ฉันไม่ได้เขียนเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่เพื่อให้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรตอนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือเพียงฝันถึงมันอยู่ When the Dream Refused the End ไม่ได้ถามว่าความฝันคืออะไร — แต่มันถามว่า ถ้า “ความจริง” เองก็เริ่มหลอกเรา แล้วเรายังเหลือสิ่งใดให้เชื่ออีก? ฉันเพียงอยากฟังเสียงของใครสักคนที่ยังกล้าตั้งคำถาม แม้รู้ว่าไม่มีคำตอบอยู่จริงก็ตาม

เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End) - บทที่ 1 ฝันนั้นไร้ทางตื่น โดย athanasia(อาธานาเซีย) @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แอคชั่น,ผจญภัย,แฟนตาซี,ยุคกลาง,ย้อนยุค,ปรัชญา,ผจญภัย,แอคชั่น,ต่อสู้,ตามหาความจริง,พระเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แอคชั่น,ผจญภัย,แฟนตาซี,ยุคกลาง,ย้อนยุค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ปรัชญา,ผจญภัย,แอคชั่น,ต่อสู้,ตามหาความจริง,พระเอกเก่ง

รายละเอียด

เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End) โดย athanasia(อาธานาเซีย) @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ฉันไม่ได้เขียนเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่เพื่อให้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรตอนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือเพียงฝันถึงมันอยู่ When the Dream Refused the End ไม่ได้ถามว่าความฝันคืออะไร — แต่มันถามว่า ถ้า “ความจริง” เองก็เริ่มหลอกเรา แล้วเรายังเหลือสิ่งใดให้เชื่ออีก? ฉันเพียงอยากฟังเสียงของใครสักคนที่ยังกล้าตั้งคำถาม แม้รู้ว่าไม่มีคำตอบอยู่จริงก็ตาม

ผู้แต่ง

athanasia(อาธานาเซีย)

เรื่องย่อ

อัศวินหนุ่มตื่นจากการหลับใหลสามปีในหมู่บ้านห่างไกล หลังจากเคยต่อสู้กับมังกรจนบาดเจ็บสาหัส—แต่เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ผู้คนต่างยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษผู้ขับไล่สัตว์ร้าย เขาเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงของอดีตและโลกที่เขาไม่แน่ใจว่าคือ “ความจริง” หรือ “ความฝัน” ระหว่างทางเขาพบเหล่าผู้ร่วมชะตากรรม—นักพรต ผู้วิเศษ ตัวตลก ขุนนาง ผู้เตร็ดเตร่—แต่ละคนสะท้อนบาดแผล ความเชื่อ และอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกัน

สารบัญ

เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-คนที่พวกเขาเคยเป็น The Ones They Once Were,เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-บทที่ 1 ตัวตลก — ค้อนแห่งความเงียบของผู้ปลุกขำ,เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-บทที่ 2 อัศวิน — ศรัทธา ของ ผู้ไร้ศรัทธา,เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-บทที่ 3 ผู้เตร็ดเตร่ — หนึ่งเดินเล่น หนึ่งจมโคลน,เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-คนที่พวกเขากลายเป็น The Ones They Became,เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)-บทที่ 1 ฝันนั้นไร้ทางตื่น

เนื้อหา

บทที่ 1 ฝันนั้นไร้ทางตื่น

เสียงนกร้องแผ่วผ่านหน้าต่างกระจกแตก แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องผ่านรอยร้าวเป็นลำ ฝุ่นบางปลิวเหนือเตียงไม้เก่า เสียงผ้าชื้นเช็ดวนบนเกราะดำที่ถูกขัดจนเงาวับ แม้จะเต็มไปด้วยรอยขีดเป็นร่อง แต่ยังแลดูสง่าเกินกว่าจะวางอยู่ในโบสถ์ซึ่งไร้พระเจ้า

ทุกสิ่งภายในดูเงียบสงบ เว้นเพียงช่องว่างที่ร่วงหล่นไร้การเติมเต็มจากรอยร้าวของกระจกสีซีดซึ่งไม่มีใครกล้าซ่อม บ้างเชื่อว่ารอยร้าวนั้นคือสายตาของผู้เคยเฝ้ามองก่อนร่วงหล่น — บ้างเพียงแค่ทำตามคนก่อนหน้า

เสียงคิกคักของเด็กน้อยหัวเราะพูดคุยดังแว่ว ท่ามกลางความเงียบเหงาของหมู่บ้านเก่า กลายเป็นเสียงเดียวที่สะท้อนชีวิตในที่แห่งนี้

เสียงหัวเราะนี้เป็นของใหม่ในหมู่บ้านใหญ่ที่เคยถูกเผาไปเกือบครึ่งเมื่อสามปีก่อน ผู้ใหญ่ที่รอดมักไม่กล้าพูดถึงเรื่องในวันนั้น ส่วนเด็กที่ไร้ภาพไฟในหัวจึงหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงในสถานที่ซึ่งเงียบราวกับไว้อาลัยชั่วนิรันดร์

เสียงเด็กเล่นไล่จับกันในโบสถ์นั้นทำให้หมู่บ้านมีชีวิตชีวายิ่ง แต่เสียงเดียวกันนี้เองก็ได้ดังเข้าไปในโสตประสาทของใครบางคนจนรู้สึกปวดหัว

‘หนวกหู... ไอ้พวกที่รบกวนคนตอนนอนขอให้ตกนรก... ’ เสียงสถบในหัวที่ยังตื่นไม่เต็มที่ ได้ตัดสินเด็กพวกนั้นราวกับผู้พิพากษาในฝัน — ก่อนที่สติเก่าจะค่อยๆ ตื่นตามตัวมาเป็นสิ่งสุดท้าย 

ฉันลืมตาขึ้น — แต่ไม่รู้ว่าทำไมรู้สึกเหมือนปวดเมื่อยไปทั้งตัวทั้งๆ ที่เมื่อคืนหลังปิดหน้าจอเสร็จก็เข้านอนตามเวลา มันน่าขำ... ฉันเคยไม่หลับไม่นอนเพื่อเล่นเกมข้ามวันโดยไม่รู้สึกอะไร — แต่พอตื่นมาในตอนนี้กลับรู้สึกเมื่อยล้าไม่ต่างจากแบกโลกไว้ทั้งใบ

ข้อนิ้วขยับช้าอย่างไม่คุ้นชิน — การชะงักไม่ได้อยู่แค่ในกล้ามเนื้อ แต่รวมถึงดวงตาที่เปิดขึ้นแล้วต้องพบกับเพดานเก่าแก่ที่ถูกทำความสะอาดไว้อย่างดี...

“ซะ-เซอร์... เซอร์ฟื้นแล้ว?!” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ

ฉันหันไปช้าๆ เห็นชายชรารูปร่างผอม ผูกผ้าคาดเอวอย่างเรียบร้อย ฉันเคยเหมือนรู้จักเขา แม้ความจริงไม่เคยพบกันมาก่อน

เมื่อมองโดยรวมแล้วดูไม่ต่างจากพ่อบ้านที่เห็นในละครบ่อยๆ พ่อบ้านวางชามน้ำลงอย่างเร่งรีบก่อนจะรีบลุกไปที่ประตู

“ขะ-ข้าจะรีบไปตามนักบวชมา... ! ท่านอย่าขยับมากนะ เดี๋ยวแผลจะแย่ลง!”

