ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"

"คืนที่ทุกอย่างพังลง" - ตอนที่ 1 "คืนที่ทุกอย่างพัง" โดย PangCare @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,รัก,ดราม่า,แก้แค้น,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

"คืนที่ทุกอย่างพังลง"

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,แก้แค้น

รายละเอียด

"คืนที่ทุกอย่างพังลง" โดย PangCare @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"

ผู้แต่ง

PangCare

เรื่องย่อ

พิม กับ คีริน แฟนหนุ่มที่คบกันมา 5 ปี และ มินตรา เพื่อนสนิทที่เธอรักมากที่สุด เธอคิดว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก จนกระทั่งคืนนึง พิมจับได้คาหนังคาเขาว่าคีรินและมินตราแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานาน ไม่เพียงเท่านั้น คีรินยังออกปากไล่พิม ทิ้งให้เธอเตลิดออกมาพร้อมความเจ็บปวด

ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมนที่สุด แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจาก อคิน นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปราณี อคินไม่ได้ช่วยเธอด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เขามีอดีตและผลประโยชน์บางอย่างที่ต้องการจะสะสางกับครอบครัวของคีรินเช่นกัน

เมื่อ "ความแค้น" ของคนสองคนโคจรมาเจอกัน ข้อตกลงลับจึงเกิดขึ้น... อคินเสนอตัวเป็นเกราะกำบังและมอบอำนาจให้พิมใช้แก้แค้น ส่วนพิมต้องยอมมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา เพื่อช่วยเขาจัดการเสี้ยนหนามทางธุรกิจซึ่งก็คือบริษัทของคีรินนั่นเอง

จากผู้หญิงที่เคยยอมคน พิมฝึกฝนตัวเองใหม่ภายใต้การเคี่ยวกรำของอคิน เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความเยือกเย็น ค่อยๆ วางแผนตลบหลัง ดึงลูกค้า หักหน้าและเปิดโปงความฉ้อฉลของคีรินทีละชั้น ยิ่งอดีตคนรักและเพื่อนทรยศดิ้นรนเท่าไหร่ พายุความแค้นที่พิมและอคินร่วมกันสร้างก็ยิ่งบดขยี้พวกเขาให้จมดินมากขึ้นเท่านั้น

แต่ท่ามกลางเกมกลและการล้างแค้นอันดุเดือด ความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจที่เคยตายด้านของพิมเริ่มสั่นคลอน และสายตาของอคินที่เคยเย็นชาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่แท้จริง... สุดท้ายแล้ว พิมจะเลือกเดินหน้าทำลายศัตรูให้สิ้นซาก หรือจะยอมปล่อยวางเพื่อเปิดรับรักแท้ครั้งใหม่ที่อยู่ตรงหน้า?

สารบัญ

"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 1 "คืนที่ทุกอย่างพัง","คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 2 ออกไปจากบ้านของฉัน,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 3 คืนที่ไม่มีที่ไป,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 4 ผู้ชายคนนั้นคือใคร,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 5 ฉันจะไม่กลับไปเป็นคนเดิม,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 6 โลกอีกใบของเขา,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 7 คนที่ฉันเคยรัก,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 8 เกมเริ่มต้น,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 9 “เธอไม่ใช่คนเดิม” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 10 “เริ่มแฉ” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 11 “งานเลี้ยงที่ไม่มีใครลืม” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 12 บทเรียนที่เขาต้องจำ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 13 “คนที่กำลังจะพัง” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"- ตอนที่ 14 “หน้ากากที่หลุดออก” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 15 “การเปิดโปง” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"- ตอนที่ 16 “คนที่เริ่มคลั่ง” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"- ตอนที่ 17 “ความรู้สึกที่เริ่มชัด” ,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 18 "คนที่หายไป","คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 19 "ความจริงของอคิน","คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 20 "จุดจบของมินตรา","คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 21 “การพบกันครั้งสุดท้าย”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 22 “หัวใจที่เริ่มเปิด”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 23 “คำสารภาพ”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 24 “ผู้หญิงที่กลับมายิ้มได้”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 25 “ตรงจุดที่ทุกอย่างเริ่มต้น (ขอแต่งงาน)”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 26 “วันแต่งงาน”,"คืนที่ทุกอย่างพังลง"-ตอนที่ 27 “บทส่งท้าย ณ บ้านที่มีความรัก” (ตอนจบ)

เนื้อหา

ตอนที่ 1 "คืนที่ทุกอย่างพัง"

ฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ตอนเย็น เป็นสายฝนบาง ๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เหมือนกับฟ้าเองก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าคืน

นี้จะไม่ใช่คืนธรรมดา

พิมนวล หรือ "พิม" ตามที่ทุกคนเรียก เดินลงจากแท็กซี่หน้าปากซอยบ้านของตัวเอง มือข้างหนึ่งถือถุงอาหาร

ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านโปรดของคีริน สามีของเธอ ส่วนอีกมือกำร่มไว้แน่น เธอยิ้มบาง ๆ นึกถึงสีหน้าของคีริน

เมื่อเขาเห็นว่าเธอตั้งใจกลับบ้านเร็วกว่ากำหนดเพื่อทำเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ให้เขา

วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา

พิมวางแผนมาทั้งสัปดาห์ว่าจะทำอาหารมื้อเย็นแบบที่คีรินชอบ จุดเทียนหอมกลิ่นวานิลลาที่เขาเคยบอกว่า

ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย และเปิดเพลงที่พวกเขาเคยเต้นด้วยกันในงานแต่งงาน เธอถึงกับโทรลาป่วย

จากที่ทำงานทั้งที่ไม่ได้ป่วยจริง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้ง่ายเสมอไป มีทั้งช่วงเวลาที่ทะเลาะกัน ช่วงที่คีรินงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาให้กัน 

แต่พิมก็เชื่อมาตลอดว่าความรักของพวกเขาแข็งแกร่งพอที่จะผ่านทุกอย่างไปได้ เธอเชื่อในตัวคีริน 

เชื่อในคำสัญญาที่เขาให้ไว้หน้าแท่นพิธี และเชื่อในอนาคตที่พวกเขาวางแผนจะสร้างร่วมกัน

บ้านหลังใหญ่ขึ้น ลูกอีกสองคน และวันเกษียณที่จะไปนั่งจิบกาแฟดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันทุกเย็น

เธอเปิดประตูรั้วเข้ามาเงียบ ๆ ตั้งใจจะไม่ให้มีเสียงดัง เผื่อคีรินอยู่บ้านแล้วจะได้ทำเซอร์ไพรส์ได้เต็มที่ 

รถของคีรินจอดอยู่ในโรงรถ แสดงว่าเขากลับมาแล้ว พิมยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด หัวใจตื่นเต้นราวกับเป็นวันแรก

ที่เธอไปหาเขาที่บ้าน เธอไขกุญแจเข้าบ้านอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ วางถุงอาหารไว้บนโต๊ะในครัว

อย่างระมัดระวังไม่ให้มีเสียงดัง ไฟในบ้านชั้นล่างปิดสนิท มีเพียงแสงสลัว ๆ ลอดออกมาจากใต้ประตู

ห้องนอนชั้นบน

"คีรินคงอาบน้ำอยู่มั้ง" พิมคิดในใจ พลางเดินขึ้นบันไดอย่างเบามือเบาเท้า

แต่ยิ่งเดินใกล้ห้องนอนมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งได้ยินเสียงบางอย่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ 

เสียงหัวเราะเบา ๆ

เสียงหัวเราะที่ไม่ใช่ของคีรินคนเดียว

พิมหยุดชะงักอยู่กลางบันได มือที่กำร่มแน่นอยู่เริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นผิดปกติ 

ไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบเมื่อครู่แล้ว แต่เป็นความรู้สึกไม่ดีที่แล่นขึ้นมาจากท้องจนถึงลำคอ

"เป็นไปไม่ได้..." เธอกระซิบกับตัวเอง "ในบ้านหลังนี้ควรจะมีแค่ฉันกับสามี"

เธอบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำ ๆ ราวกับพยายามสะกดจิตให้ตัวเองเชื่อ บางทีอาจเป็นทีวีที่เปิดทิ้งไว้ 

บางทีอาจเป็นเสียงจากเพื่อนบ้าน บางทีอาจเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังกลัวอยู่ในใจ

เธอค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย เดินเข้าใกล้ประตูห้องนอนที่ปิดอยู่ไม่สนิท มีช่องแสงเล็ก ๆ ลอดออกมา

แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนกว่าเดิม

มินตรา : "คีริน...เบา ๆ สิ เดี๋ยวพิมกลับมา"

เสียงผู้หญิงคนนั้น… เสียงที่นุ่มนวล อ่อนหวาน เสียงที่พิมได้ยินมันมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา 

เสียงที่เคยปลอบโยนเธอในวันที่เธอร้องไห้เพราะอกหักครั้งแรก เสียงที่เคยหัวเราะไปกับเธอในทุกช่วงเวลา

แห่งความสุข เสียงของ "มินตรา" เพื่อนสนิทที่สุดของเธอ เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม เพื่อนที่เธอเลือก

