ในยามที่คนทั้งสองได้ตัดสินใจหันหลังให้พระผู้เป็นเจ้า ในใจนั้นไร้ซึ่งความศรัทธาแล้ว ความหวังและการสวดภาวนาได้สิ้นสุดลงพร้อมเสียงสวดในโบสถ์ของเย็นวันนั้น

MADDOG - Chapter 2 Steep Holm โดย ขมไม่ค(ล)าย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,แฟนตาซี,อาชญากรรม,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,แฟนตาซี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

MADDOG

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,แฟนตาซี,อาชญากรรม,ระทึกขวัญ,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สยองขวัญ

รายละเอียด

MADDOG โดย ขมไม่ค(ล)าย @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในยามที่คนทั้งสองได้ตัดสินใจหันหลังให้พระผู้เป็นเจ้า ในใจนั้นไร้ซึ่งความศรัทธาแล้ว ความหวังและการสวดภาวนาได้สิ้นสุดลงพร้อมเสียงสวดในโบสถ์ของเย็นวันนั้น

ผู้แต่ง

ขมไม่ค(ล)าย

เรื่องย่อ

สารบัญ

MADDOG-Chapter 1 The Grave,MADDOG-Chapter 2 Steep Holm

เนื้อหา

Chapter 2 Steep Holm

วันที่ 13 เดือนพฤษภาคม ปี 2011 เวลาบ่ายสองสิบนาที กลุ่มของอีฟทั้งหมดเจ็ดคนกำลังรอเรือที่ติดต่อเอาไว้ให้พาไปยังอีกฝั่งของเกาะซึ่งเป็นเมืองสตีพโฮล์ม พวกผู้ชายต่างยืนรออยู่บนท่าเรือกลางแดดขณะสูบบุหรี่ไปด้วย ส่วนอีฟกับมาร์เชลแฟนสาวของอีธาน และเพื่อนของเธอ เจนนิเฟอร์ นั่งคอยอยู่ในร่ม สายตาของผู้หญิงทั้งสองต่างจับจ้องมองมาทางอีฟ


อีฟเลิกคิ้วมองพวกเธอแทนคำถามว่ามองทำไม ก่อนที่มาร์เชลจะยิ้มน้อยๆ ให้อีฟ


“ตอนแรกฉันคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงซะอีกนะอีฟ”


“ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”


คำพูดของอีฟที่กล่าวออกมาอย่างเรื่อยๆนั้นเรียกเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งสองได้เป็นอย่างดี จากที่ทั้งสามคนไม่ได้พูดคุยกันเลยบนรถ ตอนนี้กลับนั่งเม้าท์กันอย่างออกรส จนหนุ่มๆ ทั้งหลายหันมามองอย่างสนใจ


“อีฟดูเข้ากับพวกผู้หญิงได้ดีนี่” จอร์จมองภาพตรงหน้าก่อนจะปล่อยควันสีขาวออกมาให้ลอยขึ้นไปตามอากาศ “มองจากตรงนี้ถ้ามีนมอีกสักหน่อยก็สูสีกับเจนนิเฟอร์ได้เลย”


“อีฟเคยมีอะไรกับผู้หญิงด้วยนะ” เกรย์สันที่นั่งยองๆ มองคลื่นน้ำซัดสาดเข้าฝั่งเอ่ยขึ้นลอยๆ สายตายังคงไม่ละไปจากผืนน้ำที่กระทบแสงแดดจนเกิดแสงระยิบระยับ นั่งปล่อยควันบุหรี่ออกเป็นรูปวงกลมหลายชั้น


“อะไรนะ!” อีธานร้องออกมาเสียงหลง ก่อนจะรีบสาวเท้าตรงไปยังม้านั่งที่ทั้งสามคนนั่งกันอยู่


“นายไม่ไปด้วยหรอเลียม” เกรย์สันมองอีธานอย่างสะใจก่อนหันมาถามอีกคน “ระวังอีฟให้ดีนะ เขาชอบเซกส์สุดๆ”


“อีฟทำกับผู้หญิงไม่ได้แล้ว” อีธานว่าแล้วก็ยิ้มน้อยๆ น่าหมั่นไส้ออกมา ทำให้ทั้งจอร์จและเกรย์สันที่คิดจะเป่าหูเหมือนที่ทำกับอีธาน ส่งเสียงโห่ร้องอย่างชอบใจ


“ฉันอยากเจ๋งเหมือนนายนะ แต่ก็ยังชอบนมมากกว่า” จอร์จหัวเราะร่าออกมา “ฉันจะลองจีบเจนนิเฟอร์ดู พวกนายคิดว่าไง”


“ทั้งวันมานี้นายเรียกแต่ชื่อเธอ คนโง่ก็ยังดูออกว่านายคิดยังไง” เลียมหัวเราะขณะอัดแท่งนิโคตินเข้าปอด






