บางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
ไซไฟ,จิตวิทยา,ดราม่า,ลึกลับ,ไทย,้halocline,ไซไฟไทย,วิทยาศาสตร์,bromance,ปรัชญา,sci-fi,ปริศนา,ลึกลับ,ทะเล,น้ำกร่อย,argenteus,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำกร่อย HALOCLINE : THE BRACKISH LAYERบางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
จะเกิดอะไรขึ้น หากความจริงที่เรารู้กันแบ่งออกเป็นหลายชั้น และกำลังคลาดเคลื่อนออกจากกัน
หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของพ่อ ไทด์ วิศวกรท่าเรือหนุ่มเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อค้นหาคำตอบ
แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นตู้ปลาเก่าที่ไม่ควรมีอยู่จริง น้ำจืดและน้ำเค็มแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “การแบ่งชั้นน้ำกร่อย” หรือ ฮาโลไคลน์
จากนั้น สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เริ่มเกิดขึ้น
ผู้คนจดจำเหตุการณ์เดียวกันไม่ตรงกัน
เอกสารเปลี่ยนความหมายเมื่อถูกเปิดอ่าน
และอานนท์ ชายหนุ่มผู้แทบไม่เหลือความทรงจำ กลับไม่มีหลักฐานว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริงเลย
ทั้งสองต้องพบกับงานวิจัยที่ถูกลืม สถานที่ร้างใต้ชายฝั่ง และความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำมานานหลายทศวรรษ ซึ่งสามารถบิดเบือนความทรงจำ หักเห และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้
แต่ยิ่งไทด์เข้าใกล้ความจริงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเข้าใกล้การสูญเสียอานนท์มากขึ้นเท่านั้น
เพราะหากวันหนึ่ง...
ไม่มีใครเหลือที่จดจำเราอีกต่อไป
เราจะยังมีตัวตนอยู่หรือไม่
HALOCLINE: THE BRACKISH LAYER คือเล่มแรกของ HALOCLINE Trilogy ไซไฟลึกลับที่ผสานวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีอยู่จริงเข้ากับปริศนาเชิงวิทยาศาสตร์ ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา และความลึกลับเหนือการรับรู้
โลกไม่ได้พังทลาย มันเพียงคลาดเคลื่อนจากกัน
หากคุณพร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกที่ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
ยินดีต้อนรับสู่ HALOCLINE
สายฝนยามค่ำคืนเทกระหน่ำลงมาบนหลังคาสังกะสีเก่า ทว่าสุ้มเสียงของมันกลับแปลกประหลาด ไม่ใช่เสียงซัดสาดอึกทึก แต่ทึบตันและแบนราบ ราวกับมีม่านหนาทึบที่มองไม่เห็นคอยซับมวลเสียงภายนอกเอาไว้จนหมด ทุกตารางนิ้วในบ้านอบอวลไปด้วยอณูของความชื้นเก่าและกลิ่นอายของสิ่งปลูกสร้างที่หยุดนิ่งมานาน ปฏิทินกระดาษบนผนังยังคงค้างอยู่ที่หน้าเดือนเดิมของเมื่อหลายปีก่อน เช่นเดียวกับนาฬิกาไขลานเรือนเก่าที่ส่งเสียงเดินช้ากว่าเวลาจริงอยู่สี่นาทีเสมอ มันถูกปล่อยให้เยื้องย่างอย่างเฉื่อยชาโดยไร้การเหลียวแล
ที่มุมมืดที่สุดของห้อง ตู้ปลาใบเก่าตั้งตระหง่าน
