อุบัติเหตุพรากความทรงจำของเธอไป... แต่"หัวใจ" กลับไม่เคยลืม เมื่อโชคชะตาพาให้พบกันอีกครั้ง และเขายังคงมีคำถามที่เธอไม่เคยได้ยิน "เธอยังรักฉันอยู่ไหม แม้จะจำฉันไม่ได้เลย" กลิ่นกาแฟที่คุ้นเคยจะสามารถปลุกความรักที่เคยหลับใหลให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้งได้หรือไม่...
รัก,หญิง-หญิง,ไทย,ตลก,ยุคปัจจุบัน,พล็อตสร้างกระแส,รักข้างเดียว,รักโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠อุบัติเหตุพรากความทรงจำของเธอไป... แต่"หัวใจ" กลับไม่เคยลืม เมื่อโชคชะตาพาให้พบกันอีกครั้ง และเขายังคงมีคำถามที่เธอไม่เคยได้ยิน "เธอยังรักฉันอยู่ไหม แม้จะจำฉันไม่ได้เลย" กลิ่นกาแฟที่คุ้นเคยจะสามารถปลุกความรักที่เคยหลับใหลให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้งได้หรือไม่...
"พิมดาว" แอร์โฮสเตสสาวผู้มีรอยยิ้มสดใส แต่เบื้องหลังนั้นคือช่องว่างในความทรงจำที่เธอไม่อาจเติมเต็มจากอุบัติเหตุในวัยรุ่นทำให้เธอสูญเสียความทรงจำระยะสั้นและลืมเลือนความรักครั้งสำคัญกับ "ฟ้าใส" หญิงสาวที่เคยเป็นทุกอย่างของเธอเมื่อครั้งเรียนอยู่ต่างประเทศ
"ฟ้าใส" เลือกเดินจากไปในวันที่หัวใจแตกสลาย เพราะปัญหาครอบครัวและธุรกิจกาแฟของทางบ้านบีบให้เธอต้องตัดสินใจจากลา แม้เธอจะจำเขาไม่ได้ แต่เขาไม่เคยลืมเธอ
หลายปีผ่านไป.... โชคชะตานำพาให้ทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้งบนเที่ยวบินเดียวกัน
"ฟ้าใส" ตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นคืนความรักที่เคยหายไป แม้เธอจะจำเขาไม่ได้เลยก็ตาม
"ความรักครั้งใหม่" ที่เริ่มต้นจากความทรงจำที่หายไป จะสามารถกลับมาเบ่นบานได้อีกครั้งหรือไม่... เมื่อหัวใจยังจำ แม้สมองจะลืมเลือน 🧠🩷
EP.4 รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม 💕
เช้าวันใหม่ในไร่ฟ้าใสเริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ เหนือยอดเขา เสียงนกร้องกับลมเย็นที่พัดผ่านต้นกาแฟซึ่งเรียงรายเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ราวกับธรรมชาติบรรจงจัดวางไว้ด้วยความรัก
ฟ้าใสในชุดทำงานเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอก กางเกงยีนส์ขาดนิดๆ ตรงหัวเข่า และรองเท้าบู๊ตเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนจากวันเวลาบนไร่ กำลังช่วยคนงานขนกล่องใส่เม็ดกาแฟเพื่อส่งต่อไปยังร้านคาเฟ่ต่างๆ ขณะที่เธอกำลังยกกล่องใหญ่ใบหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาช่วยประคองอีกด้านอย่างคล่องแคล่ว
“ดาวช่วยนะคะ พี่ฟ้า...”
เสียงใสๆ ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใสจากพิมดาว หญิงสาวในชุดเอี้ยมยีนส์ที่ดูทะมัดทะแมงไม่แพ้ใคร ลักยิ้มเล็กๆ บนแก้มและแววตาเป็นประกายทำให้หัวใจของฟ้าใสรู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าอากาศยามเช้าเสียอีก
ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ พลางแซว “ไหวหรอ?”
“ไหวค่ะ ถึงสัดส่วนนางแบบ แต่ดาวแข็งแรงมากนะคะ!”
พิมดาวพูดพลางเบ่งกล้ามแขนเล็กๆ ให้ดูอย่างภาคภูมิใจ ฟ้าใสยิ้มขำ แล้วชี้ไปยังกองกระสอบเม็ดกาแฟอีกกองใหญ่
“จ้ะ...ถ้างั้นยกให้หมดกองนั้นเลยนะ”
“โห่...ถ้าเยอะขนาดนี้ ต้องขอเอ็นนาจี้ บูสๆ ก่อนเลยค่ะ!”
“ได้เลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงกาแฟตลอดทั้งวันเลย!”
ฟ้าใสตอบพลางหัวเราะเสียงใส เสียงหัวเราะของทั้งคู่กลมกลืนไปกับบรรยากาศยามเช้าในไร่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาความอบอุ่นทั้งสองก้าวขึ้นรถกระบะจี๊บสีเขียวเข้มที่ด้านหลังเต็มไปด้วยกล่องบรรจุใส่ถุงกาแฟ และกระสอบเมล็ดกาแฟสดใหม่ พร้อมลุงพงษ์กับชัยคนงานที่นั่งท้ายรถกระบะ
บนถนนลูกรังที่คดเคี้ยวไปตามแนวเขา รถกระบะของไร่ฟ้าใสแล่นไปอย่างมั่นคง เสียงเครื่องยนต์ดังเป็นจังหวะ กลมกลืนไปกับเสียงล้อบดกับกรวดหิน ท่ามกลางทิวทัศน์ของไร่กาแฟที่ทอดยาวสุดสายตา ต้นกาแฟเรียงรายเป็นแถวบนเนินเขาเขียวขจี ให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ร้อนเกินไป
ภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของสองสาวที่นั่งเคียงกัน ฟ้าใสจับพวงมาลัยด้วยมือที่เปื้อนคราบดินเล็กน้อย ดวงตาเธอมองไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ แต่แอบเหลือบมองพิมดาวที่นั่งข้างๆ เป็นระยะ พิมดาวนั่งตัวตรง มือวางบนตัก มองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังเก็บภาพธรรมชาติไว้ในใจ
“เปิดเพลงได้นะ กดตรงนั้น”
ฟ้าใสพูดพลางชี้ไปที่วิทยุตรงกลางคอนโซล
พิมดาวยิ้มให้ ก่อนเอื้อมมือไปกดตามที่ฟ้าใสบอก เสียงเพลงรักจังหวะนุ่มนวลดังขึ้นทันที ท่วงทำนองอบอุ่นแผ่วเบาเติมเต็มบรรยากาศในรถให้ละมุนยิ่งขึ้น
“เธอคือความรักที่ฉันตามหา...แม้ไม่รู้ว่าเราจะไปถึงปลายทางไหน 🎶”
เสียงนักร้องหญิงคลอไปพร้อมกับสายลมอ่อนที่พัดผ่านหน้าต่าง ฟ้าใสเคาะปลายนิ้วบนพวงมาลัยตามจังหวะเพลง สีหน้าดูผ่อนคลายและอารมณ์ดี
“เพลงนี้พี่ชอบมากเลย ฟังแล้วเหมือนตัวเองขับรถอยู่ในหนังรักเลย”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี พิมดาวหันมายิ้มตาหยี ดวงตาทอประกาย
“ถ้าเป็นหนังรัก... ดาวขอเป็นนางเอกนะคะ”
ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ แวบหนึ่งก่อนปรายตามองเธอ
“แล้วพี่ล่ะ...จะได้บทอะไร”
พิมดาวทำตาล้อเลียน ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบ
“ก็มีนางเอกสองคนไงคะ หนังรักเรื่องนี้...คงต้องโรแมนติกเป็นพิเศษหน่อย”
ฟ้าใสพยักหน้าอย่างเข้าใจ เสียงเพลงที่คลอเบาๆ เหมือนกลายเป็นเสียงประกอบหัวใจที่เต้นแรงเกินควบคุม เธอเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“นางเอกสองคน...ฟังดูดีมากเลย”
น้ำเสียงทุ้มอุ่นนั้นทำให้แก้มของพิมดาวร้อนผ่าว รีบหันหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่าง แต่รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนริมฝีปากก็ซ่อนเอาไว้ไม่ได้เลย พิมดาวยังคงหันหน้ามองวิวด้านนอก แต่ในอกกลับร้อนวูบวาบอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกเขินอายผสมความสุขเอ่อล้นจนแทบระบายไม่ออก ฟ้าใสเหลือบมองข้างเห็นปลายหูของพิมดาวขึ้นสีแดงเรื่อ เธออดยิ้มขำในใจไม่ได้ ก่อนแกล้งพูดเสียงเรียบ
“ถ้าเป็นหนังโรแมนติก…อย่างนั้นก็คงต้องมีฉากจูบด้วยสิ”
พิมดาวสะดุ้ง เลิกลั่ก หันขวับมามองฟ้าใส ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีอีกครั้ง
“พี่ฟ้า! พูดอะไรออกมาคะ…”
เสียงเธอสั่นปนหัวเราะ ยกมือทั้งสองข้างปิดหูแก้เขิน ฟ้าใสหัวเราะ แววตาฉายความเอ็นดู
“ล้อเล่นค่า…แต่ถ้าเป็นหนังรักโรแมนติกจริงๆ มันก็ขาดฉากแบบนั้นไม่ได้นะ”
รถค่อยๆ แล่นผ่านเส้นทางคดโค้ง ก่อนทิวเขาที่ทอดตัวยาวจะเปลี่ยนเป็นภาพบ้านเรือน และร้านค้าของชุมชนในตัวเมืองเชียงใหม่ วิวภูเขายังโอบล้อมอยู่ไกลๆ กลายเป็นฉากหลังงดงามที่บอกว่าพวกเธอใกล้ถึงจุดหมายแล้วพิมดาวเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนเธอไม่กล้าหันไปสบตา แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบางๆ ที่บอกความสุขออกมาอย่างชัดเจน
ฟ้าใสปรายตามอง ก่อนจะกระชับมือบนพวงมาลัยแน่นขึ้น และพูดเสียงเบา ราวกับบอกความลับผ่านสายลม
“ไม่ว่าจะเป็นหนังรัก หรือนิยายโรแมนติก…พี่ก็อยากมีใครสักคนที่นั่งข้างกันแบบนี้ตลอดไป พี่จะได้ไม่เหงา”
เขาจีบฉัน...เขาจีบฉันจริงๆ! พิมดาวกรีดร้องอยู่ในใจ เสียงก้องดังกว่าท่วงทำนองของเพลงที่ยังคลออยู่ในรถ เธอดีใจเหลือเกิน สิ่งที่สัมผัสมาโดยตลอดไม่ใช่แค่ความคิดไปเอง ใบหน้าเธอร้อนวาบจนแทบละลาย พิมดาวเผลอยกมือขึ้นมาจิกหน้าขาตัวเองแน่น ราวกับต้องหาทางระบายความเขินที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก
ฟ้าใสเหลือบตามาเห็นท่าทางนั้นพอดี แววตาเต็มไปด้วยความขำและเอ็นดู เธอเอื้อมมือข้างหนึ่ง ที่ไม่ได้จับพวงมาลัยมาแตะหลังมือพิมดาวเบา ๆ
“อย่าจิกตัวเองสิ เดี๋ยวเจ็บนะคะ”
เสียงทุ้มอุ่นนั่นดังใกล้หูเกินไป หัวใจพิมดาวแทบจะหยุดเต้น เธอชะงัก มือที่จิกต้นขาอยู่ถูกฟ้าใสจับคลายออกทีละน้อย ความอ่อนโยนในสัมผัสนั้นทำให้เธอแทบจะละลายหายไปกับเบาะรถ ก่อนจะเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาฟ้าใส สัมผัสอุ่นจากมือฟ้าใสยังคงกุมอยู่บนมือเธอ ความเงียบในรถถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจที่เต้นแรงรัวไม่เป็นจังหวะ ดวงตาสองคู่สะกดกันและกันให้หยุดนิ่ง ฟ้าใสค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าใกล้ขึ้นทุกวินาที จนพิมดาวรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่แตะผิวแก้ม โลกภายนอกเงียบลงทันตา มีเพียงเสียงเพลงรักที่แผ่วเบาเป็นฉากหลัง และแรงเต้นของหัวใจที่ดังก้องอยู่ในอก พิมดาวกลืนน้ำลาย ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกด แต่ปลายนิ้วกลับกำแน่นบนมือของฟ้าใสโดยไม่รู้ตัว
“จะ…จะจูบแล้วเหรอ?”
