เด็กใหม่ฝึกเขียน ไม่มีย่อหน้า ไม่มีเว้นวรรค เอาแค่อ่านออก มีคำผิดบ้าง แล้วแต่อารมและทรงผม
ผจญภัย,แฟนตาซี,แอคชั่น,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ตอนที่ 2:
พิชัยยุทธ์ตัดสินใจเดินทางสู่เมืองหลวง เส้นทางไกล ต้องต่อรถเมล์ไฟฟ้าถึง 3 ต่อ ค่าโดยสารรวม 60 บิต เขาเสียบเหรียญเงินบิตลงไปทีละเหรียญอย่างระมัดระวัง รับตั๋ว แล้วมุ่งหน้าสู่ชานชาลา
ที่นี่ต่างจากที่เขาคุ้นเคย... รถไฟฟ้าวิ่งผ่าน ผู้คนเดินขวักไขว่ หลากหลายชุดผ้า บางคนสะพายดาบ บางคนถืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ระหว่างเดิน มีคนยืนแจกใบปลิวเรียกร้องอยู่ทั่วไป:
- "รับคนงานขุดหิน!"
- "สำนักกระบอง — รับนักเรียนใหม่!"
- "สำนักกระบี่ขุนเขา — สอนวิชาดาบ!"
- "สำนักไทเก๊ก — ผสมพลังกายและจิต!"
เสียงเรียกร้องดังก้อง แต่พิชัยยุทธ์เพียงก้มหน้าเดินผ่าน ไม่สนใจ... เขารู้ดีว่า ค่าใช้จ่ายทุกแห่งล้วนแพงลิบลิ่ว ต้องใช้เศษอุกกาบาต ไม่ใช่เงินธรรมดาที่เขามีเพียงน้อยนิด
ขณะยืนรอรถ ได้ยินคนยืนคุยกันข้างๆ:
"อาจารย์ใหญ่สำนักกระบอง... ว่ากันว่าเขากลายเป็นคนพิเศษแล้ว"
"คนพิเศษเหรอ?"
"ใช่ เศษอุกกาบาตเกรดซี ผสมสมุนไพร หลอมรวมเข้ากับร่างกาย ฝึกตนทั้งหมด 10 ขั้น ถึงจะไม่แก่ตาย แต่ถ้าโดนปืน มีดแทง ระเบิดลง... ยังไงก็ตายอยู่ดี"
พิชัยยุทธ์นิ่งฟัง... กลายเป็นคนพิเศษได้จริง แต่ก็ยังไม่พ้นความตาย ถ้าประมาทเพียงนิด ก็สิ้นใจได้เหมือนกัน
ขณะรอรถ เห็นชายชราคนหนึ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ้ง ถูกยามรักษาความมั่นคงจับแขนดึงออกไป
"จะไปไหนลุง!"
"ลุงขอกลับบ้านหน่อย... แต่ไม่มีเงินซื้อตั๋วจริงๆ พ่อหนุม"
ผู้คนมุงดูแต่ไม่มีใครเข้าไปช่วย พิชัยยุทธ์ยืนมองอยู่นาน... ในที่สุดก็ก้าวเข้าไปหา
"ลุงครับ... จะกลับบ้านที่ไหนครับ"
"หมู่บ้านไม้ไผ่... ภาคเหนือ แคว้นไตร"
"บ้านผมก็อยู่เขตนั้นพอดีครับ! หมู่บ้านป่าไม้แดง... ใกล้กันเลย"
เขาตัดสินใจช่วยซื้อตั๋วให้ลุงแก — อีก 60 บิต เงินที่เก็บออมไว้ยากเย็น แต่ก็สงสาร เมื่อเห็นรอยยิ้มของลุงแก... ก็ดีใจ
"ขอบคุณจริงๆ พ่อหนุ่ม... เป็นคนใจดี จริงๆ"
"ตอนนี้หิวมากเลยพ่อหนุม" ลุงแกพูดต่อ พิชัยยุทธ์จึงไปซื้อลูกชิ้นปิ้งกับน้ำมาให้อีก
"ชื่ออะไรนะลูก"
"ผมชื่อพิชัยยุทธ์ครับ"
ทั้งสองขึ้นรถไฟไปด้วยกัน คุยกันตลอดทาง — เล่าเรื่องหมู่บ้าน ป่าไม้ ทางเดินที่คุ้นเคย เหมือนญาติผู้ใหญ่กับหลานที่จากกันนาน
ไม่นานรถไฟก็แล่นออกจากเมืองหลวง ผ่านเขตชานเมือง ท้องทุ่งและป่าไม้เริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้น ผ่านไป 3 เมืองใหญ่ จนกระทั่งรถชะลอที่สถานีเมืองไผ่เขียว
