อุบัติเหตุ​พรากความทรงจำของเธอไป... แต่"หัวใจ" กลับไม่เคยลืม เมื่อโชคชะตา​พาให้พบกันอีกครั้ง และเขายังคงมีคำถามที่เธอไม่เคยได้ยิน "เธอยังรักฉันอยู่ไหม แม้จะจำฉันไม่ได้เลย" กลิ่นกาแฟที่คุ้นเคยจะสามารถปลุกความรักที่เคยหลับใหลให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้งได้หรือไม่...

ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠 - EP 4. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม 💕 โดย วิน_ธรธร 📚🖋️ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,หญิง-หญิง,ไทย,ตลก,ยุคปัจจุบัน,พล็อตสร้างกระแส,รักข้างเดียว,รักโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,หญิง-หญิง,ไทย,ตลก,ยุคปัจจุบัน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,รักข้างเดียว,รักโรแมนติก

รายละเอียด

ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠 โดย วิน_ธรธร 📚🖋️ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

อุบัติเหตุ​พรากความทรงจำของเธอไป... แต่"หัวใจ" กลับไม่เคยลืม เมื่อโชคชะตา​พาให้พบกันอีกครั้ง และเขายังคงมีคำถามที่เธอไม่เคยได้ยิน "เธอยังรักฉันอยู่ไหม แม้จะจำฉันไม่ได้เลย" กลิ่นกาแฟที่คุ้นเคยจะสามารถปลุกความรักที่เคยหลับใหลให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้งได้หรือไม่...

ผู้แต่ง

วิน_ธรธร 📚🖋️

เรื่องย่อ

"พิมดาว" แอร์โฮสเตส​สาวผู้มีรอยยิ้มสดใส แต่เบื้องหลังนั้น​คือ​ช่อง​ว่าง​ใน​ความ​ทรง​จ​ำ​ที่เธอไม่อาจ​เติมเต็มจากอุบัติเหตุ​ในวัยรุ่นทำให้เธอสูญเสีย​ความ​ทรง​จ​ำ​ระยะสั้น​และลืมเลือนความรักครั้ง​สำคัญกับ "ฟ้าใส" หญิงสาวที่เคยเป็นทุกอย่างของเธอเมื่อครั้งเรียนอยู่ต่างประเทศ

"ฟ้าใส" เลือก​เดิน​จากไป​ในวันที่หัวใจ​แตกสลาย​ เพราะปัญหาครอบครัว​และธุรกิจ​กาแฟของทางบ้านบีบให้เธอต้องตัดสินใจจากลา แม้เธอจะจำเขา​ไม่ได้ แต่เขาไม่เคยลืมเธอ 

หลายปีผ่านไป.... โชค​ชะตานำพาให้ทั้งสอง​กลับมา​เจอกัน​อีกครั้งบนเที่ยวบินเดียวกัน 

"ฟ้าใส" ตัดสินใจ​ทำทุกวิถีทาง​เพื่อฟื้นคืนความรักที่เคยหายไป แม้เธอจะจำเขาไม่ได้เลยก็ตาม 

"ความรัก​ครั้ง​ใหม่" ​ที่​เริ่มต้น​จากความ​ทรง​จ​ำ​ที่​หายไป จะสามารถ​กลับมา​เบ่นบานได้อีกครั้งหรือไม่... เมื่อหัวใจ​ยังจำ แม้สมองจะลืมเลือน 🧠🩷

สารบัญ

ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠-EP 1. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว กลิ่นรักในอากาศ และเธอที่ฉันมอง 💘,ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠-EP 2. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว ฝนตก กาแฟขม และอารมณ์ที่เปลี่ยนความเหงา,ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠-EP 3. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว โรงคั่วกาแฟแห่งโชคชะตา ☕🍃,ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว 🌥️🌠-EP 4. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม 💕

เนื้อหา

EP 4. ฟ้าใส "หัวใจ" พิมดาว รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม 💕

EP.4 รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม 💕 

 

เช้าวันใหม่ในไร่ฟ้าใสเริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ เหนือยอดเขา เสียงนกร้องกับลมเย็นที่พัดผ่านต้นกาแฟซึ่งเรียงรายเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ราวกับธรรมชาติบรรจงจัดวางไว้ด้วยความรัก

ฟ้าใสในชุดทำงานเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอก กางเกงยีนส์ขาดนิดๆ ตรงหัวเข่า และรองเท้าบู๊ตเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนจากวันเวลาบนไร่ กำลังช่วยคนงานขนกล่องใส่เม็ดกาแฟเพื่อส่งต่อไปยังร้านคาเฟ่ต่างๆ ขณะที่เธอกำลังยกกล่องใหญ่ใบหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาช่วยประคองอีกด้านอย่างคล่องแคล่ว

“ดาวช่วยนะคะ พี่ฟ้า...” 

เสียงใสๆ ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใสจากพิมดาว หญิงสาวในชุดเอี้ยมยีนส์ที่ดูทะมัดทะแมงไม่แพ้ใคร ลักยิ้มเล็กๆ บนแก้มและแววตาเป็นประกายทำให้หัวใจของฟ้าใสรู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าอากาศยามเช้าเสียอีก

ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ พลางแซว “ไหวหรอ?”

“ไหวค่ะ ถึงสัดส่วนนางแบบ แต่ดาวแข็งแรงมากนะคะ!” 

พิมดาวพูดพลางเบ่งกล้ามแขนเล็กๆ ให้ดูอย่างภาคภูมิใจ ฟ้าใสยิ้มขำ แล้วชี้ไปยังกองกระสอบเม็ดกาแฟอีกกองใหญ่  

“จ้ะ...ถ้างั้นยกให้หมดกองนั้นเลยนะ”

“โห่...ถ้าเยอะขนาดนี้ ต้องขอเอ็นนาจี้ บูสๆ ก่อนเลยค่ะ!” 

“ได้เลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงกาแฟตลอดทั้งวันเลย!” 

