล่า ใครมันจะอยากได้ของท้องถิ่น? จะเปิดร้านแข่งก็รู้กันพอดีอ่ะซี้ว่าขโมยของแกมา”
ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป อลิเซียนั่งห้อยขาไปมาพลางตั้งใจฟังบทสนทนาดังกล่าว คำถามหนึ่งข้อผุดขึ้นในหัวแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไปก็ถูกชิงถามกลับ ราวกับโดนอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง
“ที่อยากจะถาม ก็คือ 'ของพวกนั้นไม่มีมูลค่าสำหรับพวกเขาสินะคะ' ใช่ไหมล่ะ?”
เด็กสาวได้แต่ส่งยิ้มแก้เขิน พวงแก้มแดงระเรื่อน่าเอ็นดูพร้อมเสียงหัวเราะแหะๆ ทำให้คริสติน่าอดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้
“ของมันจะมีมูลค่าได้ ถ้าหากมันอยู่ในมือของผู้ที่มองเห็นคุณค่าของมัน อย่างมีดเล่มนี้"
ว่าจบก็โชว์มีดที่ตนซื้อมาเมื่อวาน ก่อนจะเก็บมันลงไปราวกับถูกเสกหายไปในพริบตา ยกแขนกอดอกพลางหันไปมองการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ เธอมองเลยผ่านไปยังบริเวณหน้าร้านขายของพื้นเมือง ซึ่งเจ้าของร้านยืนคอตกอย่างหมดหวัง ไม่เหลือมาดเย่อหยิ่งดั่งเมื่อวาน
คนตัวสูงคลี่ยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวบางอย่างต่อ
"ถ้าใช้ไม่เป็น แม้แค่เพนนีเดียวมันก็แพง”
ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามความคาดหมาย พ่อค้าวัยกลางคนเริ่มจะเหน็ดเหนื่อยโรยรา ทั้งไม่ได้ข้อสรุปการสืบคดีตามที่เขาหวังและไม่ได้รับเบาะแสดีๆแม้แต่น้อย ดูๆไปแล้วก็น่าสมเพชไม่เบาในสายตาคนกระทำ
“บ้าเอ้ย! ไม่เหลือเงินสักแดง มันสักลูกในครัวก็ไม่มี มันอะไรกันขนาดนั้นวะ”
บ่นระบายอารมณ์ ความโมโหร้ายกัดกินจิตใจ เลือดสูบฉีดหนักขึ้นเมื่อพบว่าแม้ในตู้เก็บอาหารก็ไม่เหลืออะไรอยู่เลยแม้เศษเสี้ยว เขาดูหิวโหยไม่น้อย แต่ต้องจำยอมลากเท้าพาตนเองไปที่อื่น โดยที่ไม่ทันรู้สึกตัวว่าคู่หูตัวการที่พึ่งชำระเงินสำหรับมื้อเช้าของตนเองอย่างสบายอารมณ์ กำลังสะกดรอยตามเขาแทบถูกฝีก้าว
สถานที่ซึ่งพ่อค้าชายมาหยุดยืนก็เป็นไปตามที่คริสติน่าคาดการณ์ไว้
“โรงละครของไมย่าจริงด้วยค่ะ”
มือเล็กดึงชายเสื้อคู่หูไปพลาง ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังเหตุการณ์เบื้องหน้า
การ์ดรักษาความปลอดภัยของคณะละครต้องทำงานกันหัวหมุน เมื่อพ่อค้าซึ่งเป็นแฟนคลับตัวยงของดาวเด่นของที่นี่เริ่มอาลวาดอย่างบ้าคลั่งด้วยจุดประสงค์ไม่เข้าท่า เพียงเพื่อให้ตนเองได้เข้าถึงตัวของนักแสดงตามใจอยากและแน่นอนว่าเป็นวิธีชั้นต่ำของผู้คลั่งใคล้จนเกินเลยขอบเขต
“ปล่อยสิ ไม่ก็ไปเรียกไมย่ามา ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ ปล่อยสิโว้ย”
พูดอย่างทุลักทุเลเมื่อถูกล็อกแขนขาไว้
“คุณไมย่าไม่ได้รับอนุญาตให้พบปะผู้คนเป็นการส่วนตัวครับ กรุณาเคารพกฎการรักษาความปลอดภัยของสถานที่นี่ด้วยครับ”
“โถ่เว้ย!”
พวกเขาตีกันจนชุลมุนวุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดนักแสดงสาวก็เริ่มเกิดความสงสัย
“เอะอะอะไรกัน?”
เสียงหวานรื่นหูกล่าวถามขึ้น ร่างบางอรชรในชุดเดรสสีชมพูผ่าข้าง เนื้อผ้ามันวาวดูมีราคา เดินออกมาดูสถานการณ์ด้วยตนเอง
“ไมย่า ไมย่า! นี่ผมเองนะ แคลลัม”
พ่อค้าหนุ่มรีบตรงเข้าหาแต่ก็ยังถูกฉุดรั้งได้ทันการ เขาตะโกนโหวกเหวกเรียกชื่อเธอด้วยความดีใจ รอยยิ้มและดวงตาที่เคยหม่นหมองเริ่มเป็นประกาย
“อ้อ คุณเองเหรอคะ ค่ะ จำได้ค่ะ มีธุระอะไรหรือคะ?”
มือเรียวยกขึ้นเท้าเอว ถึงกระนั้นแฟนคลับตัวยงของเธอก็ยังไม่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
“ผมถูกโจรปล้น ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรเลย คุณพอจะช่วยผมได้ไหม? ผมสนับสนุนคุณมาตลอด คุณเป็นเหมือนแสงสว่างของผม...”
ไมย่าได้ฟังดั่งนั้นก็นิ่งเงียบ เธอถลึงตาใสด้วยความรู้สึกฉงนปนตะลึงงัน ไม่นานริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงก่ำก็เผยออ้า
“ห๊า? ฉันต้องช่วยอะไรคุณคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลยนะ”
เธอสบถเสียงดัง สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แทบไม่เชื่อหูตัวเองและตรรกะพิกลพิการนั่น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าไม่น่าจะเป็นกงการธุระอะไรของเธอเลยด้วยซ้ำ
“ผมเป็นแฟนคลับของคุณนะ คุณเป็นความสุขมาให้ผมโดยตลอด แม่นางฟ้าตัวน้อยของผม ที่คุณบอกว่าคุณรักผมน่ะ...ผมคอยสนับสนุนคุณให้คุณได้กินดีอยู่ดี เพราะฉะนั้นคราวนี้คุณต้องช่วยเหลือผมบ้าง! เข้าใจไหม!?”
ไมย่ากลอกตาหนึ่งครั้ง เธอหันหลังแล้วปัดมือไปมาเป็นสัญญาณปฏิเสธ ซึ่งทำให้การ์ดร่างสูงสองคนเริ่มจะใช้แรงบีบบังคับผู้บุกรุกอย่างหนักข้อ
“เดี๋ยว! ไมย่า! ไมย่าฟังผมก่อน!”
“เฮ้อ คุณเข้าใจผิดไปมากเลยนะ ฉันทำงานแลกเงิน ฉันมอบความสุขให้กับคุณ คำว่า ‘รัก’ ของฉันก็ไม่ต่างจาก คำขอบคุณของแม่ค้าต่อลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าหากคุณมีเงินค่อยว่ากันนะ”
หญิงสาวเดินหายลับตาเข้าไปในทิศทางที่เธอเดินเข้าไป ปล่อยให้ชายวัยกลางคนถูกโยนออกไปด้วยสีหน้าซีดเผือด เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล เนื้อตัวถลอกจากแรงขัดขืน ความรู้สึกสับสนและว่างเปล่าอัดแน่นในสมอง แต่เมื่อการตอบสนองช้ากว่าที่ควร ไหล่ห่อลีบก็ถูกชนเข้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ
“โอ้ย! เฮ้ย!”