"ถึงแล้วลุงครับ ต้องต่อรถเล็กเข้าไปอีก"
"จำทางได้ลางๆ... แต่ลุงไม่มีเงินต่อรถแล้วจริงๆ" ลุงแกมองเขาด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ "ช่วยลุงไปส่งถึงบ้านสักทีได้ไหม"
พิชัยยุทธ์ถอนหายใจ... เฮ้อ... (มาถึงขั้นนี้แล้ว จะปล่อยให้ลุงแกหลงทางอยู่แถวนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง) เขาพยักหน้า "ได้ครับลุง ไปกันเถอะ"
ทั้งสองซื้อตั๋วรถเล็กสายหมู่บ้านไม้ไผ่ รถแล่นตะกุกตะกักตามถนนลูกรัง ทอดเข้าไปในหุบเขา ล้อมรอบด้วยป่าเขียวขจีเหมือนบ้านของเขาเอง เพียงแต่ชื่อต่างกัน... หมู่บ้านไม้ไผ่
เสียงประกาศจากคนขับรถดังก้องตัดบรรยากาศเงียบสงบ:
"ผู้โดยสารทุกท่านครับ... เรากำลังจะถึงหมู่บ้านไม้ไผ่แล้วนะครับ ท่านใดจะลง เตรียมตัวกันด้วยนะครับ"
พิชัยยุทธ์สะกิดแขนลุงแกเบาๆ "ลุงครับ... ถึงหมู่บ้านของลุงแล้วนะครับ ว่าแต่ลุงจำทางได้แน่ใจไหมครับ"
"แน่นอนลูก... ตรงหน้านี้แหละ" ลุงแกตอบพร้อมรอยยิ้ม มือสั่นเทาลุกขึ้นยืน
พิชัยยุทธ์กดกระดิ่งส่งสัญญาณให้คนขับจอดรถ ทั้งสองลงจากรถแล้วก็พากันเดินเข้าสู่ซอยเล็กๆ ที่คดเคี้ยว แถวนี้ดูเป็นชนบทแท้ๆ บ้านแต่ละหลังตั้งห่างกัน มีแต่ทุ่งหญ้าและไม้พุ่มล้อมรอบ โดยเฉพาะบ้านของลุง... อยู่ไกลจากหลังอื่นเป็นพิเศษ
"ลุงครับ... ลุงชื่ออะไรนะครับ"
"ลุงชื่อ ลุงหาร "
ทางเข้าบ้านลุงหารเต็มไปด้วยหญ้าขึ้นรกรุงรัง ปิดบังทางเดินจนเหลือช่องให้ผ่านไปได้แค่นิดเดียว พิชัยยุทธ์หยุดนิ่ง "ลุง... นี่ใช่บ้านลุงจริงๆ หรือครับ ดูเหมือนไม่มีคนอยู่นานเลย"
"ใช่สิๆ... แน่นอน" ลุงแกพยักหน้า "ลุงอาจจะแก่แล้ว แต่ความจำยังดีอยู่นะ"
"แล้ว... ลุงไม่มีใครอยู่ด้วยเลยเหรอครับ"
"ไม่มีหรอกลูก มีลุงคนเดียวนี่แหละ" แววตาลุงดูอ่อนโยนปนเศร้า "ยายแกจากไปตั้งนานแล้ว... เหลือแต่ลุงอยู่คนเดียว"
พิชัยยุทธ์คว้ากิ่งไม้แห้งข้างทางมา ฟาดหญ้าเพื้อเปิดทางเดินให้ลุง จนถึงหน้าประตูรั้วไม้เก่าแก่ ลุงหารหยิบกุญแจมาไขประตู "รกหน่อยนะพ่อหนุ่ม... ไม่ได้กลับมานานเกือบปีแล้ว"
"งั้นวันนี้เราช่วยกันทำความสะอาดก่อนนะครับ กวาดล้างบ้าน กางที่นอนให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ค่อยไปแวะตลาดหมู่บ้านซื้อของกิน"
พอเสร็จสิ้นภารกิจ พระอาทิตย์ก็ตกดิน พิชัยยุทธ์ถามด้วยความเป็นห่วง "ถ้าผมกลับไปแล้ว ลุงจะอยู่คนเดียวไหวเหรอครับ"
"ไหวแน่นอนลูก ไม่ต้องห่วง" ลุงหารยิ้มให้ "แถวนี้ยังมีคนที่รู้จักกัน พึ่งพากันได้... ที่นอนอยู่ข้างบนนะ ไปพักผ่อนเถอะ"