ฟ้าใสตอบพลางหัวเราะเสียงใส เสียงหัวเราะของทั้งคู่กลมกลืนไปกับบรรยากาศยามเช้าในไร่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาความอบอุ่นทั้งสองก้าวขึ้นรถกระบะจี๊บสีเขียวเข้มที่ด้านหลังเต็มไปด้วยกล่องบรรจุใส่ถุงกาแฟ และกระสอบเมล็ดกาแฟสดใหม่ พร้อมลุงพงษ์กับชัยคนงานที่นั่งท้ายรถกระบะ 

บนถนนลูกรังที่คดเคี้ยวไปตามแนวเขา รถกระบะของไร่ฟ้าใสแล่นไปอย่างมั่นคง เสียงเครื่องยนต์ดังเป็นจังหวะ กลมกลืนไปกับเสียงล้อบดกับกรวดหิน ท่ามกลางทิวทัศน์ของไร่กาแฟที่ทอดยาวสุดสายตา ต้นกาแฟเรียงรายเป็นแถวบนเนินเขาเขียวขจี ให้ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ร้อนเกินไป

ภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของสองสาวที่นั่งเคียงกัน ฟ้าใสจับพวงมาลัยด้วยมือที่เปื้อนคราบดินเล็กน้อย ดวงตาเธอมองไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ แต่แอบเหลือบมองพิมดาวที่นั่งข้างๆ เป็นระยะ พิมดาวนั่งตัวตรง มือวางบนตัก มองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังเก็บภาพธรรมชาติไว้ในใจ

“เปิดเพลงได้นะ กดตรงนั้น” 

ฟ้าใสพูดพลางชี้ไปที่วิทยุตรงกลางคอนโซล

พิมดาวยิ้มให้ ก่อนเอื้อมมือไปกดตามที่ฟ้าใสบอก เสียงเพลงรักจังหวะนุ่มนวลดังขึ้นทันที ท่วงทำนองอบอุ่นแผ่วเบาเติมเต็มบรรยากาศในรถให้ละมุนยิ่งขึ้น

“เธอคือความรักที่ฉันตามหา...แม้ไม่รู้ว่าเราจะไปถึงปลายทางไหน 🎶

เสียงนักร้องหญิงคลอไปพร้อมกับสายลมอ่อนที่พัดผ่านหน้าต่าง ฟ้าใสเคาะปลายนิ้วบนพวงมาลัยตามจังหวะเพลง สีหน้าดูผ่อนคลายและอารมณ์ดี

“เพลงนี้พี่ชอบมากเลย ฟังแล้วเหมือนตัวเองขับรถอยู่ในหนังรักเลย” 

เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี พิมดาวหันมายิ้มตาหยี ดวงตาทอประกาย

“ถ้าเป็นหนังรัก... ดาวขอเป็นนางเอกนะคะ” 

ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ แวบหนึ่งก่อนปรายตามองเธอ 

“แล้วพี่ล่ะ...จะได้บทอะไร”

พิมดาวทำตาล้อเลียน ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบ

“ก็มีนางเอกสองคนไงคะ หนังรักเรื่องนี้...คงต้องโรแมนติกเป็นพิเศษหน่อย”

ฟ้าใสพยักหน้าอย่างเข้าใจ เสียงเพลงที่คลอเบาๆ เหมือนกลายเป็นเสียงประกอบหัวใจที่เต้นแรงเกินควบคุม เธอเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“นางเอกสองคน...ฟังดูดีมากเลย”

น้ำเสียงทุ้มอุ่นนั้นทำให้แก้มของพิมดาวร้อนผ่าว รีบหันหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่าง แต่รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนริมฝีปากก็ซ่อนเอาไว้ไม่ได้เลย พิมดาวยังคงหันหน้ามองวิวด้านนอก แต่ในอกกลับร้อนวูบวาบอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกเขินอายผสมความสุขเอ่อล้นจนแทบระบายไม่ออก ฟ้าใสเหลือบมองข้างเห็นปลายหูของพิมดาวขึ้นสีแดงเรื่อ เธออดยิ้มขำในใจไม่ได้ ก่อนแกล้งพูดเสียงเรียบ 

“ถ้าเป็นหนังโรแมนติก…อย่างนั้นก็คงต้องมีฉากจูบด้วยสิ”

พิมดาวสะดุ้ง เลิกลั่ก หันขวับมามองฟ้าใส ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีอีกครั้ง

“พี่ฟ้า! พูดอะไรออกมาคะ…”

เสียงเธอสั่นปนหัวเราะ ยกมือทั้งสองข้างปิดหูแก้เขิน ฟ้าใสหัวเราะ แววตาฉายความเอ็นดู

“ล้อเล่นค่า…แต่ถ้าเป็นหนังรักโรแมนติกจริงๆ มันก็ขาดฉากแบบนั้นไม่ได้นะ”

รถค่อยๆ แล่นผ่านเส้นทางคดโค้ง ก่อนทิวเขาที่ทอดตัวยาวจะเปลี่ยนเป็นภาพบ้านเรือน และร้านค้าของชุมชนในตัวเมืองเชียงใหม่ วิวภูเขายังโอบล้อมอยู่ไกลๆ กลายเป็นฉากหลังงดงามที่บอกว่าพวกเธอใกล้ถึงจุดหมายแล้วพิมดาวเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนเธอไม่กล้าหันไปสบตา แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบางๆ ที่บอกความสุขออกมาอย่างชัดเจน

ฟ้าใสปรายตามอง ก่อนจะกระชับมือบนพวงมาลัยแน่นขึ้น และพูดเสียงเบา ราวกับบอกความลับผ่านสายลม

“ไม่ว่าจะเป็นหนังรัก หรือนิยายโรแมนติก…พี่ก็อยากมีใครสักคนที่นั่งข้างกันแบบนี้ตลอดไป พี่จะได้ไม่เหงา”