ความคิดนั้นดังขึ้นพร้อมกับแก้มที่ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ฟ้าใสหยุดระยะไว้ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ปลายจมูกแทบแตะกัน สายตาทอประกายอ่อนโยน ริมฝีปากเธอเผยอออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว หัวใจสั่นระรัวเหมือนจะหลุดออกมา
แต่ทันใดนั้น…
“ดาว ถึงแล้ว”
เสียงของฟ้าใสดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดที่ต้นแขน พิม ดาวสะดุ้งเฮือก รีบลืมตา ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นฟ้าใสที่ยังจับพวงมาลัยขับรถตามปกติ หันมายิ้มละมุนราวกับไม่เคยทำอะไรเลย
“อ่าว...เอ๊ะ...เมื่อกี้? ฝันกลางวันเหรอเรา”
พิมดาวอ้าปากค้าง หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกฮือ นี่มันแค่ฝันกลางวันของเราหรอกเหรอ! เธอยกมือปิดหน้าแน่น ก้มตัวงุดๆ ด้วยความอายสุดขีด ใจหนึ่งก็โล่งที่ไม่มีอะไรโป๊ะแตก อีกใจก็อดแอบเสียดายไม่ได้ ฟ้าใสขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นพิมดาวทำตัวแปลกๆ ก็หัวเราะเบา ๆ
“ทำไมจู่ๆ หน้าแดงแบบนั้นล่ะ”
“ปะ...ปะเปล่าค่ะ!”
พิมดาวรีบโบกมือปฏิเสธ แต่ในใจกลับกรีดร้องลั่น โอ๊ยยย ทำไมเราต้องคิดอะไรบ้าๆ แบบนั้นด้วยนะ! เค้าจีบเราจริงหรือเราเพ้อไปเองก็ไม่รู้แล้ว! ฟ้าใสเปิดประตูรถก่อน พิมดาวตามลงมา ขณะที่ลุงพงษ์กับชัยช่วยกันทยอยยกลังกาแฟเข้าทางหลังร้าน ทั้งคู่ก้าวเข้าไปภายในร้านกาแฟ กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นลอยมาต้อนรับทันที
ภายในร้านกาแฟขนาดกลางที่ตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงไฟวอร์มไลต์อันอบอุ่น ฟ้าใสกับพิมดาวยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ เจ้าของร้านหนุ่มรีบวิ่งมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความดีใจ
“วันนี้ถือว่าผมโชคดีมากเลยนะครับ ได้เจอคุณฟ้า”
ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ ตอบน้ำเสียงเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม
“ไม่ขนาดนั้นมั้งคะ คุณวีเป็นลูกค้า ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นอีก ก่อนจะขยับตัวใกล้ฟ้าใส
“ถ้าคุณฟ้ามาส่งทุกวัน ผมยอมเหมากาแฟทั้งโกดังเลยครับ”
พิมดาวเธอแอบเบือนหน้าหนีจากบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ แสร้งทำเป็นสนใจโคมไฟดีไซน์เก๋ที่ห้อยอยู่เหนือเคาน์เตอร์ และภาพวาดสีน้ำของไร่กาแฟที่แขวนเรียงรายบนผนัง แต่สายตาก็ยังแอบเหลือบมองฟ้าใสอยู่เป็นระยะ เธอแอบเบ้หน้าในใจอย่างอดไม่ได้ “แหวะ” เธอคิด แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นฟ้าใสยิ้มตอบกลับอย่างใจเย็น ราวกับไม่สะทกสะท้านกับความพยายามจีบของเขาเลยแม้แต่น้อย
บรรยากาศเริ่มจะเอียงไปในทางที่พิมดาวรู้สึกว่าเกินพอดี เธอจึงตัดสินใจเบี่ยงบทสนทนาอย่างนุ่มนวล เสียงของเธอแผ่วเบาแต่มั่นคง
“แล้วทำไมคุณถึงเลือกเมล็ดกาแฟของฟ้าใสรีสอร์ทล่ะคะ”
คำถามนั้นเหมือนเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้โชว์ตัวตน เขายืดตัวเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“จริงๆ ก็เริ่มจากวันนั้นครับ…วันที่ผมได้เจอคุณฟ้าครั้งแรก ตอนที่คุณฟ้าลงแข่งบาริสต้า”
พิมดาวพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจตามมารยาท แต่สายตาก็ยังแอบหันไปทางฟ้าใสเป็นพักๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยา
“ตอนนั้น…” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมไม่เพียงแต่ประทับใจในรสชาติของกาแฟ แต่ยังชื่นชมในความสวย ความทะมัดทะแมง แล้วก็ความรู้ แน่นๆ ของคุณฟ้าเลยมั่นใจครับ ว่าถ้าใช้เมล็ดกาแฟจากไร่ของคุณ รับรองลูกค้าต้องติดใจแน่”
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้ฟ้าใสยกมือขึ้นลูบหลังคอเล็กน้อย เธอยิ้มสุภาพ แต่ไม่ได้ตอบอะไรทันที แววตาของเธอสงบนิ่ง แต่มีประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออกพิมดาวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ เผลอทำปากยู่โดยไม่รู้ตัว รู้สึกทั้งขัดใจและขำในเวลาเดียวกัน
