ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
ดราม่า,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,รัก,ดราม่า,แก้แค้น,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
"คืนที่ทุกอย่างพังลง"ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
พิม กับ คีริน แฟนหนุ่มที่คบกันมา 5 ปี และ มินตรา เพื่อนสนิทที่เธอรักมากที่สุด เธอคิดว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก จนกระทั่งคืนนึง พิมจับได้คาหนังคาเขาว่าคีรินและมินตราแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานาน ไม่เพียงเท่านั้น คีรินยังออกปากไล่พิม ทิ้งให้เธอเตลิดออกมาพร้อมความเจ็บปวด
ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมนที่สุด แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจาก อคิน นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปราณี อคินไม่ได้ช่วยเธอด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เขามีอดีตและผลประโยชน์บางอย่างที่ต้องการจะสะสางกับครอบครัวของคีรินเช่นกัน
เมื่อ "ความแค้น" ของคนสองคนโคจรมาเจอกัน ข้อตกลงลับจึงเกิดขึ้น... อคินเสนอตัวเป็นเกราะกำบังและมอบอำนาจให้พิมใช้แก้แค้น ส่วนพิมต้องยอมมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา เพื่อช่วยเขาจัดการเสี้ยนหนามทางธุรกิจซึ่งก็คือบริษัทของคีรินนั่นเอง
จากผู้หญิงที่เคยยอมคน พิมฝึกฝนตัวเองใหม่ภายใต้การเคี่ยวกรำของอคิน เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความเยือกเย็น ค่อยๆ วางแผนตลบหลัง ดึงลูกค้า หักหน้าและเปิดโปงความฉ้อฉลของคีรินทีละชั้น ยิ่งอดีตคนรักและเพื่อนทรยศดิ้นรนเท่าไหร่ พายุความแค้นที่พิมและอคินร่วมกันสร้างก็ยิ่งบดขยี้พวกเขาให้จมดินมากขึ้นเท่านั้น
แต่ท่ามกลางเกมกลและการล้างแค้นอันดุเดือด ความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจที่เคยตายด้านของพิมเริ่มสั่นคลอน และสายตาของอคินที่เคยเย็นชาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่แท้จริง... สุดท้ายแล้ว พิมจะเลือกเดินหน้าทำลายศัตรูให้สิ้นซาก หรือจะยอมปล่อยวางเพื่อเปิดรับรักแท้ครั้งใหม่ที่อยู่ตรงหน้า?
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในคืนนั้น ราวกับฟ้าเองก็กำลังร้องไห้แทนความเจ็บปวด
ที่พิมกำลังแบกรับอยู่ เธอเดินไปตามถนนที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟถนนสีส้มอ่อน ๆ
ที่ส่องผ่านม่านฝนลงมาเป็นระยะ ๆ กระเป๋าเดินทางใบเดียวที่เธอลากติดตัวมา
เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากน้ำฝนที่ซึมเข้าไปและจากความเหนื่อยล้าที่แผ่ไป
ทั่วร่างกายของเธอ
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไหร่ ทุกอย่างในหัว
ของเธอตอนนี้เป็นเพียงภาพซ้ำ ๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้
ภาพคีรินกับมินตราบนเตียง คำพูดที่เย็นชาของคีริน สายตาไร้ความรู้สึกผิด
ของมินตรา และประโยคสุดท้ายที่ยังก้องอยู่ในหูของเธอ
"อย่าคิดจะกลับมาอีก"
พิมหยุดเดินตรงป้ายรถเมล์ที่ไม่มีใครอยู่ นั่งลงบนม้านั่งเปียกชื้นโดยไม่สนใจ
ว่าตัวเองจะเปียกมากขึ้นไปอีกเท่าไหร่ เธอวางกระเป๋าไว้ข้าง ๆ แล้วก้มหน้า
ลงในอุ้งมือ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เธอนั่งอยู่แบบนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ความคิดในหัวของเธอวนเวียนไปมา
ระหว่างความโกรธ ความเจ็บปวด และความสับสนว่าตอนนี้เธอควรทำอย่างไร
ต่อไป
ไม่มีบ้าน
ไม่มีที่พัก
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ไม่มีใครที่เธอสามารถพึ่งพาได้ในตอนนี้
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋า มือที่เปียกฝนสั่นเล็กน้อยขณะปลดล็อกหน้าจอ
แสงจากหน้าจอสว่างจ้าท่ามกลางความมืดของค่ำคืน ทำให้ตาของเธอที่บวม
จากการร้องไห้รู้สึกแสบเล็กน้อย
เธอเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ นิ้วของเธอเลื่อนไปหยุดที่ชื่อ "มินตรา" โดยอัตโนมัติ
เพราะเป็นชื่อแรกที่นึกถึงเมื่อมีปัญหาในชีวิต เป็นเพื่อนที่เธอมักจะโทรหา
เมื่อรู้สึกเศร้าหรือสับสน
แต่พอเห็นชื่อนั้น เธอก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น
จนแทบไม่เป็นเสียงหัวเราะอีกต่อไป
พิม : "โง่จริง ๆ เลยนะพิม..."