ให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวในวันแต่งงาน เพื่อนที่เธอไว้ใจยิ่งกว่าใครในโลกนี้ รองจากคีริน

มือของพิมสั่นจนร่มที่ถืออยู่หล่นลงพื้นเสียงดังก๊อก แต่เธอไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงหัวใจตัวเอง

ที่เต้นดังก้องอยู่ในหู 

เธอไม่อยากเชื่อ

ไม่อยากแม้แต่จะคิด

สมองของเธอพยายามหาคำอธิบายอื่น ๆ นับสิบแบบ บางทีมินตราอาจจะแค่มาหาคีรินเพื่อขอคำปรึกษา

เรื่องงาน บางทีเธออาจจะป่วยแล้วมาขอให้คีรินพาไปโรงพยาบาล บางทีนั่นอาจจะเป็นเสียงทีวีที่กำลังเล่นละคร

อยู่จริง ๆ แต่เสียงทุกอย่างที่ได้ยิน เสียงหายใจที่ถี่ขึ้น เสียงเตียงที่เอียงไหว เสียงกระซิบที่แผ่วเบา

แต่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด มันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ ฉันไม่ได้โง่ พิมบอกตัวเองในใจ ฉันแค่ไม่อยากเชื่อ

เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนานเกือบนาที มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะที่บานประตู ราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเอง

ว่าจะเปิดเข้าไปดูความจริงหรือจะเดินหนีไปแล้วแกล้งทำเป็นไม่เคยได้ยินอะไรเลย

แต่ในที่สุด เธอก็ผลักประตูเข้าไปช้า ๆ

ภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง

บนเตียงคู่ที่พวกเขาเคยนอนด้วยกันมาห้าปี เตียงที่มีผ้าปูสีครีมลายดอกไม้เล็ก ๆ ที่พิมเลือกเองเมื่อสามเดือนก่อน

เพราะคีรินชอบสีนี้ ตอนนี้กลับมีร่างของผู้ชายที่เธอรักที่สุดในชีวิต กำลังกอดรัดกับผู้หญิงอีกคนอย่างใกล้ชิด

ผมของคีรินที่เคยรวบให้เป็นระเบียบก่อนออกจากบ้านตอนเช้า ตอนนี้ยุ่งเหยิง เสื้อของเขาถูกถอดกองอยู่

ข้างเตียง และร่างของผู้หญิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขา ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เธอไว้ใจที่สุดในชีวิต

คีริน : "พิม...ฟังก่อนนะ!"

คีรินรีบลุกขึ้นทันทีที่เห็นเธอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความสุขเป็นความตกใจสุดขีดในพริบตา 

เขาคว้าผ้าห่มมาปิดร่างตัวเองอย่างรีบร้อน มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะพยายามหาคำพูดที่จะอธิบาย

สิ่งที่ไม่มีทางอธิบายได้

แต่มันสายไปแล้ว

พิมยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ร่างกายของเธอราวกับถูกแช่แข็ง ไม่สามารถขยับไปไหนได้ สายตาของเธอ

จ้องมองภาพตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวังว่าถ้ามองนานพอ มันจะเปลี่ยนเป็นภาพอื่น 

จะกลายเป็นความฝันร้ายที่เธอจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการ แต่มันไม่ใช่ความฝัน

น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่หยุดยั้ง เธอไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง ไม่ได้กรีดร้อง

อย่างที่หนังหรือละครมักจะให้ตัวละครทำเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เธอแค่ยืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหล

อาบใบหน้า ราวกับร่างกายเธอกำลังปลดปล่อยความเจ็บปวดออกมาโดยที่จิตใจยังตามไม่ทัน

พิม : "นี่เหรอ...งานด่วนที่คุณบอก?"

เสียงของเธอสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ ทุกคำที่พูดออกมาราวกับต้องฝ่าฟันอะไรบางอย่างที่จุกอยู่ในลำคอ 

เมื่อเช้านี้ คีรินบอกเธอว่าเขาต้องรีบไปทำงานต่อหลังเลิกงาน มีโปรเจกต์ด่วนที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้า 

เขาถึงกับขอโทษที่อาจจะกลับบ้านดึกและอาจจะลืมวันครบรอบ พิมยิ้มให้เขาแล้วบอกว่าไม่เป็นไร 

งานสำคัญกว่า เธอยังวางแผนจะทำเซอร์ไพรส์รอเขาอยู่ที่บ้านต่างหาก

ตอนนี้เธอถึงเข้าใจแล้วว่า "งานด่วน" ที่คีรินพูดถึงคืออะไร

มินตรารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเองทันทีที่รู้ตัวว่าถูกจับได้ ใบหน้าของเธอซีดลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ 