น้ำภายในตู้แยกชั้นออกจากกันอย่างเด็ดขาด ชั้นบนใสกระจ่างทว่าชั้นล่างขุ่นข้นด้วยตะกอน ระนาบกึ่งกลางที่แบ่งแยกน้ำทั้งสองส่วนราบเรียบสนิทราวกับแผ่นกระจก มันไม่ขยับ ไม่ไหลรวม และไม่ไหวติงไปตามแรงสั่นสะเทือนใด ๆ ของโลกภายนอก
ปู่ประจักษ์ รักษ์ศิลา นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าตู้ปลา ร่างชราหนาแน่นนิ่งราวกับก้อนหิน ผิวหน้าถูกลมทะเลกัดเซาะจนเป็นร่องลึก หนวดเคราสีเทาขยับเพียงเล็กน้อยตามจังหวะลมหายใจ ดวงตาฝ้าฟางไม่ได้จับจ้องที่สิ่งใด แต่อาการทอดสายตาของเขานั้นดูราวกับว่าเขากำลังจมดิ่งลงไปอยู่ในจังหวะเวลาเดียวกับมวลน้ำตรงหน้า
ชายชราจุดยาสูบใบจากขึ้นสูบ แสงไฟวับแวมสาดกระทบร่องลึกบนหน้าผากกว้างก่อนจะดับลง ทิ้งควันจาง ๆ ให้ลอยฟุ้ง เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อ ๆ โดยไม่หันมองใคร
“...ยังอยู่อีกนะ”
ห้องกลับคืนสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงรองเท้าบูทยางอุตสาหกรรมหนาหนักของประจักษ์ที่บดลงบนพื้นไม้ผุกร่อนเบา ๆ คราหนึ่ง
“...ก็คิดว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว”
ลลิตา ภักดีวารินทร์ วางถ้วยชาอุ่นร้อนลงบนจานรองเสียงแผ่ว ผิวสีน้ำตาลอ่อนตามธรรมชาติบนใบหน้าของเธอนิ่งงัน ร่องรอยจาง ๆ รอบมุมปากสะท้อนความเหนื่อยล้าลึกซึ้ง ผ้ากันเปื้อนแคนวาสหนาสำหรับงานปั้นเซรามิกที่เธอสวมทับเสื้อลินินสีส้มอิฐยังมีเศษฝุ่นคราบดินเหนียวเกาะกรัง นิ้วมือที่แห้งแตกขยับถอนกลับเร็วเกินจำเป็นทันทีที่แก้วน้ำชาแตะพื้นโต๊ะ
เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนหลวม ๆ หลีกเลี่ยงที่จะส่งสายตาไปทางตู้ปลาใบนั้นนานเกินไป
“...มันไม่เคยนิ่งแบบปกติเลยนะคะ” น้ำเสียงของเธอแห้งผาก แฝงด้วยความโศกเศร้า
ปู่ประจักษ์ค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้น ชายชราเดินผ่านเธอไปหยุดที่บานประตูสังกะสีหน้าบ้าน โดยไม่หันหน้ากลับมามอง
“...นิ่งแบบปกติน่ะ... มันไม่มีหรอก”
บานประตูเปิดออกและปิดลงพร้อมร่างชราที่หายไปในม่านฝน ความเงียบงันไหลทะลักกลับเข้ามาบีบอัดห้องอีกครั้ง เสียงฝนด้านนอกฟังดูห่างไกลออกไปทุกที ราวกับบ้านหลังนี้ถูกตัดขาดและจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึกไปแล้ว
ลลิตายืนอยู่หน้าตู้ปลาเพียงลำพัง แสงสีฟ้าซีดจากก้นตู้สะท้อนเคลือบใบหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเริ่มแดงก่ำฝืนความรู้สึก ฝ่ามือหยาบแห้งของเธอค่อย ๆ ยื่นไปแตะที่ผิวกระจกเย็นจัด ปลาเฉี่ยวหินตัวหนึ่งว่ายเอื่อย ๆ เข้ามาใกล้ มันหยุดค้างอยู่ตรงระนาบฝ่ามือของเธอราวกับกำลังดมกลิ่นสัมผัส
เธอกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะพึมพำกับความว่างเปล่า เหมือนพูดกับใครบางคนที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากบ้านไปเมื่อเช้านี้
“...วันนี้กลับบ้านช้านะ”
มีเพียงเสียงน้ำไหลหึ่งต่ำและแสงสะท้อนของปลาสีเงินในกระจก ทว่าในเสี้ยววินาทีสั้น ๆ นั้นเอง... คลื่นน้ำในตู้เกิดการเปลี่ยนจังหวะระลอกหนึ่ง แสงสะท้อนตัดผ่านผิวกระจกเกิดเป็นเงาตะคุ่มของชายหนุ่มยืนอยู่ข้างหลังเธอ แต่เมื่อระลอกน้ำกลับมาสงบนิ่ง เงานั้นก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียว แปลนแผนผังทางวิศวกรรมของท่าเรือกองพะเนินทับถมกันจนแทบไม่เห็นพื้นไม้ รายงานวิเคราะห์ค่าน้ำกร่อยและค่าความเค็มที่ปะปนด้วยแถวตัวเลขผิดเพี้ยนถูกขีดฆ่าด้วยปากกาเคมี ปากกาลูกลื่นหลายแท่งวางปะปนอยู่กับน็อตเหล็กและไขควง คราบกาแฟแห้งกรังในแก้วเซรามิกสีดำส่งกลิ่นขมจาง ๆ แจ็กเกตฟิลด์เวิร์คแวร์ทำจากผ้าใบแคนวาสดิบสีเข้มตัวหนาพาดอยู่บนพนักเก้าอี้
ตรงกึ่งกลางโต๊ะทำงานนั้น มีรูปถ่ายโพลารอยด์ของตู้ปลาแยกชั้นคู่หนึ่งถูกจัดวางไว้ต่างหาก บางรูปมีรอยวงปากกาสีแดงเน้นย้ำที่ระนาบกึ่งกลางน้ำ ราวกับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
ไทด์ แทนไท ภักดีวารินทร์ วิศวกรหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ยืนจมความคิดอยู่กลางห้อง ลำตัวแน่นหนาสมบุกสมบันสูงใหญ่ ผิวเนื้อแทนคล้ำเข้มกร้านแดดจากการทำงานภาคสนาม ท่อนแขนขวามีแนวรอยแผลเป็นยาวจากการถูกสายสลิงบาด ผมหยักศกสีดำสนิทซอยสั้น เปียกละอองความชื้นชายฝั่งตกลงมาปรกหน้าผากกว้าง ดวงตาคมปลาบดุดันแสดงสัญชาตญาณของการระแวดระวังภัย สายตาของเขาจ้องมองไปที่รูปถ่ายตู้ปลาเหล่านั้น สันกรามคมชัดบดเข้าหากันแน่น
“...มันก็แค่ของทดลอง” เขาสบถเบา ๆ ในลำคอ เสียงฝีเท้าหนาหนักของบูทหัวเหล็กย่ำลงบนพื้นห้องเกิดเสียงดังทึบ “...ของพ่ออีกแล้ว”
น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอันหนักหน่วง ไทด์ไม่ชอบสิ่งใดก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักตรรกะ เขาเชื่อมั่นในระบบตัวเลขและเหตุผลมากกว่าความรู้สึก ชายหนุ่มเอื้อมฝ่ามือหนาหยาบกร้านไปหยิบกระบอกไฟฉายเหล็กขึ้นมากำไว้แน่น
“...มันต้องมีเหตุผลสิวะ”
เขาบอกตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทว่าความลึกในแววตากลับสั่นไหว สวนทางกับความมั่นใจที่พยายามแสดงออก
ประตูไม้ผุกร่อนถูกผลักเปิดออก อากาศภายในเพิงหลังบ้านเย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลัน กลิ่นเค็มของเกลือดีดปะทะจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นเหล็กขึ้นสนิมและกลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารพิมพ์เขียวเก่า แสงจากตู้ปลาสาดครึ่งหน้าของไทด์ เกิดเงาคมที่ยิ่งขับให้ใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าว ฝูงปลาเฉี่ยวหินสีเงินว่ายวนเวียนข้ามผ่านชั้นน้ำกร่อยกึ่งกลางตู้ พวกมันขยับกายเป็นรูปข้าวหลามตัดช้า ๆ มอเตอร์ปั๊มน้ำเก่าส่งเสียงครางต่ำแว่วคลอ
หึ่ง... หึ่ง...
ไทด์ก้าวบูทหัวเหล็กเข้าไปใกล้ ท่อทองแดงและมาตรวัดแรงดันอนาล็อกรอบตู้เต็มไปด้วยคราบสนิม ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในน้ำ
“...พ่อสร้างอะไรไว้กันแน่” เขากระซิบถามตัวเอง
ปลาเฉี่ยวหินตัวหนึ่งว่ายดิ่งเข้ามาประจันหน้ากับผิวกระจก ร่างสีเงินวาวของมันสะท้อนนัยน์ตาสีเข้มของไทด์ ชายหนุ่มฝืนความรู้สึก นิ้วโป้งกดเปิดสวิตช์ไฟฉายเหล็กทันที
คลิก!
ลำแสงสีขาวเข้มพุ่งทะลวงผ่านผิวกระจก ตัดตรงเข้าใส่ใจกลางตู้ปลา
ฝูงปลาเฉี่ยวหินทั้งหมดหยุด พร้อมกัน ไม่มีตัวไหนว่ายต่อ
ไทด์รู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ สันกรามกระตุกเขม็ง คิ้วเรียวขมวดแน่นจนแทบชิด
“...นี่มันเหี้ยอะไรอีกวะ”
เสียงสบถของวิศวกรหลุดรอดผ่านไรฟัน เขาไม่ได้ต้องการถามใคร แต่กำลังปฏิเสธภาพตรงหน้า ชายหนุ่มดึงไฟฉายกลับมาตั้งหลัก ขยับส่ายสปอตไลท์ซ้ำอีกครั้ง
ลำแสงสีขาวเลื่อนผ่านน้ำใสและน้ำขุ่น แสงที่หักเหสาดไปกระทบผนังคอนกรีตดิบด้านหลัง ภาพเงาของท่อเหล็กบนผนังซ้อนทับกันอย่างหน่วงช้ากะพริบวูบเพียงเสี้ยววินาที
มันสั้นเกินกว่าจะระบุว่าเป็นภาพลวงตา แต่ก็ยาวนานพอจะทำให้วิศวกรผู้เชื่อมั่นในสสารอย่างเขาเริ่มไม่มั่นใจในดวงตาของตนเอง ไทด์หยุดมือ ไฟฉายหยุดกึก ลมหายใจของเขาหนักหน่วงและถี่รัวขึ้น
“...หรือเราตาฝาดวะ”
เขากระซิบถามตัวเอง จิตใต้สำนึกส่วนลึกไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เขาต้องการให้โลกใบนี้ช่วยบอกว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นเป็นเพียงแค่เรื่องเหลวไหลของสายตาที่อ่อนล้า
ไทด์เบนกระบอกไฟฉายอีกหน ลำแสงสีขาวจัดตัดผ่านหน้าตัดระนาบน้ำ และครั้งนี้เขาเห็นมันชัดเจน
น้ำใสชั้นบนตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนทันที แต่น้ำขุ่นชั้นล่างกลับไม่ไหวติงไปเกือบครึ่งวินาที ก่อนจะกระตุกไหลตามมา ราวกับโลกทางกายภาพกำลังประมวลผลช้าลง และในจังหวะนั้นเอง เงารูปข้าวหลามตัดสีเข้ม ก็ปรากฏขึ้นบนผนังห้อง
ไทด์คิดว่ามันคือเงาหักเหของกรอบหน้าต่างเหล็กด้านหลัง เขาจึงจงใจเบี่ยงทิศทางไฟฉายเพื่อตรวจสอบ
ทว่า เงานั้นกลับไม่ขยับตามแสง มันแน่นนิ่งดุจหมึกที่ฝังลึกลงในเนื้อปูน ชายหนุ่มสะบัดไฟฉายไล่ตาม แสงสีขาวสาดไล่ไปตามขาโต๊ะเหล็ก ทะยานขึ้นไปบนผนังคอนกรีต และหยุดกึกอยู่บนเรือนร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดข้างตู้ปลา
เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
ชายแปลกหน้ารุ่นราวคราวเดียวกับไทด์ แต่รูปร่างโปร่งและบอบบางกว่า เส้นผมสีดำปนน้ำตาลเข้มหนาตกลงมาปรกหน้าผากและแผ่ออกไปปิดใบหู ผิวเนื้อขาวจัดจนซีดเผือดตัดกับเสื้อแขนยาวสีขาวเรียบที่ไม่มีแม้แต่รอยยับ โครงหน้าเรียวมน สมมาตรเด่นชัด อานนท์ไม่ได้หลบซ่อน เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมีเสียงคลื่นความถี่สูงจาง ๆ ดังสะเทือนออกมา
ไทด์สะดุ้ง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แขนขวาขยับตั้งการ์ดพร้อมปะทะด้วยความระแวง เขากำไฟฉายแน่นขึ้นจนมือสั่น แต่ไม่ได้ก้าวเข้าไปอีก
“...นายเป็นใคร เข้ามาในห้องพ่อฉันได้ยังไง” น้ำเสียงของไทด์ทุ้มต่ำและหนักแน่น เค้นถามสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรมีอยู่ที่นี่
อานนท์ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ท่วงท่าราบเรียบ นัยน์ตาว่างเปล่าสีเข้มของเขาไม่ได้โฟกัสจับจ้องมาที่ตัวไทด์ในทันที แต่เขากลับทอดสายตามองตรงไปที่ตู้ปลาแยกชั้นก่อน ปลายนิ้วมืออันเย็นจัดของอานนท์กระตุกเบา ๆ หนึ่งครั้ง ราวกับร่างกายยังจำสัมผัสบางอย่างได้ ทั้งที่ความทรงจำของเขาว่างเปล่า
“...ไม่รู้” อานนท์ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราบเรียบไร้อารมณ์ “...แต่ผมเหมือนเคยเห็นที่นี่มาก่อน”
กระบอกไฟฉายในมือของไทด์สั่นระริก เงารูปข้าวหลามตัดบนตัวของอานนท์ยังคงอยู่ที่เดิม ทั้งที่ทิศทางและองศาของแสงไฟในมือไทด์เปลี่ยนไปแล้ว ชายหนุ่มตระหนักรู้ในวินาทีนั้นเองว่า คนตรงหน้าไม่ได้แอบเดินเข้าประตูมา แต่เขาเพิ่งปรากฏขึ้นในสายตาต่างหาก ลำคอของวิศวกรหนุ่มแห้งผาก
“...นายเป็นใครกันแน่”
น้ำในตู้ขยับ น้อยมาก น้อยจนไทด์ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นจริงหรือเปล่า
มันคือการตอบรับการมีอยู่ของกันและกันระหว่างมวลน้ำกับร่างของชายหนุ่มผิวซีด ไทด์มองอานนท์ ชายแปลกหน้าผู้ดูหลงทางอย่างไร้ร่องรอย ทว่ากลับมายืนอยู่กึ่งกลางห้องทำงานของพ่อ ราวกับเขาคือผู้ถือครองเศษเสี้ยวความทรงจำ ที่แม้แต่ตัวไทด์เอง... ลูกชายแท้ ๆ ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าถึง
ไทด์อยากพูดบางอย่าง แต่คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ นิ้วที่ถือไฟฉายเริ่มชาด้านจนไร้ความรู้สึก ระบบเหตุผลในหัวกำลังกรีดร้อง เขาไม่มั่นใจอีกต่อไปว่าแผ่นดินคอนกรีตที่เหยียบอยู่คือความจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตา
และท่ามกลางความเงียบงันที่เยือกแข็งดวงตาทั้งสองคู่
น้ำสองชั้นในตู้ปลาสั่นระริกแผ่วเบา ราวกับสสารที่ไร้หัวใจในห้องนี้... สามารถจดจำตัวตนของอานนท์ได้ ก่อนที่มนุษย์คนใดจะทันได้ตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำ
(เสียงซัดแบนของหยาดฝน, เสียงเคลื่อนตัวเหนียวหนืดของน้ำ, และเสียง Static พร่าเลือนแหลมสูงดังก้องในความมืด ราวกับแถบบันทึกความทรงจำเก่าแก่กำลังพยายามโหลดไฟล์ข้อมูลกลับคืนมาอย่างยากลำบาก)
FIELD NOTE 002
Silver Moony
ปลาเฉี่ยวหิน / ปลาผีเสื้อเงิน / ปลาโสร่งแขก
Monodactylus argenteus
ปลาเฉี่ยวหินเป็นปลาที่พบได้ตั้งแต่ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน ไปจนถึงชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง
ความพิเศษของมันคือสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล หากมีการปรับสภาพน้ำอย่างเหมาะสม
ปลาส่วนใหญ่เลือกใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเพียงแบบเดียว
แต่ปลาตัวแบนรูปข้าวหลามตัดเหล่านี้กลับสามารถใช้ชีวิตอยู่บนรอยต่อของทั้งสามโลกได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของ HALOCLINE
เพราะบางครั้ง การอยู่ “ระหว่าง” ก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการอยู่รอด