"สี่ปีที่หายไป... 'ญาดา' คิดว่าเธอสามารถเลี้ยงดู 'หนูเบญ' ลูกสาวตัวน้อยได้ด้วยความรักทั้งหมดที่มี โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องสิ่งใดจากผู้เป็นพ่อ แต่ชะตากลับพา 'ภาณิน' นักธุรกิจหนุ่มผู้เย็นชาและทรงอิทธิพลกลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง เมื่อสายตาคมคู่โตบกสบเข้ากับเด็กหญิงตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงที่ถูกซ่อนไว้จึงไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป ในเมื่อเธอคือดวงใจ... และลูกคือสายใยที่พันธนาการเขาไว้ ต่อให้ต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อไถ่โทษ เขาจะไม่มีวันยอมเสียพวกเธอไปอีกแน่นอน!"
รัก,ดราม่า,ชาย-หญิง,ครอบครัว,ไทย,แอบรัก,แอบรักรุ่นพี่,ความรัก,ความรักผู้ใหญ่,ความรักเติบโตเร็ว,รัก,รักข้างเดียว,รักเดียวใจเดียว,รักเมีย,รักแรกพบ,รักโรแมนติก,รักโรแมนติก แก้แค้น ดราม่า,รักดราม่า,รักโรแมนซ์,รักโรแมนติด,โรแมนติก,โรมานซ์,หึงเมีย,หึงหวงเก่ง,หึงแรง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สายใยรักซ่อนดวงใจ"สี่ปีที่หายไป... 'ญาดา' คิดว่าเธอสามารถเลี้ยงดู 'หนูเบญ' ลูกสาวตัวน้อยได้ด้วยความรักทั้งหมดที่มี โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องสิ่งใดจากผู้เป็นพ่อ แต่ชะตากลับพา 'ภาณิน' นักธุรกิจหนุ่มผู้เย็นชาและทรงอิทธิพลกลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง เมื่อสายตาคมคู่โตบกสบเข้ากับเด็กหญิงตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงที่ถูกซ่อนไว้จึงไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป ในเมื่อเธอคือดวงใจ... และลูกคือสายใยที่พันธนาการเขาไว้ ต่อให้ต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อไถ่โทษ เขาจะไม่มีวันยอมเสียพวกเธอไปอีกแน่นอน!"
"เด็กคนนี้... ลูกใคร?" น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องขึ้นจากด้านหลัง หยุดก้าวเท้าของ ญาดา ให้ชะงักนิ่ง หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังจนมือที่ประคองอุ้ม หนูเบญ ไว้สั่นเทา
สี่ปีเต็มที่หนีไปไกลถึงต่างแดน แต่ทันทีที่ก้าวเท้ากลับมาเหยียบแผ่นดินไทย ชะตากรรมกลับเหวี่ยง ภาณิน ให้พุ่งตรงเข้ามาปะทะหน้าเธออีกครั้ง
"หนูเบญเป็นลูกของฉันคนเดียวค่ะ" หญิงสาวกอดลูกแน่น เค้นเสียงเรียบตึง
ทว่าสายตาคมกริบของร่างสูงกลับไม่ได้โฟกัสที่เธอ... เขากำลังจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหญิงวัยสามขวบด้วยสายตาตื่นตะลึง ภาณินเค่นหัวเราะในลำคอ ย่อตัวลงมองเด็กน้อยใกล้ๆ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบตาญาดาด้วยความกดดัน
"ทำไมหน้าตา... ถึงได้เหมือนฉันขนาดนี้" เขาเค่นถามเสียงพร่า
"มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ ถอยออกไปนะ!"
"ถ้าไม่เกี่ยว แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงถอดแบบฉันมาไม่มีผิดเพี้ยน!" ภาณินกัดฟันแน่น "เธอแน่ใจนะ... ว่ากล้าสาบานว่าแกไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน!"
