เมื่อเพื่อนรัก กลายเป็นคู่นอน การตั้งกฏจึงสำคัญ เมื่ออีกคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนไว้ แต่อีกคนกลับแหกกฎทุกข้อ เพราะรักจึงอยากครอบครอง' เพื่อให้เธอลืมผู้ชายทุกคน

เมื่อรัก มิอาจห้ามใจ - ตอนที่2 ภาพจำ1 โดย Lyra malin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,วัยว้าวุ่น,ไทย,พระเอกคลั่งรักมาก,พระเอกคลั่งรัก,โรแมนติก ,โรมานซ์,แอบรัก,nc18++,อิโรติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เมื่อรัก มิอาจห้ามใจ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,วัยว้าวุ่น,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พระเอกคลั่งรักมาก,พระเอกคลั่งรัก,โรแมนติก ,โรมานซ์,แอบรัก,nc18++,อิโรติก

รายละเอียด

เมื่อรัก มิอาจห้ามใจ โดย Lyra malin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เมื่อเพื่อนรัก กลายเป็นคู่นอน การตั้งกฏจึงสำคัญ เมื่ออีกคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนไว้ แต่อีกคนกลับแหกกฎทุกข้อ เพราะรักจึงอยากครอบครอง' เพื่อให้เธอลืมผู้ชายทุกคน

ผู้แต่ง

Lyra malin

เรื่องย่อ

สารบัญ

เมื่อรัก มิอาจห้ามใจ-ตอนที่1 ปิดฉากชีวิตการทำงาน,เมื่อรัก มิอาจห้ามใจ-ตอนที่2 ภาพจำ1

เนื้อหา

ตอนที่2 ภาพจำ1


บ้านไม้สองชั้นทรงกลางเก่ากลางใหม่ ทาทับด้วยสีฟ้าอ่อน ตัดด้วยสีขาวตรงงานลายฉลุบริเวณระแนงไม้ด้านบน ซุ้มดอกเฟื่องฟ้าเลื้อยพันขึ้นระแนงไม้ไผ่จนกลายเป็นซุ้มม้านั่งสำหรับนั่งพักผ่อน รั้วบ้านทอดยาวขนานไปกับแปลงผักสวนครัวที่ถูกปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบตามแนวริมรั้ว

ฉันชื่อ 'อลิน จิรภัทร' หรือที่เพื่อน ๆ เรียกติดปากว่า 'ลิน' นักเรียนชั้น มัธยมปลาย ในตอนนั้น

ฉันในชุดนักเรียนกำลังก้มลงสวมรองเท้าหนังที่ขัดจนเงาวับ สะพายกระเป๋านักเรียนที่มีพวงกุญแจรูปศิลปินวง K-Pop วงโปรดห้อยเป็นพวงใหญ่อยู่ตรงซิปกระเป๋าด้านหน้า ฉันหันไปเอ่ยสวัสดีแม่รอบที่สอง ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถสองแถวที่หน้าปากซอย

ฉันมองซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าเส้นทางปลอดโปร่งจึงรีบก้าวเท้าออกไปทันทีด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ

ทำไมฉันต้องทำตัวเหมือนพวกหลบหนีเข้าเมืองขนาดนี้น่ะเหรอ?

ก็เพราะไอ้เด็กหนุ่มหัวสีสว่างที่ยืนยิ้มกวนประสาทอยู่ตรงป้ายรถสองแถวนั่นไงล่ะ! คนที่ฉันพยายามหลบหน้าแต่กลับต้องเจอหน้ามันทุกเช้า ทั้งที่ฉันว่าฉันก็ออกจากบ้านสายแล้วนะ ทำไมมันยังไม่ขึ้นรถไปอีกก็ไม่รู้

มันส่งยิ้มยวนยั่วมาให้ฉัน... 'อนาวิน ไรอัน บรูกส์' หรือ 'วิน'

แต่เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนมักจะเรียกว่า 'ไอ้หรั่ง' ก็เพราะมันมีผมสีน้ำตาลทองและดวงตาสีฟ้า ผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่น ๆ มันควรจะไปโผล่ที่โรงเรียนนานาชาติมากกว่าโรงเรียนประจำจังหวัดแบบนี้  

บ้านฉันกับบ้านมันอยู่ห่างแค่รั่วกั้น ถ้าถามว่าสองครอบครัวเรา สนิทกันขนาดไหนน่ะเหรอ... ก็ดูชื่อที่แม่ตั้งให้ฉันกับมันสิ อนาวิน อลิน เราเกิดห่างกันแค่เดือนเดียว โตมาด้วยกัน ทะเลาะกัน แย่งของเล่นกัน อาบน้ำแก้ผ้ามาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยมต้น จนกระทั่งขึ้นมัธยมปลาย พ่อแม่ของมันคิดว่าฉันเป็นลูกสาวอีกคนไปแล้ว สามารถเข้านอกออกในได้สบาย ไม่ว่าจะบ้านมันหรือบ้านฉัน

ตอนเด็ก ๆ อนาวินมักจะโดนเพื่อนแกล้งอยู่เสมอเพราะหน้าตาและผมสีทองแดงที่ดูแตกต่างจากคนอื่น จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่วัยมัธยม ร่างกายของเขาก็สูงใหญ่ขึ้นเร็วกว่าคนอื่น แถมยังเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกต่างหาก จากเด็กฝรั่งขี้นกในวันนั้น กลายเป็นหนุ่มฮอตประจำโรงเรียนที่สาว ๆ พากันกรี๊ดกร๊าด

ยกเว้นฉัน...

อาจเพราะฉันกับเขาโตมาด้วยกัน ตีกัน กัดกัน แกล้งกันมาตลอด ฉันเลยไม่เคยมองเขาในมุมที่สาว ๆ คนอื่นมอง ออกจะรำคาญมันด้วยซ้ำ ฉันเลยสั่งห้ามมันทักหรือชวนคุยเวลาอยู่ที่โรงเรียนเด็ดขาด ก็ฉันโดนล้อว่าเป็นแฟนกับมันมาตั้งแต่อนุบาล จนตอนนี้ยังไม่มีปั๊ปปี้เลิฟ กับเขาเลยสักคน... ก็เพราะมันคนเดียว!

“บอกแล้วไงว่าต่างคนต่างไป แกจะมารอฉันทำไมเนี่ย”

“ใครรอเธอ ฉันก็เพิ่งออกมาเหอะ” มันเอ่ยหน้าตาย

แต่ฉันไม่อยากเชื่อเท่าไร เพราะฉันเห็นมันเดินผ่านหน้าบ้านฉันไปตั้งนานแล้ว

ไม่นานรถสองแถวก็ขับมาจอด ฉันเดินเข้าไปนั่งด้านใน ส่วนมันก้าวขึ้นไปยืนห้อยโหนอยู่ตรงท้ายรถ มันโยนกระเป๋าและของทุกอย่างในมือมาให้ฉันถือ... แล้วจะไม่ให้คนอื่นคิดได้ยังไง ว่าฉันเป็นแฟนมัน!

ฉันมองมันยืนคุยกับเพื่อนที่เพิ่งขึ้นรถมา แสงแดดสะท้อนใบหน้าและเรือนผมสีทองจนเป็นประกาย แขนขาที่ยาวเก้งก้างตามประสาเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มไปไม่นาน ตอนเด็กๆ ฉันตัวสูงกว่ามันตั้งเยอะ แต่มันโตแซงฉันไปตอนไหนก็ไม่รู้ ฉันสังเกตเห็นนักเรียนหญิงหลายคนมองมันแล้วซุบซิบกันอย่างเขินอาย... หล่อตรงไหน? ฉันหันไปมองหน้ามัน ก่อนที่มันจะหันมาสบตาฉันพลางยักคิ้วให้


“อี๋...” ฉันมันสายติ่งเกาหลีย่ะ ไม่ใช่หนุ่มสายฝออย่างนาย


ฉันรีบโยนกระเป๋าคืนให้มันทันทีที่ลงรถ ก่อนจะรีบจ่ายเงินแล้ววิ่งแยกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว


เสียงสัญญาณเรียกเข้าแถวดังขึ้นพอดี ฉันเห็นลูกแก้วยืนรออยู่ตรงประตูรั้วที่กำลังจะปิดลง


“เร็วเข้า อลิน!” เสียงลูกแก้วตะโกนเรียก


สารวัตรนักเรียนกำลังถือกระดาษเตรียมจดชื่อคนมาสาย แต่ก่อนจะถึงประตู ฉันกลับชะงักกึก เมื่อเห็นว่ากรรมการนักเรียนที่ยืนคุมเวรจดชื่อคือใคร...


