บางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
ไซไฟ,จิตวิทยา,ดราม่า,ลึกลับ,ไทย,้halocline,ไซไฟไทย,วิทยาศาสตร์,bromance,ปรัชญา,sci-fi,ปริศนา,ลึกลับ,ทะเล,น้ำกร่อย,argenteus,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำกร่อย HALOCLINE : THE BRACKISH LAYERบางคนหายไปจากโลกนี้ได้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น... ชายคนหนึ่งเชื่อในเหตุผล อีกคนไร้ความทรงจำ ต้องเผชิญความจริงที่ทำให้การมีอยู่ของผู้คนค่อย ๆ เลือนหาย นิยายไซไฟ–ลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์จริง
จะเกิดอะไรขึ้น หากความจริงที่เรารู้กันแบ่งออกเป็นหลายชั้น และกำลังคลาดเคลื่อนออกจากกัน
หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของพ่อ ไทด์ วิศวกรท่าเรือหนุ่มเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อค้นหาคำตอบ
แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นตู้ปลาเก่าที่ไม่ควรมีอยู่จริง น้ำจืดและน้ำเค็มแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “การแบ่งชั้นน้ำกร่อย” หรือ ฮาโลไคลน์
จากนั้น สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เริ่มเกิดขึ้น
ผู้คนจดจำเหตุการณ์เดียวกันไม่ตรงกัน
เอกสารเปลี่ยนความหมายเมื่อถูกเปิดอ่าน
และอานนท์ ชายหนุ่มผู้แทบไม่เหลือความทรงจำ กลับไม่มีหลักฐานว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริงเลย
ทั้งสองต้องพบกับงานวิจัยที่ถูกลืม สถานที่ร้างใต้ชายฝั่ง และความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำมานานหลายทศวรรษ ซึ่งสามารถบิดเบือนความทรงจำ หักเห และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้
แต่ยิ่งไทด์เข้าใกล้ความจริงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเข้าใกล้การสูญเสียอานนท์มากขึ้นเท่านั้น
เพราะหากวันหนึ่ง...
ไม่มีใครเหลือที่จดจำเราอีกต่อไป
เราจะยังมีตัวตนอยู่หรือไม่
HALOCLINE: THE BRACKISH LAYER คือเล่มแรกของ HALOCLINE Trilogy ไซไฟลึกลับที่ผสานวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีอยู่จริงเข้ากับปริศนาเชิงวิทยาศาสตร์ ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา และความลึกลับเหนือการรับรู้
โลกไม่ได้พังทลาย มันเพียงคลาดเคลื่อนจากกัน
หากคุณพร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกที่ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
ยินดีต้อนรับสู่ HALOCLINE
มืดสนิท ไม่มีลม ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดนิ่ง เพื่อฟังบางสิ่ง บางสิ่งที่ไม่ควรถูกได้ยิน
แล้วชั้นบางอย่างของโลกก็เริ่มสั่น
ภาพตรงหน้าแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยว พร่าเลือนราวกับชั้นบางอย่างของโลกกำลังปริแตก แสงไฟสปอตไลต์ หัวเสาท่าเรือกะพริบถี่รัวผิดจังหวะ คานเหล็กกล้าใต้สะพานบิดงอเอียงเคว้งขนานกับผิวน้ำ เหมือนมันยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งตรง เสียงโลหะหนักกระแทกกันทื่อ ๆ ดังขึ้นใต้มวลน้ำเค็มลึก
และก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งแตกพร่าพ่นแทรกออกมาจากความพร่าเลือนนั้น “อย่าให้มันถูกบันทึก...!”
เงียบไปอึดใจหนึ่ง สติหลงทิศ จำไม่ได้ว่ามันนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงผู้หญิงอีกคนจะแว่วดังมาจากที่ไหนสักแห่ง ไกลมาก กระแสเสียงอู้อี้เหมือนเดินทางผ่านผนังน้ำหนาหลายชั้นที่ตั้งใจกั้นขวางเอาไว้ “ธีร์...หยุดเดี๋ยวนี้!”
แล้วทุกสิ่งรอบตัวก็ถูกลบเลือนตัดขาด หายวับไป... ก่อนที่ภาพของโลกจะทันได้ก่อตัวจนเสถียรเป็นรูปทรง
ท้องฟ้าสีเทาหม่นทอดเงานิ่งลงบนผิวน้ำกว้างใหญ่ตรงปากแม่น้ำสายหลักก่อนจะไหลทะลักเข้าสู่อ่าวไทย ทะเลสีครามคละคลุ้งไปด้วยโคลนเลนตะกอน
มวลน้ำจืดไหลเข้าปะทะน้ำเค็ม ก่อนจะค่อย ๆ แยกชั้นออกจากกันตามความหนาแน่นของมันเอง ราวกับทั้งสองฝ่ายต่างรู้ขอบเขตของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีใครสั่ง
นกน้ำสยายปีกบินผ่านไอแดดเหนือยอดไม้ในป่าโกงกาง เรือประมงลำเล็กเคลื่อนตัวไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เสียงเครื่องยนต์เก่า ๆ ดังแว่วแทรกมาเป็นพัก ๆ บนดินเลนชุ่มน้ำ ปูก้ามดาบนับร้อยยกก้ามสีส้มขึ้นโบกไปมาเป็นจังหวะ
ทุกอย่างนิ่ง สงบ และดิบกร้าน
ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดสาดนิ่ง ๆ นั้น เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งแทรกผ่านบรรยากาศขึ้นมาอย่างแผ่วเบา จนยากจะบอกได้ว่าเขาเพิ่งเริ่มพูด... หรือโลกใบนี้ไม่เคยหยุดจดจำเสียงนั้นเลยต่างหาก มันไม่ดังขึ้น ไม่เบาลง แต่กลืนเป็นเนื้อเดียวกับความจริงตรงหน้า
“ผมไม่ค่อยชอบน้ำกร่อย…”
เงียบ
“...พ่อผมเคยบอกไว้ก่อนที่เขาจะหายไป”
กระแสเสียงทรุดตัวต่ำลง ทว่าหนักหน่วงดั่งก้อนหินที่จมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ
“... ‘ถ้าแกเข้าใจน้ำกร่อยได้ ไทด์...แกจะเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีแค่สองคำตอบ’ ”
เงียบไปอึดใจ
“แต่วันนี้ผมรู้แล้ว... มันไม่ใช่น้ำชนิดหนึ่งหรอก มันคือที่ที่สองโลกยังไม่ตกลงกันได้ว่าอะไรคือขอบเขตของตัวเอง น้ำจืดไม่เคยยอมแพ้ น้ำทะเลไม่ยอมถอย และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกลางกระแสน้ำที่เบียดขับกันนั้น... คือชีวิต”
“ปลาเล็ก แพลงก์ตอน สิ่งมีชีวิตที่ไม่เลือกฝั่ง มันมีชีวิตรอดอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่ง... แต่เพราะมันเรียนรู้ที่จะอยู่ ‘ระหว่างกลาง’ ของแรงดันสองสัญชาติ”
กระแสน้ำเลื่อนไหลกลับมาสะท้อนเงาของโครงสร้างสะพานเหล็กและเขื่อนคอนกรีตขนาดมหึมาของท่าเรือขนส่งสินค้าในปัจจุบัน
...แต่คนเราอยู่ตรงนั้นไม่นาน
...เพราะตรงกลางนั้น ไม่มีฝั่งไหนมั่นคงพอให้เราเชื่อว่าเป็นบ้าน
และผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่หายไปจากตรงนั้นคือพ่อของผม... หรือเป็นโลกที่ผมเคยรู้จักกันแน่
แว่วเสียงมวลน้ำเคลื่อนตัวแยกชั้นออกจากกันเป็นครั้งสุดท้ายในความมืด กระแสน้ำจืดและน้ำเค็มต่างถอยกลับไปสู่ขอบเขตของตัวเองอย่างเด็ดขาด
...
แล้วความมืดก็เริ่มจดจำโลกอีกแบบหนึ่ง
HALOCLINE
THE BRACKISH LAYER
— ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำกร่อย —
FIELD NOTE 001
HALOCLINE
หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำว่า Halocline มาก่อน
แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ
เมื่อแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล น้ำจืดกับน้ำเค็มจะมาพบกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ผสมกันทันที เพราะน้ำเค็มมีความหนาแน่นมากกว่า จึงอยู่ด้านล่าง ส่วนน้ำจืดจะลอยอยู่ด้านบน
ช่วงรอยต่อระหว่างน้ำทั้งสองชั้น เรียกว่า Halocline
บางแห่งสามารถมองเห็นเป็นเส้นแบ่งได้ด้วยตาเปล่า ราวกับมีโลกสองใบอยู่ในน้ำเดียวกัน
HALOCLINE จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรื่อง แต่มันคือแนวคิดที่ว่า
สิ่งสองสิ่งอาจอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว