ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
ดราม่า,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,รัก,ดราม่า,แก้แค้น,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
"คืนที่ทุกอย่างพังลง"ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
พิม กับ คีริน แฟนหนุ่มที่คบกันมา 5 ปี และ มินตรา เพื่อนสนิทที่เธอรักมากที่สุด เธอคิดว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก จนกระทั่งคืนนึง พิมจับได้คาหนังคาเขาว่าคีรินและมินตราแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานาน ไม่เพียงเท่านั้น คีรินยังออกปากไล่พิม ทิ้งให้เธอเตลิดออกมาพร้อมความเจ็บปวด
ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมนที่สุด แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจาก อคิน นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปราณี อคินไม่ได้ช่วยเธอด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เขามีอดีตและผลประโยชน์บางอย่างที่ต้องการจะสะสางกับครอบครัวของคีรินเช่นกัน
เมื่อ "ความแค้น" ของคนสองคนโคจรมาเจอกัน ข้อตกลงลับจึงเกิดขึ้น... อคินเสนอตัวเป็นเกราะกำบังและมอบอำนาจให้พิมใช้แก้แค้น ส่วนพิมต้องยอมมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา เพื่อช่วยเขาจัดการเสี้ยนหนามทางธุรกิจซึ่งก็คือบริษัทของคีรินนั่นเอง
จากผู้หญิงที่เคยยอมคน พิมฝึกฝนตัวเองใหม่ภายใต้การเคี่ยวกรำของอคิน เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความเยือกเย็น ค่อยๆ วางแผนตลบหลัง ดึงลูกค้า หักหน้าและเปิดโปงความฉ้อฉลของคีรินทีละชั้น ยิ่งอดีตคนรักและเพื่อนทรยศดิ้นรนเท่าไหร่ พายุความแค้นที่พิมและอคินร่วมกันสร้างก็ยิ่งบดขยี้พวกเขาให้จมดินมากขึ้นเท่านั้น
แต่ท่ามกลางเกมกลและการล้างแค้นอันดุเดือด ความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจที่เคยตายด้านของพิมเริ่มสั่นคลอน และสายตาของอคินที่เคยเย็นชาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่แท้จริง... สุดท้ายแล้ว พิมจะเลือกเดินหน้าทำลายศัตรูให้สิ้นซาก หรือจะยอมปล่อยวางเพื่อเปิดรับรักแท้ครั้งใหม่ที่อยู่ตรงหน้า?
ฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ตอนเย็น เป็นสายฝนบาง ๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เหมือนกับฟ้าเองก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าคืน
นี้จะไม่ใช่คืนธรรมดา
พิมนวล หรือ "พิม" ตามที่ทุกคนเรียก เดินลงจากแท็กซี่หน้าปากซอยบ้านของตัวเอง มือข้างหนึ่งถือถุงอาหาร
ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านโปรดของคีริน สามีของเธอ ส่วนอีกมือกำร่มไว้แน่น เธอยิ้มบาง ๆ นึกถึงสีหน้าของคีริน
เมื่อเขาเห็นว่าเธอตั้งใจกลับบ้านเร็วกว่ากำหนดเพื่อทำเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ให้เขา
วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา
พิมวางแผนมาทั้งสัปดาห์ว่าจะทำอาหารมื้อเย็นแบบที่คีรินชอบ จุดเทียนหอมกลิ่นวานิลลาที่เขาเคยบอกว่า
ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย และเปิดเพลงที่พวกเขาเคยเต้นด้วยกันในงานแต่งงาน เธอถึงกับโทรลาป่วย
จากที่ทำงานทั้งที่ไม่ได้ป่วยจริง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด
ห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้ง่ายเสมอไป มีทั้งช่วงเวลาที่ทะเลาะกัน ช่วงที่คีรินงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาให้กัน
แต่พิมก็เชื่อมาตลอดว่าความรักของพวกเขาแข็งแกร่งพอที่จะผ่านทุกอย่างไปได้ เธอเชื่อในตัวคีริน
เชื่อในคำสัญญาที่เขาให้ไว้หน้าแท่นพิธี และเชื่อในอนาคตที่พวกเขาวางแผนจะสร้างร่วมกัน
บ้านหลังใหญ่ขึ้น ลูกอีกสองคน และวันเกษียณที่จะไปนั่งจิบกาแฟดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันทุกเย็น
เธอเปิดประตูรั้วเข้ามาเงียบ ๆ ตั้งใจจะไม่ให้มีเสียงดัง เผื่อคีรินอยู่บ้านแล้วจะได้ทำเซอร์ไพรส์ได้เต็มที่
รถของคีรินจอดอยู่ในโรงรถ แสดงว่าเขากลับมาแล้ว พิมยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด หัวใจตื่นเต้นราวกับเป็นวันแรก
ที่เธอไปหาเขาที่บ้าน เธอไขกุญแจเข้าบ้านอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ วางถุงอาหารไว้บนโต๊ะในครัว
อย่างระมัดระวังไม่ให้มีเสียงดัง ไฟในบ้านชั้นล่างปิดสนิท มีเพียงแสงสลัว ๆ ลอดออกมาจากใต้ประตู
ห้องนอนชั้นบน
"คีรินคงอาบน้ำอยู่มั้ง" พิมคิดในใจ พลางเดินขึ้นบันไดอย่างเบามือเบาเท้า
แต่ยิ่งเดินใกล้ห้องนอนมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งได้ยินเสียงบางอย่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะที่ไม่ใช่ของคีรินคนเดียว
พิมหยุดชะงักอยู่กลางบันได มือที่กำร่มแน่นอยู่เริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นผิดปกติ
ไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบเมื่อครู่แล้ว แต่เป็นความรู้สึกไม่ดีที่แล่นขึ้นมาจากท้องจนถึงลำคอ
"เป็นไปไม่ได้..." เธอกระซิบกับตัวเอง "ในบ้านหลังนี้ควรจะมีแค่ฉันกับสามี"
เธอบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำ ๆ ราวกับพยายามสะกดจิตให้ตัวเองเชื่อ บางทีอาจเป็นทีวีที่เปิดทิ้งไว้
บางทีอาจเป็นเสียงจากเพื่อนบ้าน บางทีอาจเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังกลัวอยู่ในใจ
เธอค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย เดินเข้าใกล้ประตูห้องนอนที่ปิดอยู่ไม่สนิท มีช่องแสงเล็ก ๆ ลอดออกมา
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนกว่าเดิม
มินตรา : "คีริน...เบา ๆ สิ เดี๋ยวพิมกลับมา"
เสียงผู้หญิงคนนั้น… เสียงที่นุ่มนวล อ่อนหวาน เสียงที่พิมได้ยินมันมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
เสียงที่เคยปลอบโยนเธอในวันที่เธอร้องไห้เพราะอกหักครั้งแรก เสียงที่เคยหัวเราะไปกับเธอในทุกช่วงเวลา
แห่งความสุข เสียงของ "มินตรา" เพื่อนสนิทที่สุดของเธอ เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม เพื่อนที่เธอเลือก
ให้เป็นเพื่อนเจ้าสาวในวันแต่งงาน เพื่อนที่เธอไว้ใจยิ่งกว่าใครในโลกนี้ รองจากคีริน
มือของพิมสั่นจนร่มที่ถืออยู่หล่นลงพื้นเสียงดังก๊อก แต่เธอไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
ที่เต้นดังก้องอยู่ในหู
เธอไม่อยากเชื่อ
ไม่อยากแม้แต่จะคิด
สมองของเธอพยายามหาคำอธิบายอื่น ๆ นับสิบแบบ บางทีมินตราอาจจะแค่มาหาคีรินเพื่อขอคำปรึกษา
เรื่องงาน บางทีเธออาจจะป่วยแล้วมาขอให้คีรินพาไปโรงพยาบาล บางทีนั่นอาจจะเป็นเสียงทีวีที่กำลังเล่นละคร
อยู่จริง ๆ แต่เสียงทุกอย่างที่ได้ยิน เสียงหายใจที่ถี่ขึ้น เสียงเตียงที่เอียงไหว เสียงกระซิบที่แผ่วเบา
แต่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด มันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ ฉันไม่ได้โง่ พิมบอกตัวเองในใจ ฉันแค่ไม่อยากเชื่อ
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนานเกือบนาที มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะที่บานประตู ราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเอง
ว่าจะเปิดเข้าไปดูความจริงหรือจะเดินหนีไปแล้วแกล้งทำเป็นไม่เคยได้ยินอะไรเลย
แต่ในที่สุด เธอก็ผลักประตูเข้าไปช้า ๆ
ภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
บนเตียงคู่ที่พวกเขาเคยนอนด้วยกันมาห้าปี เตียงที่มีผ้าปูสีครีมลายดอกไม้เล็ก ๆ ที่พิมเลือกเองเมื่อสามเดือนก่อน
เพราะคีรินชอบสีนี้ ตอนนี้กลับมีร่างของผู้ชายที่เธอรักที่สุดในชีวิต กำลังกอดรัดกับผู้หญิงอีกคนอย่างใกล้ชิด
ผมของคีรินที่เคยรวบให้เป็นระเบียบก่อนออกจากบ้านตอนเช้า ตอนนี้ยุ่งเหยิง เสื้อของเขาถูกถอดกองอยู่
ข้างเตียง และร่างของผู้หญิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขา ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เธอไว้ใจที่สุดในชีวิต
คีริน : "พิม...ฟังก่อนนะ!"
คีรินรีบลุกขึ้นทันทีที่เห็นเธอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความสุขเป็นความตกใจสุดขีดในพริบตา
เขาคว้าผ้าห่มมาปิดร่างตัวเองอย่างรีบร้อน มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะพยายามหาคำพูดที่จะอธิบาย
สิ่งที่ไม่มีทางอธิบายได้
แต่มันสายไปแล้ว
พิมยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ร่างกายของเธอราวกับถูกแช่แข็ง ไม่สามารถขยับไปไหนได้ สายตาของเธอ
จ้องมองภาพตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวังว่าถ้ามองนานพอ มันจะเปลี่ยนเป็นภาพอื่น
จะกลายเป็นความฝันร้ายที่เธอจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการ แต่มันไม่ใช่ความฝัน
น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไหลลงมาตามแก้มอย่างไม่หยุดยั้ง เธอไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง ไม่ได้กรีดร้อง
อย่างที่หนังหรือละครมักจะให้ตัวละครทำเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เธอแค่ยืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหล
อาบใบหน้า ราวกับร่างกายเธอกำลังปลดปล่อยความเจ็บปวดออกมาโดยที่จิตใจยังตามไม่ทัน
พิม : "นี่เหรอ...งานด่วนที่คุณบอก?"
เสียงของเธอสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ ทุกคำที่พูดออกมาราวกับต้องฝ่าฟันอะไรบางอย่างที่จุกอยู่ในลำคอ
เมื่อเช้านี้ คีรินบอกเธอว่าเขาต้องรีบไปทำงานต่อหลังเลิกงาน มีโปรเจกต์ด่วนที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้า
เขาถึงกับขอโทษที่อาจจะกลับบ้านดึกและอาจจะลืมวันครบรอบ พิมยิ้มให้เขาแล้วบอกว่าไม่เป็นไร
งานสำคัญกว่า เธอยังวางแผนจะทำเซอร์ไพรส์รอเขาอยู่ที่บ้านต่างหาก
ตอนนี้เธอถึงเข้าใจแล้วว่า "งานด่วน" ที่คีรินพูดถึงคืออะไร
มินตรารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเองทันทีที่รู้ตัวว่าถูกจับได้ ใบหน้าของเธอซีดลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
แต่สิ่งที่พิมสังเกตเห็นและทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่าภาพที่เห็นตรงหน้า คือสายตาที่มินตรามองกลับมาที่เธอ
ไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความรำคาญเจือปนความประหลาดใจเล็กน้อยที่ถูกจับได้
เร็วกว่าที่คาดไว้ ราวกับพิมเป็นฝ่ายที่มาขัดจังหวะความสุขของพวกเขา ไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกทรยศ
มินตรา : "พิม...ฉัน—" มินตราเอ่ยขึ้นมา น้ำเสียงพยายามฟังดูอ่อนโยนแต่กลับไม่มีน้ำหนักของความจริงใจ
เลยแม้แต่น้อย
พิม : "หยุด!"
พิมตะโกนออกไปด้วยเสียงที่แหบพร่า มันเป็นเสียงตะโกนที่มาจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจที่กำลังแตกสลาย
เสียงที่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตะโกนออกมาได้ในชีวิตนี้ เพราะโดยปกติแล้ว พิมเป็นคนสุภาพ
เป็นคนที่มักจะเก็บความรู้สึกไว้ในใจ ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ชอบสร้างเรื่องราวใหญ่โต
แต่ตอนนี้ทุกความอดทนที่เธอสั่งสมมาทั้งชีวิตราวกับพังทลายลงพร้อมกับหัวใจของเธอ
พิม : "พอแล้ว...ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"
เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะที่ฟังดูขมขื่นและเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ใด ๆ
พิม : "ฉันโง่มาตลอดเลยใช่ไหม...ที่ไว้ใจพวกคุณสองคน"
คำพูดนั้นราวกับเป็นการสารภาพกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับคนตรงหน้า พิมนึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่เธอเล่า
เรื่องปัญหาชีวิตคู่ให้มินตราฟัง ทุกครั้งที่เธอขอคำปรึกษาจากเพื่อนสนิทเรื่องวิธีทำให้ความสัมพันธ์กับคีริน
ดีขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เธอไปขอคำปรึกษาด้วยนั้น กำลังเป็นคนที่ทำลายความสัมพันธ์ของเธอเองอยู่เบื้องหลัง
เธอนึกถึงวันที่มินตรามาช่วยเธอเลือกชุดแต่งงาน นึกถึงคืนที่มินตรานอนเป็นเพื่อนเธอตอนที่เธอแท้งลูกคนแรก
และร้องไห้จนหลับไป นึกถึงทุกวันเกิดที่มินตราไม่เคยลืมแม้แต่ปีเดียว ทุกความทรงจำเหล่านั้นตอนนี้กลับ
กลายเป็นเหมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเธอเริ่มสงสัยว่าทุกอย่างที่มินตราเคยทำ
ให้เธอนั้น เป็นความจริงใจหรือเป็นเพียงการแสดงที่แนบเนียนเพื่อปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหน้าต่างและเสียงสะอื้นแผ่วเบาของพิมเท่านั้น
ที่ดังขึ้นในความเงียบนั้น
คีรินลุกขึ้นยืน สวมเสื้อผ้าอย่างเร่งรีบ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากความตกใจในตอนแรก
กลับกลายเป็นสีหน้าที่นิ่งเฉยและเย็นชาอย่างประหลาด ราวกับเขาตัดสินใจอะไรบางอย่างในใจแล้ว
คีริน : "ในเมื่อเธอเห็นแล้ว...ฉันก็จะไม่ปิดบัง"
น้ำเสียงของเขาที่พูดออกมานั้นไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดใด ๆ เลย ราวกับเขากำลังพูดเรื่องธุรกิจธรรมดา
ไม่ใช่การสารภาพความสัมพันธ์นอกใจกับภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาห้าปี
พิมมองหน้าเขา พยายามค้นหาเงาของชายที่เธอรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น ชายที่เคยกอดเธอไว้ในอ้อมแขน
ตอนที่เธอร้องไห้ ชายที่เคยสัญญาว่าจะรักเธอไปตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เธอเห็นตอนนี้กลับเป็นเพียงความว่างเปล่า
ราวกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
ประโยคถัดไปของเขา เหมือนมีดที่แทงลงกลางใจเธอซ้ำ ๆ
คีริน : "ฉันไม่ได้รักเธอมานานแล้ว พิม"
โลกทั้งใบของพิมหยุดหมุนในวินาทีนั้น
ทุกอย่างรอบตัวเธอราวกับเคลื่อนไหวช้าลง เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาเงียบหายไป เสียงหายใจของตัวเอง
ที่เคยได้ยินชัดเจนกลับเลือนหายไปในความว่างเปล่า มีเพียงคำพูดของคีรินที่ก้องอยู่ในหัวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คีริน : "ฉันไม่ได้รักเธอมานานแล้ว"
"มานานแล้ว..."
คำว่า "นานแล้ว" นั้นทำร้ายเธอยิ่งกว่าการเห็นภาพบนเตียงเสียอีก เพราะมันหมายความว่า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทุกคำพูดหวานที่คีรินเคยพูดกับเธอ ทุกครั้งที่เขากอดเธอแล้วบอกว่ารักเธอ ทุกวันครบรอบที่พวกเขาฉลองด้วยกัน
อาจจะเป็นเพียงคำโกหกที่เขาพูดออกมาโดยไม่มีความรู้สึกใด ๆ อยู่เบื้องหลัง
เธอนึกถึงเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่คีรินซื้อดอกไม้กลับมาให้เธอโดยไม่มีเหตุผล เธอนึกถึงตอนที่เขาบอก
ว่าคิดถึงเธอทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด เธอนึกถึงทุกอ้อมกอด ทุกจูบ ทุกคำพูดที่เธอเชื่อ
ว่าเป็นความจริงใจ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการแสดงหรือ?
พิมรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้าของเธอกำลังยุบตัวลง ร่างกายของเธอเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอเอื้อมมือ
ไปจับกรอบประตูเพื่อพยุงตัวเอง เพราะขาของเธอเริ่มอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว แต่ท่ามกลางความเจ็บปวด
ทั้งหมดนั้น มีบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเธอ
มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ
มันคือความโกรธ
ความโกรธที่เริ่มเผาไหม้อยู่ในอกของเธอ ค่อย ๆ ทำให้เธอรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถยืนตัวตรง
ได้อีกครั้ง แม้ว่าน้ำตาจะยังไหลอยู่ก็ตาม เธอมองไปที่คีรินและมินตราสลับกันไปมา สองคนที่เธอเคยเชื่อใจที่สุด
ในชีวิต สองคนที่กำลังทำลายทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อว่าเป็นความจริง
พิม : "ห้าปี" เธอกระซิบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
พิม : "ห้าปีที่ฉันเชื่อว่าเรามีความสุขด้วยกัน... ทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม"
คีรินไม่ตอบ เขาแค่หันหน้าหนี ราวกับไม่กล้าสบตากับความเจ็บปวดที่เขาเป็นคนก่อขึ้น
มินตราลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อผ้าของตัวเองมาสวมอย่างรีบร้อน สีหน้าของเธอเริ่มแสดงความรำคาญ
มากกว่าความรู้สึกผิด
มินตรา : "พิม เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบที่แกคิดหรอก"
พิม : "ไม่ง่าย?"
พิมหัวเราะออกมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น
พิม : "แกนอนกับสามีฉันบนเตียงของฉัน แล้วแกบอกว่าเรื่องมันไม่ง่าย?"
มินตรา : "มันเกิดขึ้นมานานแล้ว"
มินตราพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหงุดหงิดปนอยู่ ราวกับเธอเบื่อหน่ายที่ต้องมาอธิบายอะไรทั้งนั้น
มินตรา : "ฉันกับคีรินรักกันจริง ๆ นะ พิม มันไม่ใช่แค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว"
คำพูดนั้นทำให้พิมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เธอมองไปที่คีรินอีกครั้ง หวังว่าเขาจะปฏิเสธคำพูด
ของมินตรา หวังว่าจะมีบางส่วนของเขาที่ยังรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คีรินกลับไม่พูดอะไรเลย เขาแค่ยืนนิ่ง
สายตามองไปทางอื่น ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
พิม : "นานแค่ไหน"
พิมถามด้วยเสียงสั่นเครือ เธอต้องรู้ เธอต้องการรู้ว่าทั้งชีวิตของเธอถูกโกหกมานานแค่ไหน
คีรินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบเฉย
คีริน : "สองปี"
พิมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในตัวเธอแตกสลายลงไปอีกชั้นหนึ่ง สองปีที่ผ่านมา เธอจำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เธอ
พยายามอย่างหนักที่สุดเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคีริน เป็นช่วงที่เธอลาออกจากงานที่รักเพื่อมาดูแลบ้าน
ตามที่คีรินขอ เป็นช่วงที่เธอพยายามเรียนทำอาหารใหม่ ๆ เพื่อทำให้เขามีความสุข เป็นช่วงที่เธอพยายามทำ
ทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตคู่ของพวกเขาดีขึ้น ในขณะที่เธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาความสัมพันธ์
คีรินกลับใช้เวลาสองปีนั้นไปกับผู้หญิงอีกคน เพื่อนสนิทที่สุดของเธอเอง
พิม : "ทำไม" เธอถามออกไปอย่างสิ้นหวัง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจปกปิดได้
พิม : "ทำไมต้องเป็นมินตรา ทำไมต้องเป็นเพื่อนของฉัน"
คีริน : "เพราะมินตราเข้าใจฉัน"
คีรินตอบกลับมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาเริ่มมีความหงุดหงิดปนอยู่
คีริน : "เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย พิม เธอมัวแต่คิดถึงตัวเองตลอดเวลา"
คำพูดนั้นเหมือนเกลือที่โรยลงบนแผลที่เพิ่งเปิด พิมรู้สึกโกรธจนตัวสั่น เธอทำทุกอย่างเพื่อคีรินมาตลอดห้าปี
เธอเสียสละความฝันของตัวเอง เสียสละเวลา เสียสละแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับครอบครัวตัวเอง
เพื่อมาดูแลบ้านของเขา แล้วตอนนี้เขากล้าพูดว่าเธอมัวแต่คิดถึงตัวเอง?
พิม : "คุณกำลังพูดว่าการนอกใจฉันเป็นความผิดของฉันงั้นเหรอ?"
เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ คีรินไม่ตอบ เขาแค่หันหน้าหนีอีกครั้ง มินตราซึ่งใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว
เดินเข้ามาใกล้พิมมากขึ้น สีหน้าของเธอพยายามทำให้ดูอ่อนโยน แต่พิมรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงการแสดงอีกครั้ง
มินตรา : "พิม ฟังนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายแกหรอก"
มินตราพูด
มินตรา : "มันแค่...เกิดขึ้นเอง เราไม่ได้วางแผนอะไรเลย"
พิม : "ไม่ได้วางแผน?"
พิมถามกลับ เสียงของเธอเริ่มแหลมขึ้นด้วยความโกรธ
พิม : "สองปี มินตรา สองปีที่แกแกล้งทำเป็นเพื่อนสนิทของฉัน แกล้งมากินข้าวกับฉัน แกล้งปลอบใจฉัน
ตอนที่ฉันมีปัญหากับคีริน ทั้งที่แกรู้ดีว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร"
มินตราเงียบไป เพราะเธอไม่สามารถหาคำตอบมาโต้แย้งได้
พิม : "แกนั่งฟังฉันบ่นเรื่องที่คีรินกลับบ้านดึก แล้วแกก็รู้ใช่ไหมว่าเขาไปอยู่กับแก"
พิมพูดต่อ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
พิม : "แกนั่งฟังฉันร้องไห้เรื่องที่ฉันรู้สึกว่าคีรินห่างเหินไป แล้วแกก็แค่ยิ้มแล้วบอกฉันว่ามันจะดีขึ้นเอง
ทั้งที่แกรู้ว่ามันจะไม่มีวันดีขึ้น เพราะแกคือสาเหตุ"
ทุกคำพูดที่พิมพูดออกมานั้นเป็นเหมือนการปล่อยความเจ็บปวดที่สั่งสมมานานออกมาทีละนิด เธอรู้สึก
เหมือนตัวเองกำลังลอกเปลือกความทรงจำทุกอย่างที่เธอเคยมีกับมินตรา และค้นพบว่าภายใต้เปลือกนั้น
มีเพียงการหลอกลวงซ่อนอยู่
มินตรา : "พิม...ฉันขอโทษจริง ๆ นะ"
มินตราพูดในที่สุด น้ำเสียงเริ่มสั่นเล็กน้อย แต่พิมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นความรู้สึกผิดจริง ๆ หรือเป็นเพียงเพราะ
สถานการณ์เริ่มบีบคั้นเธอ
พิม : "ขอโทษ?"
พิมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
พิม : "คำขอโทษของแกไม่มีความหมายอะไรเลย มินตรา ไม่มีความหมายเลยหลังจากที่แกทำลายทุกอย่าง
ที่ฉันเชื่อมั่นในชีวิต"
เธอมองไปที่คีรินอีกครั้ง ชายที่เธอเคยรักที่สุดในชีวิต ชายที่เธอเคยคิดว่าจะอยู่เคียงข้างกันไปจนแก่เฒ่า
ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักอีกต่อไป
พิม : "แล้วคุณล่ะ คีริน"
เธอถามด้วยเสียงที่เริ่มสงบลง แต่ความสงบนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธ
พิม : "ห้าปีที่เราแต่งงานกัน คุณเคยรักฉันจริง ๆ บ้างไหม หรือทั้งหมดมันเป็นแค่การแสดง"
คีรินมองมาที่เธอในที่สุด ดวงตาของเขามีความรู้สึกบางอย่างที่พิมไม่สามารถอ่านออกได้ชัดเจน
อาจจะเป็นความรู้สึกผิด อาจจะเป็นความรำคาญที่ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้
หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างผสมกัน
คีริน : "ฉันเคยรักเธอ"
เขาพูดในที่สุด น้ำเสียงเบาลง
คีริน : "ตอนแรก ๆ ฉันรักเธอจริง ๆ นะ พิม แต่คนเราเปลี่ยนไปได้ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปได้"
พิม : "แล้วคุณคิดว่าการโกหกฉันมาสองปี เป็นวิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปงั้นเหรอ?"
