บันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ สุภาพบุรุษจอมโจรสุดเจ้าเล่ห์มีมากมายหลายเวอร์ชั่น แต่แท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้ กลับเป็นเพียงนักเดินทางหญิงเพียงสองคนเท่านั้น!?
ผจญภัย,แฟนตาซี,ระทึกขวัญ,ดราม่า,สะท้อนปัญหาสังคม,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Re-Travelบันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ สุภาพบุรุษจอมโจรสุดเจ้าเล่ห์มีมากมายหลายเวอร์ชั่น แต่แท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้ กลับเป็นเพียงนักเดินทางหญิงเพียงสองคนเท่านั้น!?
บันทึกการเดินทางของ 'จอมโจรแห่งรัตติกาล' นั้นน่าพิศวงเสมอ คุณคงได้ยินตำนานของจอมโจรสุภาพบุรุษสุดเจ้าเล่ห์มามากมายหลากหลายรูปแบบ ทว่าแท้จริงแล้วตัวตนแสนลึกลับนี้เป็นเพียงหญิงสาวสองคน ผู้ออกเดินทางเพื่อตามหาความแปลกใหม่ของโลกใบนี้ รวมถึงช่วงชิงสมบัติด้วยวิธีการสุดพิศดารอีกด้วย
'คริสติน่า' หญิงสาวผู้มีฉากหน้าเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาๆ แต่กลับโบกสะบัดผ้าคลุมสีดำทะมึนยามรัตติกาลมาเยือน กับคู่หูตัวเล็ก 'อลิเซีย' เด็กสาวที่อยากจะค้นหาความหมายของคำว่า 'ชีวิต'
หากเมืองต่างๆหมายถึงสถานที่ ก็ย่อมเป็นแหล่งกบดานของมวลมนุษย์
มีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ต่างจากใจคนที่ยากแท้จะหยั่งถึง
ความรู้สึกนึกคิดซึ่งดลบันดาลให้เกิดเรื่องราว ที่เป็นมาและเป็นไป
แม้จะเป็นจอมโจรผู้มีฝีมือเก่งกาจ ก็มีพลาดพลั้งเป็นอาจิณเมื่อเจออุปสรรคขวากหนามยากคาดเดา
นวนิยาย ไลท์โนเวล แฟนตาซีผสมผสานปรัชญา ที่ท้าให้คุณลองอ่านและโลดแล่นไปกับโลกน่าพิศวงและเต็มไปด้วยปริศนา
Trigger Warning: Abuse, Manipulate, Death, Rate 13+
Re-Travel
Genres: Adventure, Action, Mystery ,Thriller, Social Satire, Philosophy, Fantasy
Novel Author: RemyGravity
Art: @kanika481 (https://twitter.com/kanika481/) , @MEReiDa (https://twitter.com/MEReiDaSensei)
--------------
Copyright permission (Fair Use)
ผู้เขียน อนุญาตให้ Content Creator (อาทิ vtuber,caster, blogger etc) สามารถนำเนื้อหาของนิยายไปใช้ในการผลิตผลงานโดยไม่แสวงหาผลกำไรได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์อ่านนิยายเสียง, รีวิว, โปรเจ็คหนังสั้นประกอบวิชาเรียน etc ภายใต้เงื่อนไขการให้เครดิตกลับมาที่ผู้เขียนและนิยายต้นฉบับเท่านั้น
นอกเหนือจากการอนุญาตข้างต้น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับล่าสุดทุกประการ
หลังจากการเดินทางมานานกว่าห้าชั่วโมง ในที่สุดทั้งคู่ก็ถึงเมืองหน้าด่านได้ทันเวลา ก่อนเวลาพลบค่ำได้อย่างฉิวเฉียด โชคดีที่ฝนฟ้าไม่โปรยปรายลงมาเสียก่อน ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานในการทำเรื่องยืนยันตัวตนเพื่อผ่านเข้าเมือง เท่านี้สถานะของทั้งคู่ก็เป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาที่ผ่านทางมา พวกเธอจัดการข้าวของอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงออกหาที่พักสงบๆ ซึ่งไม่ไกลจากย่านการค้ามากนัก
อาคารบ้านเรือนเป็นสีครีมสลับกับสีกาแฟ พวกเขาไม่ค่อยนิยมปลูกสร้างตึกสูงเกินกว่าสามชั้น จึงมีเพียงหอนาฬิกาเด่นหราที่สะดุดตาผู้มาเยือน ตามท้องถนนถูกปูด้วยกระเบื้อง ตัดสลับกับปูนหนา รองเท้าส้นสูงสีดำเกือบสี่นิ้วเดินเหยียดขาไปพลางลากจูงมอเตอร์ไซด์คู่ใจ ตามมาด้วยขาเล็กๆที่สลับวิ่งสลับเดินให้ทันคู่หูของตน
“เย้ ได้พักสักที~~~~”
ทันทีที่ถึงที่พัก เด็กสาวก็ลงไปเกลือกกลิ้งกับฟูกหนานุ่มอย่างไม่รอช้า โดยที่คนแก่กว่าก็จัดแจงสัมภาระใบใหญ่ไปพลางๆ
“หิวหรือยัง?”
กล่าวถามขณะถอดเสื้อโค้ตสีดำตัวนอกออก แล้ววางพาดบนเก้าอี้ทรงกลมสีกรมท่า เผยให้เห็นเสื้อไหมพรมคอเต่าสีขาวด้านใน ซึ่งมีจี้รูปดวงจันทร์สีฟ้าเงาห้อยไว้เหนืออก ช่วงล่างสวมกางเกงผ้ายืดสีดำยาวดูเข้าคู่ การแต่งตัวของโจรสาวมักมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง กล่าวได้ว่าเป็นเจ้าแม่แฟชั่นคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ตัวเธอเองจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม
“อื้อ ว่าแต่...เมืองนี้มีอะไรอร่อยนะ?”
เจ้าตัวเล็กถามขึ้น ทั้งยังนอนแผ่หราบนฟูก
“ไม่รู้สิ ต้องลองแล้วล่ะ”
“พี่อาบน้ำก่อนไหมคะ?”
ดวงตาเป็นประกายจับจ้องไปยังคนด้านข้างเตียง รอยยิ้มบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความใสซื่อฉีกกว้างออกเหมือนดั่งทุกที
“ใจดีจังนะ ถ้างั้นก็ขอบคุณนะ”
คริสติน่ากล่าวขอบคุณจากใจจริง ก่อนขอตัวไปจัดการธุระส่วนตัว ห้องน้ำอยู่ติดกับห้องนอนใกล้กับโต๊ะไม้รับแขกทรงเตี้ย ถือเป็นการออกแบบทั่วไปสำหรับโรงแรม
เสียงจอแจแว่วดังจากอีกฟากฝั่งของหน้าต่างบานพับสไตล์วินเทจ พาให้เด็กสาวนึกสงสัยไม่น้อย แขนเล็กเอื้อมไปผลักออกเพื่อสำรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้น ความวุ่นวายอันใดได้มาเยือนอย่างงั้นหรือ?
และภาพที่เธอเห็นก็ปรากฏเป็นผู้คนมากมาย ชาวเมืองแห่งนี้แต่งกายไม่ต่างจากบ้านเกิดของอลิเซีย ชุดเดรสกระโปรงยาวหรูหราเคียงคู่ชุดสูทแสนภูมิฐานมีให้เห็นจำนวนหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีบางส่วนที่เป็นเชิร์ทตัวบางและริ้วผ้าสีหม่นหมอง พวกเขาพากันมาชุมนุมกันที่ลานโล่งซึ่งมีเวทีใหญ่จัดตั้งอยู่ ราวกับกำลังตระเตรียมการแสดงบางอย่าง จำนวนผู้คนเริ่มหลังไหลเหมือนว่าในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าจะเริ่มเปิดม่านแห่งละครเวที แต่ก็มีบางกลุ่มที่เดินขวักไขว่บริเวณรอบนอก โดยที่เหล่าร้านค้าหาบเร่แผงลอยก็ออกมาค้าขายทำมาหากิน ไม่ว่าจะอาหารหรือของเล่นแปลกตา ดูภาพรวมแล้วน่าจะเป็นเทศกาลสำคัญของเมือง
ในระหว่างที่รอพี่สาวชำระล้างร่างกายอย่างสบายใจ อลิเซียก็รับชมการแสดงด้านนอกไปพลาง เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิด ดูเหมือนว่านักแสดงสาวที่ชื่อไมย่าผู้ยืนอยู่กลางเวทีจะเป็นดาวเด่น พร่าวพราวไปด้วยเสียงโห่ร้องชื่นชมพร้อมดอกไม้แห่งความหลงใหลร่วงโปรยปรายราวกับห่าฝน
นี่ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร อย่างน้อยเธอก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องของละครเวทีกลางแจ้งและบทเพลงขับกล่อมแสนไพเราะ
“โห่ว ใช้ได้นี่ เด็กคนนั้นน่ะ”
เสียงกล่าวชมแทรกขึ้นมาดื้อๆ คริสติน่าอาบน้ำเสร็จไวกว่าที่เด็กสาวคาดคะเน สองขายาวเดินมาหาคู่หูตัวเล็กจากด้านหลังโดยที่อีกมือก็เช็ดผมของตนเองไปพลางๆ ตอนนี้หญิงสาวสวมเสื้อผ้าเป็นเชิ้ตสีขาวสะอาดกับกางเกงสีดำตัวใหม่เอี่ยม
“ก็.... หนูก็ชอบนะ แต่การแสดงของพี่สนุกกว่าอยู่ดี”
ได้ยินดังนั้นก็เหยียดยิ้มกว้าง เมื่อพูดถึงการแสดงแล้วก็เป็นอันรู้กันเพียงแค่เธอทั้งคู่ 'การแสดงสุดพิศดาร' ที่ให้ความบันเทิงโดย 'จอมโจรรัตติกาลเพียงหนึ่งเดียว' คริสติน่าหลับตาลงชั่วครู่คล้ายกำลังใช้ความคิดก่อนจะกล่าวบางอย่างต่อ
“สำหรับผู้รับชมแล้วแค่ทำให้รู้สึกสนุกไปด้วย นั่นก็เป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบแล้ว แต่ในทางกลับกัน การที่จะชื่นชอบหรือหลงใหลในตัวนักแสดง ก็มีปัจจัยหลายอย่างอยู่นะ”
“เอ๋?”
เด็กสาวเอียงคอเล็กน้อย เธอหันมองผู้พูดด้วยความสงสัยใคร่รู้
“คิดดูสิ ก็ถ้านางเอกเป็นผู้หญิงวัยเลขสามแบบพี่ ก็คงไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานนักหรอก”
“ก็ว่าไปนะคะ พี่ยังไม่แก่ซะหน่อย เลขสามเป็นนักแสดงตัวท็อปเยอะแยะ แต่ก็...อืม...."
ประโยคติดขัดเพราะสมองหมุนคว้าง เว้นช่องว่างไว้สำหรับคำตอบที่ยังหาไม่ได้ แต่ไม่นานเธอก็สามารถพูดต่อได้อย่างลื่นไหล
"ส่วนใหญ่นักแสดงที่ดังๆอยู่ก็มักเป็นพวกวัยรุ่นจริงๆ นะคะ”
“วัยหนุ่มสาว เพราะมันคือวัยที่สมบูรณ์แบบในสายตาใครหลายๆ คน หรือก็คือเป็นวัยแห่งสีสัน ดั่งดอกไม้แรกแย้มเลยล่ะ”
คริสติน่าพูดจบก็เสกออกไม้จากมือเปล่า นี่ไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็นทริคธรรมดาๆที่ยอดนักเล่นกลทุกคนมีติดตัว
“วัยแห่งความซับซ้อน อื้อๆ”
หญิงสาววางมือลงบนไหล่เล็ก ดวงตาของทั้งคู่ยังคงจับจ้องไปยังการแสดงอย่างไม่วางตา มันยังคงดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้นและแม้การแสดงชุดหลักจะจบไปแล้ว แต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของผู้ชมยังไม่จางหาย
“นี่ รู้ไหม....มนุษย์เรามีความฝันเป็นที่ตั้งเสมอ รวมถึงความหลงใหล ความโลภ จนบางครั้งก็หลงลืมตัวตนด้วยนะ”
“ความฝันหรือคะ?” เด็กสาวผู้อ่อนเยาว์ เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัยใคร่รู้
“ใช่ หากเราไร้ซึ่งความฝันก็จะรู้สึกว่างเปล่า แม้โลกความเป็นจริงจะดูเหมือนเติมเต็มความปรารถนาแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ........นั่นก็คือ จินตนาการ......”
หญิงสาวเว้นจังหวะการพูดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มออกมา
"จะว่าไป...จินตนาการ....หนูเองก็มีจินตนาการเต็มไปหมดเลยค่ะ ทั้งอยากบินได้ อยากเป็นเจ้าหญิง.."
ดวงตาสีแดงชาดหรี่ตาลง เธอจับจ้องไปที่คนตัวเล็กผู้เอ่ยพล่ามไม่หยุดด้วยความเอ็นดู
'ดาบสองคมที่จะกำหนดทิศทางความคิด ความหวัง ความแตกต่าง ความเป็นไปได้ ความไม่แน่นอนของมนุษย์ เพราะฉะนั้น..'
เธอคิดเช่นนั้น....
"มันถึงได้อันตรายที่สุดยังไงละ"
"เอ๊ะ?"
"จินตนาการของผู้อื่นน่ะ..."
"อ้อ..."
อลิเซียทำหน้าครุ่นคิดอีกครั้ง ก่อนหาเรื่องเปลี่ยนหัวข้อเพื่อพูดคุย
ภาพผู้คนเดินไปมายังคงสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาทั้งสองคู่ เพราะมนุษย์มีเนื้อแท้ที่ช่างแตกต่างจนยากจะคาดเดาและเมืองที่ดูเหมือนจะสงบสุขแห่งนี้ อาจจะเป็นฉากหนึ่งของความซับซ้อนจนน่าหวาดผวาก็เป็นได้....
สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปและภาษาถิ่นที่เป็นสากล มหานครขนาดใหญ่มักจะแออัดไปด้วยคนในและคนนอกพื้นที่ เทียวไปเที่ยวมาจนลานตา ทางเดินสีครีมขุ่นและบ่อน้ำพุกลางเมือง ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงซุบซิบเซ็งแซ่ ทุกๆ อย่างยังคงดำเนินไปตามปกติที่ควรจะเป็น คล้ายว่าพวกเขาออกมาใช้ชีวิตอย่างสบายอกสบายใจ ปราศจากการระแวะระวังมากกว่าปกติ แม้จะรู้ดีว่าบางคนได้หลงลืมศีลธรรมอันดีและยังคงแอบหลบซ่อนในมุมใดมุมหนึ่งในเมืองใหญ่
แขนเล็กๆ โอบล้อมถุงกระดาษสีน้ำตาล ขนาดของมันกำลังพอดีมือ เหมาะสำหรับใช้ห่อหุ้มขนมปังแถวยาวซึ่งถูกอบออกจากเตาใหม่ๆ อากาศแจ่มใส นกน้อยเริงระบำในบ่อน้ำพุกลางสวนสาธารณะ เสียงเดินอย่างสม่ำเสมอผสมกับรถราตามท้องถนน ดังสอดแทรกไปมาจนประสาทหูเริ่มคุ้นชิน
ดวงตากลมโตสอดส่องไปทั่วบริเวณ จึงประสบพบกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เธอนั่งพับเพียบอย่างสงบเสงี่ยมตรงซอกตึกเก่า ด้านหน้ามีกระป๋องใส่เศษเงิน เสื้อผ้าโทรมๆ พอจะบ่งบอกสถานภาพการเงินได้ เด็กน้อยตกเป็นเป้าสายตาของนักเดินทางทั้งสองโดยไม่รู้ตัว ดวงหน้าน้อยเงยขึ้นเมื่อมีเงาปกคลุมตน สัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาดยากจะอธิบาย
รู้ตัวอีกทีร่างสูงก็สาวเท้าเข้าไปหา คริสติน่านั่งลงยองๆ เบื้องหน้าร่างมอมแมม มือข้างหนึ่งยื่นออกไปข้างหน้า เพื่อใส่เหรียญลงไปในกระป๋องจนดังก้องแก้ง ใบหน้าทะมึนทึมคลี่ยิ้ม โดยที่คนตัวเล็กด้านข้างก็ส่งรอยยิ้มเป็นมิตร ก่อนจะกล่าวถามไถ่อย่างเป็นกันเอง
“น้องปกติมาขอทานแถวนี้เหรอ?”
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วพูดจบ เด็กสาวแปลกหน้าก็ห่อตัวลีบคล้ายกำลังเกรงกลัว มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ที่นักเดินทางจะหันมาสนทนากับขอทานต่างเมือง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจสำหรับผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังกึกก้อง ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเอง
“ค่ะ....”
เด็กน้อยพยักหน้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน เธอไม่แม้กระทั่งคิดจะสู้หน้าคนมาเยือนใหม่ ผมสีดำขลับกระเซอะกระเซิงบ่งบอกว่าไม่ได้รับการดูแลหรือกระทั่งผ่านการสาง ร่างกายที่เติบโตกระท่อนแท่นเนื่องจากอาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร ทำให้ไม่สามารถบ่งบอกอายุที่ชัดเจน ดวงตาคมหรี่ลงพร้อมพินิจพิเคราะห์หลายๆ อย่าง อลิเซียเองก็เดินเข้ามาสมทบเช่นเดียวกัน แต่ว่าทุกอย่างกลับดำเนินไปราวกับไม่ใช่เรื่องน่าสนใจหรือแปลกใหม่สำหรับผู้คนโดยรอบ
มือขาวซีดยกขึ้นแบออก ดวงตายังคงจับจ้องไปที่เด็กน้อยตรงหน้า อลิเซียเองก็เข้าใจกับการกระทำของคู่หูได้ไม่ยาก เธอล้วงเอาขนมปังก้อนซึ่งอยู่ในถุงลึกสุดก่อนจะวางไว้บนมือพี่สาวด้านข้าง ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าที่เคยหม่นหมองค่อยๆคลี่ยิ้ม คล้ายจะบ่งบอกความดีใจที่สุมในอก เธอหันมองผู้หยิบยื่นอาหารให้แต่เมื่อได้รับการพยักหน้าเป็นการยืนยัน เธอจึงรีบรับมาทานด้วยความหิวโหย
“ค่อยๆ ทานนะ เดี๋ยวจะติดคอเอา”
คริสติน่ากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงละมุน ผิดไปจากปกติ
“ขอบ...อึก คุณมากนะคะ”
แววตาที่เคยไร้ซึ่งแววกลับมาสดใสอีกครั้ง สร้างรอยยิ้มบางๆ ให้กับนักเดินทางทั้งสอง คริสติน่าพินิจพิเคราะห์บางอย่างอยู่ชั่วครู่ เธอตบบ่าเล็กเบาๆพร้อมเสนอบางอย่าง
“รู้ไหม? วันนี้ไม่ต้องขอทานต่อแล้วก็ได้นะ”
“เอ๊ะ? หมายความว่ายังไงคะ?”
“ฉันมีงานให้ช่วยน่ะ คิดว่าพอทำได้หรือเปล่า?”
เธอชักชวน ทว่าปฏิกิริยาตอบกลับของคู่สนทนา ถึงกับทำให้เธอต้องเผลอเลิกคิ้ว
“แบบนั้น คุณพ่อ...”
“คุณพ่อ?”
ขอทานน้อยตอบตะกุกตะกักคล้ายมีบางอย่างขัดข้องใจ แต่เมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยากล้าๆกลัวๆแล้ว เธอจึงตัดสินใจไม่สาวความต่อเรื่องให้มากความ ร่างมอมแมมหลบตาสายตาคู่สนทนา ราวกับไม่อยากถูกหยั่งรู้ความในใจ เรื่องราวส่วนตัวอันแสนอัปยศ
“งั้นรึ...”
นักเดินทางหญิงยันตัวเองลุกขึ้นยืน โดยที่เด็กสาวคู่หูเองก็ได้แต่มองตามการกระทำนั้นอย่างไม่เข้าใจ
“งั้นไว้วันหลังจะมาหาใหม่นะ”
ผู้ฟังเงยหน้าขึ้นมองตาม เธอส่งยิ้มให้แก่ผู้มอบความกรุณาจากใจจริง รอยยิ้มที่แสดงออกถึงความขอบคุณ เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์หาสิ่งใดเทียบเทียม โดยหญิงสาวเองก็ส่งยิ้มตอบรับให้แล้วจึงขอตัวไปที่อื่นต่อ ดวงตาซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง จ้องมองแผ่นหลังของพวกเธออย่างไม่วางตา เมื่อระยะเดินออกห่างไปไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้ เธอจึงกลับมาให้ความสนใจกับการหาเลี้ยงตนเองต่อ แม้จะเป็นเรื่องที่เธอไม่ได้ปรารถนาก็ตาม
เด็กน้อยเงยหน้ามองแผ่นฟ้า ตักตวงช่วงเวลาสุขสงบให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ผ่านไปไม่นานก็กลับมานั่งในอิริยบถเดิม ดวงตาคล้ำมองลึกเข้าไปในแก้วเล็กตรงหน้าและเมื่อแลเห็นสิ่งแปลกประหลาด....เป็นภาพวัตถุล้ำค่าเหนือความคาดหมาย เด็กน้อยก็มีท่าทีรนราน เธอตกใจจนแทบจะกรีดร้องออกมา ทว่าเพราะสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่เอื้ออำนวยนัก จึงได้แต่ใช้หลังมือปิดปากตนเองเอาไว้เพื่อตั้งสติให้มากที่สุด
มือเล็กขยี้ตาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เบื้องหน้า ไม่ใช่เพียงมโนภาพหรือจิตปรุงแต่ง และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ดวงตาวูบไหวก็เริ่มฉายแววความหวังอย่างเปี่ยมล้น
‘เงิน.... มันคือเงิน....’
ขอทานน้อยจำได้ว่าสิ่งที่หญิงสาวในชุดเสื้อโค้ตยาวสีเลือดหมูกับเด็กสาวในชุดสีชมพูอ่อนเมื่อสักครู่ทิ้งไว้ให้น่าจะเป็นเพียงเศษเหรียญ แต่มันกลับผิดไปจากที่คิด เพราะเงินจำนวนมากถูกยัดใส่จนเต็มกระป๋องละม้ายคล้ายมายากล และเมื่อลองขุดคุ้ยลึกลงไปก็มีพวกอัญมณีชิ้นเล็กๆ อยู่ก้นแก้ว
‘แต่นี่มัน...แทบจะไม่น่าเป็นไปได้เลยนี่นา’
เสียงเล็กๆอุทานกับตนเอง หยาดน้ำสีใสปริ่มบริเวณหางตา ในอกเต็มไปด้วยความรู้สึกอัดแน่นยากจะอธิบาย สองมือค่อยๆกอบโกยเก็บเข้าย่ามด้านหลัง อย่างน้อยก็ไม่ควรเปิดเผยมันต่อหน้าใครให้เป็นที่เพ่งเล็ง
“นี่ พี่คริสตี้ ทำไมถึงให้เงินเยอะแยะขนาดนั้นล่ะคะ?”
เด็กสาวกล่าวถามพร้อมเอียงคอเล็กๆ รู้สึกงุนงงกับการกระทำดังกล่าวไม่น้อย เป็นเรื่องปกติที่เสียงเจื้อยแจ้วกว่าปกติจะดังขึ้นทุกครั้งที่เธอเกิดนึกสงสัยใคร่รู้ โดยที่หญิงสาวเองก็ได้แต่ชำเลืองมองกลับเงียบๆ พร้อมกระดกขวดแก้วในมือไปพลางๆ มืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็ซุกเข้ากับกระเป๋ากางเกง ซึ่งเป็นท่าทางที่อลิเซียไม่คุ้นชินมากนักเมื่อ หากเปรียบเทียบกับขนบธรรมเนียมการวางตัวที่ถูกสอนต่อๆกันมาในตระกูลผู้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องกล่าวทักท้วงหรือนึกรังเกียจแต่อย่างใด
“ถ้ามันจะช่วยต่อชีวิตใครสักคนได้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีละนะ”
คริสติน่าตอบเบาๆ
“อืม แต่ปกติเวลาให้อะไรใครก็ให้เพื่อสิ่งตอบแทนทั้งนั้นแหละ ประมาณว่าการแลกเปลี่ยนน่ะค่ะ”
“อา 'พี่ชาย'สอนมาแบบนั้นสินะ"
เธอยักไหล่เงียบๆ ใบหน้าแอบเหยเกเล็กน้อยเมื่อต้องพูดถึง 'คนๆนั้น'
"ไม่ถูกเหรอคะ?"
"ปกติคนเราก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่พอไม่ได้อย่างที่หวังก็เป็นเดือดเป็นร้อนใช่ไหมล่ะ?”
“อื้อ ก็ถึงขั้นทวงบุญคุณกันยกใหญ่เลยนะ เห็นมาเยอะแล้วค่ะ”
อลิเซียพยักหน้ากับตนเองเมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่เธอประสบพบยามเป็นเด็กน้อย
“คนเรามีหลายประเภท แต่ว่าถ้าให้แยกออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ของการให้คือคนที่เห็นค่าของการให้จากคนอื่นกับคนที่คิดว่าตนเองสมควรได้ ในทางกลับกัน คนเป็นผู้ให้ก็มีทั้งให้โดยหวังสิ่งตอบแทนกับให้โดยไม่ได้หวังอะไร”
“หนูไม่ค่อยเข้าใจการให้โดยไม่หวังอะไรเท่าไรเลย”
“จริงๆแล้ว มันก็เป็นแค่อุบายล่ะนะ คนเรายังไงก็ต้องหวังให้มันสัมฤทธิผลในอะไรสักอย่างอยู่ดี”
เธอกล่าวสบายๆขัดกับเนื้อหาของบทสนทนา
“แล้วพี่หวังอะไรหรือเปล่าคะ?”
อลิเซียหันไปมองคนโตกว่าอีกครั้ง
“หวังว่ามันจะเป็นหลักฐานว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้ โดยที่มีมากพอจะแบ่งปันคนอื่น ลองมองไปรอบๆสิ”
คริสติน่าแบมือออกสองข้างแล้วยกขึ้นเสมอตัว ดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่พูด
“ประมาณว่าประสบความสำเร็จแล้ว...อืม......ใช่ไหม?”
เธอเอียงคอแล้วเอานิ้วทาบแก้มพลางทำสีหน้าครุ่นคิด ช่างน่าเอ็นดูในสายตาผู้พบเห็น ดวงตากลมหันมองไปรอบๆ แลเห็นผู้คนมากหน้าค่าตา แตกต่างซึ่งชนชั้น แตกต่างซึ่งผิวพรรณ และไม่ได้มีขอทานเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนเมื่อครู่ มีบางสิ่งกำลังตอบคำถามเธออย่างเป็นนัยยะ แต่ก็อาจจะซับซ้อนเกินกว่าเธอจะเข้าใจเจตนาของคู่หูตนทั้งหมด
“ไม่เชิงน่ะ.......... แต่เป็นหลักฐานของการมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้อยู่เพียงลำพังต่างหาก คิดดูสิ ถ้าเราอยู่โดยที่โลกนี้เต็มไปด้วยการชิงดีเสมอไป ก็คงแสวงหาความสุขลำบากละนะ”
“หวา ยากจัง ไม่เห็นเข้าใจเลย-”
เด็กสาวครุ่นคิดพร้อมเอียงคอสงสัย แต่ถึงกระนั้นก็ยังสาวเท้าเดินตามแผ่นหลังพี่สาวคู่หูต่อไป
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านขายของพื้นเมือง ซึ่งภายในถูกตกแต่งไปด้วยลวดลายโบราณตามความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมยากจะทำความเข้าใจ อลิเซียสำรวจไปรอบๆ ทั้งจาน ชาม อุปกรณ์ ภาชนะหน้าตาประหลาด รวมถึงเครื่องประดับหลากหลายสีสัน ล้วนมีให้เลือกจนลานตา ดวงตากรมสีมรกตกะพริบปริบ ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับกระดิ่งลมรูปร่างหน้าตาคล้ายแมวตาสองสี ในขณะที่คริสติน่าเองก็เพลิดเพลินไปกับต่างหูแปลกตา สำหรับเธอแล้วข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ชวนให้นึกถึงศิลปะของชาวโอเซจ อินเดีย ที่เธอเคยไปเยือนเมื่อครั้งเก่าก่อน
“ดีจังเลยนะ ที่พวกเราสามารถเลือกซื้อของได้ตามใจชอบ"
"ใช่ค่ะ..."
จี้สร้อยคอรูปทรงสามเหลี่ยมถูกหยิบขึ้นมามองเงียบๆ ก่อนจะถูกห้อยคืนที่เดิม
"แม้จะหาซื้อไม่ได้ตามที่คิดทั้งหมด แต่ก็ยังมีอีกหลายชีวิตที่แม้แต่ปากท้องยังไม่ถูกเติมเต็ม ใช้ชีวิตอย่างกระเสือกกระสน คิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นความผิดของอะไรหรือ?”
“อ่า หนูคิดว่าความสามารถ โชคชะตา อะไรหลายๆ อย่าง”
ตอบทั้งยังใช้นิ้วเคาะๆแก้วเซรามิกที่ถูกตกแต่งด้วยลายท้องทะเล ดูจากความไม่เรียบเนียนของลายเส้น ก็คาดเดาไม่ยากว่าเป็นสินค้าทำมือ
“เป็นเรื่องไม่แฟร์เลยนะว่าไหมล่ะ?”
