เขา — ชายหนุ่มผู้ยิ้มได้กับทุกเรื่อง เธอ — หญิงสาวผู้ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง เมื่อความอบอุ่นของเขาเริ่มละลายน้ำแข็งในใจเธอ เธอกลับไม่รู้เลยว่า… ความเงียบที่เขามอบให้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบโยน แต่อาจมีไว้ “เพื่อปกป้องเธอจากบางสิ่ง”
รัก,แอคชั่น,อาชญากรรม,สืบสวนสอบสวน,ชาย-หญิง,ความรัก,สืบสวนสอบสวน,สยองขวัญ,สืบสวน ,ปรัชญา,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
The Innocent Heiress (คุณหนูผู้ไร้เดียงสา)เขา — ชายหนุ่มผู้ยิ้มได้กับทุกเรื่อง เธอ — หญิงสาวผู้ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง เมื่อความอบอุ่นของเขาเริ่มละลายน้ำแข็งในใจเธอ เธอกลับไม่รู้เลยว่า… ความเงียบที่เขามอบให้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบโยน แต่อาจมีไว้ “เพื่อปกป้องเธอจากบางสิ่ง”
เมืองฮาเลนเป็นเมืองบนเนินเขาที่ฝนตกทุกวัน
ผู้หมวดหนุ่ม “โนอาร์ รีฟ” ได้มาประจำการที่บ้านเกิดในฐานะตำรวจน้ำดีอนาคตสดใส — เขาตามสืบคดีที่ดูเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยความเงียบผิดปกติของผู้คน
ที่นั่น เขาได้พบกับเพื่อนสมัยเด็กที่เคยย้ายออกจากเมือง “อีเลียส เคิร์น” ชายผู้มีเสน่ห์และอำนาจลึกลับในรอยยิ้ม
และหญิงสาวผู้ไม่ค่อยพูด “ไอรา เวนน์” คนทำงานร้านกาแฟที่ชอบเขียนนิยายในสมุดเก่าเล่มหนึ่ง
ในเมืองที่มีกลิ่นฝนปนกลิ่นหมึก
เสียงระฆังดังซ้ำเวลาเดิมทุกเย็น
ผู้คนเริ่มหายไปทีละคน — ไร้ร่องรอย ไร้เหตุผล
ฆาตกรต่อเนื่องที่ไร้หลักฐานเชื่อโยงทำให้รอบตัวต่างดูราวกับผู้สงสัย
ระหว่างรอยยิ้มของอีเลียสที่อ่อนโยนเกินควร
กับสายตาของไอราที่เหมือนไม่เคยมองใครจริงๆ
โนอาร์เริ่มรู้สึกว่า เมืองทั้งเมืองกำลังเขียนเรื่องราวบางอย่างขึ้นมา — และเขาอาจเป็นเพียงตัวละครอีกคนในนั้น
เช้าวันนั้น เมืองฮาเลนถูกคลุมด้วยหมอกสีเทาอ่อน เสียงระฆังยามรุ่งดังสามครั้งจากโบสถ์กลางเมืองเหมือนกำหนดจังหวะการหายใจของทุกคน ฉันเดินผ่านถนนที่ยังเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นน้ำมันจากรถม้าใหม่ให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกแยกไปพร้อมกัน
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันต้องรายงานตัวในฐานะผู้หมวดคนใหม่ของสถานีฮาเลน — ตำแหน่งที่ฉันใช้เวลาสี่ปีในโรงเรียนตำรวจเพื่อให้ได้มา และมันอยู่ในเมืองบ้านเกิดของฉันเอง
เมื่อผลักประตูสถานีเข้าไป เสียงพูดคุยจอแจและกลิ่นหมึกพิมพ์จากเอกสารใหม่ตีกันในอากาศ เจ้าหน้าที่หลายคนหันมามอง บางคนยิ้ม บางคนพยักหน้าเหมือนจำฉันได้ หัวหน้าสถานี กัปตัน เบรนตัน — ชายร่างใหญ่หนวดเทา — เดินออกมาจากห้องทำงานแล้วตบไหล่ฉันแรงพอให้เสียงดังผ่านเครื่องแบบ
“รีฟ ใช่ไหม? ฉันรู้จักชื่อนายตั้งแต่ยังอยู่โรงเรียน อาจารย์ของนายเขียนจดหมายมาบอกว่าถ้ามีใครจะรักษากฎได้ด้วยใจจริงก็คงเป็นนาย ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
คำพูดนั้นทำให้ฉันเผลอยิ้มกว้าง เหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นแรกหลังสอบผ่าน ฉันโค้งเล็กน้อย รับบัตรประจำตัวและตราใหม่ในมือ มันเย็นแต่หนักพอดี
“ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังครับ”
“ไม่ต้องรีบพิสูจน์อะไรหรอก” หัวหน้าเอ่ยพลางหัวเราะ “แต่ถ้าทำงานได้ครบสามภารกิจ แล้วฉันจะยื่นเรื่องเลื่อนขั้นให้ทันที ฮาเลนต้องการคนอย่างนายไอ้หนู”
สามภารกิจ คำง่ายๆ แต่ฟังดูเหมือนคำทำนาย ฉันพยักหน้า รับคำสั่งงานแรกเป็นคดีตรวจสอบการหายของเด็กจากย่านใต้เมือง จุดเชื่อมระหว่างเมืองฮาเลนและเซฟีรา ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็ไม่เล็กพอจะมองข้าม
ตอนออกจากสถานี หมอกเริ่มบางลง ผู้คนเริ่มทยอยเปิดร้าน เสียงตะโกนของพ่อค้าแม่ค้าผสมกับเสียงรถม้าและเสียงฝีเท้าคนบนทางเดิน ฉันมองเมืองนี้แล้วรู้สึกเหมือนมันเล็กลง หรือไม่ก็เป็นฉันเองที่โตขึ้น
ทั้งวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย ฉันลงพื้นที่ พูดคุยกับคนในตลาด จดบันทึกข้อเท็จจริงเหมือนที่เรียนมา จนแสงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดงจากตะวันยามเย็น เมฆหนาทึบเริ่มก่อตัวอีกครั้ง ฉันเพิ่งเดินถึงสะพานหินเก่ากลางเมืองก็คิดได้ว่าควรกลับที่พักเมื่อหยดฝนแรกกระทบแก้ม
ฝนเม็ดใหญ่ตามมาแทบจะทันที เสียงมันตกกระทบหลังคาบ้านเรียงรายเป็นจังหวะที่ฉันคุ้นตั้งแต่เด็ก เมืองนี้ไม่เคยปล่อยให้พื้นแห้งนานเกินวัน ฉันวิ่งหลบเข้าใต้ชายคา แต่เมื่อเห็นป้ายไม้ที่มีตัวอักษรสีทองคำว่า Mavery’s Coffee House ฉันก็อดยิ้มไม่ได้
‘ร้านนี้ยังอยู่สินะ’ สมัยยังอยู่ในเมืองนี้ฉันมักจะมานั่งเขียนรายงานตรงมุมโต๊ะติดกระจก
เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นทันทีที่ฉันผลักเข้าไป กลิ่นกาแฟคั่วสดผสมกลิ่นไม้เก่าและฝนสดชื้น คุณนายเมเวอร์รี่เงยหน้าขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์แล้วอุทานเบาๆ
“ตายจริง โนอาห์ รีฟ โตขึ้นจนจำแทบไม่ได้ ยินดีด้วยนะคะได้เป็นตำรวจสมใจแล้วสิ? วันนี้รับอะไรดีล่ะ?”
“ครับ คุณนายยังเหมือนเดิมเลย เอาอย่างเดิมหนึ่งที่ครับ”
เธอยิ้ม บอกให้ฉันนั่ง แล้วเทกาแฟให้ รสเข้มขมที่ฉันยังจำได้ดี มันอุ่นจนมือที่เย็นจากฝนเริ่มสั่นน้อยลง ฝนด้านนอกยังไม่หยุด แต่เสียงเปียโนเก่าๆ จากแผ่นเสียงช่วยกลบความเงียบระหว่างเรา
เมื่อฉันเดินออกจากร้านพร้อมกาแฟถ้วยในมือ ผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำน้ำออกไปทางนอกร้านได้ ฝนยังตกพรำ ตราตำรวจในกระเป๋าเสื้อชื้นจากละอองน้ำ ฉันตัดสินใจวิ่งกลับบ้าน แต่พอวิ่งถึงหัวมุมถนนที่มีไฟตะเกียงส่อง ฉันเห็นใครบางคน
ชายร่างสูงในเสื้อคลุมสีเทาเข้มยืนอยู่ใต้ป้ายร้านกาแฟเดียวกัน เขากำลังคุยบางสิ่งกับหญิงสาวผู้นั่งข้างกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันมองหน้าชายคนนั้นครู่หนึ่ง แล้วเสียงหนึ่งก็หลุดออกมาพร้อมกับมือที่ยื่นออกไปโดยไม่ตั้งใจ
“อีเลียส! นี่ยังไงกัน นายเองเหรอ?”
เขาหันกลับมา แสงไฟสะท้อนผ่านผมเปียกฝน ใบหน้าเดิมที่ฉันจำได้ตั้งแต่สมัยเรียน เพื่อนเก่าที่เคยแข่งกันทุกเรื่อง หรือบางทีอาจมีแค่ฉันที่พยายามแข่งกับเขา รอยยิ้มบางของเขาทำให้ฉันรู้สึกทั้งดีใจและคิดถึง
“โนอาห์… ไม่คิดว่าจะเจอนายที่นี่”
เราต่างหัวเราะ จับมือกันแน่น ฝ่ามือของเขาอบอุ่นมาก ฉันเห็นตราโลหะเล็กๆรูปขนนกตรงกระเป๋าเสื้อของเขา คงเป็นตราตระกูลเคิร์น เหมือนที่เคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว
“ได้ข่าวว่านายย้ายไปอยู่ต่างเมือง แล้วทำไมมาอยู่แถวนี้ล่ะ?”
“งานน่ะ ต้องกลับมาช่วยที่บ้านสักพัก” เขาตอบสั้น แม้จะพูดคุยกับฉันแต่สายตาเขาเอาแต่เหลือบไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเป็นระยะ
ฉันเพิ่งสังเกตเธอชัดขึ้นตอนนั้น ผมสีดำเปียกน้ำจนเกาะแก้ม เธอไม่พูดอะไรเลย เพียงจ้องมองแอ่งน้ำที่หยาดฝนตกลงมาอย่างนิ่งสงบ แววตาเรียบจนเหมือนไม่มีอารมณ์ใดๆ แต่กลับทำให้หัวใจฉันสะดุดไปชั่ววินาที
อีเลียสหันมาบอกฉันว่า “นี่ เพื่อนข้างห้องฉันเอง”
‘ข้างห้อง? เขาออกมาอยู่คนเดียว?’ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนระดับเขาจะออกมาใช้ชีวิตเองแบบนี้ เมื่อ 4 ปีก่อนได้ยินมาว่าเขาย้ายไปมหาลัยที่ตระกูลดูแล เคยคิดไว้ว่าที่นั่นคงไม่ต่างจากบ้านสักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นสินะ?
เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋า — ลูกอมติดไม้หุ้มเปลือกสีอำพันดูมีราคา เธอยื่นให้โดยไม่พูดคำใด ฉันรับมาเงียบๆ ความร้อนแผ่วแล่นขึ้นจากอกจนถึงลำคออย่างไร้เหตุผล
“ขอบคุณครับ” ฉันพูดเพียงเท่านั้น แล้วยิ้มตอบทั้งคู่ ฝนเริ่มตกหนักอีกครั้งจนเราต้องแยกกัน ฉันบอกอีเลียสว่า “ไว้ค่อยดื่มกันนะ” เขายิ้มรับ แล้วฉันก็วิ่งต่อ เสียงระฆังจากโบสถ์ดังสามครั้งพอดี
ฉันกำลูกอมไว้ในมือแน่นจนแทบละลาย ความอุ่นในอกยังไม่หายไปแม้ลมหายใจกลายเป็นไอ กลางฝนที่เย็นจัด ฉันรู้เพียงว่ามีบางอย่างเริ่มต้นขึ้นในวันแรกของการรับหน้าที่ของฉัน — และมันไม่ได้เกี่ยวกับงานเลย