เช้าวันรุ่งขึ้น พิชัยยุทธ์รีบออกไปยังตลาด ซื้อของกิน อาหารแห้ง และของจำเป็นมาเตรียมไว้ให้ลุงหาร ถึงเวลาต้องจากลา เขาเข้าไปหาลุงแกที่ระเบียงบ้าน
"ลุงครับ... ผมต้องไปแล้วนะครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอาลัย "ลุงดูแลตัวเองด้วยนะครับ ถ้าผ่านทางนี้อีก ผมจะแวะมาหาแน่นอน"
ลุงหารยิ้มกว้าง มือที่หยาบกร้านจับมือเขาไว้ "ขอบคุณมากจริงๆ พ่อหนุ่ม ..." ลุงแกเอื้อมมือส่ง กล่องไม้เล็กๆ ปิดฝาสนิทมาให้ "ขอเบอร์โทรของพ่อหนุ่มหน่อยสิ... เผื่อลุงจะได้ติดต่อได้"
พิชัยยุทธ์จดเบอร์โทรลงในกระดาษส่งให้ลุงหาร ก่อนจะหันหลังออกเดินทาง... ในใจยังมีความทรงจำดีๆ และความผูกพันเล็กๆ
พิชัยยุทธ์เดินกลับมายังตลาดหมู่บ้าน ก่อนจะขึ้นรถโดยสารกลับบ้านเกิดของตนเองอีกครั้ง ที่นั่งข้างหน้าต่าง เขาค่อยๆ หยิบกล่องไม้เล็กที่ลุงหารมอบให้เมื่อครู่ ออกมาจากกระเป๋า เปิดฝาอย่างเบามือ
ข้างในมี ลูกกุญแจสองดอก วางเรียงกันอยู่ ดอกหนึ่งหัวกุญแจสลักลายดอกไม้ — น่าจะเป็นกุญแจประตูบ้าน อีกดอกหนึ่งรูปร่างแปลกประหลาด หัวกุญแจสลักรูปภูเขา สันนิษฐานไม่ออกว่าเปิดสิ่งใด ข้างกันยังมีกระดาษแผ่นหนึ่ง พับเรียบร้อย ตัวหนังสือลายมือแก่เขียนไว้อย่างชัดเจน:
"หนุ่มน้อยใจบุญ ขอบคุณมากที่ช่วยลุงมาตลอดทาง
วันนี้เราอาจจะมีบุญวาสนาต่อกันก็เป็นได้
ข้างในกล่องนี้มีกุญแจสองดอก ดอกหนึ่งเป็นกุญแจบ้าน
อีกดอกเป็นกุญแจชั้นใต้ดิน
ถ้าหากมีข้อความส่งไปทางมือถือ แสดงว่าลุงไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
ฝากหนุ่มน้อยช่วยสานต่อความฝันของลุงด้วยละกัน"
พิชัยยุทธ์พับกระดาษเก็บคืนลงไปในกล่องอย่างแผ่วเบา ปิดฝาแน่น มองออกไปยังวิวทุ่งหญ้าที่ไหลผ่านหน้าต่าง... ใบหน้าดูซึมลงทันที ไม่รู้ว่าลุงหารจะมีอะไรลึกๆซ่อนอยู่ในใจกันแน่นะ
แสงแดดสีส้มอมม่วงลับขอบฟ้า ยามเย็นกำลังจะกลายเป็นยามค่ำ รถแล่นตัดผ่านถนนลูกรังสายเก่า เมื่อถึงจุดจอดปลายทาง
เขาสะพายกระเป๋าใบเก่า ลงจากรถ รับลมเย็นยามค่ำที่พัดพากลิ่นดินและไม้ไผ่ที่คุ้นเคยเข้ามาเต็มปอด "ถึงแล้ว..." เขาพึมพำ
จากนี้ต้องเดินเท้าขึ้นเขา สู่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา มีบ้านเรือนเพียงห้าสิบหกสิบหลัง หลบซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าไม้เขียวขจี เขามองทางเดินที่คดเคี้ยวขึ้นไปสู่ยอดเขา แล้วก้าวเท้าต่อ
"กว่าจะถึงบ้าน... วันนี้คงจะมืดพอดีสินะ"
แต่ไม่ว่าจะมืดเพียงใด ปลายทางที่รออยู่ คือบ้านที่มีแม่และพ่อรอคอยอยู่...
