ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
ดราม่า,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,รัก,ดราม่า,แก้แค้น,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
"คืนที่ทุกอย่างพังลง"ภาพที่เห็นตรงหน้า… ทำโลกทั้งใบของฉันพังลงในวินาทีนั้น และ "เมื่อความไว้ใจถูกเหยียบย่ำด้วยความทรยศจากคนที่รักที่สุดสองคน... ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การก้มหน้าร้องไห้ แต่คือการจูงมือ ‘เขา’ ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดลุกขึ้นมาทวงคืนทุกอย่าง!"
พิม กับ คีริน แฟนหนุ่มที่คบกันมา 5 ปี และ มินตรา เพื่อนสนิทที่เธอรักมากที่สุด เธอคิดว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก จนกระทั่งคืนนึง พิมจับได้คาหนังคาเขาว่าคีรินและมินตราแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานาน ไม่เพียงเท่านั้น คีรินยังออกปากไล่พิม ทิ้งให้เธอเตลิดออกมาพร้อมความเจ็บปวด
ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมนที่สุด แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจาก อคิน นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปราณี อคินไม่ได้ช่วยเธอด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เขามีอดีตและผลประโยชน์บางอย่างที่ต้องการจะสะสางกับครอบครัวของคีรินเช่นกัน
เมื่อ "ความแค้น" ของคนสองคนโคจรมาเจอกัน ข้อตกลงลับจึงเกิดขึ้น... อคินเสนอตัวเป็นเกราะกำบังและมอบอำนาจให้พิมใช้แก้แค้น ส่วนพิมต้องยอมมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา เพื่อช่วยเขาจัดการเสี้ยนหนามทางธุรกิจซึ่งก็คือบริษัทของคีรินนั่นเอง
จากผู้หญิงที่เคยยอมคน พิมฝึกฝนตัวเองใหม่ภายใต้การเคี่ยวกรำของอคิน เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความเยือกเย็น ค่อยๆ วางแผนตลบหลัง ดึงลูกค้า หักหน้าและเปิดโปงความฉ้อฉลของคีรินทีละชั้น ยิ่งอดีตคนรักและเพื่อนทรยศดิ้นรนเท่าไหร่ พายุความแค้นที่พิมและอคินร่วมกันสร้างก็ยิ่งบดขยี้พวกเขาให้จมดินมากขึ้นเท่านั้น
แต่ท่ามกลางเกมกลและการล้างแค้นอันดุเดือด ความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจที่เคยตายด้านของพิมเริ่มสั่นคลอน และสายตาของอคินที่เคยเย็นชาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่แท้จริง... สุดท้ายแล้ว พิมจะเลือกเดินหน้าทำลายศัตรูให้สิ้นซาก หรือจะยอมปล่อยวางเพื่อเปิดรับรักแท้ครั้งใหม่ที่อยู่ตรงหน้า?
พิมเดินออกมาจากบ้านได้เพียงไม่กี่ก้าว สายฝนที่เย็นยะเยือกกระทบใบหน้าของเธอ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
เดินตามมาจากด้านหลัง เธอไม่ต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่าเป็นใคร
คีริน : "พิม รอเดี๋ยว"
เสียงของคีรินดังขึ้นพร้อมกับมือที่เอื้อมมาจับแขนเธอไว้ พิมสะบัดแขนหลุดออกมาทันที ราวกับสัมผัสของเขา
เป็นสิ่งที่แสบร้อนจนทนไม่ได้
พิม : "อย่าแตะตัวฉัน"
เธอพูดด้วยเสียงเย็นชา หันกลับมามองเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดินออกจากห้องนอน
คีรินยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เสื้อผ้าที่สวมใส่อย่างเร่งรีบยังดูไม่เรียบร้อยนัก ผมของเขายังคงยุ่งเหยิงจากเมื่อครู่
สีหน้าของเขาผสมปนเประหว่างความรู้สึกผิดกับความหงุดหงิดที่สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้
คีริน : "เรามาคุยกันในบ้านดีกว่า"
เขาพูด น้ำเสียงพยายามฟังดูมีเหตุผล
คีริน : "ฝนตกหนัก เดี๋ยวเธอจะเป็นหวัด"
พิมหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
พิม : "คุณเป็นห่วงว่าฉันจะเป็นหวัดเหรอ"
เธอถามกลับ
พิม : "เมื่อครู่คุณเพิ่งบอกฉันว่าไม่ได้รักฉันมานานแล้ว แล้วตอนนี้คุณมาเป็นห่วงว่าฉันจะเปียกฝน?"
คีรินอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ
คีริน : "ฉันแค่...ไม่อยากให้เรื่องมันจบแบบนี้ เรายังต้องคุยกันเรื่องหลาย ๆ อย่าง เรื่องบ้าน เรื่องทรัพย์สิน
เรื่องเอกสารการหย่า"
พิม : "เรื่องบ้าน"
พิมพูดซ้ำคำนั้นอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังพิจารณาความหมายของมัน
คีริน : "ใช่ เรื่องบ้าน"
คีรินพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ราวกับเขากำลังกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง
คีริน : "เรามาคุยกันในบ้านดีกว่า ข้างนอกฝนตกหนักแบบนี้ไม่เหมาะจะคุยเรื่องสำคัญ"
เขาพยายามจะจับแขนเธออีกครั้งเพื่อพาเธอกลับเข้าไปในบ้าน แต่พิมถอยหนีทันที
พิม : "ฉันจะไม่กลับเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีกจนกว่ามินตราจะออกไปจากที่นั่น"
เธอประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คีรินมองไปที่ประตูบ้านที่เปิดอยู่ ที่ซึ่งมินตรายืนอยู่ตรงกรอบประตู
มองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าอึดอัดใจ เขาหันกลับมามองพิมอีกครั้ง ดูเหมือนกำลังคิดหาวิธีแก้ปัญหา
ที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาเอง
คีริน : "งั้นเดี๋ยวฉันบอกให้มินตรากลับไปก่อน"
เขาพูดในที่สุด
คีริน : "แล้วเรามาคุยกันในบ้าน"
พิมมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อ เธอไม่อยากเชื่อว่าเขายังคิดจะแก้ปัญหาแบบนี้ ราวกับการไล่มินตรากลับบ้าน
จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติได้
พิม : "คุณคิดว่าแค่ให้มินตรากลับบ้านไปก่อน แล้วทุกอย่างจะโอเคงั้นเหรอ"
เธอถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความโกรธที่กลับมาอีกครั้ง
พิม : "คุณคิดว่าฉันจะลืมสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ได้ง่าย ๆ แบบนั้นเหรอ"
คีริน : "ฉันไม่ได้บอกว่าให้ลืม"
คีรินพูดอย่างรีบร้อน
คีริน : "ฉันแค่อยากให้เราคุยกันอย่างมีสติ ไม่ใช่มายืนเถียงกันกลางฝนแบบนี้"
พิมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองไปที่บ้านหลังนั้น บ้านที่เธอเคยเรียกว่าบ้านของตัวเองมาห้าปี บ้านที่มีความทรงจำ
มากมาย ทั้งดีและร้าย เธอรู้สึกเหมือนมีสองความคิดกำลังต่อสู้กันอยู่ในใจ ส่วนหนึ่งอยากจะเข้าไปคุยกัน
ให้ทุกอย่างจบลงอย่างมีเหตุผล อีกส่วนหนึ่งอยากจะวิ่งหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ
พิม : "ได้ ฉันจะเข้าไปคุย แต่ต้องไม่มีมินตราอยู่ในบ้าน"
คีรินพยักหน้า แล้วหันไปบอกมินตราให้กลับบ้านก่อน มินตรามองมาที่พิมด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าและเดินออกจากบ้านไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม พิมมองตามเธอไปด้วยความรู้สึก
ที่ปนเประหว่างความโกรธและความเจ็บปวด นี่คือเพื่อนที่เธอรู้จักมานานกว่าสิบปี เพื่อนที่เธอเคยคิดว่า
จะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิต ตอนนี้กลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ
เมื่อมินตราเดินออกไปแล้ว คีรินก็เชิญพิมกลับเข้าไปในบ้าน พิมเดินตามเขาเข้าไปอย่างช้า ๆ ร่างกายที่เปียกปอน
จากสายฝนทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่น แต่ความหนาวเย็นในใจของเธอนั้นรุนแรงยิ่งกว่า