แต่สิ่งที่พิมสังเกตเห็นและทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่าภาพที่เห็นตรงหน้า คือสายตาที่มินตรามองกลับมาที่เธอ

ไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความรำคาญเจือปนความประหลาดใจเล็กน้อยที่ถูกจับได้

เร็วกว่าที่คาดไว้ ราวกับพิมเป็นฝ่ายที่มาขัดจังหวะความสุขของพวกเขา ไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกทรยศ

มินตรา : "พิม...ฉัน—" มินตราเอ่ยขึ้นมา น้ำเสียงพยายามฟังดูอ่อนโยนแต่กลับไม่มีน้ำหนักของความจริงใจ

เลยแม้แต่น้อย

พิม : "หยุด!"

พิมตะโกนออกไปด้วยเสียงที่แหบพร่า มันเป็นเสียงตะโกนที่มาจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจที่กำลังแตกสลาย 

เสียงที่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตะโกนออกมาได้ในชีวิตนี้ เพราะโดยปกติแล้ว พิมเป็นคนสุภาพ 

เป็นคนที่มักจะเก็บความรู้สึกไว้ในใจ ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ชอบสร้างเรื่องราวใหญ่โต 

แต่ตอนนี้ทุกความอดทนที่เธอสั่งสมมาทั้งชีวิตราวกับพังทลายลงพร้อมกับหัวใจของเธอ

พิม : "พอแล้ว...ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"

เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นและเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ใด ๆ

พิม : "ฉันโง่มาตลอดเลยใช่ไหม...ที่ไว้ใจพวกคุณสองคน"

คำพูดนั้นราวกับเป็นการสารภาพกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับคนตรงหน้า พิมนึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่เธอเล่า

เรื่องปัญหาชีวิตคู่ให้มินตราฟัง ทุกครั้งที่เธอขอคำปรึกษาจากเพื่อนสนิทเรื่องวิธีทำให้ความสัมพันธ์กับคีริน

ดีขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เธอไปขอคำปรึกษาด้วยนั้น กำลังเป็นคนที่ทำลายความสัมพันธ์ของเธอเองอยู่เบื้องหลัง

เธอนึกถึงวันที่มินตรามาช่วยเธอเลือกชุดแต่งงาน นึกถึงคืนที่มินตรานอนเป็นเพื่อนเธอตอนที่เธอแท้งลูกคนแรก

และร้องไห้จนหลับไป นึกถึงทุกวันเกิดที่มินตราไม่เคยลืมแม้แต่ปีเดียว ทุกความทรงจำเหล่านั้นตอนนี้กลับ

กลายเป็นเหมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเธอเริ่มสงสัยว่าทุกอย่างที่มินตราเคยทำ

ให้เธอนั้น เป็นความจริงใจหรือเป็นเพียงการแสดงที่แนบเนียนเพื่อปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหน้าต่างและเสียงสะอื้นแผ่วเบาของพิมเท่านั้น

ที่ดังขึ้นในความเงียบนั้น

คีรินลุกขึ้นยืน สวมเสื้อผ้าอย่างเร่งรีบ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากความตกใจในตอนแรก 

กลับกลายเป็นสีหน้าที่นิ่งเฉยและเย็นชาอย่างประหลาด ราวกับเขาตัดสินใจอะไรบางอย่างในใจแล้ว

คีริน : "ในเมื่อเธอเห็นแล้ว...ฉันก็จะไม่ปิดบัง"

น้ำเสียงของเขาที่พูดออกมานั้นไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดใด ๆ เลย ราวกับเขากำลังพูดเรื่องธุรกิจธรรมดา 

ไม่ใช่การสารภาพความสัมพันธ์นอกใจกับภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาห้าปี

พิมมองหน้าเขา พยายามค้นหาเงาของชายที่เธอรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น ชายที่เคยกอดเธอไว้ในอ้อมแขน

ตอนที่เธอร้องไห้ ชายที่เคยสัญญาว่าจะรักเธอไปตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เธอเห็นตอนนี้กลับเป็นเพียงความว่างเปล่า 

ราวกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน

ประโยคถัดไปของเขา เหมือนมีดที่แทงลงกลางใจเธอซ้ำ ๆ

คีริน : "ฉันไม่ได้รักเธอมานานแล้ว พิม"

โลกทั้งใบของพิมหยุดหมุนในวินาทีนั้น

ทุกอย่างรอบตัวเธอราวกับเคลื่อนไหวช้าลง เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาเงียบหายไป เสียงหายใจของตัวเอง

ที่เคยได้ยินชัดเจนกลับเลือนหายไปในความว่างเปล่า มีเพียงคำพูดของคีรินที่ก้องอยู่ในหัวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คีริน : "ฉันไม่ได้รักเธอมานานแล้ว"

"มานานแล้ว..."

คำว่า "นานแล้ว" นั้นทำร้ายเธอยิ่งกว่าการเห็นภาพบนเตียงเสียอีก เพราะมันหมายความว่า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา 

ทุกคำพูดหวานที่คีรินเคยพูดกับเธอ ทุกครั้งที่เขากอดเธอแล้วบอกว่ารักเธอ ทุกวันครบรอบที่พวกเขาฉลองด้วยกัน 

อาจจะเป็นเพียงคำโกหกที่เขาพูดออกมาโดยไม่มีความรู้สึกใด ๆ อยู่เบื้องหลัง

เธอนึกถึงเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่คีรินซื้อดอกไม้กลับมาให้เธอโดยไม่มีเหตุผล เธอนึกถึงตอนที่เขาบอก

ว่าคิดถึงเธอทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด เธอนึกถึงทุกอ้อมกอด ทุกจูบ ทุกคำพูดที่เธอเชื่อ

ว่าเป็นความจริงใจ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการแสดงหรือ?

พิมรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้าของเธอกำลังยุบตัวลง ร่างกายของเธอเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอเอื้อมมือ

ไปจับกรอบประตูเพื่อพยุงตัวเอง เพราะขาของเธอเริ่มอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว แต่ท่ามกลางความเจ็บปวด

ทั้งหมดนั้น มีบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเธอ

มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ

มันคือความโกรธ

ความโกรธที่เริ่มเผาไหม้อยู่ในอกของเธอ ค่อย ๆ ทำให้เธอรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถยืนตัวตรง

ได้อีกครั้ง แม้ว่าน้ำตาจะยังไหลอยู่ก็ตาม เธอมองไปที่คีรินและมินตราสลับกันไปมา สองคนที่เธอเคยเชื่อใจที่สุด

ในชีวิต สองคนที่กำลังทำลายทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อว่าเป็นความจริง

พิม : "ห้าปี" เธอกระซิบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น 

พิม : "ห้าปีที่ฉันเชื่อว่าเรามีความสุขด้วยกัน... ทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม"

คีรินไม่ตอบ เขาแค่หันหน้าหนี ราวกับไม่กล้าสบตากับความเจ็บปวดที่เขาเป็นคนก่อขึ้น

มินตราลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อผ้าของตัวเองมาสวมอย่างรีบร้อน สีหน้าของเธอเริ่มแสดงความรำคาญ

มากกว่าความรู้สึกผิด 

มินตรา : "พิม เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบที่แกคิดหรอก"

พิม : "ไม่ง่าย?" 

พิมหัวเราะออกมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น 

พิม : "แกนอนกับสามีฉันบนเตียงของฉัน แล้วแกบอกว่าเรื่องมันไม่ง่าย?"

มินตรา : "มันเกิดขึ้นมานานแล้ว" 

มินตราพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหงุดหงิดปนอยู่ ราวกับเธอเบื่อหน่ายที่ต้องมาอธิบายอะไรทั้งนั้น 

มินตรา : "ฉันกับคีรินรักกันจริง ๆ นะ พิม มันไม่ใช่แค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว"

คำพูดนั้นทำให้พิมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เธอมองไปที่คีรินอีกครั้ง หวังว่าเขาจะปฏิเสธคำพูด

ของมินตรา หวังว่าจะมีบางส่วนของเขาที่ยังรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คีรินกลับไม่พูดอะไรเลย เขาแค่ยืนนิ่ง 

สายตามองไปทางอื่น ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

พิม : "นานแค่ไหน" 

พิมถามด้วยเสียงสั่นเครือ เธอต้องรู้ เธอต้องการรู้ว่าทั้งชีวิตของเธอถูกโกหกมานานแค่ไหน

คีรินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบเฉย 

คีริน : "สองปี"

พิมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในตัวเธอแตกสลายลงไปอีกชั้นหนึ่ง สองปีที่ผ่านมา เธอจำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เธอ

พยายามอย่างหนักที่สุดเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคีริน เป็นช่วงที่เธอลาออกจากงานที่รักเพื่อมาดูแลบ้าน

ตามที่คีรินขอ เป็นช่วงที่เธอพยายามเรียนทำอาหารใหม่ ๆ เพื่อทำให้เขามีความสุข เป็นช่วงที่เธอพยายามทำ

ทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตคู่ของพวกเขาดีขึ้น ในขณะที่เธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาความสัมพันธ์ 

