เขา — ชายหนุ่มผู้ยิ้มได้กับทุกเรื่อง เธอ — หญิงสาวผู้ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง เมื่อความอบอุ่นของเขาเริ่มละลายน้ำแข็งในใจเธอ เธอกลับไม่รู้เลยว่า… ความเงียบที่เขามอบให้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบโยน แต่อาจมีไว้ “เพื่อปกป้องเธอจากบางสิ่ง”
รัก,แอคชั่น,อาชญากรรม,สืบสวนสอบสวน,ชาย-หญิง,ความรัก,สืบสวนสอบสวน,สยองขวัญ,สืบสวน ,ปรัชญา,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
The Innocent Heiress (คุณหนูผู้ไร้เดียงสา)เขา — ชายหนุ่มผู้ยิ้มได้กับทุกเรื่อง เธอ — หญิงสาวผู้ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง เมื่อความอบอุ่นของเขาเริ่มละลายน้ำแข็งในใจเธอ เธอกลับไม่รู้เลยว่า… ความเงียบที่เขามอบให้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบโยน แต่อาจมีไว้ “เพื่อปกป้องเธอจากบางสิ่ง”
เมืองฮาเลนเป็นเมืองบนเนินเขาที่ฝนตกทุกวัน
ผู้หมวดหนุ่ม “โนอาร์ รีฟ” ได้มาประจำการที่บ้านเกิดในฐานะตำรวจน้ำดีอนาคตสดใส — เขาตามสืบคดีที่ดูเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยความเงียบผิดปกติของผู้คน
ที่นั่น เขาได้พบกับเพื่อนสมัยเด็กที่เคยย้ายออกจากเมือง “อีเลียส เคิร์น” ชายผู้มีเสน่ห์และอำนาจลึกลับในรอยยิ้ม
และหญิงสาวผู้ไม่ค่อยพูด “ไอรา เวนน์” คนทำงานร้านกาแฟที่ชอบเขียนนิยายในสมุดเก่าเล่มหนึ่ง
ในเมืองที่มีกลิ่นฝนปนกลิ่นหมึก
เสียงระฆังดังซ้ำเวลาเดิมทุกเย็น
ผู้คนเริ่มหายไปทีละคน — ไร้ร่องรอย ไร้เหตุผล
ฆาตกรต่อเนื่องที่ไร้หลักฐานเชื่อโยงทำให้รอบตัวต่างดูราวกับผู้สงสัย
ระหว่างรอยยิ้มของอีเลียสที่อ่อนโยนเกินควร
กับสายตาของไอราที่เหมือนไม่เคยมองใครจริงๆ
โนอาร์เริ่มรู้สึกว่า เมืองทั้งเมืองกำลังเขียนเรื่องราวบางอย่างขึ้นมา — และเขาอาจเป็นเพียงตัวละครอีกคนในนั้น
เสียงฝนตกกระทบหลังคากระจกของร้านกาแฟเล็กๆกลางเมืองฮาเลน ดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงหัวใจของเมืองที่ยังไม่หลับดี
กลิ่นกาแฟคั่วใหม่ลอยคลุ้งในอากาศผสมรสเหล็กเปียกฝน สัมผัสนี้ชวนให้ฉันคิดถึงฤดูหนาวในเมืองกลางหุบเขาสมัยเด็กแห่งนี้ — ฤดูที่ ลอร์ด เคิร์น พ่อของฉันมักบอกว่า “อากาศหนาวทำให้คนรู้ว่าลมหายใจยังมีค่าแค่ไหน”
ฉันนั่งลงตรงเคาน์เตอร์ เสื้อคลุมสีเทาเข้มเปียกครึ่งหนึ่งจากการเดินฝ่าฝนเข้ามา เสียงเพลงเก่าดังเบาๆจากแผ่นเสียงด้านหลังห้อง รอยขูดบางๆของแผ่นทำให้เสียงร้องสั่นอยู่ตลอด เหมือนใครกำลังกลืนคำไว้ในลำคอ
มือยกถ้วยกาแฟขึ้น ไอน้ำขมร้อนแตะจมูก รสแรกบนปลายลิ้นฝาดจนฉันเผลอขมวดคิ้ว ฉันไม่เคยชอบกาแฟเลย และยังคงสงสัยเสมอว่าทำไมผู้คนถึงยอมดื่มสิ่งที่ทำให้รสอื่นๆหายไปจากปาก หรือบางที อาจเป็นเพราะความขมอาจช่วยกลบความจริงบางอย่างก็ได้
ด้านหลังเคาน์เตอร์ คุณนายเมเวอร์รี่ เจ้าของร้านวัยห้าสิบ เธอเช็ดแก้วช้าๆพลางหันมามองฉัน รอยยิ้มของเธอมีริ้วรอยบางๆ แต่แฝงความอบอุ่นแบบคนที่เคยรู้จักกันมาก่อน
“ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะคะคุณเคิร์น ทำให้นึกถึงตอนที่ ลอร์ดเคิร์น พาคุณมาครั้งแรก ฝนเองก็ตกแบบนี้”
ฉันเงยหน้าขึ้น สายตาอ่อนลง เหมือนชื่อของพ่อมีอำนาจหยุดเวลาได้ชั่วขณะ
“ครับ… ลอร์ดเคิร์นยังชอบกาแฟรสเข้มเหมือนเดิมสินะครับ?”
เธอหัวเราะเบาๆขณะวางแก้วลง
“ใช่ค่ะ ท่านบอกว่ากาแฟทำให้คนซื่อสัตย์ต่อความจริง”
ฉันแสร้งยิ้มรับ แม้ในใจจะรู้ว่าพ่อของฉันซื่อสัตย์ต่อสิ่งอื่นมากกว่าความจริง—ต่อภาพลักษณ์ ต่ออำนาจ ต่อคำว่า “ลอร์ด”
“เพิ่งเรียนจบ เลยกลับมารับงานที่บ้านน่ะครับ”
“อ้อ ดีจังเลยนะคะ เมืองนี้เงียบไปเยอะตั้งแต่คุณออกไปเรียนต่างเมือง”
ฉันพยักหน้าช้าๆแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ละอองฝนยังพร่างอยู่บนกระจกที่เริ่มเป็นฝ้า แสงไฟจากตะเกียงไฟด้านนอกสะท้อนเม็ดน้ำเป็นประกายสีเหลืองนวล เหมือนหยดแสงแขวนอยู่กลางอากาศ
หยิบช้อนคนกาแฟวนๆ เสียงโลหะกระทบขอบถ้วยดังแผ่ว คล้ายจังหวะนาฬิกา เหม่อมองน้ำกาแฟหมุนวนก่อนจะวางช้อนลง ทิ้งรอยขมไว้บนปลายนิ้ว รสแบบนี้ ฉันคิด ช่างเหมาะกับเมืองฮาเลนที่เต็มไปด้วยความทรงจำขมขื่นเสียจริง
ฉันลุกขึ้น ก่อนจะวางเงินใต้จานรอง และเอ่ยลาคุณนายเมเวอร์รี่ด้วยเสียงเรียบ
“ฝากสวัสดีลอร์ดเคิร์นด้วยนะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย
ฉันแสร้งยิ้มบาง “ถ้าเขายังยอมฟังใครอยู่นะครับ”
เสียงกระดิ่งเหนือบานประตูดังขึ้นขณะฉันผลักประตูออกไป ลมเย็นปะทะหน้า กลิ่นฝนสดชื้นพาเอาความทรงจำเก่ากลับมาปะทะใจ
ถนนเปียกสะท้อนแสงไฟเป็นลายเส้นระยิบระยับ ไหลไปตามทางลาดเหมือนรอยน้ำตาของเมือง
ยกคอเสื้อขึ้น เตรียมจะเดินกลับที่พัก แต่แสงไฟตรงป้ายร้านกาแฟทำให้ฉันหยุดก้าว
หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธอก้มหน้าจัดกระเป๋าเดินทาง เส้นผมสีดำขลับเปียกจนเกาะแก้ม แสงสีเหลืองจากหลอดไฟส่องให้เห็นเส้นผมเป็นประกายทองจาง
ฉันเผลอมองภาพนั้นอยู่นานกว่าที่ควร จนรอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขณะก้าวเข้าไป เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินเบาๆ ดังแข่งกับเสียงฝนที่เริ่มเบาลง
“คุณนี่เอง”
ฉันอ่อนน้ำเสียงลงจนนุ่ม เพื่อมอบการจดจำแรกให้กับเธอ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเธอนิ่งราวกับไม่สะท้อนสิ่งใด ราวกับกำลังพิจารณาว่าควรเชื่อเสียงนั้นไหม
“คุณรู้จักฉันเหรอคะ?”
ฉันยกมือปัดหยดน้ำออกจากผมตัวเองก่อนตอบ รอยยิ้มยังคงอยู่
“ผมเป็นเพื่อนบ้านคุณน่ะครับ” พูดเสร็จฉันก็ยื่นลูกอมติดไม้หุ้มเปลือกสีอำพัน — ของขวัญต้อนรับจากเจ้าเมืองในตอนเย็นที่ผ่านมา — ให้กับเธอ
เธอขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนหยิบรับไปอย่างง่ายดายเกินคาด นั่นทำให้รอยยิ้มในจิตใจฉันฉีกออกเล็กน้อย
“เพื่อนบ้าน? คุณหมายถึงเพื่อนข้างห้อง?”
