ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ - 1. เด็กบ้าน สู่ เด็กเมือง โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค,เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ดราม่า,ครอบครัว,จิตวิทยา,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

เจ็บ,แยกย้ายกันไปเติบโต,ไม่สมหวัง

รายละเอียด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ โดย คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ผมขอให้เขาจำเอาไว้ว่า ผมรักเขาไม่มากพอ... เพื่อสักวันเขานั้นจะได้มีหนทางเป็นของตัวเอง

ผู้แต่ง

คิดพลอตไปเรื่อยไปเปื่อย

เรื่องย่อ

สวัสดีครับ... ผมชื่อ ธาม หลายคนอาจจะมองว่าผมเป็นคนโชคดีที่เกิดมาในตระกูลที่พรั่งพร้อม แต่สำหรับผม ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากกรงทองที่รอเวลาจะบดขยี้ตัวตนของผมทิ้ง 


​ผมเคยพยายามหนี... พยายามจะสร้างโลกใบเล็กๆ ของตัวเองกับเด็กคนหนึ่งที่ผมเรียกว่า 'ความสดใส' แต่สุดท้าย ความจริงก็สั่งสอนให้ผมรู้ว่าคนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ฝัน 

​ผมยอมเป็นคนสารเลวในสายตาคนทั้งโลก... ยอมบอกว่า 'รักเขาไม่มากพอ' เพื่อให้เขายังมีลมหายใจอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปได้ แม้ในโลกใบนั้นจะไม่มีผมอยู่ข้างๆ อีกแล้วก็ตาม 

​ถ้าคุณอยากรู้ว่าความรักที่แลกมาด้วยการถูกเกลียดชังมันเป็นยังไง... ก็ลองมาอ่านเรื่องราวของผมดูสิครับ

สารบัญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-1. เด็กบ้าน สู่ เด็กเมือง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-2. แลกมาด้วยทุกสิ่ง,กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ผมรักเขาไม่มากพอ-3. ฟางเส้นสุดท้าย

เนื้อหา

1. เด็กบ้าน สู่ เด็กเมือง

เกิดมาเป็นผม... ชีวิตมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ใครหลายคนอิจฉาหรอกครับ
สวัสดีครับ ผมชื่อธาม "ธามพิชญ์ วงศ์ศิวะเวศน์" นามสกุลธรรมดาๆ ที่ผมภูมิใจนักหนา เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่แม่เหลือทิ้งไว้ให้ ตอนที่ปล่อยให้ผมเติบโตมากับคุณยายที่ต่างจังหวัด
ตอนนั้นผมเป็นแค่เด็กหัวหิน โลกทั้งใบมีแค่วิ่งเตะทรายด้วยเท้าเปล่า ยืนโง่ๆ ให้คลื่นทะเลซัดจนตัวเปียกปอน และวิ่งเล่นซ่อนหาในไร่สับปะรดที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ผิวผมคล้ำแดด ตามตัวมีแต่รอยถลอกจากการซนไปวันๆ อาหารมื้ออร่อยที่สุดคือไข่เจียวฝีมือยายกินคู่กับลมเค็มๆ ของทะเล มันเป็นชีวิตเปื้อนฝุ่นที่ผมรักและมีความสุขที่สุดแล้ว
​ 

จนกระทั่ง... วันที่ฟ้าผ่าลงมากลางใจ คุณยายจากผมไปอย่างกะทันหัน น้ำตาผมยังไม่ทันแห้งคราบ โลกที่ผมเคยรู้จักและคิดว่าเป็นเซฟโซนก็พังทลาย อิสระของเด็กผู้ชายคนหนึ่งจบลงตรงหน้าเมรุเผาศพ ผมถูกหิ้วตัวขึ้นรถตู้คันหรู มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร... เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี แต่กลับมืดมิดที่สุดสำหรับผม
​ 

"วันนี้คุณท่านสั่งให้มารับคุณหนูไปงานเลี้ยงครับ ทีมสไตลิสต์เตรียมชุดไว้พร้อมแล้ว"
คำว่า "บ้าน" ของผมเปลี่ยนจากบ้านปูนยกสูงหลังเล็กๆ รับลมทะเล กลายเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตที่ปูด้วยหินอ่อนเย็นเฉียบ จากเด็กที่ใส่แต่เสื้อยืดคอย้วยกับกางเกงขาสั้น ผมถูกจับขัดขี้ไคล ยัดลงในชุดสูทสั่งตัดเนื้อผ้าคันยุบยิบที่ดูโตเกินวัยเด็กสิบขวบไปมาก เนกไทเส้นเล็กที่ถูกผูกจนชิดคอหอย ทำเอาผมแทบหายใจไม่ออก
พ่อ... ผู้ชายที่ผมเคยได้ยินแต่เสียงทุ้มๆ ผ่านโทรศัพท์ตอนช่วงปิดเทอม ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้า ตัวสูงใหญ่ แผ่รังสีความน่าเกรงขามและมีอำนาจล้นเหลือจนผมแทบจำไม่ได้ เขาเหมือนคนแปลกหน้าที่บังเอิญมีสายเลือดเดียวกันกับผม ส่วนแม่... คุณหมอคนสวยที่เคยยิ้มใจดีให้ผมเวลามาเยี่ยม กลับยืนนิ่งหลังตรงเผง ดูดุและน่าเกรงขามราวกับคนละคน
​พวกเขายังไม่ได้ใจร้ายหรอกครับ ไม่มีการตีหรือดุด่าให้เจ็บช้ำ มีแค่คำว่า "การวางตัว" และ "ความเหมาะสม" ที่ถูกหยิบมาใช้บีบให้โลกใบเดิมของผมพังทลายลงในข้ามคืน
​ 

"ยืดหลังขึ้นธาม อย่าทำตัวงอเหมือนเด็กไม่มีการศึกษา" นั่นคือประโยคแรกๆ ที่ผมได้ยินจากพ่อ
​ 

จากเด็กบ้านๆ ผมถูกจับสวมมงกุฎให้กลายเป็นลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลหรู แรกๆ มันก็ดูตื่นตาตื่นใจดีกับของเล่นแพงๆ และห้องนอนที่กว้างกว่าบ้านยายทั้งหลัง... จนกระทั่งความสุขเฮือกสุดท้ายของผมถูกพรากไป บนเวทีในค่ำคืนนั้น
​ 

"ผมขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จัก ธามพิชญ์ มงคลวชิรวิชญ์ ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของโรงพยาบาล MWV Hospital แห่งนี้ครับ"
​ 

เสียงปรบมือจากแขกเหรื่อดังสนั่นฮอลล์ แสงแฟลชจากช่างภาพนับร้อยสาดเข้าตาจนผมต้องหรี่มอง นามสกุลใหม่ที่พ่อประกาศก้องออกไมค์ มันไม่ได้ฟังสละสลวยสำหรับผมเลย แต่มันกลายเป็นโซ่ตรวนเส้นหนาที่ล่ามคอผมไว้ตั้งแต่วินาทีนั้น
ผมเคยมีเพื่อนคนแรกในบ้านหลังนี้ด้วยล่ะ เป็นลูกชายของแม่บ้านที่อายุไล่เลี่ยกัน เราแอบไปเล่นซ่อนหาหลังสระว่ายน้ำตอนที่พ่อไม่อยู่ แต่ความสนุกนั้นก็อยู่ได้แค่ "เคย" เพราะวันหนึ่งพ่อกลับมาเห็นสภาพผมที่เสื้อผ้าเปื้อนโคลน พ่อสั่งไล่ครอบครัวนั้นออกทันทีด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า "กลัวผมจะติดนิสัยชั้นต่ำและเสียบุคลิกทายาท"
วินาทีที่ผมยืนมองผ่านกระจกบานใหญ่ เห็นแผ่นหลังของเพื่อนคนเดียวเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นออกพ้นประตูรั้วบ้านไป ผมถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า... ภายใต้นามสกุลที่ใครๆ ต่างอิจฉานี้ ผมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกคบเพื่อนด้วยซ้ำ
แต่โชคยังดีที่ชีวิตผมไม่ได้ย่ำแย่เกินไปนัก ในสังคมที่ผู้คนเอาแต่ใส่หน้ากากเข้าหากัน ผมยังได้กลับมาเจอแก๊งเพื่อนเก่าที่พ่อแม่ทั้งหมดสนิทกัน ทั้งสกายกับซัน สองพี่น้องที่เคยไปคลุกทรายเตะบอลกับผมที่หัวหิน รวมถึงเชน เฟิร์ส เจอาร์ และไอ้ออกัส หนุ่มนักเรียนนอกที่เพิ่งบินกลับมาสมทบ
ถึงชีวิตพวกเราทุกคนจะถูกตีกรอบด้วยคำว่า ทายาทตระกูลดัง แต่พอพวกเรารอดพ้นจากสายตาผู้ใหญ่แล้วมารวมตัวกัน... มันคือช่วงเวลาเดียวที่ผมได้ถอดนามสกุล มงคลวชิรวิชญ์ ทิ้งกองไว้ที่พื้น แล้วกลับมาเป็นไอ้ธามคนเดิม ที่ได้แหกปากโวยวายและใช้ชีวิตวัยรุ่นห่ามๆ อย่างที่มันควรจะเป็น
พวกเราเจ็ดคนอยู่ด้วยกันทีไร ความฉิบหายมักจะมาเยือนเสมอครับ กลุ่มเรามีครบทุกรสชาติ ทั้งไอ้เชนที่นิ่งเป็นพระรูปปั้น ไอ้เฟิร์สที่ปากหมาโวยวายเก่งที่หนึ่ง ไอ้เจอาร์กับออกัสเพลย์บอยตัวพ่อที่เปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า ส่วนสกายกับซันก็ขยันหาเรื่องพิเรนทร์ๆ มาให้ทำตลอด เราใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแบบที่ถ้าพ่อแม่รู้คงอกแตกตายคาที่
แน่นอนว่าเพื่อนผู้ชายวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านอยู่ด้วยกัน มันก็ต้องมีต่อยตีกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เราเคยทะเลาะกันบ้านแตกเพราะเรื่องปัญญาอ่อนอย่างไอ้ซันขโมยหมูปิ้งไม้สุดท้ายของไอ้เฟิร์ส หรือด่ากันยับเพราะแย่งเลนตีป้อมในเกมจนไม่มองหน้ากันไปสองวันเต็มๆ 

แต่สุดท้าย... พอไอ้ออกัสหอบเหล้าแพงๆ หายากของพ่อมันมาเปิดห้องง้อ พวกเราก็กลับมากอดคอเมาเป็นหมา ร้องเพลงแหกปากและหัวเราะใส่กันเหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
มิตรภาพบ้าๆ บอๆ พวกนี้แหละครับ คือพื้นที่หายใจเดียวที่ทำให้ผมยังรอดตายในเมืองที่อึดอัดแห่งนี้
พวกเราตัวติดกันมาตลอด กอดคอกันโดดเรียน กอดคอกันเที่ยว จนกระทั่งสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกัน และขยับขึ้นมาเป็นเด็กปี 1 เทอม 2... จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนชีวิตที่เหลือของผมก็เริ่มต้นขึ้น
คืนนั้นไอ้เจอาร์นัดพวกเราไปรวมตัวกันที่โซนวีไอพีในผับหรูของครอบครัวมัน เสียงดนตรีอีดีเอ็มเบสหนักๆ ดังกระแทกหูจนต้องตะโกนคุยกัน มันประกาศกร้าวผ่านกรุ๊ปไลน์ล่วงหน้าว่าวันนี้จะพา "แฟนคนแรก" ที่มันจริงจังมาเปิดตัวให้พวกเรารู้จัก
พวกเรานั่งจิบเหล้ารอกันด้วยความหมั่นไส้ปนอยากรู้อยากเห็น พอประตูห้องกระจกเปิดออก ผู้หญิงร่างเพรียวสูงก็ก้าวเข้ามา เธอเป็นนางแบบหน้าใหม่ที่กำลังมีกระแส หุ่นเป๊ะ หน้าเชิดๆ ดูหยิ่งนิดๆ ตามประสาคนสวยที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม
ไอ้เฟิร์สกับไอ้ออกัสถึงกับเป่าปากแซวความสวยของเธอเสียงดัง แต่สำหรับผม... ไม่เลยสักนิด สายตาผมไม่ได้หยุดมองที่ยัยนางแบบคนนั้นด้วยซ้ำ แต่กลับถูกดึงดูดทะลุผ่านไปหา "ใครบางคน" ที่เดินรั้งท้าย หอบข้าวของพะรุงพะรังตามหลังเธอเข้ามาเงียบๆ ต่างหาก
เธอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ได้แต่งหน้าจัดจ้านจนคมกริบ ไม่ได้สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูหรารัดรูป ท่าทางของเธอดูประหม่าและเกร็งอย่างเห็นได้ชัดตอนที่เดินก้มหน้าเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยผู้ชาย... แต่ความธรรมดาที่ไม่พยายามปรุงแต่งของเธอนี่แหละ ที่มันดึงดูดสายตาผมอย่างประหลาด
วินาทีที่เธอเงยหน้าขึ้นมา แล้วเราสองคนเผลอสบตากันท่ามกลางแสงไฟสลัวของผับ... โลกทั้งใบของผมก็เหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เสียงดนตรีที่เคยดังกระหึ่มดับวูบไป มีแค่เสียงก้อนเนื้อในอกซ้ายของผมที่เต้นผิดจังหวะ
และนั่นคือครั้งแรก... ที่ผมได้รู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อ "ปอ"