พวกเขานั่งลงที่โซฟาในห้องรับแขก ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกกระทบหลังคาบ้าน
ดังก้องอยู่ ในที่สุดคีรินก็เอ่ยขึ้นก่อน
คีริน : "พิม ฉันขอโทษที่เธอต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้"
พิม : "คุณขอโทษที่ฉันเจอเรื่องแบบนี้ หรือขอโทษที่ทำเรื่องแบบนี้"
พิมถามกลับ น้ำเสียงเย็นชา คีรินอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบ
คีริน : "ทั้งสองอย่าง"
พิม : "งั้นคุณพูดออกมาให้ชัดเจนสิ"
พิม : "คุณเสียใจที่ทำสิ่งที่ทำลงไปจริง ๆ หรือคุณแค่เสียใจที่ถูกจับได้"
คำถามนั้นทำให้คีรินนิ่งเงียบไปนาน เขาไม่สามารถตอบได้ทันที ซึ่งความเงียบนั้นเองก็เป็นคำตอบที่ชัดเจน
พอแล้วสำหรับพิม
พิม : "ฉันเข้าใจแล้ว"
เธอพูด เสียงของเธอเริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด
พิม : "คุณแค่เสียใจที่ถูกจับได้ ถ้าฉันไม่กลับบ้านเร็ววันนี้ ป่านนี้คุณคงยังคงหลอกฉันต่อไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม"
คีรินไม่ตอบ แต่สีหน้าของเขาบ่งบอกความจริงได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ
พิมถอนหายใจยาว เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต ความเหนื่อยล้านั้นไม่ใช่แค่ทางร่างกาย
จากการที่เพิ่งเดินท่ามกลางสายฝน แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่สะสมมาจากการค้นพบความจริง
อันโหดร้ายในคืนนี้
พิม : "เอาล่ะ"
เธอพูดในที่สุด
พิม : "มาคุยเรื่องที่คุณอยากคุยกันเถอะ เรื่องบ้าน เรื่องทรัพย์สิน เรื่องการหย่า พูดมาให้หมดเลย"
คีรินมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยกับความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของเธอ จากที่เคยเต็มไปด้วย
ความโกรธและความเจ็บปวด กลับกลายเป็นความเรียบเฉยที่น่ากลัวยิ่งกว่า
คีริน : "เรื่องบ้าน"
เขาเริ่มพูด น้ำเสียงเริ่มกลับมามั่นคง
คีริน : "บ้านหลังนี้เป็นชื่อฉันคนเดียว เธอก็รู้ดีอยู่แล้ว"
พิมรู้สึกเหมือนมีดอีกเล่มถูกแทงเข้าไปในใจของเธอ เธอรู้เรื่องนี้อยู่แล้วจริง ๆ เพราะตอนที่พวกเขาซื้อบ้านหลังนี้
เมื่อสี่ปีก่อน คีรินเป็นคนออกเงินดาวน์ส่วนใหญ่ และเขาใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
โดยให้เหตุผลว่าเรื่องภาษีและการวางแผนทางการเงินจะง่ายกว่า ตอนนั้นพิมไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะเธอเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายเธอ
พิม : "ฉันรู้"
เธอตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
คีริน : "งั้นเธอก็เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเธอไม่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้"
คีรินพูดต่อ น้ำเสียงของเขาเริ่มมีความเย็นชามากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเขากำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจกับคนแปลกหน้า
ไม่ใช่กับภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาห้าปี
พิมมองหน้าเขา พยายามค้นหาร่องรอยของความรู้สึกผิดหรือความเห็นอกเห็นใจในดวงตาคู่นั้น
แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ราวกับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอไม่ใช่คีรินที่เธอเคยรัก แต่เป็นคนแปลกหน้า