“หืม... ใช่แล้วครับ หมายถึงเพื่อนข้างห้องนั่นแหละ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ “ฉันเห็นห้องนั้นเงียบมานาน จนนึกว่าไม่มีใครอยู่เสียอีก เป็นคุณนี้เอง”
“อ้อ... พอดีว่าผม—”
จังหวะนั้นมืออุ่นแตะที่ไหล่ฉัน พร้อมกับเสียงหนึ่งขัดขึ้น
“อีเลียส! นี่ยังไงกัน นายเองเหรอ?”
หันไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มในชุดกันฝนสีน้ำเงิน ตราเล็กคู่กระเป๋าเงินสะท้อนแสงไฟถนน ฉันยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โนอาห์…? ไม่คิดว่าจะเจอนายที่นี่”
เสียงหัวเราะของโนอาห์แทรกกับเสียงฝน อบอุ่นจนหญิงสาวเหลือบตามองทั้งคู่
เขายื่นมือให้แล้วจับมือฉันไว้แน่น น้ำฝนเย็นผ่านข้อนิ้ว
ฉันเหลือบเห็นตราสัญลักษณ์ตรงกระเป๋าอีกครั้งให้แน่ชัด
“นายกลายเป็นตำรวจแล้วสินะ?”
โนอาห์หัวเราะ “ลืมแล้วเหรอ ว่าฉันไปเรียนโรงเรียนตำรวจ? ตอนนี้เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้หมวดประจำฮาเลน คิดถึงบ้านเกิดเลยกลับมาทำงานที่นี่ บางทีนายเองก็ด้วย?”
เราคุยกันสั้นๆ ก่อนโนอาห์จะเอ่ยลา “ไว้ค่อยดื่มกันนะ” แล้วหายไปในม่านฝน เสียงฝีเท้าละลายไปพร้อมเสียงระฆังจากโบสถ์ที่ดังสามครั้งพอดี
ฉันมองตามหลังเพื่อนเก่าจนลับตา ก่อนหันกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง
เธอนั่งอยู่ที่เดิม สายฝนโปรยบาง ผมของเธอชุ่มสะท้อนแสงไฟในดวงตาราวประกายแก้ว
“คุณกำลังจะไปไหน?” ฉันถามเบาๆ
เธอเงยหน้ามอง เสียงของเธอเย็นราวกับฝนที่ตกไม่ถึงพื้น
“คุณจะสนใจทำไม?”
ฉันยกไหล่เล็กน้อย แขวนด้วยรอยยิ้ม “เพราะกระเป๋าใบใหญ่ขนาดนั้นในคืนที่ฝนตก… ดูเหมือนคุณอาจต้องการคนไปส่ง?”
“ฉันไม่ต้องการ”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไม่มีร่องรอยของความโกรธหรือความเกรงใจ เป็นเสียงของคนที่แค่ต้องการให้ทุกอย่างจบตรงนั้น
ฉันมองตามรอยน้ำฝนที่ไหลจากเส้นผมเธอลงถึงคอเสื้อ มือเกือบจะขยับ แต่หยุดไว้กลางอากาศ
ขณะนั้นฝนซาลง เสียงแผ่นเสียงในร้านเงียบ เหลือเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคา
เธอลุกขึ้น ลากกระเป๋าผ่านแสงไฟที่ส่องกระทบเม็ดฝนเป็นประกาย ฉันมองตามจนร่างเธอเกือบลับ แล้วก้าวเดินไปอีกทาง
“คุณไม่กลับห้องเหรอ?” เสียงของเธอดังแผ่วกลับมา ไม่แน่ใจว่าเป็นคำถามจริงหรือเพียงเสียงในหัวฉันเอง
ฉันหันไปครึ่งร่าง ยิ้มบาง
“ออกไปเดินเล่นครับ อีกเดี๋ยวคงกลับ”
พูดเสร็จฉันก็เดินต่อไปตามทางลาด รู้ตัวอีกทีก็มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินเบาๆ กลืนไปกับเสียงน้ำไหล ฉันเงยหน้ามองยอดหอระฆังที่ลับในหมอก แสงไฟส่องผ่านละอองฝนเหมือนเส้นด้ายทองโยงขึ้นสู่ฟ้า
ภายในอก รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังขยับ ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นยากจะลืมเลือน
ความคิดนั้นติดอยู่ในหัวอยู่นาน ก่อนที่ฉันจะส่ายหน้าเบาๆแล้วเดินต่อไป ก้าวผ่านเมืองฮาเลนที่ฝนไม่เคยหยุดตกจริงๆ