“ขอ ขอโทษค่ะ...อ่าว คุณแคลลัม”
เด็กสาวในชุดเอี๊ยมหมีสีกรมท่าและหมวกเปเล่สีดำทำท่าทีตกใจเมื่อเห็นพ่อค้าซึ่งกำลังเป็นประเด็นให้ชาวเมืองครหา มาปรากฏตัวอยู่บริเวณนี้เสียแทน จากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นเด็กฝึกงานของโรงละครไม่ผิดแน่
“เธอ? ใครกัน เออ ช่างมันเถอะ ถ้าจะใจดี ของเงินสักเล็กน้อยหน่อยสิ ฉันไม่มีเงินเลย”
ดวงตาสีเขียวมรกตหยีขึ้นเล็กน้อย ตามรอยยิ้มที่อ้ากว้าง แม้จะดูรวมๆ แล้วเป็นมิตรแต่กลับแฝงด้วยรังสีอันตราย
“ทำไมคุณแคลลัมไม่ไปขอลูกสาวล่ะคะ?”
เธอสวนด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
“ลูกสาวฉันไม่มีเงินหรอก อีกอย่างทิฟาไปไหนก็ไม่รู้ ไอ้โจรชั้นต่ำอาจจะเอาไปกะเรียกค่าไถ่ แต่ฉันไม่มีอะไรจะจ่ายหรอกนะ เหอะ”
“เห....”
เด็กสาวก้มตัวลงต่ำพร้อมไล่สายตาสำรวจไปทั่วบริเวณร่างกายของพ่อค้า
“ปกติแล้วคุณควรจะออกตามหาลูกสาวก่อนมาเที่ยวขอเงินไม่ใช่เหรอคะ? แต่หนูเห็นว่าเด็กคนนั้นได้เงินจากนักท่องเที่ยวเยอะมากเลยนะคะเมื่อวาน หรือว่าคุณไม่รู้กัน?”
“หนอย..........หรือว่าไอ้เด็กบ้านั่นปิดบังฉันงั้นรึ!!”
“ไม่รู้สิคะ”
“เหอะ อวดดีเป็นบ้า อย่าให้เจอตัวนะ”
แคลลัมเดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างหัวเสีย เขาเริ่มออกตามหาตัวลูกสาวด้วยตัวคนเดียวอย่างจริงจัง แม้จะยังไม่รู้ว่าควรเริ่มที่ไหนก็ตาม
“แปลกจังเลยน้า ถ้าลูกสาวไม่มีเงินจะออกตามหาไหมน้า? ถ้าเรื่องของนักแสดงคนนั้นก็รู้แทบจะทุกอย่างเลย แต่ที่ที่ลูกสาวคนเดียวจะไปก็ยังไม่รู้เลยนี้นะ คิก”
อลิเซียถอดหมวกเปเล่สีดำออก เธอเดินกลับไปหาคริสติน่าที่ยืนกอดอกพิงกำแพงอิฐในซอกตึกบริเวณใกล้ๆ นั่นเอง
“เฮ้อ พี่คะ ต้องเป็นคนยังไงถึงคิดถึงคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัวเนี่ย ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
คนสีหน้านิ่งได้ยินคำถามจิกกัดก็ถอนหายใจเบาๆ เธอเงยหน้ามองพระอาทิตย์เหนือหัวราวกับกำลังคำนวณเวลาบางอย่าง แล้วจึงหันกลับมาตอบคำถามที่ยังคงค้างคาอยู่
“เป็นผู้ที่ลุ่มหลงในมายายังไงล่ะ....”
ลุ่มหลงจนหลงลืม งมงายโง่งมจนขาดสติ
แม้กระทั่งวันที่เสียสิ่งสำคัญไปก็ยังไม่เห็นซึ่งความผิดพลาดของตนเอง
มนุษย์นั้นมีหลากหลายและแสนซับซ้อนนัก..
ในอีกฟากหนึ่งของตัวเมือง บานประตูไม้ชั้นดี ตกแต่งด้วยลายสลักอ่อนช้อยค่อยๆแง้มเปิดออก เผยให้เห็นห้องพักกว้าง ที่ถูกตกแต่งและมีเฟอร์นิเจอร์เกรดหรูจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เด็กน้อยที่เคยมีเนื้อตัวมอมแมมถูกขัดถูจนสะอาดเอี่ยม ผมเผ้าที่เคยฟูยุ่งถูกสางจนเรียบ เธอเพ่งมองมื้อเช้าที่ดูโอ่อ่ากว่าทุกวัน แม้ร่างกายจะหิวโซจนผอมซูบ แต่ก็ยังทัดทานต่อไป สำหรับเธอแล้วการทิ้งบ้านและผู้เป็นพ่อมาเช่นนี้ ดูเป็นเรื่องโหดร้ายและขัดกับหลักความเชื่อที่ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่แบเบาะ
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตข้างๆ ที่ทิ้งไว้เพียงข้อความสั้นๆว่า 'ขอให้ทำตัวตามสบาย ถือซะว่าพระเจ้าไม่มีจริง' เธอก็อดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้
มือน้อยเอื้อมหยิบก้อนขนมปังและเนยที่ถูกห่อด้วยกระดาษฟรอยด์ข้างๆ ส้อมสีเงินค่อยๆปาดเนื้อครีมสีเหลือง ทาป้ายไปมาตามใจชอบ
สำหรับคริสติน่าแล้ว การแสดงของเธอจะไม่เริ่ม หากนักแสดงยังไม่พร้อม... 'กองทัพต้องเดินด้วยท้อง' นั่นคือคติที่ถูกใช้งานได้เสมอ ตรงกันข้ามกับความดีงามที่เธอหมดสิ้นศรัทธาไปนานแล้ว ลมอ่อนๆ พัดโชยมาปะทะกับปอยผมสีน้ำตาลโอ๊กและสีดำขลับ แม้มันจะเย็นสบายแต่ก็แฝงด้วยฝุ่นละอองจากตัวเมืองปะปนปนเปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรียวขาทั้งสองก็ก้าวเดินออกไปอีกครั้งหนึ่ง...
แคลลัมพยายามติดต่อกับคนรู้จักเท่าที่ตนเองจะนึกออก แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื้อใย หนำซ้ำบางคนยังตอกหน้ากลับมาให้เขาหน้าเสีย เหยียบย้ำซ้ำเติมจนไม่ให้เกียรติกันและกัน
“ตอนร่ำรวยก็เอาแต่จ่ายให้นักแสดง ใครจะอยากช่วยคนอย่างนาย”
ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานสะบัดมือไปมาด้วยความเอือมระอา ระแวกนี้เขารู้กันหมดว่าหมอนี่ไม่เคยช่วยเพื่อน ช่วยฝูง หากไม่มีเส้นสายให้เข้าถึงคนที่ใฝ่หา แต่ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น สายฝนแห่งคำทิ่มแทงสาดซัดไม่เว้นวรรค
“ขอทำงานแลกข้าว? ไม่เอาอ่ะ คนแบบนาย ขนาดลูกสาวยังให้ไปเป็นขอทานเลย คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
“อ่ะ มีแต่เศษขนมปัง ก็เห็นทิฟากินได้ นายน่าจะกินได้นะเพื่อน ฮ้าๆๆ”
เมื่อไร้ซึ่งหนทางให้ก้าวต่อ มือหยาบกร้านก็รับขนมปังที่ถูกยกให้ด้วยความดูแคลนมาถือไว้ ตอนนี้กลับเป็นตัวเขาเองที่เหลือแต่ความว่างเปล่า เบื้องหน้ามีเพียงเศษผ้าที่กางไว้รอรับเศษเงิน โดยมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างไร้เยื่อใย ในวันที่ตัวเขาหมดผลประโยชน์ โลกใบนี้ก็เริ่มจะลงมือเอาคืนอย่างสาสม ผู้หญิงที่เคยเป็นความสุขทั้งหมดให้กับเขา กลับกลายเป็นความใจร้ายไร้เยื่อใย ราวกับตลกร้ายที่เขาไม่เคยแม้รู้สึกตัว
