บางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
ไซไฟ,จิตวิทยา,ดราม่า,ลึกลับ,ไทย,้halocline,ไซไฟไทย,วิทยาศาสตร์,bromance,ปรัชญา,sci-fi,ปริศนา,ลึกลับ,ทะเล,น้ำกร่อย,argenteus,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำกร่อย HALOCLINE : THE BRACKISH LAYERบางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
จะเกิดอะไรขึ้น หากความจริงที่เรารู้กันแบ่งออกเป็นหลายชั้น และกำลังคลาดเคลื่อนออกจากกัน
หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของพ่อ ไทด์ วิศวกรท่าเรือหนุ่มเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อค้นหาคำตอบ
แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นตู้ปลาเก่าที่ไม่ควรมีอยู่จริง น้ำจืดและน้ำเค็มแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “การแบ่งชั้นน้ำกร่อย” หรือ ฮาโลไคลน์
จากนั้น สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เริ่มเกิดขึ้น
ผู้คนจดจำเหตุการณ์เดียวกันไม่ตรงกัน
เอกสารเปลี่ยนความหมายเมื่อถูกเปิดอ่าน
และอานนท์ ชายหนุ่มผู้แทบไม่เหลือความทรงจำ กลับไม่มีหลักฐานว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริงเลย
ทั้งสองต้องพบกับงานวิจัยที่ถูกลืม สถานที่ร้างใต้ชายฝั่ง และความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำมานานหลายทศวรรษ ซึ่งสามารถบิดเบือนความทรงจำ หักเห และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้
แต่ยิ่งไทด์เข้าใกล้ความจริงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเข้าใกล้การสูญเสียอานนท์มากขึ้นเท่านั้น
เพราะหากวันหนึ่ง...
ไม่มีใครเหลือที่จดจำเราอีกต่อไป
เราจะยังมีตัวตนอยู่หรือไม่
HALOCLINE: THE BRACKISH LAYER คือเล่มแรกของ HALOCLINE Trilogy ไซไฟลึกลับที่ผสานวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีอยู่จริงเข้ากับปริศนาเชิงวิทยาศาสตร์ ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา และความลึกลับเหนือการรับรู้
โลกไม่ได้พังทลาย มันเพียงคลาดเคลื่อนจากกัน
หากคุณพร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกที่ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
ยินดีต้อนรับสู่ HALOCLINE
ลำแสงสีขาวจากไฟฉายกระบอกเหล็กกรีดผ่านความมืด ตัดตรงจับไปที่ใบหน้าซีดเผือดของเด็กหนุ่มแปลกหน้า อณูฝุ่นหนาแน่นม้วนตัวเกาะกลุ่มอยู่ในลำแสง
อากาศภายในห้องหน่วงหนักและอับชื้นด้วยมวลความกดอากาศต่ำ สายฝนด้านนอกยังคงเทกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสี ส่งเสียงทึบตันและแบนราบ
ไทด์กำด้ามเหล็กของไฟฉายแน่น กรามคมชัดบดเข้าหากันจนเป็นสัน นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในความว่างเปล่าของอีกฝ่าย เขาเค้นเสียงทุ้มต่ำหลุดรอดผ่านไรฟัน
“...กูชื่อไทด์...มึงชื่ออะไรวะ”
เด็กหนุ่มนิ่งสนิท นัยน์ตาสีเข้มสะท้อนเพียงแสงสีขาวของไฟฉาย เขาสบตากับวิศวกรหนุ่มตรงๆ ก่อนจะปล่อยประโยคเรียบๆ ออกมา
“...ผมไม่รู้”
ทว่าในวินาทีนั้นเอง มือซ้ายของเขากลับขยับขึ้นอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวซีดปัดสางปอยผมยาวด้านข้างให้พ้นจากใบหน้า แล้วหยุดกึก ค้างนิ่งอยู่ตรงผิวเนื้อหลังใบหู นิ้วของเขาแข็งค้างอยู่ตรงนั้นชั่วอึดใจ ลมหายใจสะดุดลงดื้อ ๆ
มีเสียงสัญญาณรบกวนแผ่วต่ำคล้ายคลื่นวิทยุอนาล็อกที่จูนไม่ตรงสถานีดังแทรกขึ้นมา เศษกระแสเสียงพร่าเลื่อนลอยผ่านช่องสัญญาณกระท่อนกระแท่น “...อา—” “...—น—” “...มากินข้าว...”
