ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ - 2. แลกมาด้วยทุกสิ่ง โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค,เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง

รายละเอียด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

ผู้แต่ง

คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย

เรื่องย่อ

สวัสดีครับ... ผมชื่อ ธาม หลายคนอาจจะมองว่าผมเป็นคนโชคดีที่เกิดมาในตระกูลที่พรั่งพร้อม แต่สำหรับผม ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากกรงทองที่รอเวลาจะบดขยี้ตัวตนของผมทิ้ง 


​ผมเคยพยายามหนี... พยายามจะสร้างโลกใบเล็กๆ ของตัวเองกับเด็กคนหนึ่งที่ผมเรียกว่า 'ความสดใส' แต่สุดท้าย ความจริงก็สั่งสอนให้ผมรู้ว่าคนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ฝัน 

​ผมยอมเป็นคนสารเลวในสายตาคนทั้งโลก... ยอมบอกว่า 'รักเขาไม่มากพอ' เพื่อให้เขายังมีลมหายใจอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปได้ แม้ในโลกใบนั้นจะไม่มีผมอยู่ข้างๆ อีกแล้วก็ตาม 

​ถ้าคุณอยากรู้ว่าความรักที่แลกมาด้วยการถูกเกลียดชังมันเป็นยังไง... ก็ลองมาอ่านเรื่องราวของผมดูสิครับ

สารบัญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-1. เด็กบ้าน สู่ เด็กเมือง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-2. แลกมาด้วยทุกสิ่ง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-3. ฟางเส้นสุดท้าย

เนื้อหา

2. แลกมาด้วยทุกสิ่ง

ผมจำได้ดีว่าจุดเริ่มต้นความฉิบหายในชีวิต มันมาจากความ 'อวดรวย' โง่ๆ ของผมเอง 

​วันนั้น... ที่ผับไอ้เจอาร์ แฟนนางแบบของมันแผดเสียงด่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งลั่นห้องวีไอพี แค่เพราะเด็กคนนั้น—ที่รับหน้าที่หิ้วข้าวของพะรุงพะรังเดินตามหลังเธอมา—ดันเผลอทำกระเป๋าแบรนด์เนมใบละแสนหลุดมือร่วงลงพื้น เสียงด่าทอเหยียดหยามดังข่มเสียงเบสของเพลงในผับ ผมเห็นหน้าตาตื่นกลัวของเด็กนั่น สลับกับรำคาญเสียงแหลมๆ ของยัยนางแบบจนทนไม่ไหว เลยตัดสินใจควักแบล็คการ์ดในกระเป๋าสตางค์โยนข้ามโต๊ะไปเพื่อตัดปัญหา แล้วอาสาขับรถไปส่งเด็กถือของคนนั้นที่บ้านเอง 

​นั่นแหละครับที่ทำให้ผมได้รู้จักชื่อของเธอ... 'ปอ' 

​รถสปอร์ตของผมจอดเทียบหน้าสลัมแออัดที่ทางเข้าแคบจนรถแทบจะสวนกันไม่ได้ ภาพที่เห็นทำเอาผมอึ้งไปพักใหญ่ ปออาศัยอยู่ในดงสังกะสีผุพัง ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินมารักษาแม่ที่ป่วยติดเตียงอยู่บนฟูกเก่าๆ 

​จากความสงสารในวันนั้น มันค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นความผูกพัน ผมแอบใช้อำนาจลูกชายเจ้าของโรงพยาบาล ทำเรื่องย้ายแม่ของปอไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในเครือของพ่อ จ่ายค่ารักษาและดูแลพวกเธออย่างเงียบๆ 

​เรามีความสุขกันมาก ปอทำให้ผมรู้จักโลกใบใหม่ โลกที่ผมได้นั่งกินข้าวแกงริมทางมื้อละสี่สิบ โลกที่ผมได้ยิ้มกว้างๆ หัวเราะเสียงดังๆ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครแอบถ่ายรูปไปฟ้องพ่อ ไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ทายาทตระกูลดัง เราประคับประคองความลับที่แสนหอมหวานนี้มาได้เกือบสองปีเต็ม... 

​จนกระทั่งผมขึ้นปี 3... ความลับที่ผมซ่อนไว้ก็แตกเข้าหูพ่อจนได้ 

​ผมจำภาพที่พ่อสั่งคนไปหิ้วตัวปอมาที่ห้องประชุมวีไอพีของโรงพยาบาลได้ติดตา ปึกเงินสดหลักล้านถูกพ่อปาอัดใส่หน้าเธอจนแบงก์พันปลิวว่อนเกลื่อนพื้น แบงก์ใบหนึ่งร่วงลงมาแนบติดกับปลายรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเธอ... แต่ปอไม่ได้ก้มลงไปมองมันเลยสักนิด เธอยืนกำมือแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือด 

​พ่อด่าทอเหยียดหยามว่าเธอเป็นได้แค่ลูกจ้างชั้นต่ำ เป็นแค่เด็กทำงานกลางคืนที่ไม่มีวันคู่ควรจะได้เป็นสะใภ้ตระกูลเรา วินาทีนั้นผมพุ่งเข้าไปกางปีกป้องเธอไว้ข้างหลัง แต่คำขู่ของพ่อที่เด็ดขาดและเลือดเย็นว่า 'จะสั่งย้ายแม่ของปอออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ และห้ามโรงพยาบาลไหนรับรักษา' ทำให้ผมต้องกัดฟันก้มหน้ายอมแพ้ 

​คืนนั้น... ผมตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่นที่สุดในชีวิต ผมจับเข่าคุยกับปอแล้วพากันหนีออกจากกรงทอง ผมให้ปอไปทำเรื่องย้ายแม่เธอไปโรงพยาบาลรัฐแห่งอื่น ส่วนผมยอมทิ้งบัตรเครดิตทุกใบ ทิ้งกุญแจรถสปอร์ต ทิ้งนามสกุล หอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไม่กี่ชุดออกมาเช่าหอพักเล็กๆ โทรมๆ อยู่กับเธอ โดยหวังพึ่งแค่เงินปันผลจากโกดัง Y//TSD และธุรกิจที่หุ้นทำกับพวกไอ้กาย 

​แต่สวรรค์แม่งก็ไม่ได้เข้าข้างคนสู้ชีวิตเสมอไป... ไม่นานหลังจากนั้น โรคร้ายก็พรากแม่ของปอไปอยู่ดี 

​ผมโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผมแม่งโคตรห่วย ที่ดูแลครอบครัวของคนรักเอาไว้ไม่ได้ ผมเริ่มโหมทำงานหนักเหมือนคนบ้า วิ่งรอกดูบัญชีโกดัง วิ่งดีลชิปปิ้งนำเข้าของจากต่างประเทศ สลับกับเรียนหนังสือจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อหาเงินมาชดเชยความสูญเสียให้เธอ... เท่าที่เด็กผู้ชายอายุยี่สิบเอ็ดคนหนึ่งจะทำได้ 

​ผมคิดแค่ว่า... ขอแค่มีปอ ขอแค่เธอยังอยู่ข้างผม ผมก็ไม่ต้องกลับไปง้อครอบครัวบัดซบนั่นอีก 

​แต่ผมประเมินอำนาจของนามสกุล 'มงคลวชิรวิชญ์' ต่ำเกินไป... 

​วันหนึ่งในช่วงปลายปี 3 เทอม 1 ขณะที่ผมกำลังเดินออกจากคณะ ชายชุดดำสี่คนก็เข้ามาดักล้อม ล็อกแขนผมไพล่หลัง ยัดใส่รถตู้ทึบ แล้วลากตัวผมกลับมาโยนทิ้งลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบกลางคฤหาสน์หลังเดิมที่ผมคุ้นเคย 

​"คิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไง! ถึงได้ทิ้งอนาคตไปขลุกอยู่กับเด็กสลัมพรรค์นั้น!" 

​เสียงตวาดก้องของพ่อดังกังวานไปทั่วโถงบ้าน ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิด ความอดทนที่ถูกกดทับมาทั้งชีวิตมันขาดผึงลงในวินาทีนั้น 

​"ปอเขาไม่ได้ผิดอะไร! พ่ออย่าเอาบรรทัดฐานความเห็นแก่ตัวของพ่อ มาตัดสินคนอื่นได้ไหม!" ผมตะโกนสวนกลับไปสุดเสียง แววตาแข็งกร้าวไม่ยอมจำนนอีกต่อไป 

​"มันสอนแก... ให้แข็งข้อกับฉันขนาดนี้เชียวเหรอ นับวันแกมันยิ่งต่ำตมลงทุกวันเลยนะธาม!" พ่อชี้หน้าด่าผมด้วยแววตาขยะแขยง 

​"ต่ำเหรอ... หึ! พ่อไปส่องกระจกถามตัวเองก่อนเถอะ ว่าคนที่ต่ำจริงๆ มันคือใคร! และผมพูดตรงนี้เลยนะ ว่าที่ผมมันต่ำก็เพราะได้เลือดพ่อมา ไม่ใช่เพราะปอ!" 

​"ธาม... หยุดนะลูก อย่าเถียงพ่อแบบนั้น" แม่รีบถลันเข้ามาห้ามพร้อมกับน้ำตา 

​"แม่ก็พอเหมือนกัน! นี่เหรอที่แม่เคยสอนผม... ว่าถ้าคิดจะรัก ก็ต้องทนเรียนรู้ความเจ็บปวดไปควบคู่กัน ถ้าผมเป็นแม่ ผมจะไม่ยอมให้คนบ้าอำนาจแบบเขามาทำให้ตัวเองเจ็บหรอก คนที่ยอมทนแบบนั้นแม่งก็มีแต่ควายเท่านั้นแหละ!" 

​"ถ้าความคิดแกมันตื้นเขินแค่นี้ ก็ไสหัวออกไปจากบ้านฉันซะ!" พ่อตวาดลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัด "ไปใช้ชีวิตเพ้อฝันของแกให้พอ แล้วอย่าคลานกลับมาขอส่วนบุญที่นี่อีก! จำใส่หัวไว้... อย่าซมซานกลับมาให้ฉันเห็นหน้า คนอย่างแกมันต้องหมดตัวให้เข็ด ถึงจะสำนึกได้ว่า 'รักโง่ๆ' มันกินแทนข้าวไม่ได้!" 

​"ผมไม่กลับมาให้พ่อเห็นหน้าแน่!" 

​"ดี! งั้นก็ไปถอดนามสกุลของฉันออกซะ แกไม่เหมาะสมที่จะใช้มัน! วันไหนที่แกโซซัดโซเซกลับมา วันนั้นเตรียมชดใช้ทุกอย่างที่ฉันเสียไปให้คุ้มก็แล้วกัน!" 

​"อย่าไปนะธาม... เชื่อแม่... อย่าไปลูก!" แม่ที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังพยายามจะถลันเข้ามาจับแขนผม แต่กลับถูกพ่อกระชากตัวรั้งเอาไว้แรงๆ 

​ผมมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยดวงตาที่พร่ามัว ค่อยๆ ยกมือขึ้นไหว้ลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินตากฝนพ้นประตูรั้วบ้านหลังใหญ่เบ้อเริ่มออกมา โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง 

​ตอนนั้นผมเปียกปอนไปทั้งตัว ในกระเป๋ากางเกงมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวกับกุญแจห้องเช่าโง่ๆ แต่เชื่อไหมครับ... ผมกลับยิ้มออกมาเหมือนคนบ้า ผมรู้สึกโล่งเตียนไปหมด เหมือนโซ่ตรวนเส้นหนาที่ล่ามคอผมมาสิบกว่าปีเพิ่งถูกปลดออก 

​ผมรีบสับตีนแตกวิ่งฝ่าสายฝนกลับไปที่หอพัก อยากจะรีบไปกอดปอให้แน่นที่สุด อยากไปบอกเธอว่าตอนนี้ผมเป็นแค่ 'ธาม' ผู้ชายธรรมดาๆ ที่พร้อมจะใช้ชีวิตสร้างครอบครัวไปกับเธอแล้ว 

...แต่ทว่า... 

​ใครจะคิดว่าหลังจากผมเปิดประตูห้องเข้าไปด้วยสภาพเปียกมะลอกมะแหลก แล้วบอกเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม... ปอจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน 

​รอยยิ้มดีใจของเธอที่ผมคาดหวังมันเจื่อนลง แววตาที่เคยสุกใสมันวูบไหวคล้ายกับคนกำลังใจสลาย ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ดึงมือของตัวเองออกจากฝ่ามือผมช้าๆ

เธอไม่พูดอะไร แต่นับจากวันนั้น​ เธอก็กลายเป็นคนละคน แบบที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน

จากที่เคยชวนไปกินข้าวแกงใต้หอพักได้เหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอก็บ่นว่าร้อน ชวนไปดูหนัง เธอก็บอกว่าอึดอัดรำคาญ แม้แต่ห้องแคบๆ ที่เราเคยนอนกอดกัน เธอก็บอกให้ผมไปนอนบ้านเพื่อนก่อน ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า... 'อยากมีพื้นที่ส่วนตัว' 

​ตอนนั้นผมหน้ามืดตามัว ยอมทนเจ็บปวดทีละนิด หวังแค่ให้เธอยังคงรักผม แม้จะเป็นแค่เศษเสี้ยวที่เธอพอจะเจียดให้ได้ก็ตาม...