พิมถามกลับ น้ำเสียงของเธอเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
คีริน : "ทำไมคุณไม่บอกฉันตรง ๆ ทำไมคุณไม่หย่ากับฉันก่อนที่จะไปมีอะไรกับมินตรา"
คีรินไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง เขาแค่ถอนหายใจยาว ราวกับเบื่อหน่ายที่ต้องมาอธิบายทุกอย่าง
คีริน : "มันซับซ้อนกว่านั้น"
เขาพูดในที่สุด
พิม : "ซับซ้อนตรงไหน"
พิมถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความโกรธที่สะสมมา
พิม : "คุณแค่ขี้ขลาดเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงต่างหาก คุณอยากได้ทั้งสองอย่าง คุณอยากมีฉัน
เป็นภรรยาที่คอยดูแลบ้าน คอยทำอาหาร คอยเป็นหน้าเป็นตาให้คุณต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนฝูง
ในขณะเดียวกันคุณก็อยากมีมินตราเป็นคนที่คุณรักจริง ๆ อยู่ลับหลัง"
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เพราะคีรินไม่มีคำตอบใด ๆ ที่จะโต้แย้งความจริงที่พิมเพิ่งพูดออกมา
พิมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบนั้นดำเนินต่อไป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองสถานการณ์ทั้งหมด
จากมุมสูง ราวกับวิญญาณของเธอลอยออกจากร่างและมองลงมาเห็นภาพผู้หญิงที่ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู
ห้องนอน ผู้หญิงที่เพิ่งค้นพบว่าชีวิตที่เธอสร้างมาทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา
พิม : "ฉันจะไปแล้ว" ในที่สุดเธอก็พูดออกมา เสียงของเธอเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด ราวกับพลังงาน
ทั้งหมดที่เธอมีถูกใช้ไปกับความโกรธและความเจ็บปวดจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่า
เธอหันหลังเดินออกจากห้องนอน แต่ก่อนที่เธอจะก้าวพ้นประตูไป เสียงของคีรินก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คีริน : "พิม เดี๋ยวก่อน"
เธอหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับไปมอง
คีริน : "เรื่องนี้...ฉันไม่อยากให้มันจบแบบนี้"
คีรินพูด น้ำเสียงของเขาฟังดูลังเล
คีริน : "เรามาคุยกันดี ๆ ได้ไหม เรื่องการหย่า เรื่องทรัพย์สิน เรามาจัดการให้มันเรียบร้อย"
พิมหันกลับมามองเขา ดวงตาของเธอที่ยังเปียกด้วยน้ำตากลับมีแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
พิม : "คุณอยากคุยเรื่องทรัพย์สินตอนนี้เหรอ"
เธอถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
พิม : "ตอนที่ฉันเพิ่งเห็นคุณนอนกับเพื่อนสนิทของฉันบนเตียงของเรา คุณอยากคุยเรื่องทรัพย์สิน?"
คีรินไม่ตอบ เขาแค่ยืนนิ่ง สีหน้าเริ่มแสดงความอึดอัดใจ
พิม : "ไม่เป็นไร" พิมพูดในที่สุด เสียงของเธอเริ่มสงบลง แต่ความสงบนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้
พิม : "เราค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ฉันแค่อยากออกไปจากที่นี่"
เธอเดินลงบันไดไปอย่างช้า ๆ ทุกก้าวที่เธอเดินราวกับต้องใช้พลังงานมหาศาล ร่างกายของเธอยังคงสั่นอยู่
ความรู้สึกชาที่แผ่ไปทั่วร่างทำให้เธอแทบไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความเจ็บปวดที่บีบรัดอยู่ในอก
เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก เธอมองไปรอบ ๆ บ้านหลังนี้ บ้านที่เธอและคีรินสร้างมาด้วยกัน บ้านที่มีความทรงจำ
มากมายทั้งดีและร้าย ภาพถ่ายแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง ของตกแต่งบ้านที่เธอเลือกซื้อด้วยความรัก
และความหวัง ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ตอนนี้กลับดูเหมือนเป็นเพียงฉากละครที่หลอกลวงเธอมาตลอด
เธอมองไปที่ถุงอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว อาหารมื้อพิเศษที่เธอตั้งใจทำเพื่อฉลองวันครบรอบแต่งงาน
เธอเดินเข้าไปหยิบถุงนั้นขึ้นมา มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะจับถุง แล้วเธอก็เดินไปที่ถังขยะและทิ้งมันลงไปทั้งถุง
น้ำตาของเธอไหลออกมาอีกครั้งขณะที่เธอทำเช่นนั้น เพราะการทิ้งอาหารมื้อนั้นราวกับเป็นสัญลักษณ์
ของการทิ้งความหวังทั้งหมดที่เธอมีต่อชีวิตคู่ของพวกเขา
เธอเดินขึ้นบันไดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปที่ห้องเก็บของ หยิบกระเป๋าใบเล็กออกมาแล้วเริ่มเก็บของใช้จำเป็น
เสื้อผ้าไม่กี่ชุด ของใช้ส่วนตัว โทรศัพท์และที่ชาร์จ กระเป๋าเงินและเอกสารสำคัญ เธอทำทุกอย่างด้วยมือ
ที่สั่นและสายตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตา ระหว่างที่เธอเก็บของ คีรินและมินตราเดินลงมาจากห้องนอนแล้ว
มินตรายืนอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้ ในขณะที่คีรินยืนดูพิมเก็บของอยู่ตรงกรอบประตู
คีริน : "เธอจะไปไหน"
คีรินถาม น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนพยายามแสดงความห่วงใย แต่พิมรู้สึกว่ามันเป็นเพียงคำถามที่ว่างเปล่า
พิม : "ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว"
เธอตอบโดยไม่หันมามอง เธอเก็บของเสร็จ ปิดกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องนอนไป ผ่านคีรินไปโดยไม่สบตา
เธอเดินลงบันไดอีกครั้ง มุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก่อนที่เธอจะเปิดประตูออกไป เธอหยุดชะงักและ
หันกลับมามองบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย เธอมองไปที่ภาพถ่ายแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง ภาพที่เธอและคีริน
ยิ้มอย่างมีความสุขในวันที่พวกเขาสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป
พิม : "ห้าปี"
เธอกระซิบกับตัวเอง
พิม : "ฉันให้ห้าปีที่ดีที่สุดของชีวิตกับคนที่ไม่เคยรักฉันจริง ๆ"
เธอหันหลังเปิดประตูออกไป ฝนที่ตกอยู่ข้างนอกยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด เธอไม่มีร่ม
เพราะร่มของเธอตกอยู่บนบันไดตั้งแต่ตอนที่เธอเดินขึ้นมาแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่สนใจอีกต่อไป
เธอเดินออกจากบ้านท่ามกลางสายฝน ปล่อยให้น้ำฝนเปียกปอนร่างกายและใบหน้าของเธอ
ผสมปนเปกับน้ำตาที่ยังคงไหลอยู่ไม่หยุด
เธอเดินไปตามถนนโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน มีเพียงความคิดเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
เธอต้องออกไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังบ้านของเธอ เสียงของคีรินและมินตรากำลังคุยกันเบา ๆ แต่พิมไม่สนใจฟังอีกต่อไปแล้ว
เธอเดินต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนที่เย็นยะเยือก ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเพราะความหนาวเย็น
แต่ความเจ็บปวดในใจของเธอนั้นรุนแรงยิ่งกว่าความหนาวเย็นทางร่างกายเสียอีก
เธอไม่รู้ว่าเธอเดินมานานแค่ไหน ไม่รู้ว่าเธอเดินมาไกลแค่ไหนจากบ้านที่เคยเป็นบ้านของเธอ
มีเพียงความรู้สึกชาที่แผ่ไปทั่วร่างกายและจิตใจ ราวกับเธอกำลังเดินอยู่ในความฝันที่ไม่มีวันจบสิ้น
คืนนี้เป็นคืนที่ทุกอย่างในชีวิตของพิมพังทลายลง คืนที่เธอสูญเสียทั้งสามีและเพื่อนสนิทที่สุดในเวลาเดียวกัน
คืนที่ความไว้วางใจที่เธอมีต่อคนสองคนที่เธอรักที่สุดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
แต่เธอยังไม่รู้เลยว่า คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล