ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ - 3. ฟางเส้นสุดท้าย โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค,เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง

รายละเอียด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

ผู้แต่ง

คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย

เรื่องย่อ

สวัสดีครับ... ผมชื่อ ธาม หลายคนอาจจะมองว่าผมเป็นคนโชคดีที่เกิดมาในตระกูลที่พรั่งพร้อม แต่สำหรับผม ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากกรงทองที่รอเวลาจะบดขยี้ตัวตนของผมทิ้ง 


​ผมเคยพยายามหนี... พยายามจะสร้างโลกใบเล็กๆ ของตัวเองกับเด็กคนหนึ่งที่ผมเรียกว่า 'ความสดใส' แต่สุดท้าย ความจริงก็สั่งสอนให้ผมรู้ว่าคนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ฝัน 

​ผมยอมเป็นคนสารเลวในสายตาคนทั้งโลก... ยอมบอกว่า 'รักเขาไม่มากพอ' เพื่อให้เขายังมีลมหายใจอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปได้ แม้ในโลกใบนั้นจะไม่มีผมอยู่ข้างๆ อีกแล้วก็ตาม 

​ถ้าคุณอยากรู้ว่าความรักที่แลกมาด้วยการถูกเกลียดชังมันเป็นยังไง... ก็ลองมาอ่านเรื่องราวของผมดูสิครับ

สารบัญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-1. เด็กบ้าน สู่ เด็กเมือง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-2. แลกมาด้วยทุกสิ่ง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-3. ฟางเส้นสุดท้าย

เนื้อหา

3. ฟางเส้นสุดท้าย

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมเปิดประตูห้องเข้ามาเจอกับภาพที่พังทลายโลกทั้งใบของผมลงไม่เป็นท่า

​กระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ของปอถูกรูดซิปเตรียมไว้เรียบร้อย... พร้อมกับผู้ชายอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงของเรา

​"เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย! วินเขาเป็นเพื่อนปอนะ!"

​เสียงแผดลั่นของปอดึงผมให้ชะงักอยู่กับที่ เธอยืนขวางปกป้องไอ้เวรนั่นไว้สุดฤทธิ์ตอนที่มันเสียเปรียบผม

​"เพื่อน? เราอยู่กันมากี่ปีแล้วปอ... ที่ให้มันมาอยู่บนเตียงเราเนี่ย ที่เรียกว่าเพื่อน มันใช่จริงๆ ไหม ปอคงรู้ดีกว่าเรานะ"

​ครั้งนี้ผมแทบจะหมดแรงพูด ขาผมสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ เพราะมันเป็นครั้งที่สี่แล้วที่เธอทำแบบนี้ ทำตัวห่างเหินและดึงใครต่อใครเข้ามาในชีวิต นับจากวันที่ผมถูกตัดออกจากตระกูล

​เพล้ง!!

​แก้วเหล้าทรงสูงถูกปาอัดเข้าที่หน้าผากของผมเต็มแรงจนแตกกระจาย ความเจ็บแล่นปลาบจนร่างกายกระตุกวูบ เลือดสีข้นไหลซึมลงมาปะทะคิ้ว

​ผมเห็นดวงตาของปอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกไปชั่ววินาทีตอนที่เห็นเลือดของผม... แต่ก่อนที่ผมจะทันได้เอื้อมมือไปหา เธอกลับสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสวมหน้ากากเย็นชาทับลงมาอย่างรวดเร็ว

​ผมทำได้แค่ฝืนกลืนก้อนสะอื้นและเสียงร้องเอาไว้ ไม่ใช่ว่าผมแข็งแกร่งหรอกครับ... ผมแค่กลัว กลัวว่าเรื่องมันจะบานปลาย กลัวว่าปอจะรำคาญผมไปมากกว่านี้

​ผมรีบก้มลงเก็บเศษแก้วใส่ถังขยะอย่างรนราน ทั้งที่มือสั่นเทาและมีเลือดไหลซึมจนบังตา เพราะปอกำลังเดินลงส้นเท้าหนักๆ เข้ามาหา

​"อย่ามาขึ้นเสียงใส่ปอ! รู้ดีมากๆ เดี๋ยวจะได้เป็นแค่เพื่อนอย่างเขา นะ"

​ไม่มีน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อจากปากเธออีกแล้ว ทุกคำที่เธอพูดมันคือความจริงเสมอจนผมเริ่มขยาด ผมเห็นปลายคางของเธอสั่นระริก แต่เธอกลับเชิดหน้าขึ้นสูงเพื่อข่มอาการเหล่านั้นเอาไว้

​"ไม่เอานะปอ... ธามขอโทษ ต่อไปธามจะปรับปรุงตัว ถ้าปอเลิกยุ่งกับคนพวกนั้น ธามสัญญานะว่าจะหาเงินให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก... นะปอ"

​ผมร้องขอด้วยสายตาวิงวอน ยอมทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชายที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด คุกเข่าลงเพื่อรั้งเธอไว้

​"ดูนี่สิ... ปันผลรอบนี้ธามทำได้เกือบแสนเลยนะปอ"

​ผมรีบล้วงมือถือที่เปื้อนคราบเลือดของตัวเองมายื่นให้เธอดูด้วยความหวังสุดท้าย แต่มันกลับถูกมือบางปัดทิ้งจนกระเด็นไปกระแทกผนังห้อง

​"พอเถอะธาม ตัวเลขแค่นี้... ซื้อกระเป๋าที่ปอต้องการยังไม่ได้เลย"