“ฟ้าขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบไปส่งกาแฟอีกหลายร้าน”
ฟ้าใสพูดพลางหันมาคว้ามือพิมดาวอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวยึดแน่นราวกับต้องการหลบหนีจากบรรยากาศที่เริ่มอึดอัด เธอพาพิมดาวเดินออกจากร้านไปด้วยจังหวะเร่งรีบ ชายหนุ่มที่ยังยืนอยู่กลางร้านชะงักไปเล็กน้อย เขายกมือค้างไว้เหมือนจะกล่าวลา แต่ก็ต้องลดมือลงอย่างเก้อเขิน สายตาเขามองตามแผ่นหลังของทั้งสองที่กำลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเขาไว้ท่ามกลางกลิ่นกาแฟและความเงียบที่แผ่ซ่าน
พิมดาวเหลือบมองมือที่ประสานกันแน่นของเธอกับฟ้าใส แอบยิ้มอย่างมีความสุขในใจ เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังเบา ๆ เมื่อประตูถูกผลักออก ราวกับเป็นสัญญาณปิดฉากบทสนทนาอันไม่พึงใจนั้นอย่างสมบูรณ์
เสียงเครื่องยนต์ของกระบะดับลงตรงหน้าร้านกาแฟและเบเกอรี่แห่งที่สองที่ตั้งอยู่ริมถนนสายชนบท บรรยากาศรอบร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมอบใหม่ๆ หอมกลิ่นนมเนยและแป้งสาลีที่เพิ่งออกจากเตา ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในเมืองเล็กๆ ของยุโรป
ร้านตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น และกระถางดอกไม้ริมหน้าต่าง เจ้าของร้านเป็นสาวทอมหน้าละมุน ผิวขาวอมชมพู ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนที่ดูเข้ากับผ้ากันเปื้อนลายสก๊อต เธอกำลังใส่ถุงมือแล้วดึงถาดขนมปังออกจากเตาอบ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วร้านเมื่อเห็นฟ้าใสเดินเข้ามา เจ้าของร้านหันมายิ้มทักด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย เสียงของเธออ่อนโยนราวกับกลิ่นขนมอบที่ลอยอยู่ในอากาศ
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณฟ้า…วันนี้มาส่งกาแฟเองเลยเหรอคะ”
เสียงทักทายอ่อนละมุนออกจากริมฝีปาก คลอไปกับกลิ่นหอมของขนมอบ แต่สำหรับพิมดาวที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับฟังแล้วหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“คนงานไม่สบายค่ะ วันนี้เลยมาส่งเอง”
“อ๋อ...งั้นระหว่างรอ ทานขนมก่อนนะคะ พึ่งอบเสร็จเลย”
สาวทอมเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอถอดถุงมือกันเปื้อนออก ก่อนจะหยิบถาดขนมจากเคาน์เตอร์ด้านในมาวางบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ที่จัดไว้สำหรับลูกค้า
ขนมเบเกอรี่ที่เธอคลีบออกมานั้นดูน่ากิน แต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างประณีต ด้านหน้าทาแยมสตรอว์เบอร์รี่เยิ้มๆ สีแดงสดตัดกับไวท์ช็อกโกแลตที่หลอมเป็นรูปหัวใจสีขาวตรงกลาง สอดไส้มาร์ชเมลโลว์นุ่มฟูที่ดูละลายในปากตั้งแต่ยังไม่ทันได้ชิมข้างๆ กันคือขนมพายรูปหัวใจอีกชิ้น สอดไส้สตรอว์เบอร์รี่หอมหวาน แป้งพายกรอบสีทองอ่อนมีรอยแตกเล็กน้อยจากความร้อนของเตาอบ กลิ่นหอมของเนยและผลไม้ลอยฟุ้งไปทั่วร้าน ผสมกับกลิ่นกาแฟที่กำลังชงอยู่ด้านหลัง
“ลองชิมค่ะ เมนูใหม่เลย”
สาวทอมเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงละมุนขณะวางถาดขนมลงบนโต๊ะไม้กลมเล็กๆ ที่จัดไว้ริมหน้าต่าง เธอถอดถุงมือกันเปื้อนออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนแนะนำขนมทีละชิ้น
“ไวท์ช็อกข้างในเป็นใส้มาร์ชเมลโลว์รูปหัวใจ แล้วก็อันนี้...ขนมพายสอดไส้สตรอว์เบอร์รี่รูปหัวใจค่ะ”
ขนมแต่ละชิ้น ทั้งไวท์ช็อกโกแลตและพายกรอบล้วนแต่เป็นรูปหัวใจ สีขาวของช็อกโกแลตตัดกับแยมสตรอว์เบอร์รี่เยิ้มๆ ที่ไหลออกมานิดๆ ดูน่ากินจนแทบอดใจไม่ไหว กลิ่นหอมของขนมอบผสมกับกลิ่นกาแฟที่ลอยอยู่ในร้านทำให้บรรยากาศอบอุ่นราวกับเช้าวันอาทิตย์ในเมืองเล็กๆ
ฟ้าใสมองขนมตรงหน้า ใบหน้าของเธอมีแววประหม่าเล็กน้อย ส่วนพิมดาวที่อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกนอยๆ ปนอาการหวงที่เพิ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่ทันตั้งตัว สาวทอมยิ้มให้ฟ้าใสอีกครั้ง คราวนี้แววตาเธออ่อนโยนจนพิมดาวรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวอุ่นขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เธอหันไปมองฟ้าใสที่กำลังยิ้มตอบกลับอย่างสุภาพ แต่ไม่พูดอะไร รอยยิ้มของฟ้าใสดูนิ่งสงบ แต่ก็ทำให้พิมดาวรู้สึกไม่สบายใจ
“สั่งกาแฟได้ไหมคะ”
พิมดาวพูดขึ้นทันที ราวกับต้องการตัดบทสนทนาและบรรยากาศหวาน ๆ ตรงหน้าเจ้าของร้านสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงละมุนไม่แพ้กลิ่นขนมอบ
“ได้ค่ะ”
“เอาอเมริกาโนเย็นค่ะ”
พิมดาวพูดเสียงเรียบ
“ความหวานเท่าไหร่คะ หวานปกติ หวานน้อย…”
“ไม่หวานเลยค่ะ”
พิมดาวตอบทันควัน น้ำเสียงเย็นเฉียบ
“น้ำเชื่อมศูนย์เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องใส่อะไรเพิ่มค่ะ”
เหมือนอุณหภูมิในร้านลดลงเล็กน้อย ทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังทำงานตามปกติ ฟ้าใสหันมามองพิมดาวเล็กน้อย สีหน้าเหมือนจะถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา พิมดาวหน้านิ่ง เธอไม่ได้หงุดหงิดกับกาแฟ ไม่ได้ไม่ชอบหวาน ไม่ใช่เพราะกาแฟ แต่เพราะสายตาของทอมหล่อที่ส่งยิ้มเยิ้มให้ฟ้าใสต่างหาก
พิมดาวเบือนสายตาออกจากทอมหน้าละมุน หันไปมองขนมพายที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะแทน แม้จะพยายามทำเป็นสนใจของหวาน แต่ความรู้สึกในอกกลับกระเพื่อมทุกครั้งที่เห็นเจ้าของร้านส่งรอยยิ้มหวังดีให้ฟ้าใส
ฟ้าใสเหมือนไม่ได้สังเกตอะไร เธอหยิบช้อนขึ้นมาตักพายคำเล็กอย่างใจเย็น ทอมสาวยังคงยิ้มมองอย่างมีความหวัง แต่แล้วทิศทางช้อนกลับหันมาหยุดตรงหน้าพิมดาว
“ลองหน่อยสิ น่าอร่อยนะ”
ฟ้าใสเอ่ยเรียบง่าย ดวงตาคล้ายซ่อนรอยยิ้มบางๆ พิมดาวชะงัก ก่อนยอมอ้าปากรับขนมที่ถูกป้อนให้รสหวานละมุนแทรกซึมเข้ามาในปลายลิ้น แต่สิ่งที่ทำให้ใจเธอกลมกล่อมกว่าเดิม คือสายตาของฟ้าใสที่มองมา
เธอเคี้ยวช้าๆ พลางหันไปยิ้มอวดกับเจ้าของร้าน
“ขนมอร่อย…กลมกล่อม…หวานกำลังดีเลยค่ะ”
เสียงเน้นย้ำคำว่า หวาน ตามด้วยการพริ้มตาเล็กน้อยราวกับจะยืนยันรสชาติ ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ขณะที่เจ้าของร้านทอมนั้นถึงกับชะงัก ดวงตาฉายแววทั้งงุนงง ทั้งน้อยใจอยู่ในที ไหนเมื่อกี้เธอบอกว่าไม่ชอบหวาน? ตกลงว่าเธอไม่พอใจรสชาติ…หรือไม่พอใจ ใคร กันแน่
หลังจากชิมขนมและเผลออวดไปแล้ว ทั้งคู่ก็ออกมาจากร้านพร้อมกับกลิ่นขนมอบหอม ๆ ลุงพงษ์กับชัยคนงานกำลังขึ้นท้ายรถพอดี ฟ้าใสเดินเคียงข้างพิมดาวออกมาที่หน้าร้าน เสียงรองเท้ากระทบพื้นฟุตบาท พิมดาวพยายามทำเป็นไม่พูดอะไร แต่แก้มกลับร้อนผ่าวจนต้องหลบตา ฟ้าใสปรายตามอง ก่อนยกยิ้มมุมปากเหมือนรู้อะไรบางอย่าง
“เมื่อกี้…ใครบอกไม่ชอบหวานน้า?”
พิมดาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันกลับมาตอบเสียงแข็งปนเขิน
“ก็จริงค่ะ…ดาวไม่ชอบอะไรหวานๆ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเม้มปากพูดต่อเสียงเบากว่าเดิม
“โดยเฉพาะ…คนที่ชอบหยอดคำหวาน”
ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเป็นประกาย ก่อนก้มลงกระซิบใกล้หู
“แง่...งั้นพี่ก็แย่น่ะสิ”
พิมดาวชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบกลบเสียงรถที่แล่นผ่าน รีบเบือนหน้าเดินนำไปข้างหน้าอย่างเอาแต่ใจ
“ดาวพูดเรื่องจริงนะคะ…”
ฟ้าใสยิ้มตาม มองแผ่นหลังพิมดาวด้วยแววตาอุ่นละมุน แอบคิดในใจว่า…คำปฏิเสธนั้น อาจเป็นเพียงเกราะบางๆ ที่เธอพยายามใช้ซ่อนความหวงที่เธอเองยังไม่ยอมรับ
พิมดาวแก้มแดงจัดจนไม่อาจซ่อนรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาได้ เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลังรถกระบะ ลุงพงษ์ที่กำลังปิดประตูท้ายรถกับชัยคนงานหันมามอง แล้วสบตาอย่างรู้ทัน
“โด๊ะ...หวานกว่าขนมในร้านก็ป๋อหลวงบ้านไร่เฮาเนี่ย”
ลุงพงษ์พูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“แบบนี้ไม่ต้องใส่น้ำตาลก็หวานได้!”
ชัยคนงานอีกคนยิ้มกว้างก่อนแซวตาม
บรรยากาศหน้าร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมและรอยยิ้มที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก ทุกคนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ชัดเจน
ทุกครั้งที่รถกระบะแล่นไปจอดหน้าร้านต่างๆ เหตุการณ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก หนุ่มเจ้าของร้านคาเฟ่ต่างพร้อมใจกันหยิบ “ขนมจีบ” คนละลูกมาวางตรงหน้าฟ้าใส คนหนึ่งเอ่ยชมความรู้เรื่องกาแฟ อีกคนยื่นขนมฝีมือมาให้ชิม อีกคนถึงกับเสนอจะซื้อกาแฟทั้งโกดังถ้าได้เจอเธอทุกวัน
พิมดาวได้แต่คอยมอง และไม่เคยเต็มใจจะอยู่ในฉากนี้ หัวใจเธอทั้งหมั่นไส้ ทั้งหวง ทั้งแอบไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำได้เพียงเบือนสายตาเก็บอาการ แม้จะไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่เห็นฟ้าใสถูกมองด้วยสายตาพิเศษ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน...
เมื่อมาถึงจุดหมายสุดท้ายของวัน พิมดาวได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าโรงคั่วกาแฟเล็กๆ ท่ามกลางแสงของยามเย็นที่ทอดผ่านยอดไม้ สาวเหนือหน้าหวาน ผิวขาวเนียน ผมดำยาวสลวย สวมผ้าซิ่นลายพื้นเมืองกับเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายสีอ่อน เธอยิ้มให้ฟ้าใสอย่างอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายแบบที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ซ่อนอยู่
หญิงสาวโบกมือต้อนรับฟ้าใสด้วยท่าทีอบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับรู้จักกันมานาน
พิมดาวยืนอยู่ข้างรถกระบะ มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ ก่อนตัดสินใจปฏิเสธการเข้าไปข้างใน เธอเดินไปยืนรอบริเวณด้านหน้าโรงคั่วกาแฟแทน ปล่อยให้ฟ้าใสเข้าไปจัดการเรื่องกาแฟกับเจ้าของไร่สาวน้อยคนนั้น
ฟ้าใสยิ้มตอบอย่างสุภาพ พลางยื่นมือไปรับถุงตัวอย่างเมล็ดกาแฟเล็กๆ ที่สาวน้อยส่งให้ ทั้งคู่คุยกันเรื่องรสชาติและวิธีคั่วด้วยบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และน่ามองอย่างบอกไม่ถูก
พิมดาวมองภาพจากระยะไกล เห็นความสนิทสนมที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย เธอกุมขมับตัวเองเบาๆ ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เธอยืนกอดอก มองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นเฉดส้มอมชมพูในยามเย็น ลมเย็นพัดผ่านใบไม้รอบตัว เสียงนกร้องเบาๆ คล้ายจะปลอบใจ ในใจเธอไม่ได้โกรธ ไม่ได้หงุดหงิด...แต่กลับรู้สึกวูบๆ อย่างบอกไม่ถูก
บางที...มันอาจไม่ใช่ความหวงแบบเด็กๆ แต่เป็นความรู้สึกที่ต้องยอมรับว่า...เธอไม่อยากให้ใครมาอยู่ในสายตาของฟ้าใสแทนที่เธอ
“ลุงพงษ์คะ มีอะไรให้หนูช่วยอีกไหม”
พิมดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เธอเดินเข้าไปใกล้โรงคั่วกาแฟอย่างมีมาด ราวกับกำลังหาข้ออ้างเพื่อเข้าไปใกล้ฟ้าใสอีกครั้ง ลุงพงษ์หันมามองก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความเสียดาย
“บ่มีแล้วครับ เม็ดกาแฟรอบสุดท้าย ผมกับชัยยกขึ้นท้ายกระบะเรียบร้อยแล้วครับ”
คำตอบนั้นทำให้พิมดาวผิดหวัง เธอพยักหน้าเบาๆ แต่ก่อนที่ลุงพงษ์จะเดินจากไป เธอก็ตัดสินใจถามขึ้นด้วยความลังเลที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียง
“ลุงพงษ์คะ...ถามอะไรหน่อยได้ไหม คือหนูอยากรู้ว่า นอกจากเรื่องกาแฟ คุณฟ้าของลุงพงษ์สนใจอย่างอื่น ไหมคะ”
ลุงพงษ์ทำหน้างงๆ กับคำถามที่ดูจะไม่ชัดเจน เขาเกาหัวแกรกๆ อย่างใช้ความคิด พิมดาวรีบเสริมด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
“หนูหมายถึงอะไรพิเศษ...หรือคนพิเศษ ที่นอกเหนือจากเรื่องกาแฟค่ะ”
“อ๋อออ...ไม่มีนะครับ”
ลุงพงษ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาคำตอบนั้นทำให้พิมดาวรู้สึกทั้งโล่งใจและสิ้นหวังในคราวเดียวกัน เหมือนหัวใจถูกปลอบโยนแล้วก็สะกิดให้เจ็บในเวลาเดียวกัน...แต่แล้ว...
“แต่ว่า...”
ลุงพงษ์อุทานขึ้น พร้อมยิ้มที่มอบประกายความหวังให้พิมดาวอีกครั้ง
“ผมหัน...”
เสียงนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่น ทว่าภาษาถิ่นเหนือที่ลุงใช้กลับเป็นปริศนาสำหรับหญิงสาว
“หัน ...ซ้าย หรือขวาคะ?”
พิมดาวเอียงคอมองซ้ายขวาอย่างงุนงง ความหมายที่เธอเข้าใจกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“บ่อใช่ครับ ผมหมายถึงว่า...หารร หารรร คับ”
ลุงพงษ์พยายามเปลี่ยนมาใช้ภาษากลาง แม้จะไม่ถนัดนัก
“หาร? หารแบบคนละครึ่งเหรอคะ?”
เธอยังคงไม่เข้าใจ ชัยที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะเข้ามาช่วยไขความกระจ่าง
“เคาะลุง อู้อย่างใดก่ออู้บ่อฮู้เรื่อง เปิ้ลฮ็อง เห็น!”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าแลบกลางใจพิมดาว เธอถึงบางอ้อทันที
“นะ...นะ...เห็น ผมเพิ่งเคยเห็น...คุณฟ้ามีความสุข ยิ้มนัก ไคร่หัว ฮ่องเพลง ก่อวันนี้ครับ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่ร้อนรนของพิมดาวเย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้พลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจเธอ ความตื้นตันที่ไม่ต้องการคำอธิบายลุงพงษ์มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความซื่อๆ
“อย่างอี้...เปิ้ลฮ่องพิเศษเกาะคับ”
พิมดาวยิ้มบางๆ แต่ในใจกลับสั่นไหว เธอยืนอยู่ใต้แสงแดดอ่อนยามเสียงสายลมพัดใบไม้ไหวคล้ายจะกระซิบอะไรบางอย่างให้หัวใจเธอรับรู้
ภาพบนรถกระบะเมื่อเช้านี้ย้อนกลับมาในความคิด ฟ้าใสนั่งข้างเธอ มือข้างหนึ่งวางบนพวงมาลัย อีกข้างวางใกล้ๆ เธอจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้า จังหวะหันมายิ้มให้เธอขณะที่รถแล่นผ่านทุ่งดอกไม้ริมทาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกที่ยังคงก้องอยู่ในใจเธอ
“ไม่ว่าจะเป็นหนังรัก หรือนิยายโรแมนติก…พี่ก็อยากมีใครสักคนที่นั่งข้างกันแบบนี้ตลอดไป พี่จะได้ไม่เหงา”
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่ถ้อยคำธรรมดา แต่มันเหมือนสายลมที่พัดผ่านใจเธออย่างแผ่วเบา แต่ทิ้งร่องรอยจนเธอไม่อาจลืม รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะหัวใจเธอกำลังมีความหวัง
เธอหันไปมองฟ้าใสที่ยังคงพูดคุยกับหญิงสาวชาวเหนือ แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป เธอหัวเราะกับลุงพงษ์ ยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างอารมณ์ดี บางที...สิ่งที่เธอเห็นในสายตาของฟ้าใสวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ความสุขจากกาแฟ แต่อาจเป็นความสุข...ที่มีเธออยู่ในนั้นด้วยนั่นเอง
แสงยามเย็น และเสียงหัวใจ
แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ ลาลับไปทางขอบฟ้า สีส้มอมทองของพระอาทิตย์คลี่ตัวทาบทาไปทั่วท้องฟ้า ก้อนเมฆลอยเรียงราวกับกำลังถูกย้อมด้วยพู่กันของธรรมชาติ อากาศยามเย็นพัดผ่านเบาๆ ให้ความรู้สึกทั้งสดชื่นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
ฟ้าใสชวนพิมดาวย้ายไปนั่งที่หลังกระบะ ปล่อยให้ลมเย็นย่ำเย็นพัดผ่านผมสลวยของทั้งคู่ เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่สายลมแรงเกินไปจนทำให้ปอยผมของฟ้าใสฟาดแก้มเธอ พิมดาวแกล้งเอื้อมมือไปจัดให้ แต่จริงๆ แล้วแค่หาข้ออ้างจะได้ใกล้ชิดมากกว่าเดิม
“เป็นยังไงบ้างวันนี้”
ฟ้าใสถาม ขณะสายลมยังพัดพลิ้วผ่านท้ายกระบะ
“ก็สนุกดีค่ะ ได้รู้จักคาเฟ่ใหม่ๆ เอาไว้ลงไอจีเยอะเลย”
พิมดาวตอบพลางหันมายิ้ม ก่อนแกล้งทำเสียงออดอ้อน
“แต่…ขอส่วนลดด้วยนะคะ”
“ได้สิ”
“ล้อเล่นค่ะ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ดาวได้รู้แล้วว่า...เจ้าของไร่ฟ้าใสเสน่ห์แรงมากกกก”
“อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ค่ะ…สวย รวย เก่ง แถมโสดดดมากกกก”
เธอตะโกนดังขึ้นคล้ายประกาศให้คนข้างๆรับรู้เป็นพิเศษ
“โสด…จริงอ่ะ?”
พิมดาวเอียงคอถามย้ำ น้ำเสียงเจือความไม่เชื่อ ฟ้าใสพยักหน้าหนักแน่น ดวงตาวิบวับ
“จริง จริ๊งงง”
พิมดาวหัวเราะตาม ก่อนจะย้ำอีกครั้งเหมือนอยากหาคำยืนยันเพิ่มขึ้นไปอีก ท่าทางกวนๆ ของเธอกลับทำให้ฟ้าใสหัวเราะไม่หยุด หัวใจของพิมดาวพลันอบอุ่นขึ้น เธออดยิ้มเขินไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงมีสิทธิ์ให้เธอลุ้นบ้างสินะ ความคิดแวบเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เธอซ่อนเอาไว้ด้วยการเบือนหน้ามองออกไปด้านหน้ารถ ทว่าความสงสัยกลับแทรกขึ้นมาแทนที่เมื่อเธอสังเกตเส้นทางด้านนอก
“เอ๊ะ…เหมือนทางนี้ไม่ใช่เส้นเดิมตอนมานี่คะ”
ฟ้าใสหันมายิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายอบอุ่น
“ใช่ค่ะ…พี่ให้ลุงพงษ์พากลับอีกทาง”
พิมดาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ สายลมแรงขึ้นจนปอยผมของฟ้าใสสะบัดมาตีแก้มเธอแทน คราวนี้พิมดาวหัวเราะคิกแล้วเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ
“ดาวมัดผมให้พี่นะคะ จะได้ไม่ปลิวอีก”
ฟ้าใสพยักหน้ายอมอย่างโดยดี เธอหันหลังให้พิมดาวช่วยมัดผม พิมดาวค่อยๆ ถักเปียหลวมๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม เธอเผลอยิ้มออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แม้ผ่านวันเหน็ดเหนื่อยก็ยังชวนหลงใหล
“พี่ฟ้าผมสวยจัง… แถมยังหอมด้วย”
“เหงื่อออกทั้งวันยังหอมอยู่เหรอ”
ฟ้าใสถามอย่างเขินๆ
“หอมคะ”
พิมดาวตอบพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศยิ่งอบอุ่น
แต่แล้ว...เสียงเบรกดังเอี๊ยดขึ้นอย่างกะทันหัน รถทั้งคันสะดุดหยุดนิ่งในจังหวะที่ไม่มีใครทันตั้งตัว
แรงสะเทือนจากการเบรกกะทันหันทำให้แผ่นหลังของฟ้าใสกระแทกเข้ากับเนินอกของพิมดาวอย่างจัง ราวกับโชคชะตาจงใจให้เธอได้ซบในอ้อมอกนั้น เส้นผมของเธอลอยแตะปลายจมูกของพิมดาวในระยะประชิด หนำซ้ำแก้มเนียนของทั้งคู่ยังเฉียดกระทบกันความอุ่นวาบจากผิวสัมผัสเพียงเสี้ยววินาที กลับทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงในจังหวะเดียวกัน
พิมดาวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะหลบลงมองใบหน้าของฟ้าใสที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ใกล้เสียจนลมหายใจแทบจะผสานกัน ดวงตากลมโตสบกับสายตาอ่อนโยนของพิมดาวที่กำลังสั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำ
“พี่ขอโทษ...”
เสียงของฟ้าใสเบาราวกระซิบ แต่กลับสะเทือนถึงหัวใจ พิมดาวไม่ตอบในทันที เธอเพียงยิ้ม ก่อนจะคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย
“พี่ฟ้าเป็นอะไรไหมคะ?”
พิมดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความรู้สึกของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่คำถามนั้น หากแต่อยู่ในอ้อมแขนที่ยังโอบกอดฟ้าใสไว้ ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หลุดลอยไป ความเงียบระหว่างสองคนไม่ได้อึดอัดเลยแม้แต่น้อย กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำ แต่เป็นช่วงเวลาที่หัวใจพูดแทนคำพูด
.....แต่แล้วเสียงบุคคลที่สามกลับแทรกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“คุณฟ้า...รถยางแตกครับ!”
เสียงของลุงพงษ์ดังขึ้นอย่างตกใจ ทำให้ฟ้าใสกับพิมดาวสะดุ้งพร้อมกัน ราวกับถูกปลุกจากห้วงความรู้สึกที่เพิ่งก่อตัวทั้งสองผละออกจากกันอย่างเก้อเขิน พิมดาวรีบหลบสายตา ขณะที่ฟ้าใสยกมือขึ้นลูบผมตัวเองเบา ๆ ราวกับจะกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ยังอุ่นอยู่บนแก้ม
ฟ้าใสหันไปมองเบื้องหน้า เมื่อเห็นอ่างเก็บน้ำทอดตัวอยู่ไม่ไกล เธอหันไปบอกลุงพงษ์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่แฝงด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ ที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากอะไร
“งั้นฟ้าเดินไปก่อนนะคะ ลุงช่วยจัดการเรื่องรถให้เรียบร้อย แล้วค่อยไปรับที่นั่นก็ได้ค่ะ”
“ครับคุณฟ้า”
ลุงพงษ์รับคำอย่างรวดเร็ว
ฟ้าใสก้าวลงจากหลังกระบะด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ผายมือออกเพื่อรับมือของพิมดาว หญิงสาววางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างเต็มใจ นิ้วเรียวยาวของฟ้าใสกระชับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ราวกับจะบอกว่า...ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุบังเอิญ หากแต่เป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างมีความหมาย
พิมดาวเริ่มรับรู้ ถึงบางสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นถ้อยคำ แต่กลับส่งผ่านมาทางปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน และจริงใจ เธอเดินตามฟ้าใสไปอย่างเงียบๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยเสียงของความรู้สึกที่กำลังเติบโต ในจังหวะที่นิ้วของทั้งสองยังเกี่ยวกันอยู่ พิมดาวก็เริ่มเข้าใจ “ในความว่างเปล่าของความเงียบ...บางครั้งก็เต็มไปด้วยความหมายซ่อนเร้น”