คีรินกลับใช้เวลาสองปีนั้นไปกับผู้หญิงอีกคน เพื่อนสนิทที่สุดของเธอเอง

พิม : "ทำไม" เธอถามออกไปอย่างสิ้นหวัง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจปกปิดได้ 

พิม : "ทำไมต้องเป็นมินตรา ทำไมต้องเป็นเพื่อนของฉัน"

คีริน : "เพราะมินตราเข้าใจฉัน" 

คีรินตอบกลับมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาเริ่มมีความหงุดหงิดปนอยู่ 

คีริน : "เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย พิม เธอมัวแต่คิดถึงตัวเองตลอดเวลา"

คำพูดนั้นเหมือนเกลือที่โรยลงบนแผลที่เพิ่งเปิด พิมรู้สึกโกรธจนตัวสั่น เธอทำทุกอย่างเพื่อคีรินมาตลอดห้าปี 

เธอเสียสละความฝันของตัวเอง เสียสละเวลา เสียสละแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับครอบครัวตัวเอง

เพื่อมาดูแลบ้านของเขา แล้วตอนนี้เขากล้าพูดว่าเธอมัวแต่คิดถึงตัวเอง?

พิม : "คุณกำลังพูดว่าการนอกใจฉันเป็นความผิดของฉันงั้นเหรอ?" 

เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ คีรินไม่ตอบ เขาแค่หันหน้าหนีอีกครั้ง มินตราซึ่งใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว 

เดินเข้ามาใกล้พิมมากขึ้น สีหน้าของเธอพยายามทำให้ดูอ่อนโยน แต่พิมรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงการแสดงอีกครั้ง

มินตรา : "พิม ฟังนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายแกหรอก" 

มินตราพูด 

มินตรา : "มันแค่...เกิดขึ้นเอง เราไม่ได้วางแผนอะไรเลย"

พิม : "ไม่ได้วางแผน?" 

พิมถามกลับ เสียงของเธอเริ่มแหลมขึ้นด้วยความโกรธ 

พิม : "สองปี มินตรา สองปีที่แกแกล้งทำเป็นเพื่อนสนิทของฉัน แกล้งมากินข้าวกับฉัน แกล้งปลอบใจฉัน

ตอนที่ฉันมีปัญหากับคีริน ทั้งที่แกรู้ดีว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร"

มินตราเงียบไป เพราะเธอไม่สามารถหาคำตอบมาโต้แย้งได้

พิม : "แกนั่งฟังฉันบ่นเรื่องที่คีรินกลับบ้านดึก แล้วแกก็รู้ใช่ไหมว่าเขาไปอยู่กับแก" 

พิมพูดต่อ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ 

พิม : "แกนั่งฟังฉันร้องไห้เรื่องที่ฉันรู้สึกว่าคีรินห่างเหินไป แล้วแกก็แค่ยิ้มแล้วบอกฉันว่ามันจะดีขึ้นเอง 

ทั้งที่แกรู้ว่ามันจะไม่มีวันดีขึ้น เพราะแกคือสาเหตุ"

ทุกคำพูดที่พิมพูดออกมานั้นเป็นเหมือนการปล่อยความเจ็บปวดที่สั่งสมมานานออกมาทีละนิด เธอรู้สึก

เหมือนตัวเองกำลังลอกเปลือกความทรงจำทุกอย่างที่เธอเคยมีกับมินตรา และค้นพบว่าภายใต้เปลือกนั้น

มีเพียงการหลอกลวงซ่อนอยู่

มินตรา : "พิม...ฉันขอโทษจริง ๆ นะ" 

มินตราพูดในที่สุด น้ำเสียงเริ่มสั่นเล็กน้อย แต่พิมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นความรู้สึกผิดจริง ๆ หรือเป็นเพียงเพราะ

สถานการณ์เริ่มบีบคั้นเธอ

พิม : "ขอโทษ?" 

พิมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น 

พิม : "คำขอโทษของแกไม่มีความหมายอะไรเลย มินตรา ไม่มีความหมายเลยหลังจากที่แกทำลายทุกอย่าง

ที่ฉันเชื่อมั่นในชีวิต"

เธอมองไปที่คีรินอีกครั้ง ชายที่เธอเคยรักที่สุดในชีวิต ชายที่เธอเคยคิดว่าจะอยู่เคียงข้างกันไปจนแก่เฒ่า 

ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักอีกต่อไป

พิม : "แล้วคุณล่ะ คีริน" 

เธอถามด้วยเสียงที่เริ่มสงบลง แต่ความสงบนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธ 

พิม : "ห้าปีที่เราแต่งงานกัน คุณเคยรักฉันจริง ๆ บ้างไหม หรือทั้งหมดมันเป็นแค่การแสดง"

คีรินมองมาที่เธอในที่สุด ดวงตาของเขามีความรู้สึกบางอย่างที่พิมไม่สามารถอ่านออกได้ชัดเจน 

อาจจะเป็นความรู้สึกผิด อาจจะเป็นความรำคาญที่ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้ 

หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างผสมกัน

คีริน : "ฉันเคยรักเธอ" 

เขาพูดในที่สุด น้ำเสียงเบาลง 

คีริน : "ตอนแรก ๆ ฉันรักเธอจริง ๆ นะ พิม แต่คนเราเปลี่ยนไปได้ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปได้"

พิม : "แล้วคุณคิดว่าการโกหกฉันมาสองปี เป็นวิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปงั้นเหรอ?" 

พิมถามกลับ น้ำเสียงของเธอเริ่มแข็งกร้าวขึ้น 

คีริน : "ทำไมคุณไม่บอกฉันตรง ๆ ทำไมคุณไม่หย่ากับฉันก่อนที่จะไปมีอะไรกับมินตรา"

คีรินไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง เขาแค่ถอนหายใจยาว ราวกับเบื่อหน่ายที่ต้องมาอธิบายทุกอย่าง

คีริน : "มันซับซ้อนกว่านั้น" 

เขาพูดในที่สุด

พิม : "ซับซ้อนตรงไหน" 

พิมถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความโกรธที่สะสมมา 

พิม : "คุณแค่ขี้ขลาดเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงต่างหาก คุณอยากได้ทั้งสองอย่าง คุณอยากมีฉัน

เป็นภรรยาที่คอยดูแลบ้าน คอยทำอาหาร คอยเป็นหน้าเป็นตาให้คุณต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนฝูง 

ในขณะเดียวกันคุณก็อยากมีมินตราเป็นคนที่คุณรักจริง ๆ อยู่ลับหลัง"

ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เพราะคีรินไม่มีคำตอบใด ๆ ที่จะโต้แย้งความจริงที่พิมเพิ่งพูดออกมา

พิมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบนั้นดำเนินต่อไป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองสถานการณ์ทั้งหมด

จากมุมสูง ราวกับวิญญาณของเธอลอยออกจากร่างและมองลงมาเห็นภาพผู้หญิงที่ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู

ห้องนอน ผู้หญิงที่เพิ่งค้นพบว่าชีวิตที่เธอสร้างมาทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา

พิม : "ฉันจะไปแล้ว" ในที่สุดเธอก็พูดออกมา เสียงของเธอเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด ราวกับพลังงาน

ทั้งหมดที่เธอมีถูกใช้ไปกับความโกรธและความเจ็บปวดจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่า

เธอหันหลังเดินออกจากห้องนอน แต่ก่อนที่เธอจะก้าวพ้นประตูไป เสียงของคีรินก็ดังขึ้นอีกครั้ง

คีริน : "พิม เดี๋ยวก่อน"

เธอหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับไปมอง

คีริน : "เรื่องนี้...ฉันไม่อยากให้มันจบแบบนี้" 

คีรินพูด น้ำเสียงของเขาฟังดูลังเล 

คีริน : "เรามาคุยกันดี ๆ ได้ไหม เรื่องการหย่า เรื่องทรัพย์สิน เรามาจัดการให้มันเรียบร้อย"

พิมหันกลับมามองเขา ดวงตาของเธอที่ยังเปียกด้วยน้ำตากลับมีแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

พิม : "คุณอยากคุยเรื่องทรัพย์สินตอนนี้เหรอ" 

เธอถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ 

พิม : "ตอนที่ฉันเพิ่งเห็นคุณนอนกับเพื่อนสนิทของฉันบนเตียงของเรา คุณอยากคุยเรื่องทรัพย์สิน?"

คีรินไม่ตอบ เขาแค่ยืนนิ่ง สีหน้าเริ่มแสดงความอึดอัดใจ

พิม : "ไม่เป็นไร" พิมพูดในที่สุด เสียงของเธอเริ่มสงบลง แต่ความสงบนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ 

พิม : "เราค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ฉันแค่อยากออกไปจากที่นี่"

เธอเดินลงบันไดไปอย่างช้า ๆ ทุกก้าวที่เธอเดินราวกับต้องใช้พลังงานมหาศาล ร่างกายของเธอยังคงสั่นอยู่ 

ความรู้สึกชาที่แผ่ไปทั่วร่างทำให้เธอแทบไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความเจ็บปวดที่บีบรัดอยู่ในอก

เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก เธอมองไปรอบ ๆ บ้านหลังนี้ บ้านที่เธอและคีรินสร้างมาด้วยกัน บ้านที่มีความทรงจำ