เขาจีบฉัน...เขาจีบฉันจริงๆ! พิมดาวกรีดร้องอยู่ในใจ เสียงก้องดังกว่าท่วงทำนองของเพลงที่ยังคลออยู่ในรถ เธอดีใจเหลือเกิน สิ่งที่สัมผัสมาโดยตลอดไม่ใช่แค่ความคิดไปเอง ใบหน้าเธอร้อนวาบจนแทบละลาย พิมดาวเผลอยกมือขึ้นมาจิกหน้าขาตัวเองแน่น ราวกับต้องหาทางระบายความเขินที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก

ฟ้าใสเหลือบตามาเห็นท่าทางนั้นพอดี แววตาเต็มไปด้วยความขำและเอ็นดู เธอเอื้อมมือข้างหนึ่ง ที่ไม่ได้จับพวงมาลัยมาแตะหลังมือพิมดาวเบา ๆ

“อย่าจิกตัวเองสิ เดี๋ยวเจ็บนะคะ” 

เสียงทุ้มอุ่นนั่นดังใกล้หูเกินไป หัวใจพิมดาวแทบจะหยุดเต้น เธอชะงัก มือที่จิกต้นขาอยู่ถูกฟ้าใสจับคลายออกทีละน้อย ความอ่อนโยนในสัมผัสนั้นทำให้เธอแทบจะละลายหายไปกับเบาะรถ ก่อนจะเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาฟ้าใส สัมผัสอุ่นจากมือฟ้าใสยังคงกุมอยู่บนมือเธอ ความเงียบในรถถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจที่เต้นแรงรัวไม่เป็นจังหวะ ดวงตาสองคู่สะกดกันและกันให้หยุดนิ่ง ฟ้าใสค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าใกล้ขึ้นทุกวินาที จนพิมดาวรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่แตะผิวแก้ม โลกภายนอกเงียบลงทันตา มีเพียงเสียงเพลงรักที่แผ่วเบาเป็นฉากหลัง และแรงเต้นของหัวใจที่ดังก้องอยู่ในอก พิมดาวกลืนน้ำลาย ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกด แต่ปลายนิ้วกลับกำแน่นบนมือของฟ้าใสโดยไม่รู้ตัว

“จะ…จะจูบแล้วเหรอ?”

ความคิดนั้นดังขึ้นพร้อมกับแก้มที่ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ฟ้าใสหยุดระยะไว้ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ปลายจมูกแทบแตะกัน สายตาทอประกายอ่อนโยน ริมฝีปากเธอเผยอออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว หัวใจสั่นระรัวเหมือนจะหลุดออกมา

แต่ทันใดนั้น… 

“ดาว ถึงแล้ว”

เสียงของฟ้าใสดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดที่ต้นแขน พิม ดาวสะดุ้งเฮือก รีบลืมตา ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นฟ้าใสที่ยังจับพวงมาลัยขับรถตามปกติ หันมายิ้มละมุนราวกับไม่เคยทำอะไรเลย

“อ่าว...เอ๊ะ...เมื่อกี้? ฝันกลางวันเหรอเรา”  

พิมดาวอ้าปากค้าง หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกฮือ นี่มันแค่ฝันกลางวันของเราหรอกเหรอ! เธอยกมือปิดหน้าแน่น ก้มตัวงุดๆ ด้วยความอายสุดขีด ใจหนึ่งก็โล่งที่ไม่มีอะไรโป๊ะแตก อีกใจก็อดแอบเสียดายไม่ได้ ฟ้าใสขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นพิมดาวทำตัวแปลกๆ ก็หัวเราะเบา ๆ                 

“ทำไมจู่ๆ หน้าแดงแบบนั้นล่ะ”

“ปะ...ปะเปล่าค่ะ!” 

พิมดาวรีบโบกมือปฏิเสธ แต่ในใจกลับกรีดร้องลั่น โอ๊ยยย ทำไมเราต้องคิดอะไรบ้าๆ แบบนั้นด้วยนะ! เค้าจีบเราจริงหรือเราเพ้อไปเองก็ไม่รู้แล้วฟ้าใสเปิดประตูรถก่อน พิมดาวตามลงมา ขณะที่ลุงพงษ์กับชัยช่วยกันทยอยยกลังกาแฟเข้าทางหลังร้าน ทั้งคู่ก้าวเข้าไปภายในร้านกาแฟ กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นลอยมาต้อนรับทันที 

ภายในร้านกาแฟขนาดกลางที่ตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงไฟวอร์มไลต์อันอบอุ่น ฟ้าใสกับพิมดาวยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ เจ้าของร้านหนุ่มรีบวิ่งมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความดีใจ

“วันนี้ถือว่าผมโชคดีมากเลยนะครับ ได้เจอคุณฟ้า”

ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ ตอบน้ำเสียงเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม

“ไม่ขนาดนั้นมั้งคะ คุณวีเป็นลูกค้า ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นอีก ก่อนจะขยับตัวใกล้ฟ้าใส

“ถ้าคุณฟ้ามาส่งทุกวัน ผมยอมเหมากาแฟทั้งโกดังเลยครับ”

พิมดาวเธอแอบเบือนหน้าหนีจากบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ แสร้งทำเป็นสนใจโคมไฟดีไซน์เก๋ที่ห้อยอยู่เหนือเคาน์เตอร์ และภาพวาดสีน้ำของไร่กาแฟที่แขวนเรียงรายบนผนัง แต่สายตาก็ยังแอบเหลือบมองฟ้าใสอยู่เป็นระยะ เธอแอบเบ้หน้าในใจอย่างอดไม่ได้ “แหวะ” เธอคิด แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นฟ้าใสยิ้มตอบกลับอย่างใจเย็น ราวกับไม่สะทกสะท้านกับความพยายามจีบของเขาเลยแม้แต่น้อย

บรรยากาศเริ่มจะเอียงไปในทางที่พิมดาวรู้สึกว่าเกินพอดี เธอจึงตัดสินใจเบี่ยงบทสนทนาอย่างนุ่มนวล เสียงของเธอแผ่วเบาแต่มั่นคง

“แล้วทำไมคุณถึงเลือกเมล็ดกาแฟของฟ้าใสรีสอร์ทล่ะคะ”

คำถามนั้นเหมือนเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้โชว์ตัวตน เขายืดตัวเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

“จริงๆ ก็เริ่มจากวันนั้นครับ…วันที่ผมได้เจอคุณฟ้าครั้งแรก ตอนที่คุณฟ้าลงแข่งบาริสต้า”

พิมดาวพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจตามมารยาท แต่สายตาก็ยังแอบหันไปทางฟ้าใสเป็นพักๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยา

“ตอนนั้น…” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ผมไม่เพียงแต่ประทับใจในรสชาติของกาแฟ แต่ยังชื่นชมในความสวย ความทะมัดทะแมง แล้วก็ความรู้ แน่นๆ ของคุณฟ้าเลยมั่นใจครับ ว่าถ้าใช้เมล็ดกาแฟจากไร่ของคุณ รับรองลูกค้าต้องติดใจแน่”

คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้ฟ้าใสยกมือขึ้นลูบหลังคอเล็กน้อย เธอยิ้มสุภาพ แต่ไม่ได้ตอบอะไรทันที แววตาของเธอสงบนิ่ง แต่มีประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออกพิมดาวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ เผลอทำปากยู่โดยไม่รู้ตัว รู้สึกทั้งขัดใจและขำในเวลาเดียวกัน

“ฟ้าขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบไปส่งกาแฟอีกหลายร้าน”

ฟ้าใสพูดพลางหันมาคว้ามือพิมดาวอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวยึดแน่นราวกับต้องการหลบหนีจากบรรยากาศที่เริ่มอึดอัด เธอพาพิมดาวเดินออกจากร้านไปด้วยจังหวะเร่งรีบ ชายหนุ่มที่ยังยืนอยู่กลางร้านชะงักไปเล็กน้อย เขายกมือค้างไว้เหมือนจะกล่าวลา แต่ก็ต้องลดมือลงอย่างเก้อเขิน สายตาเขามองตามแผ่นหลังของทั้งสองที่กำลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเขาไว้ท่ามกลางกลิ่นกาแฟและความเงียบที่แผ่ซ่าน

พิมดาวเหลือบมองมือที่ประสานกันแน่นของเธอกับฟ้าใส แอบยิ้มอย่างมีความสุขในใจ เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังเบา ๆ เมื่อประตูถูกผลักออก ราวกับเป็นสัญญาณปิดฉากบทสนทนาอันไม่พึงใจนั้นอย่างสมบูรณ์

เสียงเครื่องยนต์ของกระบะดับลงตรงหน้าร้านกาแฟและเบเกอรี่แห่งที่สองที่ตั้งอยู่ริมถนนสายชนบท บรรยากาศรอบร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมอบใหม่ๆ หอมกลิ่นนมเนยและแป้งสาลีที่เพิ่งออกจากเตา ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในเมืองเล็กๆ ของยุโรป

ร้านตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น และกระถางดอกไม้ริมหน้าต่าง เจ้าของร้านเป็นสาวทอมหน้าละมุน ผิวขาวอมชมพู ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนที่ดูเข้ากับผ้ากันเปื้อนลายสก๊อต เธอกำลังใส่ถุงมือแล้วดึงถาดขนมปังออกจากเตาอบ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วร้านเมื่อเห็นฟ้าใสเดินเข้ามา เจ้าของร้านหันมายิ้มทักด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย เสียงของเธออ่อนโยนราวกับกลิ่นขนมอบที่ลอยอยู่ในอากาศ

“อ้าว สวัสดีค่ะคุณฟ้า…วันนี้มาส่งกาแฟเองเลยเหรอคะ”

เสียงทักทายอ่อนละมุนออกจากริมฝีปาก คลอไปกับกลิ่นหอมของขนมอบ แต่สำหรับพิมดาวที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับฟังแล้วหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“คนงานไม่สบายค่ะ วันนี้เลยมาส่งเอง” 

“อ๋อ...งั้นระหว่างรอ ทานขนมก่อนนะคะ พึ่งอบเสร็จเลย”

สาวทอมเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอถอดถุงมือกันเปื้อนออก ก่อนจะหยิบถาดขนมจากเคาน์เตอร์ด้านในมาวางบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ที่จัดไว้สำหรับลูกค้า

ขนมเบเกอรี่ที่เธอคลีบออกมานั้นดูน่ากิน แต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างประณีต ด้านหน้าทาแยมสตรอว์เบอร์รี่เยิ้มๆ สีแดงสดตัดกับไวท์ช็อกโกแลตที่หลอมเป็นรูปหัวใจสีขาวตรงกลาง สอดไส้มาร์ชเมลโลว์นุ่มฟูที่ดูละลายในปากตั้งแต่ยังไม่ทันได้ชิมข้างๆ กันคือขนมพายรูปหัวใจอีกชิ้น สอดไส้สตรอว์เบอร์รี่หอมหวาน แป้งพายกรอบสีทองอ่อนมีรอยแตกเล็กน้อยจากความร้อนของเตาอบ กลิ่นหอมของเนยและผลไม้ลอยฟุ้งไปทั่วร้าน ผสมกับกลิ่นกาแฟที่กำลังชงอยู่ด้านหลัง 

“ลองชิมค่ะ เมนูใหม่เลย”

สาวทอมเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงละมุนขณะวางถาดขนมลงบนโต๊ะไม้กลมเล็กๆ ที่จัดไว้ริมหน้าต่าง เธอถอดถุงมือกันเปื้อนออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนแนะนำขนมทีละชิ้น

“ไวท์ช็อกข้างในเป็นใส้มาร์ชเมลโลว์รูปหัวใจ แล้วก็อันนี้...ขนมพายสอดไส้สตรอว์เบอร์รี่รูปหัวใจค่ะ”

ขนมแต่ละชิ้น ทั้งไวท์ช็อกโกแลตและพายกรอบล้วนแต่เป็นรูปหัวใจ สีขาวของช็อกโกแลตตัดกับแยมสตรอว์เบอร์รี่เยิ้มๆ ที่ไหลออกมานิดๆ ดูน่ากินจนแทบอดใจไม่ไหว กลิ่นหอมของขนมอบผสมกับกลิ่นกาแฟที่ลอยอยู่ในร้านทำให้บรรยากาศอบอุ่นราวกับเช้าวันอาทิตย์ในเมืองเล็กๆ

ฟ้าใสมองขนมตรงหน้า ใบหน้าของเธอมีแววประหม่าเล็กน้อย ส่วนพิมดาวที่อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกนอยๆ ปนอาการหวงที่เพิ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่ทันตั้งตัว สาวทอมยิ้มให้ฟ้าใสอีกครั้ง คราวนี้แววตาเธออ่อนโยนจนพิมดาวรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวอุ่นขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เธอหันไปมองฟ้าใสที่กำลังยิ้มตอบกลับอย่างสุภาพ แต่ไม่พูดอะไร รอยยิ้มของฟ้าใสดูนิ่งสงบ แต่ก็ทำให้พิมดาวรู้สึกไม่สบายใจ

“สั่งกาแฟได้ไหมคะ”

พิมดาวพูดขึ้นทันที ราวกับต้องการตัดบทสนทนาและบรรยากาศหวาน ๆ ตรงหน้าเจ้าของร้านสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงละมุนไม่แพ้กลิ่นขนมอบ

“ได้ค่ะ”

“เอาอเมริกาโนเย็นค่ะ” 

พิมดาวพูดเสียงเรียบ

“ความหวานเท่าไหร่คะ หวานปกติ หวานน้อย…”

“ไม่หวานเลยค่ะ” 

พิมดาวตอบทันควัน น้ำเสียงเย็นเฉียบ 

“น้ำเชื่อมศูนย์เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องใส่อะไรเพิ่มค่ะ”

เหมือนอุณหภูมิในร้านลดลงเล็กน้อย ทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังทำงานตามปกติ ฟ้าใสหันมามองพิมดาวเล็กน้อย สีหน้าเหมือนจะถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา พิมดาวหน้านิ่ง เธอไม่ได้หงุดหงิดกับกาแฟ ไม่ได้ไม่ชอบหวาน ไม่ใช่เพราะกาแฟ แต่เพราะสายตาของทอมหล่อที่ส่งยิ้มเยิ้มให้ฟ้าใสต่างหาก

พิมดาวเบือนสายตาออกจากทอมหน้าละมุน หันไปมองขนมพายที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะแทน แม้จะพยายามทำเป็นสนใจของหวาน แต่ความรู้สึกในอกกลับกระเพื่อมทุกครั้งที่เห็นเจ้าของร้านส่งรอยยิ้มหวังดีให้ฟ้าใส

ฟ้าใสเหมือนไม่ได้สังเกตอะไร เธอหยิบช้อนขึ้นมาตักพายคำเล็กอย่างใจเย็น ทอมสาวยังคงยิ้มมองอย่างมีความหวัง แต่แล้วทิศทางช้อนกลับหันมาหยุดตรงหน้าพิมดาว

“ลองหน่อยสิ น่าอร่อยนะ” 

ฟ้าใสเอ่ยเรียบง่าย ดวงตาคล้ายซ่อนรอยยิ้มบางๆ พิมดาวชะงัก ก่อนยอมอ้าปากรับขนมที่ถูกป้อนให้รสหวานละมุนแทรกซึมเข้ามาในปลายลิ้น แต่สิ่งที่ทำให้ใจเธอกลมกล่อมกว่าเดิม คือสายตาของฟ้าใสที่มองมา

เธอเคี้ยวช้าๆ พลางหันไปยิ้มอวดกับเจ้าของร้าน

“ขนมอร่อย…กลมกล่อม…หวานกำลังดีเลยค่ะ” 

เสียงเน้นย้ำคำว่า หวาน ตามด้วยการพริ้มตาเล็กน้อยราวกับจะยืนยันรสชาติ ฟ้าใสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ขณะที่เจ้าของร้านทอมนั้นถึงกับชะงัก ดวงตาฉายแววทั้งงุนงง ทั้งน้อยใจอยู่ในที ไหนเมื่อกี้เธอบอกว่าไม่ชอบหวาน? ตกลงว่าเธอไม่พอใจรสชาติ…หรือไม่พอใจ ใคร กันแน่

หลังจากชิมขนมและเผลออวดไปแล้ว ทั้งคู่ก็ออกมาจากร้านพร้อมกับกลิ่นขนมอบหอม ๆ ลุงพงษ์กับชัยคนงานกำลังขึ้นท้ายรถพอดี ฟ้าใสเดินเคียงข้างพิมดาวออกมาที่หน้าร้าน เสียงรองเท้ากระทบพื้นฟุตบาท พิมดาวพยายามทำเป็นไม่พูดอะไร แต่แก้มกลับร้อนผ่าวจนต้องหลบตา ฟ้าใสปรายตามอง ก่อนยกยิ้มมุมปากเหมือนรู้อะไรบางอย่าง

“เมื่อกี้…ใครบอกไม่ชอบหวานน้า?”

พิมดาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันกลับมาตอบเสียงแข็งปนเขิน

“ก็จริงค่ะ…ดาวไม่ชอบอะไรหวานๆ” 

เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเม้มปากพูดต่อเสียงเบากว่าเดิม

“โดยเฉพาะ…คนที่ชอบหยอดคำหวาน”

ฟ้าใสหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเป็นประกาย ก่อนก้มลงกระซิบใกล้หู

“แง่...งั้นพี่ก็แย่น่ะสิ”

พิมดาวชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบกลบเสียงรถที่แล่นผ่าน รีบเบือนหน้าเดินนำไปข้างหน้าอย่างเอาแต่ใจ

“ดาวพูดเรื่องจริงนะคะ…”

ฟ้าใสยิ้มตาม มองแผ่นหลังพิมดาวด้วยแววตาอุ่นละมุน แอบคิดในใจว่า…คำปฏิเสธนั้น อาจเป็นเพียงเกราะบางๆ ที่เธอพยายามใช้ซ่อนความหวงที่เธอเองยังไม่ยอมรับ

พิมดาวแก้มแดงจัดจนไม่อาจซ่อนรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาได้ เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลังรถกระบะ ลุงพงษ์ที่กำลังปิดประตูท้ายรถกับชัยคนงานหันมามอง แล้วสบตาอย่างรู้ทัน

“โด๊ะ...หวานกว่าขนมในร้านก็ป๋อหลวงบ้านไร่เฮาเนี่ย”

ลุงพงษ์พูดพลางหัวเราะเบา ๆ

“แบบนี้ไม่ต้องใส่น้ำตาลก็หวานได้!”

ชัยคนงานอีกคนยิ้มกว้างก่อนแซวตาม

บรรยากาศหน้าร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมและรอยยิ้มที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก ทุกคนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ชัดเจน 

ทุกครั้งที่รถกระบะแล่นไปจอดหน้าร้านต่างๆ เหตุการณ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก หนุ่มเจ้าของร้านคาเฟ่ต่างพร้อมใจกันหยิบ “ขนมจีบ” คนละลูกมาวางตรงหน้าฟ้าใส คนหนึ่งเอ่ยชมความรู้เรื่องกาแฟ อีกคนยื่นขนมฝีมือมาให้ชิม อีกคนถึงกับเสนอจะซื้อกาแฟทั้งโกดังถ้าได้เจอเธอทุกวัน

พิมดาวได้แต่คอยมอง และไม่เคยเต็มใจจะอยู่ในฉากนี้ หัวใจเธอทั้งหมั่นไส้ ทั้งหวง ทั้งแอบไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำได้เพียงเบือนสายตาเก็บอาการ แม้จะไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่เห็นฟ้าใสถูกมองด้วยสายตาพิเศษ

และครั้งนี้ก็เช่นกัน...

เมื่อมาถึงจุดหมายสุดท้ายของวัน พิมดาวได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าโรงคั่วกาแฟเล็กๆ ท่ามกลางแสงของยามเย็นที่ทอดผ่านยอดไม้ สาวเหนือหน้าหวาน ผิวขาวเนียน ผมดำยาวสลวย สวมผ้าซิ่นลายพื้นเมืองกับเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายสีอ่อน เธอยิ้มให้ฟ้าใสอย่างอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายแบบที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ซ่อนอยู่

หญิงสาวโบกมือต้อนรับฟ้าใสด้วยท่าทีอบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับรู้จักกันมานาน 

พิมดาวยืนอยู่ข้างรถกระบะ มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ ก่อนตัดสินใจปฏิเสธการเข้าไปข้างใน เธอเดินไปยืนรอบริเวณด้านหน้าโรงคั่วกาแฟแทน ปล่อยให้ฟ้าใสเข้าไปจัดการเรื่องกาแฟกับเจ้าของไร่สาวน้อยคนนั้น

ฟ้าใสยิ้มตอบอย่างสุภาพ พลางยื่นมือไปรับถุงตัวอย่างเมล็ดกาแฟเล็กๆ ที่สาวน้อยส่งให้ ทั้งคู่คุยกันเรื่องรสชาติและวิธีคั่วด้วยบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และน่ามองอย่างบอกไม่ถูก

พิมดาวมองภาพจากระยะไกล เห็นความสนิทสนมที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย เธอกุมขมับตัวเองเบาๆ ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เธอยืนกอดอก มองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นเฉดส้มอมชมพูในยามเย็น ลมเย็นพัดผ่านใบไม้รอบตัว เสียงนกร้องเบาๆ คล้ายจะปลอบใจ ในใจเธอไม่ได้โกรธ ไม่ได้หงุดหงิด...แต่กลับรู้สึกวูบๆ อย่างบอกไม่ถูก

บางที...มันอาจไม่ใช่ความหวงแบบเด็กๆ แต่เป็นความรู้สึกที่ต้องยอมรับว่า...เธอไม่อยากให้ใครมาอยู่ในสายตาของฟ้าใสแทนที่เธอ

“ลุงพงษ์คะ มีอะไรให้หนูช่วยอีกไหม”

พิมดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เธอเดินเข้าไปใกล้โรงคั่วกาแฟอย่างมีมาด ราวกับกำลังหาข้ออ้างเพื่อเข้าไปใกล้ฟ้าใสอีกครั้ง ลุงพงษ์หันมามองก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความเสียดาย

“บ่มีแล้วครับ เม็ดกาแฟรอบสุดท้าย ผมกับชัยยกขึ้นท้ายกระบะเรียบร้อยแล้วครับ”

คำตอบนั้นทำให้พิมดาวผิดหวัง เธอพยักหน้าเบาๆ แต่ก่อนที่ลุงพงษ์จะเดินจากไป เธอก็ตัดสินใจถามขึ้นด้วยความลังเลที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียง

“ลุงพงษ์คะ...ถามอะไรหน่อยได้ไหม คือหนูอยากรู้ว่า นอกจากเรื่องกาแฟ คุณฟ้าของลุงพงษ์สนใจอย่างอื่น                      ไหมคะ”

ลุงพงษ์ทำหน้างงๆ กับคำถามที่ดูจะไม่ชัดเจน เขาเกาหัวแกรกๆ อย่างใช้ความคิด พิมดาวรีบเสริมด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย

“หนูหมายถึงอะไรพิเศษ...หรือคนพิเศษ ที่นอกเหนือจากเรื่องกาแฟค่ะ”

“อ๋อออ...ไม่มีนะครับ”

ลุงพงษ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาคำตอบนั้นทำให้พิมดาวรู้สึกทั้งโล่งใจและสิ้นหวังในคราวเดียวกัน เหมือนหัวใจถูกปลอบโยนแล้วก็สะกิดให้เจ็บในเวลาเดียวกัน...แต่แล้ว...

“แต่ว่า...” 

ลุงพงษ์อุทานขึ้น พร้อมยิ้มที่มอบประกายความหวังให้พิมดาวอีกครั้ง

“ผมหัน...” 

เสียงนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่น ทว่าภาษาถิ่นเหนือที่ลุงใช้กลับเป็นปริศนาสำหรับหญิงสาว

“หัน ...ซ้าย หรือขวาคะ?” 

พิมดาวเอียงคอมองซ้ายขวาอย่างงุนงง ความหมายที่เธอเข้าใจกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

“บ่อใช่ครับ ผมหมายถึงว่า...หารร หารรร คับ” 

ลุงพงษ์พยายามเปลี่ยนมาใช้ภาษากลาง แม้จะไม่ถนัดนัก

“หาร? หารแบบคนละครึ่งเหรอคะ?” 

เธอยังคงไม่เข้าใจ ชัยที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะเข้ามาช่วยไขความกระจ่าง

“เคาะลุง อู้อย่างใดก่ออู้บ่อฮู้เรื่อง เปิ้ลฮ็อง เห็น!”

คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าแลบกลางใจพิมดาว เธอถึงบางอ้อทันที

“นะ...นะ...เห็น ผมเพิ่งเคยเห็น...คุณฟ้ามีความสุข ยิ้มนัก ไคร่หัว ฮ่องเพลง ก่อวันนี้ครับ”

คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่ร้อนรนของพิมดาวเย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้พลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจเธอ ความตื้นตันที่ไม่ต้องการคำอธิบายลุงพงษ์มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความซื่อๆ

“อย่างอี้...เปิ้ลฮ่องพิเศษเกาะคับ”

พิมดาวยิ้มบางๆ แต่ในใจกลับสั่นไหว เธอยืนอยู่ใต้แสงแดดอ่อนยามเสียงสายลมพัดใบไม้ไหวคล้ายจะกระซิบอะไรบางอย่างให้หัวใจเธอรับรู้

ภาพบนรถกระบะเมื่อเช้านี้ย้อนกลับมาในความคิด ฟ้าใสนั่งข้างเธอ มือข้างหนึ่งวางบนพวงมาลัย อีกข้างวางใกล้ๆ เธอจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้า จังหวะหันมายิ้มให้เธอขณะที่รถแล่นผ่านทุ่งดอกไม้ริมทาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกที่ยังคงก้องอยู่ในใจเธอ

“ไม่ว่าจะเป็นหนังรัก หรือนิยายโรแมนติก…พี่ก็อยากมีใครสักคนที่นั่งข้างกันแบบนี้ตลอดไป พี่จะได้ไม่เหงา”

คำพูดนั้นไม่ใช่แค่ถ้อยคำธรรมดา แต่มันเหมือนสายลมที่พัดผ่านใจเธออย่างแผ่วเบา แต่ทิ้งร่องรอยจนเธอไม่อาจลืม รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะหัวใจเธอกำลังมีความหวัง

เธอหันไปมองฟ้าใสที่ยังคงพูดคุยกับหญิงสาวชาวเหนือ แต่ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไป เธอหัวเราะกับลุงพงษ์ ยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างอารมณ์ดี บางที...สิ่งที่เธอเห็นในสายตาของฟ้าใสวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ความสุขจากกาแฟ แต่อาจเป็นความสุข...ที่มีเธออยู่ในนั้นด้วยนั่นเอง 

แสงยามเย็น และเสียงหัวใจ 

แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ ลาลับไปทางขอบฟ้า สีส้มอมทองของพระอาทิตย์คลี่ตัวทาบทาไปทั่วท้องฟ้า ก้อนเมฆลอยเรียงราวกับกำลังถูกย้อมด้วยพู่กันของธรรมชาติ อากาศยามเย็นพัดผ่านเบาๆ ให้ความรู้สึกทั้งสดชื่นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ฟ้าใสชวนพิมดาวย้ายไปนั่งที่หลังกระบะ ปล่อยให้ลมเย็นย่ำเย็นพัดผ่านผมสลวยของทั้งคู่ เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่สายลมแรงเกินไปจนทำให้ปอยผมของฟ้าใสฟาดแก้มเธอ พิมดาวแกล้งเอื้อมมือไปจัดให้ แต่จริงๆ แล้วแค่หาข้ออ้างจะได้ใกล้ชิดมากกว่าเดิม 

“เป็นยังไงบ้างวันนี้” 

ฟ้าใสถาม ขณะสายลมยังพัดพลิ้วผ่านท้ายกระบะ

“ก็สนุกดีค่ะ ได้รู้จักคาเฟ่ใหม่ๆ เอาไว้ลงไอจีเยอะเลย” 

พิมดาวตอบพลางหันมายิ้ม ก่อนแกล้งทำเสียงออดอ้อน 

“แต่…ขอส่วนลดด้วยนะคะ”

“ได้สิ”

“ล้อเล่นค่ะ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ดาวได้รู้แล้วว่า...เจ้าของไร่ฟ้าใสเสน่ห์แรงมากกกก”

“อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ค่ะ…สวย รวย เก่ง แถมโสดดดมากกกก”  

เธอตะโกนดังขึ้นคล้ายประกาศให้คนข้างๆรับรู้เป็นพิเศษ

“โสด…จริงอ่ะ?”

พิมดาวเอียงคอถามย้ำ น้ำเสียงเจือความไม่เชื่อ ฟ้าใสพยักหน้าหนักแน่น ดวงตาวิบวับ 

“จริง จริ๊งงง”

พิมดาวหัวเราะตาม ก่อนจะย้ำอีกครั้งเหมือนอยากหาคำยืนยันเพิ่มขึ้นไปอีก ท่าทางกวนๆ ของเธอกลับทำให้ฟ้าใสหัวเราะไม่หยุด หัวใจของพิมดาวพลันอบอุ่นขึ้น เธออดยิ้มเขินไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงมีสิทธิ์ให้เธอลุ้นบ้างสินะ ความคิดแวบเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เธอซ่อนเอาไว้ด้วยการเบือนหน้ามองออกไปด้านหน้ารถ  ทว่าความสงสัยกลับแทรกขึ้นมาแทนที่เมื่อเธอสังเกตเส้นทางด้านนอก

“เอ๊ะ…เหมือนทางนี้ไม่ใช่เส้นเดิมตอนมานี่คะ”

ฟ้าใสหันมายิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายอบอุ่น 

“ใช่ค่ะ…พี่ให้ลุงพงษ์พากลับอีกทาง”

พิมดาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ สายลมแรงขึ้นจนปอยผมของฟ้าใสสะบัดมาตีแก้มเธอแทน คราวนี้พิมดาวหัวเราะคิกแล้วเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ

“ดาวมัดผมให้พี่นะคะ จะได้ไม่ปลิวอีก” 

ฟ้าใสพยักหน้ายอมอย่างโดยดี เธอหันหลังให้พิมดาวช่วยมัดผม พิมดาวค่อยๆ ถักเปียหลวมๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม เธอเผลอยิ้มออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แม้ผ่านวันเหน็ดเหนื่อยก็ยังชวนหลงใหล

“พี่ฟ้าผมสวยจัง… แถมยังหอมด้วย”

“เหงื่อออกทั้งวันยังหอมอยู่เหรอ

ฟ้าใสถามอย่างเขินๆ

“หอมคะ”

พิมดาวตอบพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศยิ่งอบอุ่น

แต่แล้ว...เสียงเบรกดังเอี๊ยดขึ้นอย่างกะทันหัน รถทั้งคันสะดุดหยุดนิ่งในจังหวะที่ไม่มีใครทันตั้งตัว

แรงสะเทือนจากการเบรกกะทันหันทำให้แผ่นหลังของฟ้าใสกระแทกเข้ากับเนินอกของพิมดาวอย่างจัง ราวกับโชคชะตาจงใจให้เธอได้ซบในอ้อมอกนั้น เส้นผมของเธอลอยแตะปลายจมูกของพิมดาวในระยะประชิด หนำซ้ำแก้มเนียนของทั้งคู่ยังเฉียดกระทบกันความอุ่นวาบจากผิวสัมผัสเพียงเสี้ยววินาที กลับทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงในจังหวะเดียวกัน

พิมดาวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะหลบลงมองใบหน้าของฟ้าใสที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ใกล้เสียจนลมหายใจแทบจะผสานกัน ดวงตากลมโตสบกับสายตาอ่อนโยนของพิมดาวที่กำลังสั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำ

“พี่ขอโทษ...”

เสียงของฟ้าใสเบาราวกระซิบ แต่กลับสะเทือนถึงหัวใจ พิมดาวไม่ตอบในทันที เธอเพียงยิ้ม ก่อนจะคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย

“พี่ฟ้าเป็นอะไรไหมคะ?”

พิมดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความรู้สึกของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่คำถามนั้น หากแต่อยู่ในอ้อมแขนที่ยังโอบกอดฟ้าใสไว้ ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หลุดลอยไป ความเงียบระหว่างสองคนไม่ได้อึดอัดเลยแม้แต่น้อย กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำ แต่เป็นช่วงเวลาที่หัวใจพูดแทนคำพูด

.....แต่แล้วเสียงบุคคลที่สามกลับแทรกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“คุณฟ้า...รถยางแตกครับ!”

เสียงของลุงพงษ์ดังขึ้นอย่างตกใจ ทำให้ฟ้าใสกับพิมดาวสะดุ้งพร้อมกัน ราวกับถูกปลุกจากห้วงความรู้สึกที่เพิ่งก่อตัวทั้งสองผละออกจากกันอย่างเก้อเขิน พิมดาวรีบหลบสายตา ขณะที่ฟ้าใสยกมือขึ้นลูบผมตัวเองเบา ๆ ราวกับจะกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ยังอุ่นอยู่บนแก้ม

ฟ้าใสหันไปมองเบื้องหน้า เมื่อเห็นอ่างเก็บน้ำทอดตัวอยู่ไม่ไกล เธอหันไปบอกลุงพงษ์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แต่แฝงด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ ที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากอะไร

“งั้นฟ้าเดินไปก่อนนะคะ ลุงช่วยจัดการเรื่องรถให้เรียบร้อย แล้วค่อยไปรับที่นั่นก็ได้ค่ะ”

“ครับคุณฟ้า”

ลุงพงษ์รับคำอย่างรวดเร็ว

ฟ้าใสก้าวลงจากหลังกระบะด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว ก่อนจะหันกลับมา ผายมือออกเพื่อรับมือของพิมดาว หญิงสาววางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างเต็มใจ นิ้วเรียวยาวของฟ้าใสกระชับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ราวกับจะบอกว่า...ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุบังเอิญ หากแต่เป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างมีความหมาย

พิมดาวเริ่มรับรู้ ถึงบางสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นถ้อยคำ แต่กลับส่งผ่านมาทางปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน และจริงใจ เธอเดินตามฟ้าใสไปอย่างเงียบๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยเสียงของความรู้สึกที่กำลังเติบโต ในจังหวะที่นิ้วของทั้งสองยังเกี่ยวกันอยู่ พิมดาวก็เริ่มเข้าใจ “ในความว่างเปล่าของความเงียบ...บางครั้งก็เต็มไปด้วยความหมายซ่อนเร้น”