​เธอมองข้ามหยดเลือดบนหน้าผากผม เบือนหน้าหนีไปมองกำแพงอีกฝั่งราวกับไม่อยากเห็นสภาพของผมไปมากกว่านี้ สองมือของเธอที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นจนข้อขาว คำว่า 'ดีไม่พอ' ของเธอทำให้หูผมดับไปวูบหนึ่ง เหมือนจู่ๆ เลือดในกายมันหยุดไหลไปเสียดื้อๆ

​"เราเลิกกันเถอะนะ"

​ผมยืนนิ่งเหมือนหุ่นปั้นโง่ๆ ไม่มีความเจ็บหลงเหลืออยู่แล้วที่บาดแผล มีแต่ความว่างเปล่าที่ขยายตัวกัดกินในอกจนหายใจไม่ออก

​"ปอก็สงสารธามนะที่ต้องพูดคำนี้ แต่ปอไม่ไหวแล้วที่ต้องอยู่กับฝันกลางวันที่ไม่มีทางเป็นจริง... ในเมื่อธามให้สิ่งที่ปอต้องการไม่ได้ ปอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทนลำบากใช้ชีวิตไปวันๆ พร้อมกับธามอีก หวังว่าจะเข้าใจนะ"

​เข้าใจ?

​ความหน่วงหนึบแผ่ซ่าน ทำนบน้ำตาของลูกผู้ชายพังทลายลงมาเป็นสาย ผมยกแขนขึ้นอย่างคนสิ้นแรง แต่ไม่ทันได้เช็ดหน้า ปอก็ฉุดรั้งผมให้ยืนขึ้นเสียก่อน ฝ่ามือของเธอที่บีบแขนผมอยู่มันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง และสั่นเทาไม่แพ้ตัวผมเลย

​"วันนี้ธามไปอยู่กับเพื่อนก่อน บ้านเชนเขาคงเปิดประตูไว้รออยู่แล้วมั้ง แล้วถ้าปอย้ายของเสร็จจะโทรบอก เราจะได้ไม่ต้องทนมาเจอหน้ากันอีก"

​ปั้ง!

​ผมถูกผลักกระเด็นออกมานอกห้องโดยไม่ทันตั้งตัว แรงลมจากการกระแทกบานประตูอัดเข้าใส่หน้าจนน้ำตากระเซ็น ใบหน้าเย็นชาที่ผมเห็นผ่านร่องประตูก่อนมันจะปิดสนิท ตอกย้ำว่าเธอหมดรักผมแล้วจริงๆ และความพยายามทั้งหมดที่ผมทำมา... แม่งไม่เคยพอเลย

​เหอะ... สุดท้ายเงินกับนามสกุลของพ่อมันก็ชนะทุกอย่างอยู่ดี

 

​ขาสองข้างทรุดลงกับพื้นโถงทางเดิน แผ่นกระเบื้องสีขาวพวกนั้นเย็นเฉียบเหมือนแผ่นน้ำแข็งที่รอแช่แข็งหัวใจ ผมมองเลือดสีสดของตัวเองหยดแหมะลงพื้นช้าๆ ก่นด่าถามตัวเองเบาๆ ว่าที่ผ่านมาทำไมผมถึงโง่ดักดานได้ขนาดนี้

​"เหนื่อยโว้ย!!"

​ผมตะโกนก้องใส่ความมืดมิดเบื้องหน้า นึกสมเพชตัวเองที่พาชีวิตมาเจอกับเรื่องเฮงซวยขนาดนี้ หากวันนั้นผมยอมใจเย็นลงสักหน่อย ถอยหลังให้พ่อสักก้าว ชีวิตคงไม่พังทลายไม่เหลือซากแบบนี้

​เออ... พอทีเหอะว่ะ

​ในเมื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ งั้นก็เป็นไอ้ขี้แพ้ที่หายตัวไปเงียบๆ เลยแล้วกัน ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นทั้งที่ขาสั่นเทา พยุงร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงให้ก้าวผ่านโถงทางเดินที่มืดมนไปเรื่อยๆ อย่างคนไร้จุดหมาย

​รู้ตัวอีกที... กลิ่นอับของอาคารก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นลมฝนบนดาดฟ้าไปเสียแล้ว

​ผมฝืนตัวปีนขึ้นไปนั่งห้อยขาบนขอบกำแพงดาดฟ้าชั้นสิบห้าช้าๆ สายลมเย็นจัดปะทะเข้าที่ใบหน้าจนรู้สึกแสบแผล

​"เฮ้อ... พรุ่งนี้ไอ้ห้าตัวที่เหลือ มันคงจะด่าและหัวเราะเยาะผมตายห่าเลยมั้ง" ที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนของพวกมันว่า 'เงิน' คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในชีวิต

​ผมหลับตาลง เตรียมจะปล่อยตัวทิ้งดิ่งตามแรงดึงดูด พยายามตัดขาดจากเสียงแตรและแสงไฟวุ่นวายเบื้องล่าง แต่ในวินาทีที่ความเงียบกำลังจะกลืนกินลมหายใจผม... กลับมีเสียงหนึ่งแทรกผ่านสายลมมา

​ตึก... ตึก... ตึกตึก!

​มันเป็นเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่วิ่งสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ควรจะมีใครโผล่มาอยู่บนดาดฟ้าชั้นสิบห้าในเวลาแบบนี้ แต่มันกลับมาหยุดลงข้างหลังผมในระยะประชิด ตามด้วยเสียงลมหายใจหอบถี่เหมือนคนที่เพิ่งวิ่งหนีตายมาจนสุดกำลัง

​ยังไม่ทันที่ผมจะเอี้ยวคอหันไปมอง มือปริศนาก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลัง และกระชากผมให้ร่วงลงจากขอบกำแพงอย่างไม่ทันตั้งตัว!