บรรยากาศงานแต่งงานของ ปทิตตา เพื่อนรักในกลุ่ม อบอวลไปด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงเพลงคลาสสิกแสนหวาน ญาดา ในชุดราตรีสีชมพูพาสเทลตัวเล็กร่างบางสมส่วน ดูสวยสะพรั่งโดดเด่นจนสายตาหลายคู่ในงานต่างต้องเหลียวมอง เธอยิ้มรับคำทักทายของเพื่อนฝูงด้วยความตื้นตัน ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับเต้นระทึกไม่เป็นจังหวะเมื่อสายตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็น ภาณิน ชายหนุ่มตี๋ ร่างสูงสง่าในชุดสูทตัดเย็บประณีต ผิวขาวออร่าสมฐานะลูกชายเจ้าของโรงแรมหรู เขาเดินทางมาร่วมงานในฐานะเพื่อนสนิทของ ณพล เจ้าบ่าวของงาน และยังเป็นพี่ชายแท้ๆ ของ นารา เพื่อนสาวสุดสนิทในกลุ่มเดียวกับเธออีกด้วย
ตลอดทั้งงาน ญาดาพยายามทำตัวลีบเล็กและพาลูกสาวตัวน้อยหลบเลี่ยงสายตาคมคู่นั้นอย่างสุดความสามารถ แต่ความกระวนกระวายใจกลับยิ่งพุ่งสูงขึ้น เพราะคนอย่างภาณินไม่ใช่แค่หล่อเหลาไปวันๆ แต่เขาฉลาดเฉลียวและมีสัญชาตญาณที่แหลมคมเกินใคร เพียงแค่สายตาคมกริบของเขาจ้องมองมาที่ หนูเบญ หรือ เด็กหญิงเบญญา วัยสามขวบกว่าที่นั่งตาแจ๋วอยู่ข้างเธอ ญาดาก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มเริ่มตั้งข้อสงสัยในตัวลูกสาวของเธอแล้วแน่ๆ
ความสงสัยสะสมของเขายิ่งชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะหลังจากงานแต่งงานจบลง ภาณินก็ไม่ได้ปล่อยให้เธอคลาดสายตาไปง่ายๆ ชายหนุ่มเจ้าเล่ห์ใช้ความสนิทสนมส่ง นารา น้องสาวตัวดี ให้เวียนแวะมาหาเธอที่บ้านของเธอแทบจะเว้นวัน
"หวัดดีจ้ายัยดา... แวะมาเช้าๆ เอาเค้กหวานๆ ให้หนูเบญของน้านารา พี่ณินฝากมาสวัสดีสาวน้อยด้วย ว่าแต่สาวน้อยไปไหนแล้ว" นารายิ้มแห้งๆ ขณะวางกล่องขนมลงบนโต๊ะ พร้อมกับมองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาจับผิดแล้วสอดสายตาหาเด็กน้อยทั่วบริเวณบ้าน
ญาดาหน้าซีดสลด เม้มริมฝีปากแน่นสนิท ความทรงจำในคืนมึนงงที่คอนโดหรูใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อสี่ปีก่อนแล่นวนกลับเข้ามาในหัว วันที่เธอตื่นขึ้นมาพบภาณินที่กำลังเมาไม่ได้สติเพราะถูกวางยาปลุกเซกส์... ในตอนนั้น เธอแค่แวะมาทำธุระที่กรุงเทพฯ ราวๆ สามถึงสี่วัน และนาราก็มั่นใจหนักหนาว่าพี่ชายของตนติดภารกิจไม่อยู่ เธอเลยได้รับอานิสงส์ให้มาพักที่ห้องเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของโรงแรม โดยนาราเปิดห้องนอนใหญ่ให้เธอพักผ่อน แต่ใครจะคิดว่าคืนสุดท้ายของการพักผ่อนจะกลายเป็นคืนที่เปลี่ยนชีวิตของญาดาไปตลอดกาล จนเธอตัดสินใจหอบอุ้มความลับนี้บินลัดฟ้าไปคลอดลูกที่ต่างประเทศเพียงลำพัง
"หนูเบญออกไปธุระกับพ่อและแม่แต่เช้าแล้ว เอ่อ...ฝากขอบคุณพี่ณินด้วยแล้วกัน แต่ฉันว่าแกดูแปลกนะยัยนา มีอะไรในใจรึเปล่า?" ญาดาถามเสียงแผ่ว พยายามกักเก็บความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย
"จะบอกว่ามีก็มีนะ แต่ไม่ใช่เรื่องฉัน... ฉันแค่ไม่อยากให้แกลำบากใจ" นาราถอนหายใจยาว พลางขยับตัวนั่งลงตรงข้ามเพื่อนรัก
"ไหนๆ ก็พูดมาแล้ว แกมีอะไรก็ถามมาเถอะ ถ้าฉันตอบได้ฉันก็ตอบ" ญาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาสั่นระริก
"คือ... เอาจริงๆ นะฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมหนูเบญหน้าตาคล้ายพวกฉันว่ะ" นาราโพล่งออกไปตรงๆ โดยไม่ทันให้ญาดาได้ตั้งตัว "แบบว่าไม่ต้องว่าพี่ภาณินสงสัยอย่างเดียวนะ ฉันเองก็สงสัยตั้งแต่ไปหาแกที่อังกฤษแล้วเจอหนูเบญแล้ว ตอนนั้นฉันไม่อยากถามเพราะไม่อยากให้แกลำบากใจ"
ญาดาเงียบไปทันที ความเงียบครอบคลุมห้องรับแขกจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ มือบางประสานกันแน่นบนตัก หัวใจตกร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"แล้วแกไม่ต้องสงสัยนะว่าทำไมพี่ณินถึงสงสัยด้วย" นาราพูดต่อโดยไม่เว้นช่องให้เพื่อนรักได้ตอบคำถามเลย
"งืออ..." ญาดาทำได้เพียงพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนบอก แต่ในใจกลับสับสนวุ่นวายไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายอย่างไรดี
"แล้วพี่ณินสงสัยอะไรในตัวหนูเบญ แกบอกฉันมาหน่อยซิ"
"โอ๊ย! ความสงสัยเยอะเลยยัยดา หน้าหนูเบญถอดแบบพี่ภาณินออกมาอย่างกับแกะขนาดนี้!" นาราหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขยับเข้ามาจับมือเพื่อนไว้แน่น "แกเอาจริงๆ นะ เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่แกไปทำธุระที่ กทม. แล้วพักที่เพนต์เฮาส์น่ะ... พี่ชายฉันเพิ่งเล่าเรื่องคืนนั้นให้ฉันฟังหลังงานแต่งยัยตาเอง"
"ห๊ะ แล้วพี่ณินแกเล่าว่ายังไง?" ญาดาถามต่อ เสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
"พี่ณินบอกว่าคืนนั้นเขาดื่มที่บาร์ของโรงแรม แล้วก็โดนสาวสวยคนหนึ่งวางยาเพื่อหวังจะจับเขา ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะพาเขาออกไป เบลล์บอยเข้ามาขวางไว้ทัน แล้วช่วยส่งพี่ณินขึ้นห้อง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามีแกนอนพักอยู่ในห้องนอนใหญ่นั้น... หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ตัวอีกเลย"
นาราเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะพูดต่อ
"พอตื่นเช้ามา พี่ณินเห็นแกยืนอยู่ในห้องครัวสไตล์โมเดิร์นที่มีเคาน์เตอร์บาร์ เขาเลยไม่แน่ใจว่าคืนนั้นได้ทำอะไรแกรึเปล่า แล้วตอนนี้... พี่ณินกำลังตามสืบเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนอย่างหนักเลยล่ะ ถึงขั้นตามหาเบลล์บอยคนนั้นเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่า มีผู้หญิงคนอื่นนอกจากแกอีกไหม"
ญาดาทำตาโตด้วยความตกใจ เบิ่งมองเพื่อนรักอย่างไม่อยากเชื่อหู ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
"พี่เขาถึงกับต้องสืบเลยเหรอ..." ญาดาพึมพำถามเสียงแผ่ว
"ก็ต้องสืบสิแก เพราะถ้าลองถามแกตรงๆ แกก็คงไม่ยอมบอกใช่ไหมล่ะ" นาราถามย้อน "เอาจริงนะ วันก่อนฉันไปหายัยรินมาเหมือนกัน กะว่าจะลองถามเรื่องของแกดู" นาราพูดต่อ "แต่รินมันก็รู้เท่าๆ ฉัน แกไม่คิดจะเล่าเรื่องราวให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยเหรอยัยดา?"
"คือ... ฉันไม่ได้คิดจะปิดบังพวกแกนะ แต่ฉันไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี" ญาดาพูดอย่างอึดอัด สายตามองต่ำ หลบสายตาเค้นถามจากเพื่อน "อีกอย่าง... ยัยรินก็รู้พอๆ กับแกจริงนั่นแหละ"
"แล้วแกมีอะไรอยากเล่าให้ฉันฟังไหมล่ะ?" นาราจ้องลึกเข้าไปในตาเพื่อน "ว่าเมื่อ 4 ปีก่อนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"4 ปีก่อนเหรอ... ฉันจำเรื่องราวไม่ค่อยได้แล้วล่ะ" ญาดาพูดกลบเกลื่อน พยายามบ่ายเบี่ยง
"ยัยดา แกไม่ไว้ใจพวกฉันเหรอ? ฉันอยู่ข้างแกนะเว้ย ถึงพี่ณินจะเป็นพี่ชายฉัน แต่ถ้าเขาทำอะไรผิดฉันก็ไม่เข้าข้างเขาหรอกนะ!" นาราเน้นย้ำด้วยความจริงใจ
"ไว้เมื่อไหร่ที่ฉันพร้อม ฉันจะบอกแกนะ ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะพูดถึงเรื่องเมื่อ 4 ปีก่อนจริงๆ" ญาดาบอกพร้อมตัดบท น้ำเสียงเด็ดขาดขึ้น
"หืม... แบบนี้แสดงว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ต้องเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นจริงๆ ใช่ไหม?" นาราถามอย่างสงสัย นัยน์ตาเป็นประกายจับผิด
"ไม่ใช่แบบนั้นนะนา... อย่าเพิ่งถามฉันมากไปกว่านี้เลยนะ ขอร้องล่ะ" ญาดาร้องขอด้วยสายตาเว้าวอนและอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด
"โอเคๆ ไม่อยากเซ้าซี้แกละ เดี๋ยวจะเครียดไปกันใหญ่" นาราถอนหายใจ ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว "แล้ววันนี้แกไม่ออกไปไหนเหรอ?"
"ไม่นะ คิดว่าจะอยู่บ้านช่วยพ่อตรวจสอบบัญชีสักหน่อย ตั้งแต่กลับมาหลังงานแต่งยัยตาก็มัวแต่ทำธุระเรื่องหนูเบญ มีวันนี้แหละที่เพิ่งว่าง แกมีอะไรรึเปล่าล่ะ?" ญาดาถามกลับเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
"ดีเลย! งั้นเราออกไปช็อปปิ้ง แล้วตอนเที่ยงไปหาของอร่อยๆ กินกันต่อ" นารายิ้มร่า เสนอไอเดียทันที
"เดี๋ยวนะแก... ไม่ต้องไปทำงานเหรอ? พี่ณินจะไม่ว่าเอาหรือไง?" ญาดาถามด้วยความประหลาดใจ พลางขมวดคิ้วมองเพื่อนสาวสายชิล
"ไม่ว่าหรอก ถ้าบอกว่าอยู่กับแกน่ะ" นาราบอกยิ้มๆ อย่างมีแผนการในใจ
"ได้ไง! แบบนี้ฉันก็เหมือนพาแกเสียคนสิ" ญาดาเอ็ดเพื่อนไม่จริงจังนัก
"ฮ่าๆ ไม่หรอกน่ายัยดา แกก็รู้ว่าฉันไม่อยากทำงานให้ที่บ้าน แค่ฉันมีร้านเสื้อผ้าแค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้ว พี่ณินรู้อยู่แล้วน่า" นารายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะดึงแขนญาดาให้ลุกขึ้นเตรียมตัว "ไปๆ แต่งตัวสวยๆ ออกไปข้างนอกกัน ยังมีเรื่องสนุกๆ รออยู่อีกเยอะ!"
"ฉันจะเที่ยวเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนไม่ได้แล้วนะแก" ญาดาถอนหายใจพลางสั่นหัวให้กับความชะล่าใจของเพื่อนสนิท ตัวเธอในตอนนี้นอกจากคำว่าแม่แล้ว ภาพอดีตในคืนนั้นยังคงตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
"ได้ๆ รู้แล้วว่าแกต้องดูแลหนูเบญ แต่วันนี้แกว่าง แกช่วยพาฉันออกไปเปิดหูเปิดตาหน่อยได้ไหม" นารายังคงทำหน้าตาอ้อนวอนสุดชีวิต "ฉันโทรหายัยรินแต่เช้า เจ้านั่นน่ะไม่ว่าง บีซี่ตลอดเวคนนี้ แกพาฉันออกไปหน่อยนะ..."
"พอเลยแก อ้อนเหมือนเป็นลูกฉันอีกคนไปได้" ญาดาพูดยิ้มๆ พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับท่าทางของเพื่อนรัก "แกรออยู่นี่แป๊บนะ เดี๋ยวฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ"
นารานั่งรออยู่ในห้องรับแขกไม่นานนัก ญาดาก็เดินออกมาพร้อมชุดกระโปรงเดรสสั้นเหนือเข่าสีครีมสบายตา ที่ช่วยเน้นรูปร่างบางส่วนเอวเอสได้อย่างดีเยี่ยม ผมยาวลอนคลื่นถูกปล่อยสยายทับแผ่นหลังเล็ก ดูน่าทะนุถนอมจนคนมองอย่างนารายังอดที่จะยิ้มไม่ได้
“พร้อมแล้วนา เดี๋ยวฉันโทรบอกแม่แป๊บนะ” ญาดาบอกพร้อมยกหูโทรศัพท์โทรหาแม่กำนัน
“ฮัลโหล... ยัยดาว่ายังไง?” แม่ถามขึ้น
“แม่ค่ะ เดี๋ยวดาออกไปทำธุระกับยัยนาแป๊บนึงนะคะ” ญาดาบอก
“อ่อ จ้า ยัยนามาหาที่บ้านเหรอ” แม่ถาม
“ใช่ค่ะ ฝากหนูเบญด้วยนะคะแม่” ญาดาพูด
“แล้วกลับกี่โมงละลูก” แม่ถาม
“น่าจะบ่ายๆ ค่ะแม่ ทำธุระเสร็จว่าจะหาอะไรกินด้วยกันก่อนค่ะ” ญาดาตอบ
“จ้าๆ ไปเลยลูก ออกจากบ้านมั่ง ตั้งแต่กลับมาก็ทำธุระของหนูเบญจนหนูไม่มีเวลาส่วนตัวเลย หนูเบญเดี๋ยวแม่ดูแลเอง” แม่ตอบ
“ขอบคุณค่ะแม่” ญาดาพูดจบก็วางสาย
“ไป” ญาดาพูดพร้อมเดินไปหาเพื่อน
“ไปกันได้แล้วใช่ไหม” นาราถาม
“จ้า บอกแม่เรียบร้อยแล้ว” ญาดาตอบ
นารายิ้มร่าอย่างกับมีชัยไปกว่าครึ่ง เธอรีบเดินนำญาดาไปที่รถสปอร์ตคันหรูที่จอดอยู่หน้าบ้านพัก ญาดายังคงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า การออกไปข้างนอกในวันนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม
ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้า นาราพยายามเปิดประเด็นคุยเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องของเพื่อนสาว "ว่าแต่... แกคิดเหมือนฉันไหม ว่าพี่ณภัทรน่าจะกำลังตามจีบยัยรินจริงๆ ไม่ใช่ยอมสานสัมพันธ์เพราะเรื่องพินัยกรรมหรอก"
"อาจจะใช่นะ ดูจากงานแต่งยัยตาแล้ว สายตาพี่ภัทรที่มองยัยรินคือทั้งรักทั้งหวงแหนมาก" ญาดาตอบพลางหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงบรรยากาศในงาน
"ใช่ไหมล่ะ! ตอนนั้นพี่ณินแทบจะเข้าใกล้ยัยรินไม่ได้เลย" นาราคุยต่ออย่างอารมณ์ดี
"ฮ่าๆ นั่นสิ พี่ณินที่พยายามจีบยัยรินมาตลอดเลยต้องทำหน้าหงอยไปเลย" ญาดาพูดพร้อมกับยิ้มขำ แต่นัยน์ตากลับมีความเศร้าบดบังอยู่ลึกๆ
"นั่นแหละ พี่ณินน่ะถ้านึกจะจีบยัยรินก็ไม่จีบให้จริงจัง โดนพี่ภัทรตัดหน้าแย่งไปแบบนี้ก็สมควรแล้ว" นารายังคงพูดจาแจ้วด่างานถนัด "แต่ยัยรินก็เนาะ... แอบชอบพี่ภัทรมาตั้งนาน ไม่รู้รอบนี้จะรอดไหม ยิ่งพี่ภัทรกลับมาอยู่เมืองไทยยาว แถมบ้านก็อยู่ใกล้กันอีก"
"นั่นสิ รอบนี้พี่ภัทรน่าจะทลายกำแพงน้ำแข็งของยัยรินได้แน่ๆ" ญาดาเอ่ยเสริม
"จริง! ตอนที่พี่ภัทรอยู่อังกฤษนะ พี่เขาก็ถามถึงยัยรินตลอด แต่พอยัยรินบินไปหาฉันที่โน่น พี่ภัทรกลับทำตัวหายเข้ากลีบเมฆซะงั้น แล้วบางรอบที่พี่ภัทรกลับไทย ยัยรินก็ดันต้องบินไปหาฉันเหมือนไม่อยากโคจรมาเจอกันอีก" ญาดาหลุดยิ้มขำให้กับความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงของเพื่อนรักและพี่ชายข้างบ้าน ที่มักจะสวนทางกันราวกับเล่นซ่อนหา
โดยที่ไม่รู้เลยว่าในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับบทสนทนา นารากลับแอบส่งข้อความหาใครบางคนทางมือถือด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ขณะที่ญาดานั่งมองวิวข้างทาง สายลมผัดผ่านผมนุ่ม ความผวาเรื่อง 'การสืบหาความจริง' ของภาณินย้อนกลับเข้ามาทำให้เธออยู่ไม่เป็นสุข หากเขารู้ว่าหนูเบญคือลูกสาวแท้ๆ ของเขาจริงๆ ... ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมและทรงอิทธิพลคนนั้นจะทำอย่างไรต่อไป เขาจะชิงตัวลูกไปจากเธอหรือไม่?
หลังจากช็อปปิ้งกันจนเพลิน รถสปอร์ตเลี้ยวเข้าจอดในลานจอดรถ VIP ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำกลางเมือง นาราพาเพื่อนรักเดินตรงไปยังร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนสุดหรูบนชั้นดาดฟ้า
"เอ๊ะ... นา ทำไมมาทานร้านนี้ล่ะ มันดูเป็นทางการไปรึเปล่า?" ญาดาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นนาราเดินนำเข้าไปในห้อง VIP ส่วนตัวที่ถูกจองไว้แล้ว
"เอาน่า... นานๆ ทีได้อยู่ด้วยกัน ฉันเลี้ยงเอง!" นาราดันหลังเพื่อนสาวให้ก้าวเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ประตูห้อง VIP เปิดออก ญาดาถึงกับก้าวขาไม่ออก ดวงตากลมโตเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อร่างสูงโปร่งผิวขาวออร่าในชุดเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมคออย่างเป็นกันเอง กำลังนั่งหมุนแก้วไวน์รออยู่ก่อนแล้ว...
ภาณิน!
เขายกกุมมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ สายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าและคำถามมากมายจ้องมองตรงมาที่เธออย่างไม่ลดละ
"อ้าว มากันแล้วเหรอครับ?" ภาณินเอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม ก่อนจะหันไปทางน้องสาวตัวดี "ขอบใจมากนะนารา... ทำงานดีมาก"
"ด้วยความยินดีค่ะพี่ชาย! อ๊ะ... ยัยดา ฉันนึกได้ว่ามีธุระด่วนที่ร้านเสื้อผ้าพอดี ขอตัวก่อนนะ! เดี๋ยวทานเสร็จแล้วให้พี่ณินขับรถไปส่งนะจ๊ะ!" นารายิ้มแห้งส่งสัญญาณให้เพื่อนรัก ก่อนจะรีบก้าวถอยหลังออกจากห้องและปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ญาดายืนตื่นตระหนกอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มผู้เป็นพ่อของลูก!
"ยัยนา! เดี๋ยวสิ..." ญาดาพยายามส่งเสียงเรียกเพื่อน แต่ไร้ผลเพราะประตูห้อง VIP ถูกปิดลงเรียบร้อยแล้ว เธอหันหน้ากลับมามองคนตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น "คุณภาณิน! นี่มันหมายความว่ายังไงคะ!"
ญาดาถามเสียงสั่น พลางพยายามจะหมุนตัวเปิดประตูหนีออกไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า
"เดี๋ยวสิครับน้องดา..." ภาณินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดประชิดแผ่นหลังบาง เขาเอื้อมมือไปขวางประตูไว้พร้อมกับหลุบสายตามองร่างเล็กที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความกรุ่มกริ่มและเจ้าเล่ห์ "ไม่ต้องกลัวพี่ขนาดนั้นหรอกครับ... พี่แค่จะมาชวนกินข้าวเฉยๆ แล้วก็..."
เขาเว้นจังหวะ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินแถวต้นคอเธอ "ว่าจะถือโอกาสถามเรื่องเมื่อสี่ปีก่อน... สักหน่อยแค่นั้นเองครับ"