สิ้นสุรเสียง คริสติน่าก็เดินละมือไปตามโมบายเสียงดังกรุ้งกริ้ง โดยที่ไม่วายจะพูดเสริมต่อ อีกมือหนึ่งที่ว่างอยู่ก็แอบหยิบฉวยตุ๊กตาดินปั้นบนชั้นอีกฝั่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ไปพลางๆ
"เพราะโลกใบนี้ไม่แฟร์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
“คิดๆดูก็จริงนะคะ แต่ว่าถ้าเรามีกำลัง เราก็สามารถช่วยได้ เพราะพี่เขาก็บริจาคให้มูลนิธิบ่อยๆ มันคือหน้าที่ถูกไหมคะ?”
“เฮ้อ...."
คริสติน่ามุ่ยหน้าไปอีกทาง รู้สึกแปลกใจกับคำตอบดังกล่าว มันมีข้อความบางอย่างที่เธอเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจการเชื่อมโยงอย่างไม่ประสีประสาเช่นนั้น
"มันไม่ใช่หน้าที่ และถ้าจะช่วยก็ต้องช่วยให้ถูกคนด้วยล่ะนะ....”
“เอ๊ะ?”
"พ่อค้าคะ ลดให้หน่อยได้ไหมคะ?"
อลิเซียหันมองทางต้นเสียงอย่างสับสน แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อก็ถูกตัดบทเอาดื้อๆ พี่สาวคู่หูของเธอเลือกของเสร็จตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ เธอพุ่งตรงไปชำระเงินในทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนอลิเซียต้องพองแก้มเง้างอน
“งั้น....รับอันนี้ค่า กับชิ้นนี้ด้วย”
คริสติน่าส่งยิ้มหวานพร้อมน้ำเสียงออดอ้อนให้กับพ่อค้าวัยกลางคน โดยที่เด็กสาวก็รู้ดีว่านั่นคือการแสดงแสนแนบเนียน
“โอ้ววว ตาถึงนะเนี่ย นี่น่ะเป็นมีดสั้นที่ถูกทำด้วยวัสดุพิเศษเชียวละ แต่ว่าราคาเอาเรื่องอยู่นะคุณผู้หญิง”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกอย่างมีเลศนัย เธอวางเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้พ่อค้าผู้วางมาดฉลาดเฉลียว แววตาเชือดเฉือนบ่งบอกถึงประสบการณ์มากล้น สำหรับคริสติน่าแล้ว คนประเภทนี้แม้ภายนอกจะดูเป็นคนรับมือได้ยากแต่ก็สามารถติดกับดักได้โดยง่าย ไม่นานพ่อค้าวัยกลางคนก็ต้องเบิกตาโพลน เขารู้สึกทึ่งกับจำนวนเงินมากมายที่วางอยู่เบื้องหน้าตนเอง
“จะต้องทอน....ไหมเนี่ย?...”
เหงื่อกายผุดขึ้นบริเวณขมับ ประกอบกับน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ไม่ต้องค่ะ.... ‘ลิซ จะเอาอะไรก็รีบหยิบมาล่ะ”
เธอตะโกนไล่หลัง ส่งผลให้เด็กสาวสะดุ้งตกใจ ทำตัวไม่ถูก รู้สึกเหมือนถูกเร่งรัดให้เลือกสินค้าอย่างกะทันหัน
“อะ! เอ๊ะ! ค่ะ!...”
อลิเซียก้มหน้าก้มตาพยายามเลือกสินค้าอย่างรีบร้อน เพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของคริสติน่า หรือพูดอีกอย่างก็คือรีบจัดการให้เสร็จก่อนที่จะเจอเรื่องที่ทำให้ตั้งตัวไม่ทันอีก
ชู่....
ท่ามกลางความวุ่นวาย จู่ๆคริสติน่าก็เดินเข้ามาใกล้อลิเซียโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ในขณะที่คนตัวสูงใช้นิ้วชี้ทาบปากตนเอง เป็นสัญญาณบอกให้เด็กน้อยหุบปากเก็บเสียงเงียบ แม้ยังรู้สึกสับสนแต่ร่างกายกลับหยุดชะงักตามคำสั่ง ดวงตาคมเหลือบไปทางด้านหลังซึ่งพ่อค้าเจ้าของร้านเดินกลับเข้าไปด้านในเพื่อกระทำการบางอย่างอย่างลับๆ
“เฮ้ย แกเอาเงินนี้รีบไปหาไมย่า แล้วบอกด้วยนะว่าฉันเป็นคนเลี้ยง”
เสียงกุกกักซึ่งเดาได้ยากว่าเกิดอะไรขึ้นดังแทรกเป็นระยะๆ ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระแทกกระทั้นโหวกเหวกปึงปังราวกับมีบางอย่างถูกโจมตีอย่างรุนแรง
“บอกให้รีบไปไงเล่า! หรือว่าอยากโดนดี?!”
ไม่นานเสียงก็เงียบไปพักใหญ่ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ถาโถมอัดแน่นไปทั่วบรรยากาศร้าน
“เนี่ย เห็นไหม!? พวกนักท่องเที่ยวนี่มันถุงเงินชัดๆ แต่พอเป็นพวกลูกจ้างสกปรกก็ใช้ไม่ได้เอาซะเลย วันๆทำตัวง่อยเปลี้ย หมดเรี่ยวหมดแรง”
คำตำหนิไร้เหตุผลถูกพล่ามกรอกหูซ้ำไปซ้ำมา ไม่ต่างจากแผ่นเสียงตกร่องไร้ซึ่งความอภิรมย์ใจทุกประการ
เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตัวชา ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะหนึ่ง เธอหันกลับไปมองคริสติน่า สีหน้าซีด ตื่นกลัวและหวาดผวาเล็กน้อย
“โหดร้าย......”
“น่าเสียดายเนอะ"
"เสียดาย?"
"น้ำใจคนเรา ถ้าให้ผิดคนมันก็จะเป็นแบบนั้นล่ะนะ...”
“น่ารังเกียจจังเลยค่ะ................หืม?.............”
เสียงอุทานสอดแทรก เมื่อพลันพบเข้ากับร่างคุ้นตาเดินเข้ามาในร้าน
"เด็กคนนั้น...."
เด็กสาวมอมแมมเมื่อยามบ่ายคล้อยปรากฏตัวขึ้น ท่าทางดูอิดโรยกว่าเก่า ขาสองข้างค่อยๆลากตามพื้นอย่างน่าเวทนา ผ้าม่านสีต่างๆ ในร้านมีมากพอจะบดบังไม่ให้เด็กน้อยสังเกตเห็นพวกเธอทั้งสอง ซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน พวกเธอยังคงรอสังเกตการณ์เงียบๆโดยไม่ให้เจ้าของร้านและเด็กสาวรู้สึกตัว
ทันทีที่ย่ามสกปรกถูกถอดวางลงกับโต๊ะคิดเงิน ก็ถูกตวาดใส่อย่างรุนแรง
“ไอ้ลูกบ้านี่ วันนี้ก็ได้เงินน้อยอีกแล้ว แบบนี้จะไปมีให้ไมย่าได้ยังไงกันห้ะ?"
พ่อค้ากระแทกกระทั้นน้ำเสียง พลางเขวี้ยงแก้วน้ำบนโต๊ะใส่ด้วยอารมณ์ มันเฉียดแก้มนวลก่อนจะตกแตก ผู้ถูกเรียกว่า 'ลูกสาว' เบี่ยงหน้าไปอีกทาง เหตุการณ์ตรงหน้าโหดร้ายมากพอเป็นประโยชน์ในการปะติดปะต่อเรื่องราวและความสัมพันธ์ของทั้งสอง คนเป็นพ่อรีบนับจำนวนเงินที่ได้มาอีกหน
"เหอะ แต่วันนี้มันก็ยังมีมาให้ ไม่ลงโทษแล้วกัน”
ไหล่ลาดที่เคยห่อตก ค่อยๆ กลับมาตั้งตรงอีกครั้งเมื่อผู้เป็นพ่อไม่ถือโทษเอาความ
"ขอบคุณนะคะ ....ขอโทษด้วยที่หนูหามาได้แค่นี้..."
"เออ ไปได้แล้ว"
เธอส่งยิ้มให้ก่อนจะรีบขอตัวขึ้นไปชั้นบน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนห้องพักอาศัยของครอบครัว
คริสติน่าเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่อลิเซียเริ่มมีสีหน้าคร่ำเครียดกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น คำถามมากมายเริ่มผุดขึ้นในหัว ประเดประดังไปมา
“ใช้ความเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต ตักตวงความสุขอยู่ฝ่ายเดียว พร่ำสอนแต่เรื่องการตอบแทนสินะ....ตลกสิ้นดี”
พึมพำในลำคอด้วยน้ำเสียงติดเวทนา
“บางทีก็ไม่แฟร์นะคะ เรื่องอะไรแบบนี้ แต่ว่า.... ไมย่า.....”
อลิเซียครุ่นคิดถึงชื่อชื่อหนึ่งที่พ่อค้าพร่ำเรียกมาตั้งแต่เมื่อกี้
“นะ นักแสดงคนเมื่อบ่ายนี่คะ หรือว่าจะโดนหลอกใช้อยู่?”
เธอกระซิบกระซาบกับพี่สาวคู่หู ผู้กำลังส่งรอยยิ้มมีเลศนัยออกมาอย่างผิดสถานการณ์
“เคยได้ยินไหมว่า บางครั้งฮีโร่ผู้พิทักษ์ อะไรพวกนั้นก็เป็นคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านน่ะ”
“อ่า เอ่อ...ไม่เคยได้ยิน แต่เห็นด้วยค่ะ"
อลิเซียครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะเสริมต่อ
"ถ้างั้น...?”
“แต่ว่าเราไม่ใช่ ฮีโร่ เราเป็นโจร” คริสติน่าหันจับไหล่เล็กเต็มสองมือ เพื่อให้หันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ
“เราต้องแก้ปัญหาในแบบของพวกเราเอง”
-TBC-