แคลลัมเริ่มกัดกินขนมปังแข็งๆ ด้วยความหิวโหย สมองพร่าเบลอเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชุลมุน จนไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวหรือประมวลผลใดๆได้ ไม่แม้กระทั่งจะไตร่ตรองสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรก เขารู้เพียงว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ตัวเขาเองตอนนี้คงจะไม่เหลือทางเดินให้ก้าวต่อ หากจะเริ่มต้นใหม่ ลุกขึ้นมาขายของอีกครั้งก็ต้องมีต้นทุน หากจะไปหาของป่ามาขายก็ต้องมีอุปกรณ์ ครั้นจะไปรับจ้างต่างๆ ได้ก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่เพียงพอ และถึงมีความรู้มากพอก็ต้องการโอกาสที่เป็นใจ
ความเห็นแก่ตัวของเขาเริ่มยอกย้อนตอบกลับทุกการกระทำที่เคยทำไว้ในอดีต ทั้งถ้อยคำด่าทอและความละโมบโลภมาก ทั้งกับชาวเมือง เพื่อนบ้านโดยรอบ ไม่เว้นแม้แต่กับคนในครอบครัวในขณะที่กำลังเหม่อลอยไปมา ก็พบว่าไม่มีใครให้เงินเขาเลยแม้แต่แดงเดียว
อาจจะเป็นเพราะผู้คนในเมืองบางส่วนรู้จักเขา หรืออาจจะเป็นเพราะเสื้อผ้าของเขาในยามนี้ยังไม่ดูน่าสงสารมากพอ
ไม่....
'เขารู้ดีอยู่แล้วว่าคนแร้งน้ำใจแบบเขา มันไม่มีทางจะได้รับความปรานีใดๆตอบกลับอยู่แล้ว'
แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ดั่งสวรรค์ประทานพร นั่นคือเสียงของโลหะทรงกลมตกกระทบกับพื้นซึ่งถูกปูทับด้วยเศษผ้าของเขานั้นเอง
สีหน้าที่เคยสิ้นหวังก็พลันปรากฏรอยยิ้ม เมื่อเขาเงยหน้ามองผู้ให้ความเมตตาอย่างชัดเจนก็ต้องพบกับสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างประหลาด ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่จับจูงผู้เป็นพ่อ หวนคืนความทรงจำที่ซุกซ่อนอยู่ ณ ก้นบึ้งแห่งจิตใจ
“พ่อคะ หนูให้เหรียญลุงคนนี้แล้วนะคะ”
“ดีมากครับลูก ปะ...”
“หนูอยากกินไอติม”
“ได้เลย ร้านโปรดลูกเลยนะ”
พ่อค้าจับจ้องเหรียญเมื่อครู่ ไร้ซึ่งสุรเสียง นิ่งเงียบดั่งคนไร้วิญญาณ พ่อลูกเบื้องหน้าจูงมือกันอย่างอบอุ่นพร้อมใบหน้าเปี่ยมสุข ทั้งสองคนเดินหายเข้าไป ปะปนกับหมู่มวลชน กล่าวได้ว่าทั้งหมดนั้นช่างเป็นภาพบาดตาบาดใจ เมื่อเขาเริ่มตระหนักได้ว่าตอนนี้ลูกสาวคนสำคัญได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว....
หรือมันคือตัวเขาเองที่ทำช่วงเวลาเหล่านั้นสาบสูญไปตั้งนานแล้วกันแน่....
ทว่านี่ยังไม่ใช่บทสรุปของผู้ถูกพิพากษา โดยเงื้อมมือของจอมโจร ผู้ไม่เคยเมตตา
ถุงมือสีขาวถูกดึงให้กระชับ ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นจัดหมวกปีกกว้าง ดวงตาคมสีแดงฉานฉายแวว มันวาววับยามสะท้อนแสงจันทรา ราวกับสัตว์ร้ายผู้ออกหากินในยามค่ำคืน
โชว์บทใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า
----------------------------------
Omake:
คริสตี้: คุณผู้ชายกับคุณหนูตรงนั้น ดิฉันมีคูปองจากร้านไอศกรีมดังค่ะ หากสนใจช่วยรบกวนให้คุณหนูนำเงินไปบริจาคให้คุณลุงตรงนั้นได้ไหมคะ?
อลิซ: ไปเอามาตั้งแต่ตอนไหนค๊า!!??????????????????????
-----------------
-TBC-