ที่สวมหน้ากากของคีรินอยู่
พิม : "แล้วเรื่องเงินที่ฉันช่วยผ่อนบ้านมาตลอดสี่ปีล่ะ"
เธอถาม พยายามควบคุมเสียงให้มั่นคง
พิม : "เรื่องเงินที่ฉันใช้ตกแต่งบ้าน เรื่องเวลาที่ฉันทุ่มเทให้กับบ้านหลังนี้ล่ะ"
คีริน : "เธอก็อยู่อาศัยในบ้านหลังนี้มาตลอดสี่ปีเหมือนกัน"
คีรินตอบ น้ำเสียงเริ่มมีความหงุดหงิดปนอยู่
คีริน : "ถือว่าแลกเปลี่ยนกันไป"
พิมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอีกครั้ง เธอไม่อยากเชื่อว่าชายที่เธอเคยรักที่สุดในชีวิตกำลังพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเช่นนี้
ราวกับความสัมพันธ์ห้าปีของพวกเขาเป็นเพียงข้อตกลงทางธุรกิจที่ตอนนี้ถึงเวลาต้องยกเลิกสัญญา
พิม : "คุณกำลังพูดว่าฉันเป็นเหมือนผู้เช่าห้องในบ้านหลังนี้งั้นเหรอ"
เธอถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความโกรธที่กลับมาอีกครั้ง
คีริน : "ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น"
คีรินพูดอย่างรีบร้อน แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเขากำลังปฏิเสธความหมายนั้นจริง ๆ
พิม : "แล้วคุณหมายความว่ายังไง" พิมถามกลับ
คีรินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
คีริน : "ฉันแค่พยายามจะบอกว่า...เรื่องบ้านมันชัดเจนอยู่แล้วตามกฎหมาย ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็น
ที่ต้องมาทะเลาะกันให้มากไปกว่านี้"
พิม : "งั้นเรื่องอะไรที่ควรจะเป็นประเด็นล่ะ"
พิมถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขมขื่น
พิม : "เรื่องที่คุณนอกใจฉันมาสองปีน่ะเหรอ หรือเรื่องที่คุณกำลังพยายามจะทิ้งฉันออกจากบ้าน
โดยไม่ได้อะไรเลยน่ะเหรอ"
คีรินถอนหายใจยาวอีกครั้ง ราวกับเบื่อหน่ายที่ต้องมาเผชิญกับอารมณ์ของพิม
คีริน : "ฟังนะ พิม ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันยากสำหรับเธอ แต่ฉันก็ไม่อยากให้เรื่องมันยืดเยื้อไปมากกว่านี้
เรามาจบมันให้เร็วที่สุดดีกว่าไหม"
พิม : "จบให้เร็วที่สุด"
พิมพูดซ้ำคำนั้น เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ไม่มีความสุขใด ๆ หลุดออกมาจากปากของเธอ
พิม : "คุณอยากให้ฉันออกจากชีวิตคุณให้เร็วที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ไปมีความสุขกับมินตราต่อได้อย่างสบายใจ
ใช่ไหม"
คีรินไม่ตอบ แต่ความเงียบของเขาก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพออีกครั้ง
พิมนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองไปรอบ ๆ ห้องรับแขก มองไปที่เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่เธอเลือกซื้อด้วยความรัก
และความหวัง มองไปที่ภาพถ่ายครอบครัวที่แขวนอยู่บนผนัง ภาพที่ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเพียงภาพลวงตา
ที่หลอกลวงเธอมาตลอด
พิม : "ได้"
เธอพูดในที่สุด เสียงของเธอเรียบเฉยอย่างน่ากลัว
พิม : "ฉันจะออกไปจากที่นี่ ฉันจะไม่ขอสิทธิ์อะไรในบ้านหลังนี้ทั้งนั้น แต่ฉันมีคำถามหนึ่งที่อยากรู้"
คีริน : "อะไร" คีรินถาม
พิม : "ทำไมคุณถึงแต่งงานกับฉัน"
เธอถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัยที่แท้จริง
พิม : "ถ้าคุณไม่ได้รักฉันจริง ๆ ทำไมคุณถึงขอฉันแต่งงาน ทำไมคุณถึงยืนอยู่หน้าแท่นพิธีแล้วสัญญา
ว่าจะรักฉันไปตลอดชีวิต"
คีรินนิ่งเงียบไปนาน ราวกับกำลังค้นหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ในที่สุดเขาก็พูดออกมา
คีริน : "ตอนนั้นฉันรักเธอจริง ๆ นะ พิม เธอเป็นผู้หญิงที่ดี เป็นคนที่ครอบครัวฉันชอบ เป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึก
สบายใจ"
พิม : "แต่"
พิมพูดต่อประโยคที่เขายังไม่ได้พูด
คีริน : "แต่มันไม่ใช่ความรักแบบที่ทำให้หัวใจเต้นแรง"
คีรินพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มมีความจริงใจมากขึ้น ราวกับในที่สุดเขาก็ยอมเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง
คีริน : "มันเป็นความรักแบบที่มั่นคง แบบที่ปลอดภัย แต่พอเวลาผ่านไป ฉันเริ่มรู้สึกว่ามันขาดอะไรบางอย่าง"
พิม : "แล้วมินตราให้สิ่งที่ขาดหายไปนั้นกับคุณได้งั้นเหรอ"
คีริน : "ใช่" คีรินตอบอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคำตอบนั้นทำให้พิมรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าคำโกหกใด ๆ
"เธอทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวา ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง"
พิมรู้สึกน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่ผสมกับความรู้สึกไร้ค่า
เธอใช้เวลาห้าปีพยายามเป็นภรรยาที่ดี พยายามทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขามีความสุข แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมา
คือการถูกเปรียบเทียบว่าเธอ "มั่นคง" และ "ปลอดภัย" แต่ไม่น่าตื่นเต้นพอสำหรับสามีของตัวเอง
พิม : "ฉันเข้าใจแล้ว"
เธอพูดในที่สุด เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงพยายามควบคุมตัวเองให้มั่นคง
พิม : "ฉันจะไปเก็บของแล้วออกจากที่นี่คืนนี้เลย"
คีริน: "คืนนี้เลยเหรอ"
คีรินถาม ดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อยกับความรวดเร็วของการตัดสินใจนั้น
คีริน : "ฝนตกหนักแบบนี้ เธอจะไปไหน"
พิม : "ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเป็นห่วง"
พิมตอบ เธอลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอน
เมื่อเข้าไปในห้อง เธอรู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมของมินตราที่ยังคงติดอยู่ในอากาศ กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้
เธอเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเริ่มหยิบเสื้อผ้าออกมาใส่กระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็ว มือของเธอสั่นเล็กน้อย
แต่เธอพยายามควบคุมตัวเองให้ทำงานต่อไป
ขณะที่เธอกำลังเก็บของ คีรินเดินเข้ามาในห้องและยืนอยู่ตรงประตู มองดูเธอเก็บของด้วยสีหน้าที่ยากจะอ่านออก
คีริน : "เธอไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนี้ก็ได้นะ" เขาพูด
คีริน : "เราค่อย ๆ จัดการเรื่องต่าง ๆ ทีหลังก็ได้ เธอจะพักที่นี่จนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ก็ได้"
พิมหยุดมือที่กำลังเก็บของ หันไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
พิม : "คุณคิดว่าฉันจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้เหรอ หลังจากที่เห็นสิ่งที่ฉันเห็นเมื่อครู่ หลังจากที่รู้ว่า..
คุณกับมินตรามีอะไรกันมาสองปีในห้องนี้"
คีรินไม่ตอบ เขาแค่มองเธอด้วยสีหน้าที่ผสมปนเประหว่างความรู้สึกผิดกับความอึดอัดใจ
พิมกลับไปเก็บของต่อ เธอหยิบเสื้อผ้าที่จำเป็นออกมาใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจว่าจะเก็บได้เป็นระเบียบ
หรือไม่ เธอแค่อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเก็บของเสร็จ เธอปิดกระเป๋าแล้วยกขึ้นมา คีรินยังคงยืนอยู่ตรงประตู ดูเหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่าง
แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
คีริน : "เธอจะไปที่ไหน"
เขาถามอีกครั้ง
พิม : "ฉันบอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเป็นห่วง"
พิมตอบ เธอเดินผ่านเขาไปโดยไม่สบตา มุ่งหน้าไปที่บันได แต่ก่อนที่เธอจะเดินลงบันได คีรินก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
คำพูดที่ทำให้พิมหยุดชะงักไปทั้งตัว
คีริน : "บ้านหลังนี้เป็นชื่อฉันคนเดียว"
เขาพูดซ้ำ น้ำเสียงเย็นชากว่าเดิม
คีริน : "เธอไม่มีสิทธิ์อะไรเลย พิม"
พิมหันกลับมามองเขา ความเจ็บปวดที่เธอรู้สึกในตอนนั้นไม่ได้มาจากเนื้อหาของคำพูด เพราะเธอรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
แต่มาจากน้ำเสียงที่เขาใช้พูด น้ำเสียงที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน
ราวกับเขากำลังพูดกับคนแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาในบ้าน ไม่ใช่กับภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาห้าปี
พิม : "ฉันรู้"
เธอตอบ พยายามควบคุมเสียงให้มั่นคง แม้ว่าภายในใจของเธอกำลังแตกสลายลงไปอีกครั้ง
เธอเดินลงบันไดต่อไป มุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าบ้าน แต่คีรินยังคงเดินตามเธอมา ราวกับยังมีอะไรบางอย่าง
ที่เขาอยากพูดให้ชัดเจน เมื่อพิมเดินมาถึงห้องรับแขก เธอหยุดชะงักไปเมื่อเห็นว่ามินตรากลับเข้ามาในบ้าน
อีกครั้ง ยืนอยู่ใกล้ประตูหน้าบ้าน ดูเหมือนกำลังรอบางอย่างอยู่
พิม : "มินตรา"
พิมพูดชื่อนั้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
พิม : "ทำไมแกถึงกลับมาอีก"
มินตรา : "ฉันแค่ลืมกระเป๋าไว้"
มินตราตอบ เธอเดินไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟา แต่พิมสังเกตเห็นว่าสายตาของเธอเหลือบมอง
ไปที่คีรินอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้กัน พิมรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง เธอมองไปที่มินตรา
นั่งอยู่กอดอกในตอนนี้ มองมาที่เธอด้วยสายตาที่เหนือกว่า ราวกับมินตราเป็นผู้ชนะในสถานการณ์นี้
ในขณะที่พิมเป็นเพียงผู้แพ้ที่ต้องออกจากบ้านไปอย่างน่าอนาถ
มินตรา : "พิม...อย่าทำให้มันยากเลยนะ"
มินตราพูด น้ำเสียงของเธอพยายามฟังดูอ่อนโยน แต่คำพูดที่ตามมากลับโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ
มินตรา : "แกก็รู้...ว่าเขาเลือกใคร"
คำพูดนั้นเหมือนมีดอีกเล่มที่ถูกแทงลงกลางใจพิม เธอมองไปที่มินตรา แล้วมองไปที่คีริน ทั้งสองคนที่ยืน
อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ ราวกับเป็นทีมเดียวกันที่ร่วมมือกันทำลายชีวิตของเธอ
พิม : "เขาเลือกแกเหรอ"
พิมถามด้วยเสียงสั่นเครือ
พิม : "หรือเขาแค่อยากได้ทั้งสองอย่าง อยากได้ฉันเป็นภรรยาที่คอยดูแลบ้าน แล้วอยากได้แกเป็นคนที่มาเติมเต็ม
ความตื่นเต้นที่เขาขาดหายไป"
มินตราเงียบไป ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะสิ่งที่พิมพูดนั้นใกล้เคียงกับความจริงมากเกินไป
พิมกำมือแน่น ความโกรธ ความเจ็บปวด และความรู้สึกไร้ค่าทั้งหมดที่สะสมมาตลอดคืนนี้ผสมปนเปกัน
จนเธอแทบจะทนไม่ไหว แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นต่อไป
พิม : "ได้..."
เธอพูดทั้งที่เสียงสั่น แต่มีความมุ่งมั่นแฝงอยู่ในนั้น
พิม : "ฉันจะไป"
เธอเดินออกจากห้องนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย เพราะเธอรู้ว่าถ้าหันไป เธอคงพังมากกว่านี้ เธอเดินผ่าน
คีรินและมินตราไปโดยไม่สบตา มุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าบ้าน เมื่อเดินมาถึงประตู เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
มือที่จับลูกบิดประตูสั่นเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนช่วงเวลานี้เป็นเหมือนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตเก่าและชีวิตใหม่ของเธอ
ชีวิตเก่าที่เธอเคยเชื่อว่ามีความสุข และชีวิตใหม่ที่เธอไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวออกจากบ้าน เสียงของคีรินก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบดขยี้
อีกครั้งหนึ่ง…
คีริน : "อย่าคิดจะกลับมาอีก"
พิมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้คำพูดนั้นซึมซาบเข้าไปในใจของเธอ ห้าปีที่เธออยู่ในบ้านหลังนี้
ห้าปีที่เธอเรียกที่นี่ว่าบ้าน ตอนนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาอีกแล้ว
เธอไม่หันกลับไปตอบอะไร เพียงแค่เปิดประตูออกไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำอยู่
ปล่อยให้ประตูปิดลงข้างหลังเธอด้วยเสียงดังก้อง เป็นเสียงที่ราวกับประกาศการสิ้นสุดของบทหนึ่ง
ในชีวิตของเธออย่างเป็นทางการ เมื่อก้าวออกมาข้างนอก พิมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งท่ามกลางสายฝน
เธอมองย้อนกลับไปที่บ้านหลังนั้นเป็นครั้งสุดท้าย เห็นแสงไฟที่ยังคงสว่างอยู่ในห้องรับแขก เห็นเงาของคีริน
และมินตราที่ยืนอยู่ใกล้กัน เธอหันหลังให้กับภาพนั้น แล้วเริ่มเดินออกไป ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่าและความเจ็บปวดที่ยังคงบีบรัดอยู่ในอกของเธอ
กระเป๋าเดินทางใบเดียวที่เธอถืออยู่ในมือ บรรจุทุกสิ่งที่เธอมีเหลืออยู่ในตอนนี้ ไม่มีบ้าน ไม่มีที่พึ่งพิง
มีเพียงตัวเธอเองที่ต้องเผชิญหน้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในคืนเดียว เธอเดินไปตามถนนที่มืด
และเปียกชื้น ผ่านบ้านหลังอื่น ๆ ที่มีแสงไฟอบอุ่นส่องออกมาจากหน้าต่าง ครอบครัวที่กำลังใช้เวลาร่วมกัน
อย่างมีความสุขในคืนวันธรรมดา ภาพเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นไปอีก
เธอไม่รู้ว่าเธอจะไปที่ไหนต่อ ไม่รู้ว่าคืนนี้เธอจะนอนที่ไหน ทุกอย่างที่เธอเคยวางแผนไว้สำหรับชีวิต ทุกความฝัน
ที่เธอเคยมีเกี่ยวกับอนาคตกับคีริน ตอนนี้กลับพังทลายลงจนหมดสิ้น
เธอเดินต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำไม่หยุด ปล่อยให้น้ำฝนซึมเข้าไปในเสื้อผ้าและร่างกาย
ของเธอจนเปียกโชก แต่เธอไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บปวด
ที่กำลังกัดกินหัวใจของเธออยู่ในตอนนี้
คืนนี้เป็นคืนที่พิมสูญเสียทุกสิ่งที่เธอเคยมี สามี บ้าน เพื่อนสนิท และความเชื่อมั่นในตัวเองที่เธอเคยมี
แต่ในความมืดมิดของคืนนี้ เธอยังไม่รู้เลยว่ากำลังมีบางสิ่งบางอย่างรอเธออยู่ข้างหน้า สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต
ของเธอไปในทิศทางที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน