ในค่ำคืนที่สายน้ำกระซิบเสียงคร่ำครวญ รอยยิ้มของ “นางพราย” ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำทุกครั้ง ความจริงของนางพรายกำลังรอให้เขาเป็น “เหยื่อรายต่อไป”เพราะบางครั้ง… คนที่ยิ้มให้เรา อาจเป็นคนเดียวที่พรากเราไปตลอดกาล
สืบสวนสอบสวน,ลึกลับ,ผู้ใหญ่,จิตวิทยา,ดาร์ค,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
กรีดรอยยิ้มนางพรายในค่ำคืนที่สายน้ำกระซิบเสียงคร่ำครวญ รอยยิ้มของ “นางพราย” ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำทุกครั้ง ความจริงของนางพรายกำลังรอให้เขาเป็น “เหยื่อรายต่อไป”เพราะบางครั้ง… คนที่ยิ้มให้เรา อาจเป็นคนเดียวที่พรากเราไปตลอดกาล
“ศจี”พรายสาวนักเรียนธรรมดาในอรัญสถานแห่งป่าหิมพานต์
วันนึงกลับต้องพบเจอกับร่างอันไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมรุ่น ใบหน้าของศพยิ้มอย่างมีสุขร่างกายถูกฉีกเป็นชิ้นแต่มีบ้างอย่างแปลกออกไป และเหยื่อรายต่อๆไปมีของบางอย่างที่เชื่อมมาถึงตัวเธอ เธอจะต้องสืบหาตัวฆาตกรให้ได้ และบทสุดท้ายที่ทำให้เธอต้องเสียใจ
กลิ่นไอของฝนยังไม่ทันจางจากใบไม้ ลมค่ำพัดพาความชื้นมาจากลำธารและดึงความทรงจำเก่า ๆ ให้ปะทุในอกศจี นางพรายสาวผู้มีผมยาวตรงสีดำดวงตาสีเทาเย็นเฉียบเธอเดินออกจากแสงโคมของถนนเล็ก ๆ ผ่านทางเดินที่คดเคี้ยวซึ่งนักเรียนทอดขาไปมาในยามเย็น เพื่อจะมาถึงแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ผืนน้ำพราย” — สถานที่ที่คนในหิมพานต์เชื่อว่าสะท้อนใจผู้มอง ศจีเดินลุยน้ำตื้น ๆ เข้าสู่ป่าลึกหลังได้ยินเสียงเรียกจากบางสิ่งในสายน้ำ—เสียงที่มีเพียงนางพรายอย่างเธอเท่านั้นที่ได้ยิน
เมื่อมาถึงลำธารแคบ เธอเห็นร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนหินชื้น
ครั้งแรกที่เห็นร่าง นางพรายสาวคิดเพียงว่ามีใครนอนหลับอยู่บนก้อนหิน แต่เมื่อเธอหย่อนน้ำหนักตัวมองใกล้ ๆ เธอก็ต้องกลืนน้ำลายหนักหน่วง ใบหน้าที่หงายขึ้นคือคีรา — สาวครึ่งพรายเพื่อนร่วมรุ่นผู้หัวเราะง่ายที่ชอบเล่าเรื่องขำขันก่อนนอน แต่นี่ไม่ใช่รอยยิ้มแบบคนน่าขันหรือคนน่ารัก มันเป็นรอยยิ้มเย็นเฉียบ รอยยิ้มที่ไม่มีเสียงขำประกอบ และกลับให้ความรู้สึกว่าเพิ่งผ่านบางสิ่งที่ลึกซึ้งจนเส้นผมลุกชัน
บริเวณโดยรอบไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีเศษใยผ้าที่ขาดกระจุยหรือเลือดหยดกระเซ็นดิ่ง ร่างถูกวางลงด้วยความระมัดระวัง แต่ร่างกายกลับถูกฉีกออกเป็นสามส่วนอย่างเป็นระเบียบแผ่นผิวหนังที่เหมือนถูกลอกด้วยเล็บเรียวยาว
เปิดออกเหมือนกลีบดอกไม้
ไม่มีเลือดสักหยด ราวกับมีใครชำแหละอย่างพิถีพิถัน
และ “หัวใจ” ของเธอหายไป ทำให้ศจีรู้สึกทั้งสะเทือนและแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน กลิ่นบางอย่างปะปนกับไอความชื้น—กลิ่นของสมุนไพรแห้งผสมกับโลหะอ่อน ๆ ที่เธอไม่สามารถบอกชื่อได้ทันที แต่ปฏิกิริยาในอกกลับเต้นแรง ราวกับบอกว่า “นี่คุ้นเคย”
เจ้าหน้าที่คุณไสยของหน่วยสืบหิมพานต์มาถึงช้า ชายหญิงในชุดขาวสว่างหยุดฝีเท้าแล้วเริ่มเก็บหลักฐาน ศจียืนอยู่ขอบ ๆ หมอกเล็กน้อยคลอเคลีย เมื่อมือหนึ่งของเธอแตะหินเย็น ภาพสั้น ๆ ปรากฏขึ้นในสมอง — ไม่ใช่เสียง แต่เป็นความรู้สึก: มืออุ่น ๆ ปลดเสื้อผ้าบางชิ้นลง มืออีกข้างลูบไล้ผิวอย่างมั่นใจ เสียงหายใจพุ่งขึ้นเป็นจังหวะ แล้วทุกอย่างก็เงียบลงเป็นจังหวะสุดท้าย ภาพนั้นหายไปเร็วจนเธอแทบตั้งตัวไม่ทัน
เธอถอนมือกลับ มองไปที่ใบหน้าคีราอีกครั้ง ใบหน้านั้นยังคงรอยยิ้มนิ่ง—รอยยิ้มที่เกิดขึ้นในเวลาที่ความรู้สึกถูกบีบอัดจนสุด แล้วถูกแช่แข็ง ศจีรู้สึกว่าข้อเท้าของเธอเหมือนจะอ่อนแรง แต่เธอต้องยืนให้มั่น เพราะการเป็นผู้ที่ ‘ได้ยิน’ เสียงของน้ำและอ่านอารมณ์คนรอบข้างมาทั้งชีวิต ทำให้เธอไม่อาจทำตัวเป็นผู้ไม่รู้เห็นได้
หน่วยสืบเริ่มทำงานอย่างเป็นระเบียบ นักสมุนไพรคนหนึ่งถูกร้องเรียกมา เขาเอียงหน้า จมูกของเขาทำงานเร็ว รอยย่นบนหน้าผากบอกว่าเขาได้กลิ่นบางอย่างไม่ดี “กลิ่นพรายชนิดที่ปรับสภาพ” เขาพูดเสียงแผ่ว และศจีก็ได้ยินคำนี้ในหัวเหมือนคำทำนาย ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างไม่เป็นที่ยินยอม—“ผม” หรือคนที่อยู่ข้างใน ความคิดนั้นเป็นเพียงครึ่งเสียงครึ่งกระซิบ แต่มันเย็นจนเธอจั๊กจี้ตรงกระดูกไหปลาร้า
หลังจากหน่วยงานเก็บหลักฐาน ศจีเดินกลับช้า ๆ ผ่านแถวต้นไผ่ เสียงจี๊ดและตะเกียงพรายสะท้อนกับใจของเธอเอง เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งถูกปลุกในตัว และสิ่งนั้นไม่ใช่แค่ความอยากรู้ มันเป็นแรงดึงที่ลึกและเก่าแก่ อะไรบางอย่างที่ไม่ยอมให้เธอพัก เธอปัดมือผ่านผม เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ขมวดเมฆ และสัญญากับตัวเองว่า—จะหาความจริง ไม่ว่าจะต้องเจอกับความจริงที่น่ากลัวเพียงใดก็ตาม
คืนนั้นเมื่อเธอนอน เธอได้ยินเสียงน้ำไหลในความฝัน และรอยยิ้มของคีราก็คงอยู่ในความมืด ผิวของเธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจิกเบา ๆ ที่หลังคอ—ไม่ใช่รอยแผล แต่เป็นการเตือน เธอพลิกตัวไปมาจนตะเกียงในห้องสั่น เธอพยายามกำชับตัวเองว่า “อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุ” แต่ในใจลึก ๆ มีเสียงหนึ่งที่กระซิบว่า “ไม่ใช่” — และเสียงนั้นกำลังยิ้ม