เมื่อเพื่อนรัก กลายเป็นคู่นอน การตั้งกฏจึงสำคัญ เมื่ออีกคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนไว้ แต่อีกคนกลับแหกกฎทุกข้อ เพราะรักจึงอยากครอบครอง' เพื่อให้เธอลืมผู้ชายทุกคน
รัก,ชาย-หญิง,ผู้ใหญ่,วัยว้าวุ่น,ไทย,พระเอกคลั่งรักมาก,พระเอกคลั่งรัก,โรแมนติก ,โรมานซ์,แอบรัก,nc18++,อิโรติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
เมื่อรัก มิอาจห้ามใจเมื่อเพื่อนรัก กลายเป็นคู่นอน การตั้งกฏจึงสำคัญ เมื่ออีกคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนไว้ แต่อีกคนกลับแหกกฎทุกข้อ เพราะรักจึงอยากครอบครอง' เพื่อให้เธอลืมผู้ชายทุกคน
ฉันเดินออกจากตึก NBT กรุ๊ป ด้วยหัวใจที่บอบช้ำ ในมือมีเพียงกล่องกระดาษใบเล็กที่บรรจุของใช้ส่วนตัวไม่กี่ชิ้น ซึ่งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนมันยังวางอยู่บนโต๊ะทำงานของฉันอย่างเป็นระเบียบ ฉันทำงานที่นี่มาตั้งแต่เรียนจบ
ห้าปี...
ห้าปีเต็ม ๆ ที่ฉันทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับบริษัทแห่งนี้ ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย ร่วมทุกข์ร่วมสุขจนบริษัทเติบโตมั่นคง ฉันแทบไม่เคยใช้สิทธิ์ลาพักร้อน และเพราะความทุ่มเทจนสุดตัวนี้ ทำให้ฉันแทบไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดเลย มีเพียงแม่เท่านั้นที่เดินทางมาหาฉันเป็นครั้งคราว ฉันไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งทุกอย่างจะจบลงเพียงเพราะความผิดพลาดแค่ครั้งเดียว
ครั้งเดียวจริง ๆ ... ฉันยอมรับว่างานชิ้นนั้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำสั่งให้ออกทันที ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว ไม่มีคำว่าขอโอกาส และไม่มีแม้แต่คำปลอบใจจากคนที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานมาตลอดห้าปี
ฉันถูกไล่ออก... ง่ายดายราวกับเวลาห้าปีที่ทุ่มเทมาไร้ซึ่งความหมาย ที่น่าขำกว่านั้นคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันหลงเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าบริษัทคงขาดคนอย่างฉันไม่ได้ คิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ คิดว่าหากวันหนึ่งฉันลาออก ทุกคนคงจะวุ่นวายกันน่าดู
แต่วันนี้ฉันเพิ่งได้รู้ว่า...ฉันคิดผิด
ผิดมหันต์เลยด้วย เพราะทันทีที่วางบัตรพนักงานลงบนโต๊ะ ความสำคัญของฉันก็หมดลงทันที ไม่มีใครวิ่งตามออกมา ไม่มีใครถามว่าฉันจะทำอย่างไรต่อ ไม่มีใครเอ่ยปากว่าเสียดายที่ต้องเสียฉันไป มีเพียงประโยคเรียบเย็นจากฝ่ายบุคคลว่า
“เก็บของให้เรียบร้อยนะคะ”
เท่านั้นจริงๆ ... ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ก่อนจะเงยหน้ามองตึกสูงตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย จบลงแล้วจริง ๆ
“ฮึก...”
ฉันรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนจะสูดจมูกแรง ๆ
ไม่ได้! ฉันจะไม่ร้องไห้ตรงนี้เด็ดขาด ถึงจะถูกไล่ออก แต่ฉันก็ยังมีศักดิ์ศรี ฉันกอดกล่องในมือแน่น แล้วหันหลังให้กับสถานที่ที่เคยเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง
ก้าวแรกที่เดินออกมา ฉันยังพยายามทำใจเข้มแข็ง ก้าวที่สองเริ่มรู้สึกว่างเปล่า ก้าวที่สาม...
โครก... ท้องฉันร้องประจานดังลั่น ฉันชะงักฝีเท้า ก่อนก้มลงมองท้องตัวเองอย่างหมดคำพูด
เออ... ตกงานทั้งที อย่างน้อยก็ควรหาอะไรตกถึงท้องก่อน ฉันถอนหายใจพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กยอดเงินในบัญชี ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาฉันแทบร้องไห้อีกรอบ
“ชีวิตอะไรของฉันวะเนี่ย...”