"ตะวัน!”


ฉันยิ้มกว้างชะลอฝีเท้าลงทันที... วันนี้ยอมสายก็ได้ ถ้าได้คุยกับเขา!


“หยุดทำไม!” เสียงไอ้วินดังขึ้นมาจากด้านหลัง


ฉันบอกให้มันรีบไป ไม่ต้องมาสนใจฉัน แต่มันดันคว้ามือฉันแล้วพาวิ่งสี่คูณร้อยจนฉันเกือบจะล้มไม่เป็นท่า ก็มันขายาวอย่างกับยีราฟ ส่วนฉันมันตอม่อเดินได้ชัด ๆ!


“ไอ้วิน ปล่อยฉานนน!”


ฉันตะโกนด่ามันแต่ก็ไม่เป็นผล ฉันผ่านประตูรั้วโรงเรียนไปได้อย่างฉิวเฉียด แต่แทนที่จะขอบคุณมัน ฉันกลับหันไปด่ามันแทน


“อะไรของเธอเนี่ย คนอุตส่าห์ช่วย!”


ฉันยืนหอบจนตัวโยน ผมเพ้าเสียทรงไปหมด


“คราวหลังไม่ต้องเลยนะไอ้วินบ้า! ดูสิ แขนแทบหลุด!”


ลูกแก้ววิ่งเข้ามาหาพลางช่วยจัดทรงผมให้เข้าที่ ฉันยังคงหอบหายใจไม่ทัน... หมดกัน! แผนการที่จะทำให้ตะวันจำชื่อฉันได้


ฉันเดินกลับเข้าแถวด้วยความเซ็งสุดขีด แถมยังต้องยืนตากแดดจนเหงื่อออกซึมไปทั้งตัว ยังดีที่วิชาแรกเป็นวิชาเลือกนาฏศิลป์ ฉันเลยได้เข้าไปนั่งตากแอร์เย็น ๆ ในห้องอย่างสบายใจ


*****


วันเสาร์


แม่เรียกฉันให้ลุกขึ้นแต่เช้า เพื่อซักผ้า


ฉันอยากจะนอนยาว ๆ ใจจะขาด เพราะเมื่อคืนนอนอ่านการ์ตูนจนดึก เมื่อวานตอนเย็นฉันแวะเข้าเมืองไปเช่าหนังสือการ์ตูน กะว่าจะอ่านวันนี้ให้เต็มคราบ แต่มันดันสนุกจนหยุดไม่ได้ อ่านจบหมดภายในคืนเดียว!


ฉันขนเสื้อผ้าลงมาเทใส่เครื่องซักผ้าเครื่องเก่าที่สภาพสมบุกสมบันมาก พอกดเสียบปลั๊ก เสียงระเบิดก็ดังขึ้นทันที!


ตู้ม!


“กรี๊ดดด!”


ฉันตกใจส่งเสียงกรีดร้องลั่น จนแม่ที่รดน้ำต้นไม้ อยู่หน้าบ้านวิ่งแจ้นเข้ามาดูเร็วปรือ ไฟลามลุกท่วมเต้ารับปลั๊กไฟ ฉันยืนหน้าซีดเผือด ทำอะไรไม่ถูก


แม่เองก็ลนลานวิ่งไปหาน้ำจะมาฉีดดับไฟ แต่เสียงหนึ่งก็ร้องห้ามไว้ได้ทัน ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มข้างบ้านจะกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาพร้อมถังดับเพลิงในมือ เขากดฉีดสารเคมีไปยังเต้ารับปลั๊กไฟที่กำลังลุกไหม้ จนกระทั่งเปลวไฟสงบลง


แม่ถอนหายใจออกมาอย่างอกสั่นขวัญหาย ส่วนฉันถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น มือข้างที่เพิ่งจับปลั๊กโดนไฟช็อตจนชาไปทั้งแถบ อนาวินรีบปราดเข้ามาดูฉัน ท่าทางร้อนรน สายตามองมือที่สั่นเทาของฉันอย่างเป็นห่วง


“เป็นยังไงบ้างลิน!”


ฉันพูดไม่ออก ปากคอแห้งผากและยังคงหน้าซีด แม่เลยรีบขยับเข้ามาดูอีกคน


“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก?” แม่ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าฉันแค่ตกใจกับมือชาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางอนาวิน


“แล้ววินเป็นยังไงบ้างลูก กระโดดข้ามมายังไงเนี่ย!”


“ผมตากผ้าอยู่ตรงระเบียงพอดีครับ ได้ยินเสียงระเบิดเลยรีบคว้าถังดับเพลิงวิ่งมา” อนาวินเอ่ยบอก


แม่อดไม่ได้ที่จะหันไปมองกำแพงบ้านที่สูงเกือบสองเมตร พลางมอง อนาวินด้วยความทึ่ง


“ดีนะที่ได้วินช่วยไว้ไม่งั้นแย่แน่ แม่เองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยัยลิน ยิ่งแล้วใหญ่ ได้แต่กรี๊ดอย่างเดียว”


“ก็คนมันตกใจนี่แม่...” แม่มองลูกสาวสีหน้ายังตื่นตระหนกไม่หาย


“แม่ว่า สงสัยต้องทุบกำแพงเจาะประตูให้เชื่อมถึงกันได้แล้วมั่ง เผื่อมีอะไรวินจะได้มาช่วยทัน ฉันหันมองหน้าแม่ เพื่อดูว่าที่พูดออกมานี้คือพูดเล่นหรือพูดจริง


“แม่ไม่ทำสกายวอล์คเชื่อมต่อชั้นสองไปด้วยเลยละ ถ้าจะทุบกำแพงขนาดนั้น"


“ไอ้ลูกคนนี้ดูพูดเข้า”


“แล้วแบบนี้ ผ้ายังซักได้อยู่ไหมเนี่ย” ฉันบ่นอุบ


“ซักมือไปก่อนก็แล้วกัน”


“หา! ซักมือเนี่ยนะ!”


“ก็แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ เดี๋ยวแม่ต้องโทรเรียกช่างมาซ่อมปลั๊กไฟก่อน”


ฉันทำหน้ามุ่ยทันที เสื้อผ้ากองเบ้อเร่อขนาดนี้ ถ้าต้องมานั่งซักมือเอง มีหวังหมดวันกันพอดี!


“เอาไปซักที่บ้านฉันก็ได้ ฉันซักเสร็จพอดี” วินหันมา บอกกับฉัน


“จะดีเหรอจ๊ะวิน เกรงใจแย่” แม่เอ่ยอย่างเกรงใจ


“ดีครับคุณน้า ไม่เป็นไรเลย” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอย่างยินดี


ดีไม่ดีฉันไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันรีบอุ้มตะกร้าผ้าเตรียมเดินมุ่งหน้าไปบ้านมันทันที... เรื่องอะไรจะซักมือให้เมื่อยล้าล่ะ!


แต่ยังไม่ทันพ้นประตู อนาวินก็เดินปราดเข้ามาแย่งตะกร้าผ้าในมือฉันไปถือไว้เอง ฉันตาโตด้วยความตกใจ รีบเอื้อมมือไปแย่งคืนทันควัน เพราะในตะกร้านั้นมันมีชุดชั้นในของฉันอยู่ด้วยน่ะสิ!


“ไอ้วิน! เอาคืนมาเลยนะ!”


ฉันรีบวิ่งไล่แย่งตะกร้าคืน แต่มันกลับยิ้มกวน ชูตะกร้าขึ้นสูงหลบอย่างคล่องแคล่ว แถมยังวิ่งเบี่ยงนำหน้าเข้าบ้านตัวเองไปอย่างรวดเร็ว


แม่ได้แต่มองตามแล้วส่ายหัวเบา ๆ ให้กับเด็กสองคนที่ไม่ยอมโตกันสักที...