ฉันไม่ได้เขียนเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่เพื่อให้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรตอนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือเพียงฝันถึงมันอยู่ When the Dream Refused the End ไม่ได้ถามว่าความฝันคืออะไร — แต่มันถามว่า ถ้า “ความจริง” เองก็เริ่มหลอกเรา แล้วเรายังเหลือสิ่งใดให้เชื่ออีก? ฉันเพียงอยากฟังเสียงของใครสักคนที่ยังกล้าตั้งคำถาม แม้รู้ว่าไม่มีคำตอบอยู่จริงก็ตาม
แอคชั่น,ผจญภัย,แฟนตาซี,ยุคกลาง,ย้อนยุค,ปรัชญา,ผจญภัย,แอคชั่น,ต่อสู้,ตามหาความจริง,พระเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
เมื่อฝันปฏิเสธจุดจบ (When the Dream Refused the End)ฉันไม่ได้เขียนเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่เพื่อให้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรตอนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือเพียงฝันถึงมันอยู่ When the Dream Refused the End ไม่ได้ถามว่าความฝันคืออะไร — แต่มันถามว่า ถ้า “ความจริง” เองก็เริ่มหลอกเรา แล้วเรายังเหลือสิ่งใดให้เชื่ออีก? ฉันเพียงอยากฟังเสียงของใครสักคนที่ยังกล้าตั้งคำถาม แม้รู้ว่าไม่มีคำตอบอยู่จริงก็ตาม
อัศวินหนุ่มตื่นจากการหลับใหลสามปีในหมู่บ้านห่างไกล หลังจากเคยต่อสู้กับมังกรจนบาดเจ็บสาหัส—แต่เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ผู้คนต่างยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษผู้ขับไล่สัตว์ร้าย เขาเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงของอดีตและโลกที่เขาไม่แน่ใจว่าคือ “ความจริง” หรือ “ความฝัน” ระหว่างทางเขาพบเหล่าผู้ร่วมชะตากรรม—นักพรต ผู้วิเศษ ตัวตลก ขุนนาง ผู้เตร็ดเตร่—แต่ละคนสะท้อนบาดแผล ความเชื่อ และอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกัน
กาลครั้งหนึ่ง เคยมีตัวตลกอยู่ผู้หนึ่ง
เขาผู้ไร้นามปรากฏท่ามกลางหมู่ชน
ผู้คนเพียงเรียกเขาว่า “เจ้าผู้ทำให้หัวเราะได้เสมอ”
เขามักก้าวขึ้นกลางจัตุรัส
ปีนเก้าอี้ แกว่งกายประหลาด ดัดสำเนียงให้วิปลาส
ทุกคำพูดของเขาทำให้ใครบางคนขบขัน และทำให้ใครอีกหลายใจรู้สึกโล่งคลา
เสียงหัวเราะของเขาทำหน้าที่คล้ายกำยาน
ทำให้ทุกสิ่งเบาลงชั่วครู่
ทุกสิ่งนั้นรวมถึงความคิด และอัตตา
ทว่า ในวันหนึ่ง เขาได้หายตัวไป
มิได้บอกลา
มิได้ฝากถ้อย
ไม่มีใครเอ่ยถาม... ว่าเขาจากไปแห่งหนใด
———
กาลล่วงหลายปี
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านช่างตีเหล็กวัยกลางคนที่กำลังยืนหน้าโรงตีเหล็กริมธารา เขาหยุดมอง แล้วเอื้อนถามว่า
“ท่านไม่เคยหัวเราะบ้างรึ?”
บุรุษผู้นั้นเงยหน้าขึ้น เผยใบหน้าไร้ร่องรอยรื่นรมย์
ดวงเนตรสงบนิ่งดุจค้อนในหัตถ์
“เคย” เขาตอบ
“ครั้งนั้น ข้าเพียงเห็นว่าเสียงขบขันช่วยให้คนเข้าใจโลกได้ง่ายขึ้น”
“แล้วบัดนี้เล่า?” เด็กถามต่อ
บุรุษมิได้ตอบทันที
เขายกเหล็กแดงขึ้นวางบนทั่ง
ฟาดลงด้วยค้อน
เสียงนั้นหนักหน่วงจนเด็กสะดุ้ง
“บัดนี้ ข้าเพียงเห็นว่า คนเราควรเงี่ยหูฟังเสียงของเหล็กบ้าง
มันไม่ตลก ไม่ช่วยให้ใจเบา แต่แท้เกินกว่าจะหัวเราะทับ”
เด็กคนนั้นยืนนิ่ง
ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้ตามประสา
“เสียงที่แท้จริงอย่างท่านว่า มันคือเสียงของสิ่งใด?”
ช่างคนนั้นหยุดตี
หันพักตร์จ้องมองเข้าไปในตาของเด็กหนุ่ม แล้วจึงเอ่ย
“เสียงของสิ่งที่ไม่มีผู้ใดยอมพูด เพราะไม่มีใครอยากเป็นผู้กล่าวมันคนแรก”
“... เช่นสิ่งใด?”
“เช่นว่า —
ผู้ใหญ่หลายคนเลือกยิ้มเพราะกลัวจะถูกซักถาม
คนส่วนใหญ่เชื่อสิ่งใดก็ตามที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความรับผิด
และมีหลายเมืองที่บรรจงสร้างเสียงหัวเราะขึ้น เพื่อดับเสียงร่ำไห้ให้สูญสิ้น”
เด็กหนุ่มเงียบงันไม่เอื้อนถ้อยวจี
ไร้สิ้นคำถามลอดจากริมฝีปาก
เขามิอาจเข้าใจสิ้นทั้งปวง
แต่รู้สึกได้ว่าคำพูดเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องถูกเข้าใจในยามนี้
เขารู้เพียงว่า...
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
เสียงค้อนของช่างตีเหล็กในเมืองนี้
ไม่อาจฟังดังเดิมได้อีกเลย