เธอกระซิบกับตัวเอง
เธอลบชื่อมินตราออกจากความคิด แล้วเลื่อนรายชื่อต่อไป มองหาใครสักคน
ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแท้ที่เธอสามารถพึ่งพาได้ในยามยากลำบากแบบนี้
แต่ยิ่งเลื่อนดูรายชื่อไปเรื่อย ๆ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น
ตลอดห้าปีที่แต่งงานกับคีริน พิมค่อย ๆ ห่างเหินจากเพื่อนคนอื่น ๆ ไปทีละคน
ส่วนหนึ่งเพราะเธอทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการดูแลบ้านและสามีตามที่คีรินต้องการ
อีกส่วนหนึ่งเพราะมินตรามักจะเป็นคนที่เธอใช้เวลาด้วยมากที่สุด
จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้เพื่อนคนอื่น ๆ เลย
เธอนึกถึงเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่เคยสนิทกันมาก แต่ตอนนี้พวกเขาแทบไม่ได้
ติดต่อกันเลยนอกจากการกดไลค์รูปภาพในโซเชียลมีเดียเป็นครั้งคราว
เธอนึกถึงเพื่อนร่วมงานเก่าที่เธอเคยสนิทด้วยก่อนจะลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว
ตามคำขอของคีริน แต่ความสัมพันธ์นั้นก็จางหายไปตามกาลเวลาเช่นกัน
พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่เธออายุยี่สิบกว่า พี่น้องคนเดียวที่มีอยู่ก็ย้ายไป
อยู่ต่างประเทศนานหลายปีแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้
แน่นแฟ้นนัก การโทรหาพี่สาวตอนตีสองเพื่อบอกว่าสามีนอกใจกับเพื่อนสนิท
คงเป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายอึดอัดใจมากกว่าจะช่วยอะไรได้
เธอเลื่อนรายชื่อไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครที่เธอกล้าโทรหา
ไม่ใช่เพราะไม่มีใครที่เธอรู้จัก แต่เพราะเธอรู้สึกอับอายเกินกว่าจะบอกใคร
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอในคืนนี้ อับอายที่ต้องยอมรับว่าชีวิตแต่งงาน
ที่เธอเคยภูมิใจนำเสนอต่อคนรอบข้างว่ามีความสุขนั้น แท้จริงแล้ว
เต็มไปด้วยการหลอกลวง
เธอปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วเก็บกลับเข้ากระเป๋า ปล่อยให้ตัวเองนั่งอยู่ในความเงียบ
ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกกระหน่ำ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ของเธอนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่าความหนาวเย็นจากสายฝนเสียอีก
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ พิมนั่งอยู่ตรงนั้นจนรู้สึกชาไปทั้งตัว
ทั้งจากความหนาวเย็นและจากความอ่อนล้าทางจิตใจ เธอเริ่มคิดว่าบางที
การนั่งอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าฟ้าจะสว่างอาจจะเป็นทางเลือกเดียว
ที่เธอมีในตอนนี้
รถหลายคันขับผ่านไปมาบนถนน บางคันชะลอความเร็วลงเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้หญิง
คนหนึ่งนั่งเปียกฝนอยู่คนเดียวที่ป้ายรถเมล์ยามดึก แต่ไม่มีใครหยุดถามไถ่
ซึ่งพิมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากคนแปลกหน้าเช่นกัน
จนกระทั่งมีรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าเธอ
รถคันนั้นเป็นรถซีดานสีดำคันหรู ดูจากรูปทรงและความสง่างามของตัวรถแล้ว
น่าจะเป็นรถราคาแพงพอสมควร ไฟหน้ารถส่องแสงจ้าเข้ามาในดวงตาของพิม
ทำให้เธอต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาทันทีเมื่อรถหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
โดยไม่มีทีท่าว่าจะขับต่อไป
กระจกฝั่งคนขับค่อย ๆ เลื่อนลงมาอย่างช้า ๆ
อคิน : "ขึ้นรถสิ"
เสียงผู้ชายแปลกหน้าพูดขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่มีน้ำหนักบางอย่าง
ที่ทำให้ฟังดูน่าเชื่อถือ ไม่ใช่น้ำเสียงของคนที่มีเจตนาไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่น้ำเสียงที่อ่อนโยน
จนเกินไปเช่นกัน
พิมชะงักไปเล็กน้อย ความระมัดระวังตามสัญชาตญาณของผู้หญิงที่อยู่คนเดียว
ยามค่ำคืนทำให้เธอถอยห่างออกไปเล็กน้อย เธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้เลย
และในสถานการณ์ปกติ เธอคงไม่มีวันขึ้นรถกับคนแปลกหน้าแน่นอน
อคิน : "ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ได้จะทำอะไรเธอ" เขาพูดต่อ เมื่อเห็นว่าเธอยังคงลังเลอยู่
ในแสงไฟจากป้ายรถเมล์ พิมสามารถมองเห็นเงาของเขาได้บ้าง เป็นผู้ชาย
ที่ดูมีอายุใกล้เคียงกับเธอ ใบหน้าคมชัดและดูสงบนิ่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย
แต่ดูมีราคา
อคิน : "แต่ถ้ายังยืนอยู่ตรงนี้...เธออาจแย่กว่านี้ก็ได้"
เขายิ้มบาง ๆ ให้เธอ รอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกใดเป็นพิเศษ
แต่มีบางอย่างในนั้นที่ทำให้พิมรู้สึกเหมือนเขาไม่ได้กำลังหลอกล่อเธอ
พิมมองไปที่สภาพของตัวเอง เสื้อผ้าเปียกโชกจนติดกับร่างกาย ผมที่เปียกปอน
แนบติดกับใบหน้า ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวจนเริ่มรู้สึกชา
และความเหนื่อยล้าที่หนักหน่วงจนแทบไม่มีแรงจะคิดอะไรต่อไปแล้ว
เธอมองไปรอบ ๆ ถนนที่ว่างเปล่าและมืดสนิท ไม่มีร้านสะดวกซื้อ
ไม่มีที่พักพิงใด ๆ ให้เธอหลบฝนได้
เธอนึกถึงคำพูดของคีรินที่ยังก้องอยู่ในหู "อย่าคิดจะกลับมาอีก" คำพูดที่ตัดขาด
ทุกความหวังที่เธอจะกลับไปยังที่ที่เคยเรียกว่าบ้าน
เธอลังเลอยู่ไม่กี่วินาที สมองของเธอต่อสู้ระหว่างสัญชาตญาณที่บอกให้ระมัดระวัง
คนแปลกหน้า กับความจริงที่ว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่แล้วในตอนนี้
ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีเพื่อนให้พึ่งพา ไม่มีแม้แต่เงินสดพอที่จะจ่ายค่าโรงแรมในคืนนี้
เพราะเธอรีบออกมาจากบ้านโดยไม่ได้คิดเรื่องเงินทองอย่างรอบคอบเลย
ก่อนจะตัดสินใจ...เปิดประตูรถ
เพราะตอนนี้ ฉันไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ เธอบอกกับตัวเองในใจ
ขณะที่มือของเธอเอื้อมไปเปิดประตูรถด้านหลังคนขับ
ทันทีที่เธอนั่งลงในรถและปิดประตู ความอบอุ่นของเครื่องปรับอากาศในรถ
ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าความหนาวเย็นในใจของเธอจะยังคงอยู่ก็ตาม
เธอวางกระเป๋าเดินทางที่เปียกชื้นไว้ข้างตัว พยายามไม่ทำให้เบาะรถหนังเปื้อนน้ำ
มากเกินไป แต่ก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่ทำให้รถของคนแปลกหน้าเปียกไปด้วยตัวเธอ
พิม : "ขอโทษนะคะที่ทำให้รถเปียก"
เธอพูดขึ้น เสียงของเธอยังคงสั่นเล็กน้อยจากความหนาวและความเหนื่อยล้า
อคิน : "ไม่เป็นไร" ผู้ชายคนนั้นตอบสั้น ๆ โดยไม่หันมามอง เขาเริ่มขับรถออกไป
อย่างนุ่มนวล
ความเงียบปกคลุมภายในรถ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างเงียบสงบ
และเสียงฝนที่กระทบกระจกรถเป็นระยะ พิมนั่งนิ่งอยู่ตรงเบาะหลัง มองออกไป
นอกหน้าต่างที่มีหยดน้ำไหลเป็นทาง ทุกอย่างข้างนอกดูเบลอและไม่ชัดเจน
เหมือนกับความรู้สึกภายในใจของเธอในตอนนี้
เธอแอบมองผู้ชายคนนั้นผ่านกระจกมองหลัง เขาขับรถด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ
มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง สายตาจดจ่ออยู่กับถนนข้างหน้า
ไม่มีทีท่าว่าจะพยายามพูดคุยหรือถามคำถามใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งความเงียบนั้นเอง
ทำให้พิมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เพราะเธอไม่มีแรงจะอธิบายอะไร
ให้ใครฟังในตอนนี้…
หลังจากขับไปได้สักพัก เขาก็เอ่ยขึ้นมาเป็นคำถามแรก
อคิน : "จะไปไหน"
เขาถามสั้น ๆ น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม
พิมนิ่งไป เพราะคำตอบที่แท้จริงคือ...เธอไม่รู้
เธอไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีที่พักที่วางแผนไว้ ไม่มีแม้แต่ความคิดว่าคืนนี้เธอจะไปนอน
ที่ไหน สมองของเธอที่เหนื่อยล้าจากเหตุการณ์ทั้งหมดในคืนนี้ไม่สามารถประมวลผล
คำถามง่าย ๆ แบบนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
พิม : "ฉัน..."
เธอเริ่มพูดแต่ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย น้ำตาที่เธอคิดว่าหมดไป
แล้วเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
ผู้ชายคนนั้นเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลังเล็กน้อย ดูเหมือนจะสังเกตเห็น
สภาพของเธอที่กำลังพยายามกลั้นน้ำตาไว้ แต่เขาไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจ
แบบเกินจริงหรือถามคำถามเพิ่มเติมที่อาจทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น
เขาแค่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือน…
เป็นเรื่องปกติธรรมดา
อคิน : "งั้นคืนนี้...ไปพักที่คอนโดฉันก่อน"
พิมหันไปมองเขาทันทีด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คาดคิดว่าคนแปลกหน้า
ที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีจะเสนอที่พักให้เธอแบบนี้ ความระมัดระวังตามสัญชาตญาณ
ของเธอกลับมาทำงานอีกครั้ง
อคิน : "ไม่ต้องคิดมาก ฉันมีห้องว่าง"
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ น้ำเสียงของเขาไม่มีทีท่าว่าจะแอบแฝงเจตนาอื่นใด
อคิน : "หรือเธอจะไปนอนข้างถนนต่อ?"