นักบวช? แผล? มันเกิดอะไรขึ้น... 

ฉันยกตัวขึ้นมองรอบๆ จากมุมนี้มองเห็นชุดเกราะสีดำขลับวางคู่ผ้าเช็ดอยู่บนม้านั่งด้านข้าง — ใช่ มีเพียงผ้าเช็ด ไม่มีลูกแก้ว ไม่มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์... แค่เศษผ้าธรรมดาที่ใครบางคนใช้เช็ดเกราะให้ทุกวันเหมือนดูแลวัตถุจัดแสดง

ข้างนอกหน้าต่าง ฝุ่นแดดลอยวนเหนือนาข้าวแคระแกร็น ต้นไม้แห้งตายขึ้นคลุมซากบ้านครึ่งหลัง ตรงขอบฟ้ามีป้อมไม้ผุ ซึ่งสูงพอให้เงาเรือนยอดแตะกับม่านหมอกสีเทาอ่อน ดูคล้ายเมืองกลางทุ่งนาในชนบท

หันมาที่ร่างกายก็เห็นผ้าพันรอบลำตัว ใต้ผ้าพันแผลที่ล้อมรอบแผ่นอกดุจสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ยอมปล่อยมือ รอยดำขนาดใหญ่ไร้ความรู้สึกให้เจ็บแสบ แต่ใกล้เคียงโรคประหลาดเสียมากกว่า

กลิ่นเงาเขม่าจางๆ ที่ตกค้างดั่งคำถามที่ยังไร้ผู้แถลง ผสมกลิ่นสนิมที่ฝังอยู่ในลมหายใจและน้ำสมุนไพรขังเหนียวหนืดในอากาศ

อะไรวะ? เกิดอะไรขึ้น? ในหัวฉันเริ่มเรียงสมมุติฐานมากมายแบบเกมจำลองโลกจริงที่เคยเล่นในหัวบ่อยครั้ง แต่ปัญหาคือตอนจำลองไม่เคยคิดถึงห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นกำยานจนเวียนแบบนี้ หรือจำลองความเมื่อยล้าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้ได้ — สรุปแล้วคือมันไม่ได้ช่วยอะไร... แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีพจรในอกช้าลงหนึ่งจังหวะ

ขณะกำลังคิดรำพึงไปต่างๆ นาๆ เสียงบานประตูก็เปิดออกอีกหน

ชายผู้สวมชุดนักบวชเดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มเปี่ยมปีติ ยกมือหนึ่งแตะตราปักรูปพีระมิดที่มีตาดวงใหญ่โตบนหน้าอกเสื้อคลุมสีขาว

นักบวชโค้งศีรษะเล็กน้อย... ท่าทางของเขาสุภาพเกินพอดี ราวกับคนที่คุ้นชินการคำนับให้บางสิ่งอยู่เสมอ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขายังคงเคารพเพราะศรัทธา — หรือแค่เคยชินกับความกลัว ว่าวันที่เขาวางความเชื่อลง โลกจะไม่ให้อภัยเขาเมื่อตายไป

เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงสุภาพ

“ท่านอัศวิน... เราดีใจที่ท่านคืนสติ วิญญาณของท่านนั้นไม่เคยหลุดจากพวกเรา ทุกคนคอยสวดภาวนาว่าวันหนึ่งท่านจะฟื้นขึ้นมา” สำเนียงผู้ดียากจะฟังประหนึ่งรับชมบทละครโบราณ แต่สมองฉันกลับแปลมันได้ราวกับเกิดโตด้วยทำนองเดียวกัน

ฉันนิ่วหน้าขณะเอ่ยถามเขา 

“■■■... เรียกฉันว่าอะไรนะ?”

นักบวชชะงักเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจคำถาม

“ข้าต้องอภัยด้วยนายท่าน '■■■' คำนี้ข้าไม่คุ้นนัก มัน... แปลว่าอะไรรึท่าน พวกข้าใช้ชีวิตในบ้านนอกเช่นนี้ จึงไม่อาจเข้าใจคำศัพท์ของท่านผู้สูงศักดิ์ได้...”

‘แปลว่าต้องใช้คำอื่นแทน?’ สมองสรุปสถานการณ์อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดซ้ำ ดูเหมือนว่าการที่เคยจำลองสถานการณ์ต่างๆ จะไม่ได้เสียเปล่า 

“ข้าหมายถึงท่าน... ท่านเพิ่งเรียกข้าว่าอะไร?”

“อ้อ! เอ่อ... หากข้าอาจกล่าวผิดไป ข้าต้องขออภัยด้วยท่านขุนนาง...”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเอ่ยคำว่า ‘ขุนนาง’ ราวกับกลัวจะสะกิดสายตาใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ในห้อง — ชาวบ้านไร่แถบนี้เชื่อว่าหากพูดถึงนักปกครองโดยไม่ผ่านพิธี อาจถูกสุ่มเรียกไปเกณฑ์แรงงานในเมืองหลวงเอลวาราธในทันที

“หลังจากท่านช่วยขับไล่มังกรที่มาโจมตีหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อสามปีก่อน ท่านก็สลบไป...พวกเราจึงทำได้เพียงคาดเดาว่าท่านน่าจะเป็นอัศวิน”

สามปี? ฉันหลับไปสามปี?

‘ไม่มีทาง เมื่อวานฉันเพิ่ง... ’

จู่ๆ ก็นึกถึงภาพหนึ่งขึ้นมา ภาพที่ฉันนอนในห้องตัวเองกับน้องชาย

ฉันเห็นเขาร้องไห้ขณะที่พี่สาวอย่างฉันกำลังจะตาย เห็นเขาเผาร่างของฉันในงานศพ ก่อนจะเอากระดูกไปฝังไว้ในป่าหลังบ้าน

เป็นภาพที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ

แต่ฉันไม่ใช่ผู้หญิง เป็นผู้ชายไม่ต่างจากตอนนี้...

และไม่เคยมีน้องชาย มีเพียงพี่ชายสองคน... 

ที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ภาพนั้นดูจริงเกินไป — แต่เพราะในภาพหนึ่งที่มีป้ายหลุมศพสลักชื่อลงไป ชื่อที่ดูคุ้นตาและคุ้นเคยอย่างน่าใจหาย แม้ฉันจะไม่เคยใช้มันมาก่อนก็ตาม

“... ไม่มีใครรู้ว่าท่านมีนามว่าอะไร ไม่มีญาติมาหา ไม่มีใครมาเยี่ยม... เอ่อ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ถูกนัก มีหญิงสาวผู้หนึ่ง — เธอจะมาเยี่ยมท่านปีละครั้ง นั่งอยู่ตรงมุมนั้นเงียบๆ จนพลบค่ำ ก่อนจะจากไปเหมือนกันทุกปี” 

การที่มีใครบางคนจะมานั่งอยู่ข้างเตียงของคนหมดสติสามปีโดยไม่พูดอะไร มันทำให้ดูน่ากลัวในบางแง่มุม

เขาพูดด้วยสีหน้าแปลกเล็กน้อยคล้ายยากจะอธิบาย

“เธอไม่เคยพูดอะไร ไม่เคยบอกชื่อเช่นกัน... อันที่จริงเมื่อเธอมาครั้งแรกข้าก็อยากจะลองถามดู แต่เวทมนตร์มิติที่จู่ๆ ก็แยกออกนั้นน่าหวาดกลัวเกินกว่าคนธรรมดาอย่างเราจะกล้าลองดี...”