ระหว่างที่ก้าวเท้าขึ้นเขา พิชัยยุทธ์ใจลอยไปคิดถึงคำสนทนาเมื่อคืน...
ตอนนั้นแสงตะเกียงอ่อนล้าส่องลงบนพื้นไม้ เขาถูกลุงหารถามถึงความฝันของตัวเอง เขาจึงตอบไปอย่างกล้าหาญ
"ผมอยากเป็นคนเหนือเทพครับ"
ทั้งสองก็หัวเราะร่ากันออกมา... เสียงหัวเราะที่สดใสที่สุดคืนนั้น
แล้วเขาก็ถามกลับ "แล้วความฝันของลุงหละครับ"
ลุงหารนิ่งเงียบไปสักพัก นิ่งนานจนเขาเกรงใจ จนในที่สุดลุงแกก็ถอนหายใจตอบด้วยเสียงพร่า "ลุงแค่อยากมีชีวิตยืนยาว ไม่แก่ ไม่เฒ่า ก็พอแล้ว... แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ" ลุงแกยิ้มที่มุมปาก "ลุงแก่มากแล้ว ปีนี้ก็ 82 ปีแล้ว... ที่ยังเดินเหินไปได้ถึงเพียงนี้ ก็สุดยอดแล้วล่ะพ่อหนุ่มเอ๋ย"
ความทรงจำนั้นจางหายไปเมื่อแสงไฟฉายส่องกระทบหน้าจนเขาต้องหลับตาถอยหลัง
"ใครนั่น!" เสียงคนตะโกนเรียก
"ผมเองครับ... พิชัยยุทธ์" เขาตอบเสียงดังพอได้ยิน
"อ้าว... พิชัยยุทธ์เองรึ!" เจ้าของแสงก้าวเข้ามาใกล้ "เองมาทำอะไร มืดๆ แถวนี้! ไม่รู้หรือว่าแถวนี้มีเสือออกอาละวาด!"
พิชัยยุทธ์ตกตะลึง "เสือ... หรือครับ"
"ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน หรือมาด้วยยังไง แต่ที่รู้ๆ มันออกมาขวางทางกินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไปหลายตัวแล้ว" ชายผู้นั้นเร่งรัด "รีบกลับบ้านไปซะ! อย่าอยู่ที่นี่"
"ครับ... ครับ!" เขารับคำทันที
ชายอีกสองสามคนก้าวตามมาจากเบื้องหลัง "ดึกๆ มืดๆ อย่าออกจากบ้านเด็ดขาดนะพ่อหนุ่ม" หนึ่งในนั้นพูด "พวกเรากำลังจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษากันเรื่องนี้โดยเฉพาะ รีบไปได้แล้ว!"เขาโบกมือให้พิชัยยุทธ์รีบไป
พิชัยยุทธ์ก้มหน้ารับคำ ก้าวเท้าเร่งรีบเดินต่อ... เสือที่ไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏขึ้น... ท่ามกลางป่าที่เคยสงบสุข ทั้งที่ป่าแห่งนี้ไม่เคยมีเสือมาก่อน ต้องรีบกลับไปหาแม่และพ่อให้เร็วที่สุดแล้ว