คำถามนั้นทำให้พิมรู้สึกทั้งขบขันเล็กน้อยและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
เพราะมันเป็นความจริงที่โหดร้าย เธอไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ ในตอนนี้
นอกจากจะเชื่อใจคนแปลกหน้าคนนี้ หรือกลับไปนั่งเปียกฝนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ต่อไป
จนกว่าฟ้าจะสว่าง
เธอเม้มปากแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ผู้ชายคนนั้นผ่านกระจกมองหลังอีกครั้ง
พยายามอ่านความรู้สึกจากใบหน้าของเขา แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงความสงบนิ่ง
ที่ยากจะคาดเดา ไม่มีสัญญาณอันตรายที่ชัดเจน แต่ก็ไม่มีความอบอุ่นแบบ
ที่ทำให้เธอรู้สึกไว้วางใจได้ทันที เป็นเพียงความเป็นกลางที่ทำให้เธอรู้สึกว่า
อย่างน้อยเขาก็ดูไม่มีเจตนาร้าย ก่อนจะตอบเบา ๆ
อคิน : "ขอบคุณนะ..."
เขาพยักหน้าเล็กน้อยรับคำขอบคุณนั้น แล้วขับรถต่อไปในความเงียบ
พิมหันกลับไปมองออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เริ่มถาโถม
เข้ามาอย่างหนักหน่วง ร่างกายที่เปียกฝนและหนาวเย็นเริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
จากเครื่องปรับอากาศในรถ แต่ความอ่อนล้าทางจิตใจนั้นยังคงหนักหน่วงเหมือนเดิม
ไม่นาน รถก็จอดที่คอนโดหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ตัวอาคารสูงตระหง่านมีแสงไฟ
สว่างไสวส่องออกมาจากหน้าต่างหลายชั้น ดูจากภายนอกแล้ว น่าจะเป็น…
คอนโดมิเนียมระดับหรูที่มีราคาแพงมาก พิมมองขึ้นไปที่ตัวอาคาร
ด้วยความรู้สึกทั้งประหลาดใจและวิตกกังวลปนกัน
ผู้ชายคนนั้นจอดรถในลานจอดรถใต้ดินของอาคาร แล้วลงจากรถมาเปิดประตู
ให้เธอ ท่าทางสุภาพนั้นทำให้พิมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เธอลงจากรถ
พร้อมลากกระเป๋าเดินทางตามเขาไป
พวกเขาเดินผ่านล็อบบี้ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา มีพนักงานต้อนรับยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์
ซึ่งพยักหน้าทักทายผู้ชายคนนั้นด้วยความคุ้นเคย แสดงให้เห็นว่าเขาน่าจะเป็น
ผู้พักอาศัยที่นี่มานานพอสมควรแล้ว พิมเดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์
ความเงียบยังคงปกคลุมระหว่างพวกเขา
เมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสูง ผู้ชายคนนั้นเดินนำเธอไปที่ห้องพักของเขา เขาไขกุญแจ
แล้วเปิดประตูให้เธอเข้าไปก่อน
ภายในห้องดูกว้างขวางและหรูหรามาก เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูมีราคาแพงและถูกจัดวาง
อย่างมีระเบียบเรียบร้อย ผนังกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นวิวเมืองยามค่ำคืนที่สวยงาม
แสงไฟจากตึกต่าง ๆ ส่องประกายท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกอยู่ ทุกอย่างในห้องนี้
ดูแพงและหรูหราเกินชีวิตของพิมมาก จนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เหมาะสม
ที่จะยืนอยู่ในสถานที่แบบนี้ด้วยสภาพเปียกโชกและมอมแมมเช่นนี้
อคิน : "อยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน" เขาพูดพลางเดินไปหยิบผ้าขนหนูสะอาด
จากตู้เก็บของมายื่นให้เธอ
อคิน : "แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะทำยังไงต่อ"
พิมรับผ้าขนหนูมาด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย เธอมองไปรอบ ๆ ห้อง แล้วมอง
กลับมาที่เขา รู้สึกถึงความรู้สึกขอบคุณปนกับความรู้สึกแปลกใจที่คนแปลกหน้า
คนหนึ่งยอมช่วยเหลือเธอโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ในโลกที่เธอเพิ่งได้รับบทเรียน
อันเจ็บปวดว่าแม้แต่คนใกล้ตัวที่สุดก็ยังหลอกลวงเธอได้
เธอพยักหน้าเบา ๆ รับคำแนะนำของเขา แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกไป
เธอก็เรียกเขาไว้ ด้วยความรู้สึกว่าอย่างน้อยเธอควรรู้ชื่อของคนที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ
เธอในคืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
พิม : "คุณชื่ออะไร"
เขาหยุดเล็กน้อย หันกลับมามองเธอ ในแสงไฟภายในห้องที่สว่างกว่าในรถ
พิมสามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนขึ้น เป็นใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด
คมชัดแต่ไม่แข็งกร้าวจนเกินไป ดวงตาของเขามีความลึกลับบางอย่าง
ที่ยากจะอ่านออก
ก่อนจะหันมายิ้ม รอยยิ้มที่ดูจริงใจกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกในรถ
อคิน : "อคิน"
ชื่อของเขา สั้น กระชับ แต่มีน้ำหนักบางอย่างที่ทำให้พิมรู้สึกว่าต้องจดจำมันไว้
ถูกจดจำทันทีในใจของเธอ ราวกับเป็นสิ่งสำคัญที่จะติดตัวเธอไปตลอดกาล
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ผู้ชายคนนี้...กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
หลังจากที่อคินเดินออกไปจากห้องพักที่จัดไว้ให้เธอ พิมยืนนิ่งอยู่ตรงกลางห้อง
ครู่หนึ่ง มองไปรอบ ๆ ห้องนอนที่สะอาดสะอ้านและตกแต่งอย่างเรียบง่าย
แต่ดูมีราคา เตียงนอนขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาดตา มีหน้าต่างบานใหญ่
ที่มองเห็นวิวเมืองยามค่ำคืน
เธอเดินไปที่ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอุ่นชำระร่างกายที่เปียกและหนาวเย็นจากสายฝน
น้ำอุ่นที่ไหลผ่านร่างกายของเธอทำให้ความรู้สึกชาจากความหนาวเย็นค่อย ๆ หายไป
แต่ความเจ็บปวดในใจของเธอยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีน้ำอุ่นใดที่จะชะล้าง
ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศได้
ขณะที่ยืนอยู่ใต้สายน้ำ พิมปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครต้องรับรู้ความอ่อนแอของเธอ เธอปล่อยให้เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ในห้องน้ำ
ผสมปนเปกับเสียงน้ำที่ไหลลงมา เธอร้องไห้เพื่อความรักที่สูญเสียไป
ร้องไห้เพื่อมิตรภาพที่ถูกทำลาย ร้องไห้เพื่อชีวิตที่เธอเคยวางแผนไว้
แต่ตอนนี้พังทลายลงจนหมดสิ้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอสวมเสื้อผ้าที่พอจะแห้งจากในกระเป๋าเดินทาง
แล้วนั่งลงบนเตียงนอน มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟเมืองระยิบระยับ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลง
เธอนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ตั้งแต่ตอนที่เธอเดินขึ้นบันได
ด้วยความสุขและความตื่นเต้น จนถึงตอนนี้ที่เธอนั่งอยู่ในห้องพักของคนแปลกหน้า
ไม่มีบ้าน ไม่มีสามี ไม่มีเพื่อนสนิท มีเพียงตัวเธอเองที่เหลืออยู่
เธอนึกถึงชื่อ "อคิน" ที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่ นึกถึงความช่วยเหลือที่เขายื่นมือมาให้
โดยไม่หวังผลตอบแทน ท่ามกลางความมืดมิดของคืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ
อย่างน้อยก็มีแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ปรากฏขึ้นมา แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ว่าแสงสว่างนั้น
จะนำพาเธอไปสู่อะไรก็ตาม
พิมนอนลงบนเตียง ร่างกายที่อ่อนล้าจากเหตุการณ์ทั้งหมดในคืนนี้ทำให้เธอรู้สึก
ง่วงงันอย่างรวดเร็ว แม้ว่าใจของเธอจะยังคงเจ็บปวดและสับสนอยู่ก็ตาม
เธอปิดตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าพาเธอเข้าสู่ห้วงนิทรา
คืนนี้เป็นคืนที่พิมไม่มีที่ไป คืนที่ทุกสิ่งที่เธอเคยมีถูกพรากไปจนหมดสิ้น
แต่มันก็เป็นคืนที่จุดเริ่มต้นใหม่บางอย่างได้ก่อตัวขึ้น แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ตัวก็ตาม