เขาเหลือบตามองมุมหนึ่งของห้องที่อยู่ไกลตัว

“... บางครั้งแค่ยืนอยู่ใกล้ก็มีความกลัวเหมือนจะถูกดูดเข้าไปได้ตลอดเวลา ไม่มีใครกล้ายืนตรงนั้นเลยจนทุกวันนี้”

ฉันฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ แต่ในหัวฉันมีเสียงหนึ่งกระซิบว่า ‘นี่มันฝันรู้ตัวชัดๆ ’ — แต่อีกเสียงก็แทรกทันทีว่า ‘ไม่มีฝันไหนเจ็บแบบนี้หรอกเจ้าบ้า”

ทุกอย่างมันชัดเกินไป ละเอียดเกินไป ถึงอย่างนั้นก็มึนงงราวกับโลกที่สร้างไว้ในหัวตอนฝันรู้ตัว แต่กลับรู้สึกแตกต่างจากทุกความฝันที่ผ่านมา

เพราะเมื่อฉันวางมือลงบนอกเบาๆ — ร่างกายตอบกลับเหมือนเส้นประสาททั้งร่างถูกปักเข็มเย็นเฉียบในชั่วพริบตา แล่นปราดลามไปถึงกระดูกอย่างฉับพลันจนเผลอกัดฟันแน่น

“อึก!”

“ทะ-ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?! สีดำบนอกท่านพวกเราคาดเดาว่ามันน่าจะเป็นพิษมังกรที่ไม่ยอมสลาย ข้าจะสั่งให้เพิ่มสมุนไพรในคืนนี้-”

“ไม่ต้อง” ฉันขัดเบาๆ เสียงนั้นหลุดออกมาห้วนและแข็งราวคำสั่ง คล้ายกับมันไม่ได้พูดผ่านใจ แต่กระดูกซี่โครงที่ยังเจ็บนั้นเองเป็นคนพูดแทน 

“ข้าแค่อยากอยู่เงียบๆ ! สักพัก...” 

เสียงที่หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจจากความหงุดหงิดที่ซ้อนทับกันหลายตลบ ก็ได้กลายเป็นเสียงที่ดังพอจะกรีดความเงียบให้แสบหูผู้อื่น แม้ตัวเองจะยังไม่ได้ยินมันดีพอ

“นายท่าน... เช่นนั้นข้าจะสั่งให้พ่อบ้านนำอาหารมาให้ท่าน”

“ขอบคุณ” คำพูดสั้นๆ ได้ตอบกลับไปอย่างไม่เป็นตัวเอง

นักบวชโค้งศีรษะอีกครั้งแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ฉันอยู่เพียงลำพังกับเสียงลมหายใจตัวเอง

ฉันเอนหลังพิงไม้เก่า — เสียงมันลั่นกร๊อบ ราวกับกำลังฝากน้ำหนักไว้บนโลกที่ยังไม่มั่นใจว่าจะยอมรับฉันจริงๆ หรือแค่กำลังให้ฉันฝันตื่นหนึ่งที่พร้อมจะพังลงมากลางอากาศ

‘เผลอๆ นี่อาจเป็นแค่บทฝึกของร่างกายก่อนจะถูกปลุกขึ้นมาในโลกจริงด้วยซ้ำ”

คิดมากไปก็แค่ทำให้หิวน้ำเปล่าๆ ฉันหันมองแล้วหยิบถ้วยน้ำข้างเตียงขึ้นมาช้าๆ เมื่อดื่มเสร็จก็เพิ่งนึกบางอย่างได้... หวังว่านี่มันจะไม่ใช่น้ำล้างตัว

‘แต่หลายอย่างมันก็แปลก ย้ายร่าง? ข้ามมิติ? แต่อาจไม่ใช่ฝัน.. ไม่สิ... ถ้าเป็นฝันก็ต้องแยกได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว’

ถึงอย่างนั้น... 

‘ในฝัน... แม้จะมีคนที่สามารถบอกตัวเองว่ากำลังฝันได้ แต่ก็ไม่มีใครรู้อย่างแน่นอนเมื่อฉากในฝันนั้นเปลี่ยนไป เพราะฝันก็มีเสียงของมันเอง — เงียบแต่ดังกว่าเสียงของโลกจริง... แต่ถ้าโลกจริงมันไร้เหตุผลยิ่งกว่าฝัน... แบบนั้นฝันจะถือว่า 'จริงกว่า' ได้หรือเปล่า?’

ในตอนที่เถียงไร้เหตุผลกับตัวเองในหัว ฉันก็เริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองในโลกเดิมหากนี่ไม่ใช่ฝัน

เสียงถอนลมหายใจเบาฟังชัดเจนขึ้นในโบสถ์ร้างที่ไม่มีบทสวด

แล้วฉันก็พูดกับตัวเองช้าๆ ด้วยรอยยิ้มบาง

‘... เมื่อกี้น่าจะขอกระจกมาด้วย’

เคยมองวิวที่สวยกว่านี้ผ่านหน้าจอหลายครั้ง... แต่จอมันไม่เคยเย็นจนแตะแล้วผิวสั่น จอเคยพาฉันไปไกลแค่ไหนก็ได้... แต่ไม่เคยทำให้ฉันกลัวว่าถ้าก้าวผิด — ทุกอย่างจะพังลงมาทับตัวจริงๆ 

มองรอบห้องที่ดูเหมือนเกมสไตล์อังกฤษยุคโบราณ

“เคยจินตนาการไว้หลายแบบ... พอเจอจริงๆ กลับไม่เหมือนแบบที่เคยคิด”

เฮอะ เสียงสถบหลุดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

ฉันเคยฝันถึงการเปลี่ยนโลก... แต่ตอนนี้โลกกลับเปลี่ยนฉันแทน — ตอนนี้แค่รู้ให้ได้ว่ากำลังฝันอยู่หรือเปล่าก็ยากเกินไป

ฉันนั่งมองแสงด้านนอกที่ไม่เปลี่ยนสีโดยง่าย มองอะไรเดิมๆ ที่ดูเหมือนถูกจัดไว้แล้ว

ไม่มีเสียงใหม่ ไม่มีคำถามใหม่ เพียงเหม่อมองแบบนั้น

ฉันไม่ได้เข้าใจโลกนี้เพิ่มขึ้นเลย... แต่ก็ยังไม่อยากลุกไปไหน

เพราะทันทีที่ลุก มันอาจเริ่มเรื่องที่ฉันไม่อยากรู้คำตอบ

แต่ในตอนที่กำลังคิดอยู่นั้นเอง

ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

ฉันไม่รีบลุก

ไม่ใช่เพราะกลัวว่าใครจะอยู่หลังประตู

แต่เพราะฉันเพิ่งรู้ว่า... สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ใครที่อยู่อีกฟากของประตู

... แต่คือความจริงที่ว่า พวกเขาทั้งหมดต่างคิดว่าเรารู้จักกันมาก่อน

ในขณะที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรารู้จักกันจริงหรือไม่

———

เสียงหัวเราะลอยมาแต่ไกล กลิ่นอาหารควันสดลอยปะปนกับกลิ่นไม้สนจากกองไฟ ชาวบ้านกลุ่มใหญ่รวมตัวกันในลานกลางเมืองเล็กๆ ข้างโบสถ์ที่ฉันฟื้นตัว เสียงเครื่องดนตรีไม้และกลองแห้งดังสอดประสานกับเสียงเด็กวิ่งไล่กันท่ามกลางแสงตะเกียง

ก่อนหน้านี้นักบวชได้เข้ามาบอกว่าชาวบ้านได้จัดงานเลี้ยงฉลองที่ฉันตื่นขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองฉันถึงได้มานั่งอยู่ริมวง ไม่ห่างจากเตาไฟมากนัก 

ขณะนั้นเองก็มีผ้าคลุมวางบนบ่าซึ่งใครสักคนโยนมาให้โดยไม่ทันรู้ตัว

“ท่านอัศวิน! ต้องขอบคุณท่านอีกครั้ง ข้าขอให้ลูกชายข้าได้เห็นหน้าท่านด้วยตาเสียที”

ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาโค้งศีรษะต่ำพร้อมดึงเด็กชายตัวเล็กเข้ามาใกล้ เด็กชายดูเขินอายพร้อมกับยื่นดอกไม้แห้งมาหนึ่งดอก

“นี่ของข้าเอง... มะ... ไม่ใช่ของแม่...”

ฉันเอื้อมือรับมันไว้โดยไม่รู้จะพูดอะไรนอกจาก “ขอบใจ” เบาๆ 

บางทีคงเป็นเพราะฉันตอบได้แค่คำเดียวเท่านั้น

แม้จะได้รับการต้อนรับเหมือนวีรบุรุษ... แต่ในหัวกลับว่างเปล่าจนไม่แน่ใจว่าควรยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะอะไร ประหนึ่งนักแสดงที่จู่ๆ ก็มีคนเชิญขึ้นเวทีโดยไม่ได้เตรียมตัว

พยายามค้นหาความทรงจำภายในสมองของร่างกายเผื่อว่าจะพบบางอย่าง — แต่ยิ่งค้น ยิ่งเหมือนกำลังคว้าน้ำในบ่อที่แห้งเหือด

ฉันฆ่ามังกรได้ยังไง?

ฉันเคยเป็นใครกันแน่?

ตัวตนของความทรงจำควรอยู่ในสมองนี้แม้ฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครก็ตาม แต่กลับหามันไม่เจอ

สุดท้ายแท้จริงแล้ว คนที่พวกเขาชื่นชมก็เป็นแค่เงาของตัวฉันที่ไม่มีวันฟื้นขึ้นมา

ทุกเสียงหัวเราะ ทุกสายตาที่มองมาอย่างมีความหวัง กลับทำให้ฉันรู้สึกผิดอย่างยากจะอธิบาย... 

ผิดที่ไม่อาจตอบคำถามของพวกเขาได้สักข้อ

ผิดที่ฉันหายใจอยู่ตรงนี้ ทั้งที่คนที่สมควรได้ยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ อาจไม่ได้กลับมาอีกแล้ว... 

“วันนี้ท่านอัศวินไม่เต้นหรือเจ้าคะ ตอนนั้นท่านเต้นเก่งมากเลยนะ!” หญิงชรากลุ่มหนึ่งพูดขึ้นจากโต๊ะข้างๆ 

“ในวันฉลองก่อนมังกรจะมา... ท่านใส่เกราะทั้งชุดแล้วหมุนอยู่กลางลานนี่เลย!”

“ใช่! แล้วก็หลุดล้มกลางวง! ข้ายังหัวเราะอยู่จนตอนนี้!”

เสียงหัวเราะระลอกใหม่ดังขึ้น ทุกคนดูเหมือนจำอะไรเกี่ยวกับฉันได้มากกว่าฉันจำตัวเองได้เสียอีก ถึงเรื่องราวเหล่านั้นจะไม่ใช่ความทรงจำของฉันก็ตาม

ฉันเห็นชายคนหนึ่งยืนมองจากขอบวง ดวงตาของเขามีร่องรอยของความสูญเสีย เขาไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะไปกับงาน

เมื่อฉันแกล้งบังเอิญหันไปเห็น เขาก็สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่สุดท้ายจะเลือกก้าวเข้ามาหา

"ท่านยังจำลูกสาวข้าได้หรือไม่ ไม่สิ ข้าได้ยินจากนักบวชแล้วว่าท่านจำไม่ได้... ก่อนที่มังกรจะบุกมา ท่านได้บังเอิญผ่านมาที่นี่แล้วพบกับกองโจรที่บุกเข้ามาพอดี ท่านได้ช่วยเธอไว้ นางเคยบอกว่าจะรอท่าน... "

เสียงของเขาเบาเหมือนสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งแรง แต่กำลังสลายไป

“แม้ในวันที่มังกรบุกมานั้น จะทำให้นางจากไป... แต่... เอ่อ... ขอโทษด้วยข้าเป็นคนพูดไม่เก่งจึงอาจจะเรียบเรียงไม่ดีนักจนท่านเข้าใจผิด”

เขาทำท่าลำบากใจ เหมือนกำลังรวบรวมความคิดใหม่

“ข้าแค่อยากจะบอกท่านว่า ท่านคือวีรบุรุษของเธอ และเรื่องในวันนั้นท่านทำได้ดีมากแล้ว พวกเราคงจะไม่มีใครเหลือรอดหากท่านไม่ปรากฏมาโดยบังเอิญ 

ข้ามาร่วมงานเลี้ยงนี้เพื่อจะบอกท่านเรื่องนี้... ว่าถึงท่านจะจำไม่ได้ พวกเราก็ไม่เคยลืมสิ่งที่ท่านทำเลย” 

ประโยคนั้นสะกิดบางสิ่งที่ลึกลงไปในหัวใจ

แม้ฉันจะจำไม่ได้ว่าฉันเคยทำอะไร แต่แววตาและน้ำเสียงนั้นก็ชัดเจนพอที่จะบอกว่า มันเคยมีความหมาย

ความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในคำขอบคุณของเขา กลับทำให้ฉันรู้สึกผิดหนักขึ้นกว่าเดิมอีก

เขาพูดเสร็จแล้วก็โค้งให้ฉัน ก่อนจะย้ายตำแหน่งไปอีกฝั่งของงาน

ฉันยกถ้วยไม้ข้างชามขึ้นจิบ... น้ำในถ้วยไม่ใช่ซุปเปล่า รสชาติของมันทำให้ลิ้นชาเล็กน้อย มีกลิ่นหมักสมุนไพรบางอย่างคล้ายชาส้มผสมขิง แต่มีกลิ่นไหม้อ่อนๆ แทรกอยู่

“นักบวชเล่าว่าท่านบอกว่าจำอะไรไม่ได้ นั่นจริงหรือเจ้าคะ?” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นจากข้างตัว เป็นหญิงสาวท่าทางเรียบง่าย สวมเสื้อไหมย้อมสีอิฐ พูดด้วยแววตาที่ไม่ใช่ความสงสัย แต่เหมือนเป็นห่วง

ก่อนหน้านี้นักบวชได้มาบอกว่า ทุกคนกำลังจัดงานเลี้ยงให้ฉัน ฉันจึงเล่าให้ฟังไปว่าตัวเองกำลังความจำเสื่อม

“ใช่...” ฉันตอบไปสั้นๆ ก่อนจะคิดว่าควรอธิบายเพิ่มอีกหน่อย

“เหมือนกับตื่นขึ้นมาในโลกที่มีคนเขียนประวัติของเราไว้หมดแล้ว — แต่เราไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้นเลย”

เธอยิ้มจางๆ พลางเหลือบมองพื้นเหมือนกำลังเลือกคำพูด

“อย่างน้อยก็ยังจำวิธีพูดได้นะเจ้าคะ”

“ท่านมีนามว่าอะไร?”

“ท่านเรียกข้าว่าเอลิซก็ได้”

ฉันพยักหน้าเบาๆ “เป็นชื่อที่ดี” แม้จะไม่รู้ว่าชื่อนี้มีความหมายว่าอะไรก็ตาม

“ท่านลองชิมนี่สิ ท่านอัศวิน” ชายในชุดช่อมซ่อก้าวเข้ามาพร้อมผลไม้ในตะกร้า “ท่านเพิ่งฟื้นขึ้นมา กินผักผลไม้เยอะๆ จะได้แข็งแรง”

“ขอบคุณ... ว่าแต่คนที่นี่ไม่ท่านเนื้ออย่างนั้นหรือ?” ฉันหันซ้ายมองขวา ไร้อาหารสัตว์ทำจากสัตว์ แม้แต่ไข่ก็ยังไม่เห็น

“ที่นี่เราไม่ทานเนื้อสัตว์กันแล้วนายท่าน เรากินเพียงผักผลไม้ สัตว์น้อยใหญ่ต่างมีชีวิต มีความรู้สึก เพียงเห็นพวกมันตายก็ทำให้เรานึกถึงวันที่มังกรไฟเผาหมู่บ้าน” เขากล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “กลับกันผักนั้นกินก็อิ่มเหมือนกัน พวกมันไร้ความรู้สึก ไม่กรีดร้องให้นึกถึงความทรงจำเก่า”

“เจ้าว่าผักไร้ความรู้สึก เพราะมันไม่กรีดร้อง?”

“แน่นอนนายท่าน แม้โดนไฟมันยังไม่ขยับหนี แน่นอนว่ามันไม่มีความกลัว”

“เช่นนั้น หากข้าทำให้คนสลบไร้ความรู้สึก ก่อนจะแล่เนื้อออกทีละแผ่น เจ้าจะถือว่าเขาไร้ความกลัวด้วยหรือไม่?” ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขา

“ท่าน... หมายความว่าอย่างไร?” เขาถามออกมา ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจคำถามจริงๆ 

“ไม่มีอะไร... หัวข้าคิดอะไรมากไปจนลืมตัวพูดออกมา ขอโทษด้วย” คำพูดนี้มีความจริงส่วนหนึ่ง — ครึ่งหนึ่ง เพราะที่นี่ดูเหมือนฝัน สิ่งรอบตัวทำให้ฉันพูดในสิ่งที่คิดออกไปโดยไม่ไตร่ตรอง — อีกครั้งหนึ่ง ฉันรู้ตัวว่าไม่ควรถามสิ่งที่สงสัยออกไปเสมอ

“ท่านอัศวินโปรดทานให้อร่อย หากอยากได้เพิ่มบอกข้าได้เสมอ” ชายชุดซ่อมซ่อยิ้มก่อนโบกมือลา เดินไปยังบ้านใกล้เคียง

เสียงลมเย็นเริ่มพัดแผ่วจากฝั่งภูเขา แสงไฟเริ่มสั่นจากแรงลม ทุกอย่างยังคงครื้นเครง ผู้คนยังหัวเราะ พูดถึงเรื่องอดีต และโยนชื่อฉันเข้าไปในบทสนทนาอย่างไม่รู้จบ

แต่ฉันที่นั่งอยู่ตรงนี้... กลับรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าในงานของตัวเอง

เสียงแตกของกิ่งไม้ที่ดัง กร๊อบแกร๊บ เป็นครั้งๆ ให้ความรู้สึกราวกับกำลังสะกดจิตตัวเอง

“นี่ๆ ท่านอัศวิน ท่าน... ไล่มันยังไงหรือ?”

เสียงเด็กเล็กถามขึ้นในจังหวะที่โต๊ะเงียบลงชั่วครู่ ราวกับเขาเก็บคำถามนี้ไว้ในหัวตลอดงาน แต่เพิ่งรวบรวมความกล้าได้

ฉันหันไปมอง เด็กชายคนเดิมที่ให้ดอกไม้แห้งยืนมองขึ้นมาด้วยสายตาใสแจ๋ว มือหนึ่งยังถือไม้เรียวสั้นๆ ที่ดูคล้ายกับดาบของเล่น

เมื่อฉันไม่ได้ตอบทันที เขาจึงเสริมด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

“หมายถึง... มังกรน่ะ” ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลง สายตาหลายคู่มองมาด้วยความคาดหวังแม้จะรู้ว่าเขาไม่มีความทรงจำก็ตาม

ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย

ภาพในหัวมีเพียงความว่างเปล่า ตามด้วยเสียงร้องลั่นในความฝันที่ฉันไม่แน่ใจว่าคือใคร

ฉันรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้ามาในโลกที่ไม่เคยรู้จัก

ในสายตาของเด็กชายคนนั้น ฉันคือผู้กล้า — วีรบุรุษผู้สยบมังกร

แต่ในความจริงตอนนี้ ฉันกลับรู้สึกเหมือนคนโกหกที่กำลังสวมร่างของคนอื่น

หากตัวฉันในอดีตคือผู้กล้าจริง... แล้วตัวฉันในตอนนี้คือใครกัน?

คนเราจะยังเป็นตัวเองอยู่ไหม... หากดำรงไว้ซึ่งทุกสิ่งแต่สูญเสียอัตตาไป? เงื่อนไขที่มากพอจะตอบรับความคาดหวังของเด็กน้อยคนนี้ต้องใช้มากแค่ไหน หรือแค่ร่างกายที่เคยขับไล่มังกรก็เพียงพอแล้วโดยไม่ต้องตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ภายใน?

“ข้า... ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ฉันตอบช้าๆ 

“อลัน ท่านอัศวินสูญเสียความทรงจำเพราะเรื่องนั้น” เธอพูดกับเด็กคนนั้นเบาๆ ขณะจิบถ้วยไม้ในมือ

“เรื่องมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ”

ฉันพูดขณะหันมามองซุปข้าวในถ้วย... พอจะเดาได้ว่าเด็กคนนี้คงจะเต็มไปด้วยความผิดหวัง

แต่ผิดคาด เด็กชายกลับเงียบ — ไม่ใช่เพราะผิดหวัง แต่เหมือนกำลังยอมรับ 

เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไรหรอก เป็นความจริงที่ท่านปกป้องพวกเรา อีกทั้ง... ข้าคิดว่าแค่ท่านรอดกลับมาก็เท่แล้ว”

ฉันหันไปมองเขาอีกครั้ง และก็ได้เห็นรอยยิ้มที่ซื่อตรงแบบที่ผู้ใหญ่มักไม่มี

บางที... เด็กอาจเข้าใจคำว่า ‘วีรบุรุษ’ ได้ลึกซึ้งกว่าผู้ใหญ่บางพวกเสียอีก

“พวกเจ้า... ลองดูนี่สิ”

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งเงียบอยู่อีกฝั่งโต๊ะยื่นกระดาษม้วนเก่าๆ มาให้ทุกคนดู

มือของเขาดูสั่นนิดหน่อยเหมือนคนไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ควรพูดหรือไม่

เอลิซที่สนใจเองก็ลุกขึ้นดูด้วย แผ่นกระดาษถูกคลี่ออกช้าๆ — กระดาษหนาแต่เก่าจนมีกลิ่นหมึกจางๆ ผสมกลิ่นรา

สิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษคือ

— ภาพวาดราชวงศ์ แห่ง เคลไมร์ ยุคแห่งความเงียบ ปี 495 — 

ชายหนุ่มในชุดเต็มยศสีน้ำเงินเข้มยืนเคียงข้างหญิงสาวผมยาวในชุดขาวลายทอง พื้นหลังเป็นตราราชวงศ์ — ดวงจันทร์ข้างขึ้นบนแท่นหินดำ ประเทศมหาอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์

“ข้าอ่านไม่ออก... มันเขียนว่าอะไร?” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นเบา

“ธิดาของ 'ผู้ครองแดนประจิม' ที่อายุได้สิบปีกำลังจะจัดงานเปิดตัวน่ะสิ ข่าวแพร่ไปเร็วมาก แต่อาณาจักรเรายังไม่ได้รับเทียบเชิญโดยตรง ข้าก็แค่... ได้ภาพมาจากพ่อค้าคนหนึ่งที่ผ่านมา”        

“เธอช่างงดงาม”

“ปากนี่! อย่าเรียก‘ท่าน’ว่า‘เธอ’!”

“แต่ข้าว่าเกสพูดถูกนะ ท่านช่างงดงามราวเทพธิดา หากบอกว่าเป็นเผ่านางฟ้าข้าก็เชื่อ สมกับเป็นธิดาเพียงคนเดียวของราชา■■■ผู้ยิ่งใหญ่”

‘■■■?’ ฉันถูกกระตุกความสนใจด้วยชื่อที่จู่ๆ ก็ถูกโยนออกมา

ฉันวางถ้วยเปล่าลงด้านข้างแล้วลุกเดินข้ามไปอีกฝั่งของงานเลี้ยง เมื่อเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นซุปที่กำลังไหม้ ดูเหมือนคนทำอาหารเองก็จะอยู่ในกลุ่มพูดคุยนั้นเหมือนกัน... 

“ดูมงกุฎนั่นสิ แค่เศษเพชรบนนั้นก็มากพอจะเลี้ยงชีพไปเป็นปี”

“จิ๊ๆ สมกับเป็นสาวบ้านนอก เจ้าน่ะไม่รู้เอาเสียเลย เพชรแต่ละเม็ดบนนั้นน่ะสามารถเลี้ยงฉลองคนทั้งหมู่บ้านไปสิบปีก็ยังเหลือ”

ฉันไม่ได้ฟังพวกเขาทุกคำ

เพราะสายตายังจับจ้องอยู่ที่ "ราชา" ในภาพ

ใบหน้านั้น... 

■■■ จริงๆ ?

แต่ความสงสัยลึกๆ กลับเริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้ง

หากนี่คือ■■■จริง

นั่นก็หมายความว่าโลกนี้ไม่ใช่ความบังเอิญอีกแล้ว — โลกเดิมที่มีผู้คนมากมายหลายพันล้าน ไม่มีทางที่จะมีแค่ฉันกับเพื่อนที่บังเอิญหลุดเข้ามา

แต่อีกความคิดก็ตามมาทันที แล้ว "■■■" ที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คือ "■■■" คนเดียวกับที่ฉันรู้จักรึเปล่า?

เขาจะจำฉันได้ไหม หรือก็แค่คนที่หน้าคล้ายกันและบังเอิญชื่อเหมือนกัน?

แต่มันไม่ใช่แค่คล้าย — มันคือ■■■ในรูปแบบที่ดูสงบ เยือกเย็น และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเห็น ถึงแม้ว่าสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็นจริงๆ 

เส้นผมเป็นระเบียบเกินจริง แต่ดูเข้าอย่างยากจะอธิบาย

แต่ฉันจำรอยยิ้มแบบนั้นได้ — รอยยิ้มที่เหมือนกำลังคิดในใจว่า 'ไอ้นักวาดคนนี้มันจะถ่ายทอดความหล่อเหลาของฉันออกมาได้จริงเหรอ? จ่ายไปตั้งแพงหวังว่าจะออกมาดีนะ' ยังไงยังงั้น

“ท่านรู้จักเธอหรือเจ้าคะ?” เอลิซถามพลางโน้มมาดูด้วย

“ไม่.. แต่ราชาคนนั้นหน้าเหมือนเพื่อนข้า”

“เจ้าคะ? ท่านหมายถึงท่านราชา?” เธอหันไปมองหน้าของราชาในกระดาษน้ำตาลเข้ม

ฉันเงียบไป

... ไม่รู้จะตอบยังไง

จะบอกว่าเขาคือเพื่อนจากอีกโลกก็ไม่ได้

หรือจะบอกว่ารู้จัก ทั้งที่เพิ่งบอกว่าจำอะไรไม่ได้?

มือฉันกำกระดาษแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

และในหัวก็มีคำถามใหม่ผุดขึ้นมา

“ถ้านี่คือ■■■... แปลว่ามันก็เข้ามาที่นี่เหมือนกัน?”

———

งานเลี้ยงยังดำเนินต่อ เสียงเครื่องดนตรียังบรรเลง แต่กลับรู้สึกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ก่อนจะรู้ตัว ฉันก็ลุกขึ้นเดินแยกจากวงโต๊ะ อากาศเย็นวูบเมื่อพ้นเขตเตาไฟ ผู้คนบางกลุ่มยังยิ้มให้ตามมารยาท แต่ไม่มีใครเอ่ยถามว่าฉันจะไปที่ไหน

ฉันไม่แน่ใจว่ากำลังเดินหนีจากอะไร หรือเดินไปที่ไหนกันแน่

เป็นเพราะฉันไม่อาจเผชิญหน้ากับความหวังดีที่ชาวบ้านมอบให้ หรือเพราะฉันกลัวว่าถ้ายืนนิ่งอีกนิดเดียว ฉันจะกลายเป็นคนที่พวกเขาคิดว่าฉันเป็นจริงๆ 

ทำไมฉันถึงรู้สึกโดดเดี่ยวได้ขนาดนี้ ทั้งที่มีผู้คนมากมายรายล้อมฉันอย่างอบอุ่น?

หรือแท้จริงแล้ว ความเหงาอาจไม่เกี่ยวข้องเลยกับจำนวนคนที่อยู่รอบตัว — แต่เป็นความรู้สึกที่เรามีต่อโลกและตัวตนของเราเองที่เป็นตัวกำหนด?

บางที ฉันอาจไม่ได้เดินออกจากงานเลี้ยง

แต่กำลังเดินออกจากเงาตัวเอง คนที่ฉันเคยเป็นคนที่พวกเขาคาดหวัง... 

แสงไฟจากคบเพลิงริมทางสั่นไหวตามแรงลม ลำแสงตัดผ่านกลุ่มควันจากเตาถ่านของบ้านหลังหนึ่ง 

ฉันมองออกไปด้านนอก เมื่อห่างไกลไฟ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นท้องฟ้าในโลกนี้

ดวงดาวบนฟ้างดงามคมชัด แสงกวาดผ่านหมู่เมฆราวกับดาวหางที่ไม่มีวันตก คลื่นแสงมุมหนึ่งของโลกวาดแสงน้ำเงินแดงคล้ายน้ำกับไฟที่พยายามหลอมรวมกัน และดาวฤกษ์ที่ส่องแสงมายังโลกนี้ก็ไม่ใช่ดวงจันทร์ หากแต่เป็นดาววงแหวนสีน้ำเงิน — เขียวสองดวง

หากนี่ไม่ใช่ความจริงแต่เป็นแค่เกม มันก็ถูกออกแบบมาสวยจนต้องตั้งคำถามว่าจ่ายไปเท่าไหร่สำหรับงานออกแบบ

เสียงฝีเท้าของฉันกระทบพื้นหินอย่างสม่ำเสมอในถนนที่ว่างเปล่า

ฉันเดินผ่านร้านขนมปังที่ปิดไฟแล้ว เห็นป้ายไม้เล็กๆ ภาษาแปลกแต่อ่านออก เขียนไว้ว่า “วันนี้ปิดร้านเพื่อร่วมฉลองการตื่นของท่านอัศวิน” ตัวอักษรเบี้ยวเล็กน้อย เหมือนเขียนด้วยมือของเด็ก

มันควรเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น... แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านความฝันของใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเอง

“■■■...”

ฉันพึมพำชื่อนั้นเบาๆ กับตัวเอง ไม่รู้ว่ามันหลุดออกมาเพราะตกใจ หรือเพราะลึกๆ แอบหวังว่าที่นี่จะไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว

เมื่อเดินถึงโบสถ์ แสงจากภายนอกสะท้อนแก้วสีที่มีรอยร้าวบนประตูไม้ ดูคล้ายดวงตาคู่หนึ่งที่เฝ้าดูฉันจากอีกโลกหนึ่ง

ฉันดันประตูเข้าไป เสียงบานไม้เสียดสีเบาๆ ดังทักทาย

ทุกอย่างในโบสถ์ยังเหมือนเดิม — เงียบ เย็น และว่างเปล่า

แม้จะห่างไม่ไกล แต่กลับต่างจากด้านนอกอย่างชัดเจน... มอบความรู้สึกราวกับโลกสองใบที่ไม่มีทางเชื่อมกันได้เลย

ฉันเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้อง — จุดที่เคยคิดว่าเป็นเพียงที่เก็บของเก่า

ตรงนั้นมีลังไม้เตี้ยวางพิงกำแพงอยู่ ใกล้กันนั้นมีตู้เล็กบานฝาเอียงที่นักบวชเคยใช้วางสมุนไพรกับกำยาน

แต่ในเงามืดของลังนั้น... ฉันเห็นสมุดเก่าเล่มหนึ่งวางพาดไว้ ดูไม่เข้าหรูหราชุดกับของมีราคาชิ้นอื่นเลย

มันเป็นสมุดปกหนาแบบเย็บมือ ปกหุ้มด้วยผ้าหยาบสีครามขุ่นที่ขาดเป็นริ้วบริเวณมุม สันปกหลุดลุ่ยจนเห็นเส้นด้ายพันกันอยู่ด้านใน

ฉันหยิบมันขึ้นมาเบาๆ นิ้วแตะปกหยาบเหมือนเคยสัมผัสมาก่อน แม้สมองจะไม่ยอมรับ ฝุ่นร่วงตามนิ้ว แต่ที่น่าแปลกคือ... มือฉันกลับคุ้นกับสัมผัสของของหนังสืออย่างน่าประหลาด

เหมือนกับเคยเปิดมันมานับพันครั้ง ทั้งที่ไม่มีภาพจำแม้แต่น้อย

ฉันเปิดไปหน้ากลางเล่ม

แผนที่หยาบๆ ปรากฏตรงหน้า — วาดด้วยหมึกจาง บางจุดมีรอยเลอะเหมือนน้ำหยดทับ บางจุดมีรอยเลือดที่แห้งกรัง

มีชื่อสถานที่หลายแห่งที่ฉันไม่เคยไป แต่พอเห็นกลับรู้สึกคุ้นเกินเหตุ
เมืองแห่งเวทมนตร์อีเธอร์รีช, แอชเชินฟอร์ท, เพดานโลกไมริลทรีน, บึงพิษซิลด์, เสาแห่งดาล

บางชื่อสะกดแปลกดูราวอักขระ แต่กลับอ่านได้ไม่ต่างจากภาษาแรกเกิด

ตรงมุมล่างซ้าย มีลายมือหวัดๆ จดไว้ว่า

“อย่าลืม — ประตูแดนวิญญาณออกได้แค่คืนเดือนดับ”

ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่มันอะไรกันแน่ — แดนวิญญาณ? คืนเดือนดับ?

มือของฉันไล่ไปตามบรรทัดที่เลอะเลือดจางๆ อีกครั้ง เหมือนพยายามค้นหาคำตอบจากหมึกที่ถูกลบเลือน

แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับข้อความขีดฆ่าท่อนล่างที่ดูเหมือนเจ้าของเดิมพยายามลบออกจนแทบมองไม่เห็น

"ระวัง — หากวิญญาณกลับร่างไม่ได้ เจ้าจะติดอยู่ในประตูตลอดกาล"

ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ถ้าหากนี่ไม่ใช่แค่ข้อความลวงโลก — มันอาจกำลังเตือนฉันเกี่ยวกับอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ 

ถัดมาอีกหน้าเป็นคล้ายการจดบันทึก ฉันเห็นข้อความขีดฆ่าหลายบรรทัด — แต่หมึกยังชัดพอจะอ่านได้:

“ต้นไม้โลก — เวลาย้อนคืนกลับหากหลงเข้าไป”

ใจฉันเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นี่ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทางทั่วไป

นี่คือข้อความของคนที่รู้ความลับบางอย่างในโลกใบนี้

และคนๆ นั้นก็คือฉัน... ไม่สิ เจ้าของร่างของฉัน

ฉันพลิกกลับไปดูปกในเงาไฟสลัวๆ 

มีชื่อหนึ่งเขียนไว้เบาๆ ด้วยหมึกสีจาง

ผ่านประสบการณ์โชคโชนจนเกือบจะโดนลบ — แต่พอดูใกล้ๆ ก็จะเห็นว่า 

- ■■■ อัศวิน แห่งวาเลรอนด์ -    

ฉันวางสมุดบันทึกลงช้าๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง

สัมผัส กลิ่น บรรยากาศ เสียงเพลงที่ลอยมาตามลม ทุกอย่างเติมเต็มให้รู้ถึงการมีชีวิต และการดำรงอยู่ 

บรรยากาศเริ่มเย็นลงทำให้อารมณ์หวาดกลัวเริ่มครอบงำอย่างไม่มีเหตุผล 

คล้ายกับ - เวลาคิดถึงความตายแล้วจินตนาการว่าถ้าชาติหน้าไม่มีจริงจะเป็นยังไง ถ้าเกิดใหม่แล้วเกิดเป็นตัวอะไรไม่รู้ในโลกอื่นจะเป็นยังไง

ฉันวางสมุดบันทึกลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปยังตู้ไม้ข้างกล่อง — มันคือจุดเดียวกับที่วางชุดเกราะของฉันไว้ตั้งแต่วันแรกที่ตื่น

ฉันเดินเข้าไปช้าๆ แล้วเปิดกล่องที่ฝาเกือบหลุดจากบานพับ

ภายในนั้น... เกราะดำถูกเก็บไว้อย่างดีหลังถูกนำมาทำความสะอาดเสร็จ

เกราะทึบดูวาวราวกับเคลือบมัน บ่งบอกว่าสามปีที่ผ่านมามีคนทำความสะอาดมันบ่อยแค่ไหน

ผิวโลหะสีดำด้าน มีรอยร้าวคล้ายสายฟ้าฟาดกรีดแผ่นโค้งงอเล็กน้อยวาดจากด้านขวาไปจนถึงกลางอก สีดำบริเวณนั้นดูดำแดง – คล้ายกับสีเลือดที่ย้อมผิวเกราะเกินกว่าจะล้าง

เพชรพลอยมากมายอัดแน่นซ้อนอย่างดีในกล่องเล็กพอพกติดตัวจนเกิดความสงสัยในฐานะมนุษย์ขึ้นมาว่า ทำไมถึงไม่มีใครแอบขโมยมันไปตลอดสามปีที่ผ่านมา? 

ถ้าแค่เพราะเคยถูกช่วยไว้ ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ในโลกนี้ก็คงต่างจากมนุษย์ที่ฉันรู้จัก

ในกล่องยังมีถุงผ้าหนักๆ ใบหนึ่ง — ฉันเปิดมัน

ข้างในคือถุงเงินที่มีเหรียญทองหลากเหรียญ สลักตราหลายรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับคุ้นมือเหมือนเคยพลิกมันเล่นเป็นร้อยครั้ง

ก้อนหินเรืองแสงอ่อนหลากสีหลากขนาดที่แกะอักษรบางอย่างลงไปจนแน่น

ท่ามกลางพวกมัน มีสร้อยเส้นหนึ่งวางอยู่ในถุงนั้น

เป็นสร้อยเส้นหยาบที่ดูเหมือนถักด้วยมือ ใช้ด้ายเส้นหนาแบบเก่า แขวนจี้ที่เป็นโลหะรูปดวงอาทิตย์สีทองหักครึ่ง — ดูเก่าแก่แบบมีราคา

ฉันจ้องมันนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว

รู้เพียงว่าอะไรบางอย่างในตัวฉันร้อนขึ้นอย่างแปลกประหลาดเมื่อเห็นสัญลักษณ์นั้น

“เจ้าของร่างเป็นใครกันแน่...” ฉันพึมพำเบาๆ 

ฉันเงยหน้าขึ้นมองกระจกเก่าที่ถูกนำมาแขวนไว้บนผนัง ดูเหมือนกระจกที่ขอก่อนไปงานเลี้ยงจะถูกนำมาแขวนไว้เรียบร้อยแล้วในตอนที่ไม่อยู่

เงาสะท้อนในนั้นไม่ใช่แค่ร่างของใครสักคนหนึ่งที่หลับใหลไปสามปี

แต่มันคือใบหน้าของตัวเขาเอง หนวดเคราที่มีคนจัดทรงเรียบร้อยแบบผู้ดียุคกลาง ทรงผมเกรียนหยักศก

ดวงตาเหลือบมองของที่จัดเรียงด้านล่าง

เกราะที่ควรเป็นของอัศวินผู้กล้า กลับดูเหมือนของคนแปลกหน้าที่ฉันขโมยมาใส่

เงินที่แม้ไม่ทราบราคาก็เดาไม่ยากว่าราคามหาศาล กลับทำให้ฉันสงสัยว่า เคยทำอะไรเพื่อได้มันมา?

ฉันเอื้อมมือไปแตะกระจก

ผิวกระจกเย็นเฉียบ แต่นิ้วของฉันสั่นเทา — ไม่ใช่เพราะหนาว

แต่เพราะเงาที่สะท้อนกลับมา... เริ่มไม่แน่ใจว่าคือเงาของตัวเองแม้จะเห็นอยู่เต็มตา

ชั่วพริบตาหนึ่งราวกับเห็นตัวเองที่ดูยิ่งใหญ่ซ้อนทับ ยืนตรง สง่างาม เปี่ยมด้วยราศี

แต่ถ้ามันคือเงาของฉันจริงๆ ... นั่นคงน่ากลัวยิ่งกว่า

ในพริบตาสั้นๆ นั้น… ฉันไม่แน่ใจเลยว่าแผลที่เจ็บอยู่นี้เป็นของฉัน หรือเป็นของร่างกายนี้

“ถ้าไม่ใช่ฝัน… งั้นอะไรล่ะที่ทำให้ฉันมาอยู่ในร่างนี้?”

ฉันพูดเบาๆ กับเงาตัวเอง 

แม้จะปฏิเสธไปหลายรอบแล้วและคิดว่ายังไงก็คงเป็นการข้ามโลก แต่... 

“เฮ้อ... ไม่มีอะไรให้มั่นใจได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว”

ฉันหลับตาลง ชั่วขณะหนึ่งในความเงียบของโบสถ์ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในหัวอย่างชัดเจนราวกับมีใครยืนจ้องมองจากด้านหลัง

“สุดท้ายแล้ว ความจริงของโลกไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เจ้าจำได้ แต่อยู่ที่สิ่งที่เจ้ายอมรับว่ามันคือความจริงต่างหาก...”

ฉันลืมตาขึ้น สัมผัสนั้นยังชัดเจน ราวกับมีใครเพิ่งผละจากหลังของฉันไปไม่กี่ก้าว
 

หันขวับกลับไปมอง แต่กลับไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น — 

มีเพียงแค่กระจกธรรมดาที่มีภาพฉันสะท้อนอยู่ในนั้น แต่ให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ตัวฉันเอง 

ฉันจ้องเข้าไปในดวงตาของตัวเองในกระจก  

มันไม่ได้จ้องตอบด้วยความสงสัยหรือสับสน  

แต่นิ่งเฉย — เหมือนรู้คำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว แค่รอดูว่าฉันจะตัดสินใจทำอะไรต่อไป

ภายในใจแอบกระซิบข้างหูว่า ฉันไม่จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปที่เงาของตัวเอง

เพราะเขาไม่ใช่ใครเลย นอกจากตัวฉัน

ฉันควรเลือกที่จะเชื่อในเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือควรปฏิเสธมันไปทั้งที่รู้สึกราวกับมันกระซิบออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดในจิตใจ  

นี่ไม่ใช่แค่คำถามว่า ‘ฉันคือใคร’  

บางที ความจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ค้นเจอ… แต่มันคือสิ่งที่มนุษย์เลือกจะทนอยู่กับมัน

แต่มันคือคำถามว่า ‘อะไรในตัวฉันที่ยังเป็นของฉันอยู่จริงๆ ’

หรือบางที... ตั้งแต่แรกมนุษย์เราอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อหาคำตอบว่าเราเป็นใคร แต่เกิดมาเพื่อหลอกตัวเองให้นานพอว่าเคยเป็นบางสิ่ง 

ก่อนที่จะกลายเป็นใครบางคนที่เราไม่รู้จักเลย