มากมายทั้งดีและร้าย ภาพถ่ายแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง ของตกแต่งบ้านที่เธอเลือกซื้อด้วยความรัก

และความหวัง ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ตอนนี้กลับดูเหมือนเป็นเพียงฉากละครที่หลอกลวงเธอมาตลอด

เธอมองไปที่ถุงอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว อาหารมื้อพิเศษที่เธอตั้งใจทำเพื่อฉลองวันครบรอบแต่งงาน 

เธอเดินเข้าไปหยิบถุงนั้นขึ้นมา มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะจับถุง แล้วเธอก็เดินไปที่ถังขยะและทิ้งมันลงไปทั้งถุง

น้ำตาของเธอไหลออกมาอีกครั้งขณะที่เธอทำเช่นนั้น เพราะการทิ้งอาหารมื้อนั้นราวกับเป็นสัญลักษณ์

ของการทิ้งความหวังทั้งหมดที่เธอมีต่อชีวิตคู่ของพวกเขา

เธอเดินขึ้นบันไดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปที่ห้องเก็บของ หยิบกระเป๋าใบเล็กออกมาแล้วเริ่มเก็บของใช้จำเป็น 

เสื้อผ้าไม่กี่ชุด ของใช้ส่วนตัว โทรศัพท์และที่ชาร์จ กระเป๋าเงินและเอกสารสำคัญ เธอทำทุกอย่างด้วยมือ

ที่สั่นและสายตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตา ระหว่างที่เธอเก็บของ คีรินและมินตราเดินลงมาจากห้องนอนแล้ว 

มินตรายืนอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้ ในขณะที่คีรินยืนดูพิมเก็บของอยู่ตรงกรอบประตู

คีริน : "เธอจะไปไหน" 

คีรินถาม น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนพยายามแสดงความห่วงใย แต่พิมรู้สึกว่ามันเป็นเพียงคำถามที่ว่างเปล่า

พิม : "ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว" 

เธอตอบโดยไม่หันมามอง เธอเก็บของเสร็จ ปิดกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องนอนไป ผ่านคีรินไปโดยไม่สบตา 

เธอเดินลงบันไดอีกครั้ง มุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก่อนที่เธอจะเปิดประตูออกไป เธอหยุดชะงักและ

หันกลับมามองบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย เธอมองไปที่ภาพถ่ายแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง ภาพที่เธอและคีริน

ยิ้มอย่างมีความสุขในวันที่พวกเขาสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป

พิม : "ห้าปี" 

เธอกระซิบกับตัวเอง 

พิม : "ฉันให้ห้าปีที่ดีที่สุดของชีวิตกับคนที่ไม่เคยรักฉันจริง ๆ"

เธอหันหลังเปิดประตูออกไป ฝนที่ตกอยู่ข้างนอกยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด เธอไม่มีร่ม 

เพราะร่มของเธอตกอยู่บนบันไดตั้งแต่ตอนที่เธอเดินขึ้นมาแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่สนใจอีกต่อไป 

เธอเดินออกจากบ้านท่ามกลางสายฝน ปล่อยให้น้ำฝนเปียกปอนร่างกายและใบหน้าของเธอ 

ผสมปนเปกับน้ำตาที่ยังคงไหลอยู่ไม่หยุด

เธอเดินไปตามถนนโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน มีเพียงความคิดเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ 

เธอต้องออกไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลังบ้านของเธอ เสียงของคีรินและมินตรากำลังคุยกันเบา ๆ แต่พิมไม่สนใจฟังอีกต่อไปแล้ว 

เธอเดินต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนที่เย็นยะเยือก ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเพราะความหนาวเย็น 

แต่ความเจ็บปวดในใจของเธอนั้นรุนแรงยิ่งกว่าความหนาวเย็นทางร่างกายเสียอีก

เธอไม่รู้ว่าเธอเดินมานานแค่ไหน ไม่รู้ว่าเธอเดินมาไกลแค่ไหนจากบ้านที่เคยเป็นบ้านของเธอ 

มีเพียงความรู้สึกชาที่แผ่ไปทั่วร่างกายและจิตใจ ราวกับเธอกำลังเดินอยู่ในความฝันที่ไม่มีวันจบสิ้น

คืนนี้เป็นคืนที่ทุกอย่างในชีวิตของพิมพังทลายลง คืนที่เธอสูญเสียทั้งสามีและเพื่อนสนิทที่สุดในเวลาเดียวกัน 

คืนที่ความไว้วางใจที่เธอมีต่อคนสองคนที่เธอรักที่สุดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

แต่เธอยังไม่รู้เลยว่า คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล