ความแค้นที่กลายมาเป็นความรัก ความผูกพันที่เขาเองก็ไม่เคยเข้าใจมันซักนิด ครั้งหนึ่งเขาเคยเคียดแค้นและอยากจะทำลายล้างทุกสิ่งด้วยมือของตัวเอง แต่แปลกนักครั้งนี้กลับรู้สึกรักอย่างหมดหัวใจ
รัก,ดราม่า,หญิง-หญิง,มาเฟียจีน ,ยูริ,ดราม่า,รัก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ความจำใจที่ต้องพยายามกลํ้ากลืนมันไว้อย่างขมขื่น... ... ...
หญิงสาวนั่งมองเรือนร่างของตนภายใต้ชุดสีฉูดฉาดรัดรูปสุดเร่าร้อนผ่านกระจกเงาภายในห้องแต่งตัวนั้น เพียงลำพัง... กับความรู้สึกอันหนักอึ้งที่ต้องพยายามแบกรับมันไว้ด้วยฐานะจำยอม...
ฝ่ามือเย็นเฉียบเลื่อนขึ้นมาสัมผัสกับใบหน้างามซึ่งถูกแต่งแต้มอย่างหนาเตอะ จนเธอรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเอง... นิ้วมือสั่นระริก เมื่อสัมผัสผิวที่ถูกฉาบด้วยเครื่องสำอางราวกับ สวมหน้ากาก เพื่อเข้าสู่ดินแดนที่เธอรังเกียจ
ใจของหล่อนกำลังสั่น...
นึกพรั่นใจ กลัวว่าการตัดสินใจของหล่อนในครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด...
งานที่หล่อนรับ ไม่ต่างไปจากผู้หญิงขายตัวเลย...
หล่อนกลัว... ว่าจะทำให้ขื่อเสียงของวงตระกูลเสื่อมเสีย...
กลัวว่าคนอื่น ๆ จะมองบิดาด้วยสายตาที่ไม่ดี...
กลัวว่าสกุลกิตติวรนันท์ จะต้องมาแปดเปื้อนเพราะหล่อน...
แต่ถ้าหล่อนไม่ทำ... ชีวิตของบิดาก็จะ...
"กานต์..."
"..."
เสียงเรียกที่ดังขึ้นมาจากข้างหลังทำให้ความคิดของหล่อนหยุดชะงักลงในบัดนั้น
"ลูกค้าคนแรกของเธอมาแล้ว..."
กานต์ชนกหันเหใบหน้าไปทางบริกรหนุ่มซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเล็กน้อย พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ พยุงกายลุกออกจากเก้าอี้
แต่เผอิญว่าหล่อนจะต้องเดินผ่านหน้าบริกรหนุ่มคนนั้นมาด้วย ในจังหวะที่กำลังจะก้าวผ่านเขาไปนั้น เสียงทุ้มต่ำแฝงไว้ด้วยความเยียดหยามได้เอ่ยขึ้นมาทำให้ปลายเท้าของกานต์ขนกต้องหยุดชะงัก หันขวับมาจ้องหน้า
"อย่าทรยศต่อหน้าที่ของเธอก็แล้วกัน !"
"..."
"ลูกค้าคนนี้อยู่ที่โต๊ะมุมในสุดโซนบี จงบริการแขกของเธอให้ดี เธอจะต้องทำให้เขาประทับใจที่สุด... แต่อย่าทำอะไรให้มันเกินหน้านัก เพราะนั่นมันหมายถึงอนาคตของเธอ หวังว่าเธอจะยังไม่ลืมสิ่งที่คุณเอพูดหรอกนะ..."
กานต์ชนกจ้องใบหน้านั้นนิ่งกับคำพูดของเขา แต่แล้วก็ดึงใบหน้ากลับแล้วเชิดใบหน้าขึ้นแต่น้อย ๆ ก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวสูดลมหายใจอัดเข้าปอดลึก ๆ พยายามทำจิตใจให้สงบ คิดว่านี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่หล่อนจะข่วยบิดาได้ แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะที่บริกรหนุ่มบอก
แต่เมื่อมาถึง...
กานต์ชนกหยุดชะงักลงกระทันหันแม้เห็นเพียงแค่เงาลาง ๆ
ร่างโปร่งบางที่กำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ในชุดสูทสีดำสนิท ผมยาวสยายพาดปรกบ่าไว้ข้างหนึ่ง เผยให้เห็นรูปโครงหน้างามซึ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดแม้จะอยู่ในเพียงเงาสลัวของกลุ่มไฟหลากสี ในนิ้วมือของเขาคีบมวนบุหรี่เอาไว้ด้วยซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่ไดัจุดมันสูบเลยซักนิด
'เธอคนนี้น่ะหรือ คือลูกค้าของฉัน ?'
หล่อนตั้งคำถามในใจ ออกจะแปลกใจหน่อย ๆ ไม่คิดว่าแขกของตนจะเป็นผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงนั้น แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ใบหน้าสวยคมหันตวัดมาทางหล่อนพอดี
สายตาคมคู่นั้นจ้องมาที่เรือนร่างบางราวกับกำลังสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเคลื่อนสายตามาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าสวยหวานนั้นอย่างจงใจพร้อมกระตุกยิ้มพรายขึ้นทีี่มุมปาก
โดยที่หารู้ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นกำลังส่งผลให้กานต์ชนกมีความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนกับเด็กน้อยซึ่งทำตัวไม่ถูกในเวลาที่ถูกสายตาของคนแปลกหน้าจ้องมองมาโดยไม่ลดละเช่นนี้
แต่แล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็ถูกหล่อนสะกดกั้นมันเอาไว้...
กานต์ชนกพยายามกำจัดความประหม่าที่มีอยู่ให้หายไป เหลือไว้แต่เพียงความกล้า...
หล่อนฉีกยิ้มหวาน ๆ เดินตรงเข้ามาหาเขาแต่ยังไม่นั่งลงในทันที
"นั่งก่อนสิ..."
ฟังดูอาจจะเป็นคำพูดเรียบ ๆ แฝงแนวเย็นชาไว้หน่อย ๆ แต่ก็นั่นแหละหล่อนจึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา
กิริยาของกานต์ชนกที่ปฏิบัติต่อเขานั้น เห็นแล้วแทบอยากจะหัวเราะยิ่งนัก
ให้ตายเถอะ ! นี่ขนาดหล่อนมาทำงานในผับแท้ ๆ แต่ยังทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสาใสซื่อบริสุทธิ์ หวงเนื้อหวงตัวอยู่เหมือนเดิมเช่นนี้เนี่ยนะ ชาตินี้จะรอดไหม... ?
"นั่งทำไมตรงนั้น"
กานต์ชนกสะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ หญิงตรงหน้าก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตึงเข้ม
"คะ ?"
"ฉันถามว่าทำไมไปนั่งตรงนั้น..."
"..."
หล่อนไม่ตอบ หลงหนี่ว์ได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ แล้วเอ่ยอีกครั้งเป็นเชิงออกคำสั่ง
"ลุกขึ้นมานั่งกับฉัน..."
กานต์ชนกยังมีท่าทีพิพักพิพ่วนอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องทำตามคำสั่งของเธอคนนี้
"เอ่อ... นั่งตรงนี้ก็ได้นี่คะ..."
"ฉันบอกให้มานั่งนี่ !"
หล่อนรับรู้ว่าเธอเริ่มไม่พอใจ จึงยอมทำตามที่เธอต้องการอย่างว่าง่าย
หล่อนนั่งลงข้าง ๆ เธอ แต่ก็อยู่ในระยะห่าง ๆ ท่าทีของหล่อนเป็นไปในลักษณะอาการนิ่ง ๆ ไม่กล่าวว่าอะไรกับเธอ นั่นจึงเริ่มทำให้เขาหงุดหงิดมากกว่าที่จะทำให้เธอพอใจ
"นี่ ! เป็นใบ้เหรอ ?"
กานต์ชนกช้อนสายตามองเธอตอบซื่อ ๆ
"เปล่าค่ะ"
"เหรอ... ก็นึกว่าเป็นใบ้เสียอีก"
หลงหนี่ว์พูดเหน็บแนมให้หล่อนอีกคำใหญ่
และก่อนที่หล่อนจะทันได้โต้ตอบว่าอะไร บริกรหนุ่มก็นำเครื่องดื่มเข้ามาเสียก่อน คิ้วงามดังแกล้งวาดขมวดมุ่นเมื่อเห็นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้า
หล่อนหันไปถามเธอด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
"นั่นนํ้าเปล่าเหรอคะ ?"
"อืม..."
เธอเอ่ยในลำคอเพียงแค่นั้น ไม่ได้ว่าอะไรอีก กานต์ชนกจึงเอ่ยถามอีกว่า
"คุณจะรับเครื่องดื่มอย่างอื่นอีกไหมคะ ?"
หลงหนี่ว์หันมาสบหน้าหล่อนและคิด
'ดูท่าหล่อนจะยังจำเขาไม่ได้สินะนี่...'
"อยากได้อะไรเพิ่มล่ะ... สั่งสิ..."
กานต์ชนกนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
"ดูท่าคุณคงไม่ชอบดื่มเท่าไหร่... งั้นเอาเป็นน้ำผลไม้ปั่นแทนดีไหมคะ"
"รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ชอบดื่ม ?"
เธอถามหยั่งเสียงพร้อมกับจ้องหน้า
หล่อนอ้าปากค้างพูดไม่ถูก พยายามหลบสายตาเธอแล้วมองไปทางอื่น นึกโมโหให้ตัวเองนักที่พูดอะไรออกไปโดยไม่คิด ทำให้แขกของเธอเริ่มเกิดอาการไม่พอใจ ถึงแม้ว่าใบหน้าของเธอจะดูนิ่ง ๆ ก็เถอะ
"เอ่อ... งั้นเปลี่ยนเป็นไวน์องุ่นแดงก็แล้วกันนะคะ"
คราวนี้กานต์ชนกหันไปมองหน้าเธอบ้าง แต่เธอไม่ตอบว่าอะไร ยังคงนั่งอยู่ในท่าทางสงบนิ่งเหมือนเคย จนหล่อนแทบอดคิดไม่ได้ว่าแม่คนนี้นี่เอาใจยากดีแท้ !
"งั้นเอาเป็นไวน์แดงนะคะ"
"ตามใจ..."
เขาตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ
หล่อนจึงหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบริกร
"เพิ่งมาทำงานที่นี่เหรอ ทำไมไม่เคยเห็นเลย"
หลงหนี่ว์แสร้งถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วกับใจ
หญิงสาวระบายยิ้มตอบ
"ใช่ค่ะ"
"งั้นเธอก็คงไม่มีประสบการณ์สินะ"
กานต์ชนกไม่ตอบ แต่กลับหลุบเปลือกตาลงต่ำและนิ่งงันไป หล่อนรู้สึกไม่มั่นใจในคำถามของฝ่ายตรงข้ามว่ากำลังสื่อถึงสิ่งใด เพราะคำถามของเขาฟังดูเป็นคำถามโดยนัยซึ่งสามารถตีความหมายได้สองแง่สองมุม
เอ... หรือว่าหล่อนจะคิดมากเกินไปนะ...
"ขายตัวหรือ ?"
จู่ ๆ เขาก็เล่นถามหล่อนออกมาตรง ๆ จนกานต์ชนกอึ้งไปชั่วขณะดุจกับคนถูกสาป
"ปะ-เปล่า...! ฉันไม่ได้... อุ้ย !"
เขาดึงรั้งเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็วจนร่างเธอลอยหวือ กลิ่นโคโลนจ์ราคาแพง ของเขา หอมเย็นเฉียบเหมือนอันตราย ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่เหนือหน้าผาก ในระยะที่ใกล้จนอันตราย หัวใจของกานต์ชนก เต้นระส่ำเหมือนกลองรบ
สายตาคมของเขากดลึกลงไปยังดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายนั้นของกานต์ชนก เลือดในกายสาวเล่นพล่านร้อนรุ่มทั่วสรรพางค์กาย พวงแก้มเริ่มเปลี่ยนสีระเรื่อขึ้นมาตามลำดับ
นิ้วเรียวประดุจลำเทียนนั้นไต่ขึ้นลูบไล้ปอยผมและเขี่ยมันไปเหน็บไว้ข้างใบหู เพื่อที่เขาจะได้มองใบหน้าขาวนวลนั้นได้ถนัดขึ้น
ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม คิ้วโก่งดุจคันศร แพขนตายาวงอน จมูกโด่งสวยรับรูปกับใบหน้ารูปหัวใจ ริมฝีปากอวบอิ่มน่าสัมผัส... อีกทั้งความงามจากร่องปทุมอวบสองคู่ซึ่งโผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาให้เห็นเด่นประจักษ์สู่สายตา...
ความงามของหล่อนอดไม่ได้ที่จะใช้ปลายนิ้วลูบไล้สัมผัสมันอย่างแผ่วเบา... ดั่งถูกต้องมนต์สะกดให้หลงลืมตัว
"คุณ...!"
หล่อนขยับตัวพยายามถอยห่างออกจากเขาเมื่อรู้สึกอึดอัดในยามที่นิ้วมือนั้นลูบไล้อยู่ที่ปลายคางและต้นแขนของหล่อน
"อะไร... กลัวเหรอ ?"
เขาถาม และกระชับเรียวแขน เหนี่ยวรั้งร่างบางให้แน่นขึ้นไปอีก
"คือว่ามัน..."
"นั่งกับแขกอย่าเงอะงะให้มันมากนัก ทำอย่างกับว่าตัวเองเป็นสาวบริสุทธิ์ไปได้"
เขาตั้งใจกระซิบข้างหูเพื่อยั่วโมโหคนในอ้อมแขน และดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเสียด้วย นัยน์ตาของคนตัวเล็กเป็นประกายจ้าวาวโรจน์ ใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อถูกดูหมิ่นแบบซึ่งหน้าเช่นนี้
"อย่าคิดว่ารวย แล้วจะพูดอะไรก็ได้นะคะ !"
กานต์ชนกเอ่ยเสียงแกว่ง ๆ รู้สึกไม่พอใจ
แต่เขากลับหัวเราะในลำคอ เอ่ยนํ้าเสียงติดขบขันพร้อมฉีกยิ้มพราย ราวกับจะยั่วยุโทสะของหล่อนให้มากยิ่งขึ้น
"ทำไม หรือว่าเธอโกรธ..."
"..."
"ผู้หญิงกลางคืนอย่างเธอน่ะ ไม่สมควรมาโกรธเรื่องอะไรแบบนี้หรอกนะ"
คำว่า 'ผู้หญิงกลางคืน' เหมือน ตบหน้าเธออย่างจัง ความโกรธ ที่พุ่งขึ้นมาถูกความเจ็บปวด และ ความจริง กลืนกินจนหมดสิ้น เธอได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกขมขื่นอย่างจำยอมต่อหน้าที่ของตน
นี่ถ้าหากไม่ใช่เพราะความจำเป็น หล่อนคงไม่มานั่งให้เขาพูดตราหน้าได้หน้าตาเฉยขนาดนี้หรอกนะ
"ขอโทษค่ะ... ฉันแค่หงุดหงิดนิดหน่อย"
"งั้นเหรอ ? ทะเลาะกับผัวมาหรือไง"
ดูเอาเถอะ ! คำพูดของเขาแต่ละคำจะไม่ให้โกรธได้อย่างไร...
ขณะนั้นบริกรได้นำเครื่องดื่มเข้ามาเสิร์ฟพอดี หล่อนจึงเอ่ยทักขึ้นมาเพื่อคิดว่าจะปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้น
"เครื่องดื่มมาแล้วค่ะ... ดื่มไวน์กันดีกว่านะคะ"
หล่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะแจ่มใสขึ้น พร้อมถือแก้วไวน์ขึ้นมาจ่อริมฝีปากเขา
"..."
แต่ดูเหมือนว่า เขาจะไม่สนใจมันเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ไวน์แก้วนั้น เขายกมือขึ้นปัดมันออกไปเบา ๆ เขาจ้องหน้ากานต์ชนกและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ฉันไม่ต้องการ..."
"คะ ?"
หลงหนี่ว์รั้งร่างเพรียวกระชับเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นกว่าคราวก่อนจนริมฝีปากของคนทั้งคู่ขยับมาเข้าใกล้กันในระยะไม่ถึงเซนติเมตร
กานต์ชนกเอามือดันบ่าของเขาไว้และพูดขึ้นอย่างอาการตื่นกลัวหน่อย ๆ
"แบบนี้มัันใกล้กันเกินไปนะคะ นั่งห่าง ๆ หน่อยไม่ดีกว่าหรือ..."
เขาไม่ตอบ แต่กลับใช้ฝ่ามือเคล้นคลึงบั้นท้ายของหล่อนเล่น และใช้มืออีกข้างลูบไล้ผิวเนื้อขาวเนียนละเอียดขึ้นมาตามเรียวขา ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะก้มลงมาควานหาความหอมหวานจากคอระหงของคนตัวเล็กในอ้อมแขน
ร่างของกานต์ชนกสั่นระริกเมื่อรับรู้แรงสัมผัสจากกายของเขา หล่อนกำลังถูกเขารุกรานในสิ่งที่ตนได้สงวนมันมาตลอดทั้งชีวิต ด้วยความที่ไม่เคยมีใครทำกับหล่อนเช่นนี้มาก่อน กานต์ชนกมีอาการตกประหวั่นแถมยังหวาดกลัว หล่อนห้ามปรามเขาละลํ่าละลักและพยายามแกะมือเขาออกให้พ้นจากตัว
"คุณ ! ปล่อย ! อย่าทำแบบนี้ ให้เวลาฉันบ้างสิ..."
"ฉันให้เธอห้าสิบล้าน... ถ้าเธอยอมมากับฉัน..."
เขากระซิบบอกหล่อนข้างหู น้ำเสียงแหบพร่านั้นทำเอาหล่อนใจสั่น
'ห้าสิบล้าน !!'
'นี่เขากล้าซื้อผู้หญิงขายบริการด้วยเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้เลยหรือ ?'
หล่อนคิด
"คุณพูดอะไร...?"
"ฉันพูดความจริง ไม่ได้โกหก"
"..."
"เพียงแค่เธอยอมมากับฉัน ฉันยินดีจ่ายให้เธอทันที"
'ดูเหมือนว่าเจาจะชอบฉันมากเลยล่ะ ไม่งั้นคงไม่เสนอเงินให้มากมายถึงเพียงนี้หรอก'
'แต่ว่า... ฉันไม่พร้อมที่จะทำอะไรแบบนั้นนี่สิ"
"คือ... เอ่อ..."
"ทำไม หรือว่าเงินมันน้อยไป"
"มะ-ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ คือว่า... ฉัันยังไม่พร้อม..."
หลงหนี่ว์ยกคิ้วขวาขึ้นสูงเอียงคอมองหล่อนสายตาล้อเลียน
"ไม่พร้อมเหรอ ? งั้นก็ได้... เอาให้เธอพร้อมเมื่อไหร่ฉันจะมารับก็แล้วกัน แต่อย่าให้นานนักล่ะ ไม่อย่างนั้น..."
เขาเว้นจังหวะไปอึดใจ
"..."
"ฉันคงจะเหงาตายเสียก่อน"
ตาคมจ้องลึกลงไปยังนัยน์ตาอ่อนไหวของสาวน้อยตรงหน้า ราวกับว่ากำลังจะสื่อถึงบางสิ่ง อย่างมีความหมาย
กานต์ชนกไม่คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะคิดแค่ว่าเขาต้องการเพียงแค่ได้เชยชมร่างกายของหล่อนเพียงเท่านั้น โดยที่หารู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เขาประสงค์อยากจะได้นั้นมิใช่แค่เรือนร่างของหล่อนเท่านั้น แต่มันจะเป็นความจริงอันแสนเจ็บปวดที่กำลังรอคอยให้หล่อนเดินไปหามันเองต่างหาก... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...
ห้าสิบล้าน...
เป็นจำนวนที่มากพอ ที่หล่อนจะสามารถนำมาชดใช้หนี้ให้บิดาได้
แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่นึก
ก็ในเมื่อเจ้าของผับแห่งนี้คือนายเอ เจ้าหนี้ของบิดา แถมหล่อนยังมาสมัครเป็นพนักงานของเขาอีกต่างหาก
หล่อนตกลงกับเขาไปแล้วว่าหล่อนจะทำงานที่นี่เพื่อใช้หนี้แทนบิดา
และเขาก็ออกกฎสั่งห้ามอย่างเคร่งครัด ว่าห้ามหล่อนออกไปนอกสถานที่กับแขกโดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
แล้วจะให้หล่อนออกไปไหนมาไหนกับแขกคนนี้ได้อย่างไรกันเล่า...?
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะต้องการให้หล่อนตกลงไปกับเขามากกว่า
ถ้าหากว่าหล่อนไปกับเขา หล่อนก็จะได้รับเงินก้อนนั้นมาใช้หนี้ให้บิดาได้โดยทันทีแบบไม่ต้องรอนาน
แต่ถ้าหล่อนทำเช่นนั้นก็เท่ากับผิดสัญญาที่ให้ไว้กับนายเอ และอาจจะส่งผลกระทบไปถึงบิดาได้...