คลื่นรบกวนตัดฉับหายไป ริมฝีปากของเด็กหนุ่มขยับเผยอ ลมหายใจอุ่นกระทบอากาศเย็นในห้อง กลั่นเป็นคำแผ่วหวิวออกมาจากลำคอ
“...อานนท์...”
เขานิ่งงันไป สายตาขยับกลับมาโฟกัสที่ใบหน้าของไทด์ แววตาคู่นั้นยังคงนิ่งราบ กระแสเสียงที่เอ่ยประโยคถัดมาบางเบาราวกับเสียงกระซิบ
“...เหมือนมีคนเคยเรียกผมแบบนั้น”
แฟ้มเอกสารบนโต๊ะเหล็กหมิ่นเหม่จนร่วงหล่นลงพื้น เสียงกระดาษเก่าสวบสาบกระจายตัวออกบนพื้นปูนเปลือย ไทด์ก้มลงหยิบ อานนท์เอื้อมมือลงมาในจังหวะเดียวกัน
ปลายนิ้วของทั้งคู่ที่ห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทั้งคู่หยุดนิ่ง อากาศระหว่างฝ่ามือวูบเย็นลงดื้อ ๆ ไม่มีคำพูด มีเพียงเสียงไม้กระดานเก่าลั่นแผ่วเบามาจากตัวบ้านหลัก
อานนท์ชักมือกลับเข้าหาตัวอย่างเชื่องช้า เขาถอยขยับกลับเข้าพิงเงามืด ไทด์ดึงแฟ้มเอกสารกลับเข้าหาตัวเองแล้วเปิดมันออกใต้ลำแสงไฟฉาย
อานนท์ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาอีก สายตาของเขานิ่งสนิทอยู่ที่ภาพถ่ายใบหนึ่งที่สอดอยู่กึ่งกลางแฟ้ม ในภาพเหมือนจะเป็นศูนย์วิจัยแห่งหนึ่ง มวลน้ำมหาศาลหลังบานกระจกหนาดูขุ่นข้นและมืดมิด โต๊ะโลหะ อุปกรณ์ทดลอง และกลุ่มคนที่สวมเสื้อกาวน์กำลังทำงาน แต่ทุกคนในภาพเบลอพร่า ไม่มีใครเป็นจุดศูนย์กลาง
ที่มุมมืดด้านหลังสุด มีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง ภาพตรงนั้นจางจนเกือบกลืนไปกับพื้นหลัง และเด็กคนนั้นไม่ได้หันมาทางกล้อง
ไทด์ใช้นิ้วหยาบกร้านแตะขอบรูป “...นี่คือที่พ่อทำงาน?”
อานนท์มองรูปนั้นเนิ่นนาน สายตาไล่ไปตามเงาสลัวในมวลน้ำขุ่น
“...ผมเคยเห็นที่นี่” เขานิ่งไปเล็กน้อย ลำคอขยับกลืนน้ำลาย “...หรืออย่างน้อย ผมคิดว่าผมเคย”
“...นายอยู่ในรูปไหม”
อานนท์เงียบ สายตาของเขาเบนออกจากเด็กในภาพ
“...ผมไม่รู้ ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมอยู่ใกล้ใคร”
ไทด์ไม่ได้เค้นต่อ เขาพลิกหน้ากระดาษถัดไป เสียงกระดาษสบกันดังสวบสาบ
ลึกลงไปในปึกเอกสาร มีกระดาษเก่าแผ่นหนึ่งที่มีรอยไหม้ตรงมุม พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ไว้ตรงกึ่งกลางด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ
NODE 01 — FIELD LOG
ไม่มีคำอธิบายอื่น ไทด์อ่านทวนคำนั้นเบา ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“...NODE 01 คืออะไร”
อานนท์จ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นเขม็ง สายตาของเขาหยุดนิ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมา
“...มันเหมือนจุดเริ่มต้นของบางอย่าง...แล้ว...หลังจากนั้น ทุกอย่างก็จำตำแหน่งตัวเองผิด”
ความเงียบไหลกลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง สายตาของไทด์สะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่สอดอยู่หลังซองพลาสติก มันคือบัตรแข็งเก่าจนเนื้อพลาสติกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ มีคราบอ็อกไซด์เกาะหนา ข้อความระบุชื่อชัดเจน:
ARUNEE P. AUTHORIZED ACCESS — NODE SYSTEM
“...Arunee P.” ไทด์ออกเสียงชื่อนั้นทีละพยางค์
อานนท์ถอยสายตาหลบเลี่ยงในทันที กล้ามเนื้อคอเกร็งตึงจนเห็นเส้นเลือด ลมหายใจของเขาติดขัดและสะดุดดื้อ ๆ ไทด์เค้นเสียงต่ำ ทรุดตัวลงนั่งประจันหน้า ลำแสงไฟฉายจับนิ่งที่อกเสื้อสีขาวของอีกฝ่าย
“...นายรู้จักชื่อนี้เหรอ”
แววตาของอานนท์สั่นระริก ร่างกายของเขานิ่งเกร็ง ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
“...ผมไม่ควรจำ”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้น ไทด์ค่อย ๆ ปิดแฟ้มลง เสียงกระดาษหน้าหนาสบกันเบา ๆ ดังชัดเจนในความสงัด ทั้งคู่ต่างจมอยู่ใต้ตะกอนความคิดของตัวเอง มีเพียงเสียงลมพัดกราดกระทบหลังคาสังกะสี
น้ำในหม้อต้มอะลูมิเนียมเดือดพล่าน ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นกระทบแสงไฟสีส้มสลัว ไทด์ยกถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุยสองถ้วยมาวางลงบนโต๊ะไม้แคบ ๆ ที่ผิวไม้มีรอยขูดขีดและคราบกาแฟแห้งกรัง เขายื่นถ้วยหนึ่งให้อานนท์
เด็กหนุ่มยื่นมือมารับไปถือไว้ ไอความร้อนขุ่นมัวโชยขึ้นจับใบหน้าซีด อานนท์มองดูควันขาวที่ลอยม้วนตัวก่อนถามเรียบ ๆ
"คุณทำแบบนี้กับทุกคนเหรอ"
"ไม่" ไทด์ตอบทันควัน ความเงียบไหลกลับมาจับจองพื้นที่อีกครั้ง ไทด์ดึงเก้าอี้ไม้เสียงดังครืด นั่งลงข้าง ๆ โดยสายตายังจับจ้องไปที่ผนังห้อง "ปกติกูอยู่คนเดียว"
อานนท์ช้อนสายตาขึ้นมองผ่านไอความร้อน "แต่ตอนนี้นายก็อยู่ตรงนี้"
อานนท์ไม่ได้ตอบ เขาลงมือกินบะหมี่ ท่วงท่าของเขาแปลกแยก มันรวดเร็ว แม่นยำ และตรงไปตรงมา ไม่มีจังหวะหยุดสูดกลิ่นหอม หรือซดน้ำซุปด้วยความพึงพอใจ ราวกับร่างกายกำลังทำหน้าที่จัดการป้อนสารอาหารให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น
"ปกติชอบกินอะไร เผ็ด ๆ หรือหวาน?" ไทด์ถามพลางเขี่ยเส้นในชาม หวังใช้เสียงทำลายความเงียบสงัด
อานนท์หยุดตะเกียบ นิ่งคิดไปครู่ใหญ่ "ผมกินได้หมดครับ...แค่บางอย่างมันทำให้หัวผมดัง"
ไทด์ขมวดคิ้ว หันไปมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่าย "หัวดัง?"
"เหมือนมันมีเสียงคลื่นแทรกในหัวตอนผมกินของที่ไม่คุ้น..." อานนท์ก้มมองเส้นบะหมี่เหลืองในน้ำซุปขุ่น "แต่ชามนี้ไม่มีครับ...มันปลอดภัย"
ไทด์ก้มลงมองชามของตัวเองบ้าง พลางพยักหน้าแกน ๆ "...เออ...ดีว่ะ งั้นกูก็กินได้เหมือนกันมั้ง"
อานนท์ก้มหน้ากินต่อ เสียงปลายตะเกียบกระทบขอบถ้วยเซรามิกดังแก๊ง... แก๊ง... แผ่วเบาและเป็นจังหวะ ไทด์นั่งนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า
"...กูยังไม่รู้ว่านายเป็นใคร" ไทด์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง "...แต่เอกสารพวกนี้...เหมือนจะรู้จักนาย"
อานนท์หยุดมือที่กำลังคีบเส้น
"...กูกำลังจะไปหาพ่อ" ไทด์นิ่งไปอึดใจใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึก "นายจะมาด้วยไหม"
อานนท์เงียบ สายตาจับจ้องอยู่ที่น้ำซุปที่กำลังนิ่งสนิทและสะท้อนเงาไฟสลัวในชาม ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น
"...ถ้าผมเกี่ยวกับเรื่องนี้...การไปกับคุณ น่าจะทำให้เราได้คำตอบทั้งคู่"
ภายในร้านซ่อมของเก่าใกล้ท่าเรือ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของฝุ่นหนาและกลิ่นฉุนของน้ำยาบัดกรีตะกั่ว โทรทัศน์จอตู้สามเครื่องวางซ้อนกันอยู่มุมห้อง หน้าจอแก้วแตกร้าวเป็นใยแมงมุมแต่ยังคงเสียบปลั๊กทิ้งไว้
นาฬิกาแขวนและนาฬิกาปลุกเก่าหลายสิบเรือนเดินไม่พร้อมกัน เสียงเข็มวินาทีสับขัดแย้งกันเองในความเงียบ วิทยุทรานซิสเตอร์ตัวเปลือยส่งเสียงซ่าแผ่ว ๆ แข่งกับเสียงหัวแร้งบัดกรีที่กำลังจี้ลงบนแผงวงจร
อานนท์เดินกลับเข้ามาในร้าน รองเท้ามีรอยเปื้อนโคลนจาง ๆ
ปู่ประจักษ์ นั่งอยู่บนตั่งไม้โบราณ เบื้องหน้ามีวิทยุอนาล็อกเครื่องโตที่ถูกรื้อฝาหลังออก ชายชราใช้ไขควงตัวยาวขันน็อตเหล็กอย่างเชื่องช้า มือหยาบกร้านตัดกับแสงสลัวที่ส่องผ่านหลังคาสังกะสีเข้ามาเห็นมวลฝุ่นฟุ้งกระจาย
อานนท์ก้าวเข้าไปหยุดยืนด้านหลัง แผ่นหลังของเขาตรงแน่ว
“ปู่ครับ ประสิทธิภาพการทำงานของปู่ลดลง 15%”
“เออ” ปู่ตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขยับสายตาจากรอยบัดกรี
“ระบบวิศวกรรมของปู่...จัดเป็นโครงสร้างใกล้หมดอายุ”
“เออ” เสียงไขควงยังคงบดกับเนื้อเหล็กดังกึก... กึก...
“แล้วมนุษย์ที่หมดอายุ...ส่งไปเคลมที่ไหนครับ”
ความเงียบไหลเข้าแทนที่สัญญาณซ่าของวิทยุทันที มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาจังหวะไม่เท่ากันที่ยังคงดังสับหลีกกันไปมา ปู่ประจักษ์ยังคงขันน็อตต่ออีกสองสามที ก่อนจะวางไขควงลงบนโต๊ะเสียงดังแก๊ง
“ไม่มีที่เคลมหรอก” ชายชราเอ่ย น้ำเสียงแหบพร่าทว่านุ่มนวล โดยไม่ละสายตาจากแผงวงจรตรงหน้า “พอแก่...พอพัง...ก็ฝากอะไรไว้สักอย่าง”
อานนท์ยืนนิ่ง ฟังเสียงเข็มนาฬิการอบตัว
“แล้วให้คนข้างหลังซ่อมต่อ”
อานนท์จ้องมองแผ่นหลังค่อมของประจักษ์ที่สะท้อนแสงสลัว “แล้วปู่จะฝากอะไรไว้ครับ”
ปู่ประจักษ์ค่อย ๆ เอี้ยวใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นลึกตามกาลเวลาขึ้นมา ชายชรายิ้มบาง ๆ ดวงตาสีฝ้าฟางสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มผิวซีดตรงหน้า
“ก็น่าจะเป็นเอ็งนี่แหละ”
อานนท์นิ่งอึ้งไปในทันที ร่างกายของเขาชะงักงัน ท่อนแขนที่เคยปล่อยตรงข้างลำตัวกระตุกเบา ๆ หนึ่งครั้ง เขายืนนิ่งไม่ไหวติง
ภายในเพิงหลังบ้านอันสงัดเงียบ ไทด์อยู่คนเดียว แสงสีเหลืองส้มจากโคมตั้งโต๊ะทอดยาวเหนือแผนที่ชายฝั่งทะเลเก่าแผ่นใหญ่ กระดาษซีดจางจนเกือบกลืนไปกับสีเข้มของเนื้อไม้โต๊ะ
ไทด์ค่อย ๆ วางรูปถ่ายศูนย์วิจัย บัตรผ่านพลาสติกของอรุณี และเอกสารเก่าเรียงลงบนกระดาษอย่างเชื่องช้า แสงโคมสะท้อนคราบบนแผ่นพลาสติกและรอยไหม้ตรงมุมเอกสาร
สายตาของวิศวกรหนุ่มไล่ไปตามแนวส่วนโค้งของชายฝั่งทีละเส้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงสัญลักษณ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่...
สถานีวิทยุชายฝั่ง
ปลายปากกาลูกลื่นในมือของไทด์ค้างอยู่เหนือชื่อนั้นครู่หนึ่ง มือของเขานิ่งสนิท ก่อนจะกดปลายปากกาลงไปและวงกลมล้อมรอบคำนั้นช้า ๆ หมึกสีดำสนิทค่อย ๆ ซึมและกลืนข้อความทั้งคำไว้ในวงกลมเข้ม
ไทด์มองดูวงกลมสีดำนั้นอยู่พักใหญ่ ความเงียบในห้องหนาตัวขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบกุญแจรถกระบะคันเก่า วางทับลงบนหน้าแฟ้มเอกสารเหล็ก เสียงโลหะกระทบกันดัง คลิก หนักแน่น
วิศวกรหนุ่มเอื้อมมือไปกดสวิตช์ปิดไฟโคมตั้งโต๊ะ
แป๊ก!
ห้องทั้งห้องจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดในทันที
เสียงฝนยังคงตกกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก แบนราบและสม่ำเสมอ
......
......
บนเตียงผ้าใบเก่า ลมหายใจของไทด์ค่อย ๆ ผ่อนยาวและสม่ำเสมอ เขาจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปตามกลไกของร่างกาย โดยไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในห้องอีกเลย
......
......ในความมืดมิดสนิท
ลำโพงของวิทยุสื่อสารอนาล็อกเครื่องเก่าบนหิ้งส่งเสียงครางต่ำแผ่วเบาขึ้นมาเองดื้อ ๆ
ไม่มีไฟสถานะสีส้ม... ไม่มีเข็มสเกลขยับ... ไม่มีใครแตะต้องตัวเครื่องที่ปิดสนิท
ซ่า......
ซ่า......
มันไม่ใช่เสียงเครื่องทำงาน แต่เป็นเสียงของกระแสคลื่นจรจัดปริมาณมหาศาลที่เหนี่ยวนำผ่านมวลอากาศ เข้าไปกระทบแผ่นแร่และวงจรทองแดงเก่าที่หลับใหลมานานจนเกิดการสั่นสะเทือน
ความเงียบลากยาวผ่านเสียงสัญญาณรบกวนนั้น บรรยากาศในห้องหน่วงหนักและอึดอัดขึ้นทีละน้อย
ก่อนจะมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งเล็ดลอดผ่านคลื่นแทรกระคายหูออกมาจากกรอบพลาสติกขึ้นสนิม น้ำเสียงนั้นแหบ แตกพร่า และทุ้มต่ำ ราวกับเสียงสะท้อนที่เดินทางผ่านมวลน้ำหนาแน่นและลึกมหาศาลมานานหลายปี
“...ไทด์...”
......
......
......
ติ๊ด...
เสียงความถี่สูงสั้น ๆ ตัดฉับ สัญญาณรบกวนหายไป ทิ้งให้ห้องดิ่งกลับสู่ความมืดและความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาอีกครั้ง
FIELD NOTE 003
Radio Wave
แม้เราจะมองไม่เห็น
แต่คลื่นวิทยุเดินทางผ่านตัวเราตลอดเวลา
วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารจำนวนมาก ต่างอาศัยคลื่นชนิดนี้ในการส่งข้อมูล
คลื่นวิทยุไม่ต้องใช้สายไฟในการเดินทาง
มันเคลื่อนที่ผ่านอากาศด้วยความเร็วเท่ากับแสง
ใน HALOCLINE วิทยุ เป็นเครื่องมือธรรมดา
แต่บางครั้ง สิ่งธรรมดา
ก็อาจนำพาเราไปพบกับความจริงที่ไม่ธรรมดา