นิทานเรืี่องสั้น ๆ จบในตอน

เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง - เรื่องที่ 3 เงาในหุบเขาบ้านแม่คะนิง จบ โดย อันยาดี @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ลึกลับ,สืบสวนสอบสวน,ระทึกขวัญ,ไทย,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ลึกลับ,สืบสวนสอบสวน,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียด

เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง โดย อันยาดี @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

นิทานเรืี่องสั้น ๆ จบในตอน

ผู้แต่ง

อันยาดี

เรื่องย่อ

สารบัญ

เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง-เรื่องที่ 1 คนใจดี,เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง-เรื่องที่ 2 ระพี,เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง-เรื่องที่ 3 เงาในหุบเขาบ้านแม่คะนิง ต้น,เรื่องเล่า จากดอกไม้สีแดง-เรื่องที่ 3 เงาในหุบเขาบ้านแม่คะนิง จบ

เนื้อหา

เรื่องที่ 3 เงาในหุบเขาบ้านแม่คะนิง จบ

คำพูดของผู้ใหญ่บุญ หรือ ร่างที่ว่างเปล่า ที่รับหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บุญ ทำให้ฉันตัวเย็นวาบ ฉันเริ่มเข้าใจความหมายของ "ความเงียบ" ในหมู่บ้านนี้ มันไม่ใช่แค่ความเงียบของเสียง แต่มันคือ ความเงียบของการมีอยู่
ฉันตัดสินใจว่าต้องหาต้นตอของเงาให้เจอ และต้นตอที่ว่าต้องอยู่ใน ป่าตะวันตก
ในคืนเดือนมืดถัดมา ฉันพร้อมอุปกรณ์ครบมือ แบกเป้สะพายหลัง และเดินลึกเข้าไปในป่าที่ผู้คนต่างหวาดกลัว ฉันเดินตามเข็มทิศเก่า ๆ ที่ชี้ไปยังพิกัดของถ้ำที่ถูกทำลาย
ยิ่งลึกเข้าไปในป่า อากาศยิ่งหนาวเย็นลงอย่างผิดปกติ ต้นไม้ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปจากรูปร่างเดิม ฉันเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากทุกทิศทาง มันไม่ใช่คำพูด แต่เป็นเสียงของ ความคิด ที่ทับซ้อนกันนับร้อยนับพัน...ความเศร้า...ความกลัว...ความว่างเปล่า
ในที่สุดฉันก็มาถึง ปากถ้ำ มันเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่ถูกปิดด้วยเถาวัลย์หนาทึบ เมื่อเข้าไปข้างใน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินปะทะเข้าจมูกของฉัน
ลึกเข้าไปในถ้ำ ฉันพบสิ่งที่เหลือจากแท่นบูชาโบราณที่ถูกทุบทำลาย มันเป็นก้อนหินสีดำที่ถูกสลักด้วยอักขระที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และที่ใจกลางของมัน มีรอยร้าวขนาดใหญ่ เหมือนรอยแยกบนพื้นผิวโลก และจากรอยแยกนั้นเอง เงาดำ ที่บิดเบี้ยวก็กำลังไหลทะลักออกมาอย่างช้า ๆ
มันไม่ได้มีรูปร่างเฉพาะเจาะจง แต่เป็นเพียงการรวมตัวกันของความมืดที่ดูดกลืนแสงทั้งหมด มันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงตรงมาที่ฉัน
ฉันหยิบกล้องออกมาเพื่อถ่ายภาพ แต่ทันทีที่เลนส์จับภาพของเงาได้ กล้องก็ดับลงทันที ความรู้สึกของ ความว่างเปล่า เข้ามาแทนที่ความตื่นเต้นและความกลัวของฉัน ฉันรู้สึกว่าความทรงจำของฉัน...เรื่องราวของฉัน...กำลังจะถูกดึงออกไป
แต่ฉันไม่ยอมแพ้ ฉันรู้สึกถึง ความจริง ที่ผู้คนในหมู่บ้านถูกบังคับให้ลืม ความจริง ที่ว่าพวกเขามีชีวิต มีความรัก มีความเจ็บปวด
ฉันตะโกนออกไปสุดเสียง "พวกคุณยังอยู่ที่นี่! พวกคุณยังจำได้!"
ทันใดนั้น เงาดำก็หยุดนิ่ง มันเหมือนกำลังประมวลผลคำพูดของฉัน และในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเอง ฉันรู้สึกได้ถึงแรงต้านทานบางอย่างจากภายในเงา แรงต้านทานที่มาจาก ส่วนที่ดีที่สุด ที่เงาได้ดูดกลืนไป
ฉันรีบก้มลงไปคว้าก้อนหินจากแท่นบูชาโบราณที่ตกอยู่ข้าง ๆ และใช้มัน ทุบ ลงไปที่รอยแยกบนหินก้อนใหญ่ใจกลางถ้ำ
เพล้ง!
รอยร้าวขยายวงกว้าง และทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากภายในรอยแยกนั้น สว่างจนบาดตา ฉันต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้า และเมื่อแสงสว่างจางลง เงาดำก็หายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความมืดมิดของถ้ำ และความเงียบที่กลับมาเป็น ความเงียบสงบ ของธรรมชาติอีกครั้ง

ฉันเดินโซเซกลับมาถึงหมู่บ้านในตอนเช้า ท้องฟ้าปลอดโปร่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉันมาถึง
สิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันเกือบจะร้องไห้ด้วยความโล่งใจ
บ้านแม่คะนิงไม่เงียบอีกต่อไปแล้ว
ฉันเห็นเด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นหัวเราะเสียงดัง ลุงคำกำลังนั่งแกะสลักไม้อย่างมีความสุข และที่สำคัญที่สุด ผู้ใหญ่บุญ กำลังยืนอยู่หน้าบ้านของเขา เขาหันมามองฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน แต่ในดวงตาของเขามีประกายบางอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
"คุณเป็นใคร?" ผู้ใหญ่บุญถามเสียงแผ่ว เขาจำฉันไม่ได้ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วย ความเป็นมนุษย์ อีกครั้ง
ฉันยิ้มและตอบกลับไปว่า "ผมชื่อนิธิ เป็นนักมานุษยวิทยาที่มาเยี่ยมเยียนครับ...และผมคิดว่า...คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่บุญอีกต่อไปแล้วครับ"
ผู้ใหญ่บุญ หรือชายคนนั้นที่กำลังจะกลับมาเป็นตัวเองอย่างช้า ๆ มองไปรอบ ๆ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขา
เขายังจำอดีตของเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่เขารู้สึกได้ถึง การมีอยู่ ของตัวเองอีกครั้ง
ฉันอยู่ต่ออีกสองสามวันเพื่อช่วยให้หมู่บ้านกลับสู่สภาวะปกติ พวกเขาจำเรื่องราวของเงาได้เพียงเลือนราง เหมือนฝันร้ายที่เพิ่งผ่านไป แต่พวกเขาก็กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง
ก่อนที่ฉันจะจากไป ผู้ใหญ่คนใหม่ที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมาต้อนรับฉันอย่างอบอุ่น
"ขอบคุณนะนิธิ...ไม่รู้ทำไมนายมา...แต่หมู่บ้านของเรากลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้ว"
ฉันยิ้มให้เขา แต่ในใจก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า...ถ้าเงาถูกทำลายไปแล้ว...แล้วพวกความทรงจำและความรู้สึกทั้งหมดที่มันเคยดูดกลืนไปล่ะ? พวกมันกลับมาที่เจ้าของจริง ๆ หรือว่าแค่สร้าง ตัวตนใหม่ ขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างที่หายไป...
ฉันไม่รู้คำตอบ...และในฐานะนักมานุษยวิทยา...บางทีการทิ้งปริศนาเอาไว้บ้าง...ก็อาจจะเป็นเรื่องลึกลับที่สวยงามที่สุดแล้ว
ฉันขับรถออกจากหุบเขาบ้านแม่คะนิง ทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่ดังสะท้อนอยู่ในกระจกหลังรถของฉัน...และในใจของฉันก็คิดขึ้นมาว่า...บางทีเงา...ก็ไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง...มันอาจจะแค่...กำลังรอคอยความมืดอีกครั้ง...

จบ