"ระยะห่างระหว่างเราไม่ใช่แค่รุ่นพี่รุ่นน้อง แต่มันคือเส้นกั้นระหว่างคนกับวิญญาณ... ในวันที่เขาขอความช่วยเหลือ เธอจะเลือกช่วยให้เขาสมหวัง หรือรั้งเขาไว้ให้อยู่ข้างกายตลอดไป?"
รัก,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,โรแมนติก,วัยรุ่น,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
(The Ghost Rider)ซวยแล้ว! รุ่นพี่สุดหล่อกลายเป็นผีตามติดฉัน"ระยะห่างระหว่างเราไม่ใช่แค่รุ่นพี่รุ่นน้อง แต่มันคือเส้นกั้นระหว่างคนกับวิญญาณ... ในวันที่เขาขอความช่วยเหลือ เธอจะเลือกช่วยให้เขาสมหวัง หรือรั้งเขาไว้ให้อยู่ข้างกายตลอดไป?"
[แนะนำตัวละคร ]
บรรยากาศภายในห้องดนตรีไทยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นสาบสางของไม้เก่าที่สั่งสมมานานนับสิบปีเริ่มเข้มข้นขึ้น มันเป็นกลิ่นที่ผสมปนเปกันระหว่างยางรัก แป้งร่ำ และกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้คลื่นเหียน ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าเย็นเยือกที่ไม่น่าจะใช่เสียงของมนุษย์คนไหนก็แว่วมาตามลม
“มึงมาเล่นอะไรที่นี่... ออกไปซะก่อนที่กูจะหมดความอดทน”
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยความที่โตมาในบ้านหมอธรรม เธอจึงไม่ได้กรีดร้องเหมือนเด็กสาวทั่วไป ดวงตากลมโตภายใต้ผมจุกน้ำพุเหลือบไปมองที่หิ้งสูงเบื้องหน้า ซึ่งมี ‘เศียรพ่อแก่’ ตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางแสงจันทร์ ใบโพธิ์ไม่รอช้า เธอรีบทรุดตัวลงคุกเข่า ประนมมือไหว้ขึ้นเหนือหัวด้วยท่าทางนอบน้อมแต่ปากกลับเจื้อยแจ้วเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่
“สาธุ... พ่อแก่เจ้าขา หนูขอขมาจริงๆ ค่ะ หนูไม่ได้มีเจตนาจะมาท้าทายหรือเล่นพิเรนทร์อะไรในที่ของพ่อเลย”
ใบโพธิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่พ่อดูสิคะ รุ่นพี่หนูมันเฮงซวย บังคับให้หนูพูดตามสคริปต์บ้าบอนี่ ถ้าหนูไม่พูด พวกมันขู่จะให้หนูนอนเฝ้าห้องพ่อทั้งคืน พ่ออยากอยู่เงียบๆ ใช่ไหมล่ะคะ? หนูเองก็อยากไปนอนเหมือนกัน”
เธอยังคงพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดพลางบุ้ยปากไปทางมุมห้องที่เธอเดาว่าน่าจะมีกล้องซ่อนอยู่
“ถ้าพ่อแก่จะกริ้ว จะเล่นงานใคร พ่อไปจัดการพวกที่อยู่หน้าจอมอนิเตอร์ชั้นล่างเลยนะจ๊ะ หนูโดนบังคับมาจริงๆ พ่อแก่เมตตาหนูเถอะนะ ให้หนูเจอพี่รหัสแล้วรีบไสหัวไปจากที่นี่เถอะเจ้าค่ะ”
ณ ห้องสโมสรนักศึกษา (กองอำนวยการรับน้อง)
บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเหล่ารุ่นพี่ปี 2 และปี 3 กลับเงียบกริบลงทันทีเมื่อภาพจากกล้องอินฟราเรดในห้องดนตรีไทยโชว์ขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่
“เชี่ย... น้องมันคุยกับใครวะ?” พี่บาส ประธานรุ่นจ้องจอตาค้าง
“นั่นมันไหว้เศียรพ่อแก่แล้วบ่นพึมพำๆ น้องมันบ้าหรือมันโดนของวะ?”
“เห็นบอกว่าเป็นเด็กภาคเหนือ ท่าทางจะของจริงว่ะมึง ดูดิ มันชี้มือชี้ไม้มาทางกล้องด้วย เหมือนมันรู้ว่าเราดูอยู่”
รุ่นพี่อีกคนเสริมพลางลูบแขนตัวเองที่จู่ๆ ก็ขนลุกซัน
“แล้วไอ้ไรเฟิลล่ะ? มัวทำซากอะไรอยู่ หลังฉากกั้นนั่นน่ะ”
บาสรีบหยิบวิทยุสื่อสาร (วอร์) ขึ้นมาจ่อปากแล้วกดส่งสัญญาณหาไรเฟิลทันที
“วอร์หนึ่งเรียกไรเฟิล... มึงอยู่ไหนวะไรเฟิล! น้องมันตะโกนท้ามึงไป 3 รอบจนจะคุยกับผีรู้เรื่องอยู่แล้วเนี่ย ออกมาดิวะกูจะได้ปิดจ๊อบ เหลืออีกไม่กี่คนแล้วนะเว่ย ถ้ามึงอยากกลับบ้านเร็วก็ออกมาแสดงตัวเป็นพี่รหัสน้องมันซะ!”
ทางด้านหลังฉากกั้นไม้ฉลุลายไทย ไรเฟิล ยืนกอดอกอยู่ด้วยความหงุดหงิดจัด เขาอยู่ในชุดแจ็กเก็ตทีมแข่งรถสีดำขลับที่ทำให้เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารรถซิ่ง ใบหน้าที่หล่อเหลาติดจะเย็นชาบิดเบี้ยวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงวอร์ที่ดังซ่าๆ อยู่ในหูฟัง
เขาถอนหายใจยาวพลางมองลอดช่องฉากกั้นออกไป เห็นยัยเด็กปี 1 สภาพดูไม่ได้ที่ชื่อใบโพธิ์ กำลังนั่งเจรจากับเศียรพระพุทธรูปและเครื่องดนตรีไทยอย่างเป็นตุเป็นตะ
‘ปัญญาอ่อนสัสๆ ... ทั้งไอ้พวกข้างล่าง ทั้งยัยนี่’ ไรเฟิลสบถในใจ
เขาเกลียดกิจกรรมพวกนี้เข้าไส้ มันคือการเอาเวลาที่มีค่าไปละลายทิ้งกับธรรมเนียมที่เขาไม่เคยศรัทธา แต่เพราะถูกพวกบาสขู่ว่าจะยึดโควตาที่จอดรถบิ๊กไบค์หน้าคณะถ้าไม่ยอมมาทำหน้าที่พี่รหัส เขาจึงต้องมายืนโง่ๆ อยู่ในห้องที่เหม็นอับนี่
ไรเฟิลตัดสินใจก้าวเท้าออกมาจากเงามืด เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นไม้ดัง ตึก... ตึก... จังหวะเดียวกับที่ใบโพธิ์กำลังจะก้มกราบพ่อแก่พอดี
“เลิกพูดมากสักที”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทดั่งสายน้ำแข็งดังขึ้น หญิงสาวชะงักกึกแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง เธอเห็นรุ่นพี่รหัสตัวสูงโปร่งยืนอยู่ตรงหน้า แสงจันทร์ที่พาดผ่านหน้าต่างทำให้เขาดูมีความลึกลับและมีเสน่ห์อย่างประหลาด... แต่นั่นคือความรู้สึกในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วนในฐานะ ‘คนมีเซนส์’ ใบโพธิ์ขมวดคิ้วมุ่น
เธอมองเห็นอะไรบางอย่าง... มันไม่ใช่แค่ความเย็นชาของไรเฟิล แต่มันคืออาวรณ์สีดำจางๆ ที่วนเวียนอยู่รอบกายเขา เหมือนควันที่คอยตามติดเงาของเขาไปทุกที่
“อ้าว... พี่เป็นพี่รหัสฉันใช่ไหมคะ ฉันชื่อใบโพธิ์นะ แล้วพี่หละชื่ออะไรหรอ”
ใบโพธิ์รีบยันตัวลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นที่เข่า ใบหน้าที่คมชัดดั่งรูปสลัก โดดเด่นด้วยสันกรามที่รับกับใบหน้าเรียวยาว ผิวขาวจัดจนดูซีดเซียวในบางมุม ซึ่งส่งให้ลุคของเขาดูนิ่งและเข้าถึงยาก มองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า เมินเฉยต่อคำถามของคนตรงหน้า
“มารับเหรียญรหัสไป แล้วก็ไสหัวกลับไปนอนซะ ฉันหมดธุระกับเธอแล้ว”
เขายื่นเหรียญทองเหลืองที่มีตัวเลขรหัสส่งให้ด้วยท่าทางรำคาญใจเต็มที แต่ในจังหวะที่ใบโพธิ์เอื้อมมือไปรับ มือของทั้งคู่สัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที...
เปรี้ยง!
เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วตัวใบโพธิ์ ภาพนิมิตประหลาดพุ่งเข้ามาในหัวเธออย่างรวดเร็ว กลิ่นยางรถยนต์ไหม้ เสียงเบรกดังสนั่น และภาพของรถแข่งสีดำที่พลิกคว่ำหลายตลบกลางถนนที่โค้งหักศอกที่มืดมิด!
ใบโพธิ์สะบัดมือออกทันทีพลางหอบหายใจถี่
“พี่... พี่ไปทำอะไรมา?”
ร่างสูงขมวดคิ้วมองยัยเด็กประหลาดตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ
“ถามอะไรไร้สาระ รับไปได้แล้วฉันจะรีบไปทำธุระ”
“อย่าไป!” ใบโพธิ์โพล่งออกมาโดยอัตโนมัติ
“อะไรของเธอ?”
“คืนนี้... อย่าขับรถเร็ว”
ใบโพธิ์จ้องหน้าเขาด้วยแววตาจริงจังที่ไร้แววล้อเล่น
“พี่กำลังดวงตก... ฉันว่าพี่ควรจะอยู่ห่างจากเครื่องยนต์ทุกชนิดดีกว่านะ”
ชายหนุ่มแค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก มันเป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลน
“เก็บเรื่องเลิกงมงายของเธอไปบอกคนอื่นเถอะ... ส่วนเรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่ง”
เขาหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้เธอยืนอยู่กลางห้องดนตรีไทยเพียงลำพัง เธอก้มมองเหรียญรหัสในมือพลางพึมพำกับตัวเอง
“ไอ้พี่คนนี้... บทจะซวย ก็คงช่วยไม่ได้หละนะ กลับห้องดีกว่าเรา”
เธอชูเหรียญไปที่กล้องพร้อมกับพูดกับใส่คนที่กำลังดูอยู่ว่า
“หนูทำภารกิจเสร็จแล้ว ตอนนี้ขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนนะคะ Good nigh tค่ะ”
พร้อมกับเดินออกจากห้องไป ภาพกลุ่มควันที่เธอเห็นเมื่อกี๊มันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดได้คนที่ดวงตก ที่เธอมักจะเห็นตอนที่คนเหล่านั้นมาที่บ้านยายบ่อยๆ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะมันคือกรรมของแต่ละคน เธอแค่เตือนเขาอ้อมๆ ก็พอรู้ว่าพูดไปคงไม่มีใครเชื่อว่าเธอมีพลังพิเศษเห็นผี...