ตกงานวันแรก เงินเก็บเหลือไม่พอพ้นเดือน แถมยังมีค่าผ่อนคอนโดรออยู่ปลายเดือน กว่าเงินชดเชยจะเข้าก็อีกสองอาทิตย์ ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ได้แค่เตะฉันออกจากบริษัท แต่กำลังถีบฉันลงเหวตามไปด้วย
ฉันขับรถไปร้านชาบูใกล้คอนโด สั่งอาหารจนล้นโต๊ะเหมือนมากันหลายคน เอาวะ... ถือว่าฉลองให้กับการตกงานครั้งนี้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังคีบหมูเข้าปาก หน้าจอปรากฏเบอร์ของ 'ลูกแก้ว' เพื่อนรักสมัยเรียนที่ยังคอยส่งข่าวคราวถึงกันเสมอ
“ลิน อาทิตย์หน้าว่างหรือเปล่า จะชวนไปงานเลี้ยงรุ่น”
“งานเลี้ยงรุ่นเหรอ” ฉันชะงัก นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง...ฉันไม่เคยไปงานเลี้ยงรุ่นเลยสักครั้ง ตั้งแต่เรียนจบ ยิ่งตอนนี้ฉันกำลังตกงาน จะบอกเพื่อนทุกคนว่ายังไง ว่าชีวิตการทำงานของฉันตอนนี้ มันล้มเหลว ไม่เป็นท่าอย่างนั่นหรือ
“ฉันขอคิดดูก่อนนะ ช่วงนี้ยุ่ง ๆ”ฉันตอบแบบขอไปที
“ว่าแล้วเชียวว่าต้องพูดแบบนี้” ลูกแก้วเอ่ยอย่างรู้ทัน เพราะมันกลายเป็นคำพูดติดปากของฉันทุกครั้ง ที่ชวนมางานเลี้ยงรุ่น ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเล่าให้เพื่อนรักฟังตามตรง ถึงเรื่องที่เพิ่งถูกไล่ออกมาหมาด ๆ
“นี่ไอ้บริษัทที่แกทำงานมาห้าปี มันไล่แกออกเลยเหรอ ทั้งที่แกทำงานถวายหัว จนเกือบจะแต่งงานกับบริษัทอยู่แล้วเนี่ยนะ!” คำพูดประชดประชันของเพื่อนทำเอาฉันจุกจนพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนคนอกหักจริง ๆ
“งั้นแกก็กลับมาอยู่บ้านสักเดือน บางทีอาจจะได้ลู่ทางใหม่ ๆ ก็นะ”
“กลับบ้านเหรอ...” ฉันไม่เคยคิดถึงตัวเลือกนี้เลย
“กลับมาพักผ่อนสักเดือนคงไม่เป็นไรหรอกมั่ง ทำงานไม่ได้พักมาตั้งห้าปี กลับมาฟื้นฟูร่างกายและจิตใจบ้าง”
ฉันบอกเพียงว่าจะลองคิดดูก่อนแล้วจึงวางสาย ตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรให้ปวดหัว ขอกินหมูสไลซ์ตรงหน้าให้หมดก่อน พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที
*****
หลังจากออกจากงานมาสามวัน ฉันเอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืน ดูซีรี่ส์จนไม่ได้หลับได้นอนชดเชยที่ไม่ได้ดูมานาน ทั้งที่ฉันเป็นติ่งตัวยง
และส่วนหนึ่งเพราะต้องประหยัดเงิน เลยไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ ฉันนั่งมองหน้าจอโน้ตบุ๊กที่เปิดเว็บไซต์รับสมัครงานค้างไว้ แต่กลับรู้สึกไม่อยากทำงานที่ไหนเลย มันเหมือนไฟในตัวดับลงไปพร้อมกับการออกจากงาน หรือฉันควรจะกลับบ้านจริงๆ อย่างที่ลูกแก้วบอก? กลับไปชาตพลังใจก่อนจะกลับมาเริ่มใหม่อีกรอบ
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาแม่ น้ำเสียงของแม่ดูร่าเริงทันทีที่ได้ยินเสียงฉัน แต่แล้วฉันก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาขณะเล่าเรื่องที่ถูกไล่ออกให้แม่ฟัง
“ก็แค่งานงานหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเราสักหน่อย กลับมาพักผ่อนที่บ้านเราก็ดีนะ ลูกไม่ได้กลับบ้านมาตั้งแต่เรียนจบแล้ว”
ฉันสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะตอบตกลง แล้วกดวางสายไป ภาพความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเริ่มย้อนกลับเข้ามาในความคิด... พร้อมกับเหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ฉัน ไม่อยากกลับไปที่นั่นตั้งแต่แรก