หลังจากนั่งรอกันอีกนานสามสิบนาที เรือยอร์ชสีขาวขนาดพอดีก็แล่นเข้ามาเทียบท่า ชายอายุราวสามสิบห้าถึงสี่สิบปี แต่งกายสบายๆ และสวมหมวกแก๊ปก็เดินลงมาจากเรือ โบกมือให้พวกเขามาแต่ไกล ก่อนจะตรงเข้ามาช่วยขนสัมภาระที่มีเพียงกระเป๋าคนละใบขึ้นเรือ


“เราต้องรีบหน่อย ช้ากว่านี้จะไม่ทันพายุ” ชายคนนั้นบอก ขณะช่วยเรียงกระเป๋าบนเรือ


“เราใช้เวลาเดินทางนานไหม?” เลียมถามตอนที่ทุกคนขึ้นมาบนเรือเรียบร้อยแล้ว


“ประมาณสองชั่วโมง ไม่ช้าไม่เร็วกว่านี้” ชายคนนั้นถอดหมวกออกดผยให้เห็นเส้นผมดกดำแซมขาวเล็กน้อย “ผมเอ็ดเวิร์ด คอยส่งของระหว่างสองฝั่ง ขากลับคุณโทรหาผมได้”


เมื่ออีกคนแนะนำตัวแล้ว เลียมจึงแนะนำทุกคนให้เอ็ดเวิร์ดรู้จัก อีฟส่งยิ้มให้เมื่อเอ็ดเวิร์ดยื่นมือมาทักทาย ขณะที่กำลังส่งมือตอบรับ สายตาของอีฟก็เหลือบไปเห็นรอยสักแปลกๆ ที่โผล่พ้นออกมาจากแขนเสื้อเชิ้ตตรงหัวไหล่ รอบภาพนั้นคุ้นตาแย่างน่าประหลาดแต่อีฟก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นมันที่ไหนกันแน่


“ว้าว นี่มันเยี่ยมมากเลย”


เจนนิเฟอร์ร้องออกมาอย่างชอบใจ ขณะเดินเข้าไปในห้องโดยสาร ตรงกลางมีโซฟาหนานุ่มเรียงเป็นวงกลม มีหมอนอิงไว้อยู่หลายใบ บนโต๊ะมีแชมเปญวางอยู่อย่างเตรียมพร้อม


“แน่นอน” เอ็ดเวิร์ดหัวดราะออกมาเมื่อเห็นคนหนุ่มสาวทั้งหลายต่างทยอยเดินเข้าไปด้านในกัน “นานๆ ที จะมีลูกค้าที่ยังหนุ่มสาวแล้วยังมากขนาดนี้ ผมก็ต้องต้อนรับอย่างดีหน่อยสิ”


“สุดยอดเลยเอ็ดเวิร์ด เรือคุณเจ๋งเป็นบ้า” อีธานชมแล้วก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างๆ มาร์เชล ก่อนดึงตัวอีกเธอมาจูบจนมาร์เชลหัวเราะออกมา




ไม่นานเรือก็เริ่มออกจากฝั่ง อีฟเดินออกมาจากห้องโดยสาร ปีนบันไดขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเมื่อเห็นว่าตอนนี้แดดที่เคยจ้าจนแสบผิวเริ่มหายไปจนเห็นเค้ารางของเมฆดำที่กำลังก่อตัวมาแต่ไกล อีกไม่นานจากนี้คงจะมีพายุเข้าเหมือนที่เอ็ดเวิร์ดบอกไว้อย่างแน่นอน


แต่อีฟก็ยังตัดสินใจขึ้นมาดูเส้นทางของเรือที่กำลังจะขับผ่าน เผื่อเจออะไรที่พอจะจำได้บ้าง นี่เป็นนิสัยของอีฟที่กลัวการหลงทางอย่างหนึ่ง เขาจะนั่งมองเส้นทางอยู่ตลอดไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนหรือใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง อีฟก็จะต้องพยายามจกจำเส้นทางเอาไว้ให้ได้


ทว่าภาพเบื้องหน้านี้มันทำให้อีฟรู้สึกไม่ดีจนต้องคิ้วขมวดอย่างเคร่งเครียด เบื้องหน้าของอีฟาีแต่ผืนน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา หันกลับไปมองทางที่เรือแล่นมาก็เห็นภาพท่าเรือที่ไกลจากสายตาไปเรื่อยๆ จนมันเล็กเท่าเมล็ดถั่ว สุดท้ายท่าเรือนั้นก็จมหายลงไปกับมหาสมุทร




“อีฟ นายทำอะไร” เลียมที่ตามมายื่นแก้วที่มีแชมเปญสีใสส่งให้ “เดี๋ยวฝนก็ตกแล้วนะ นายนั่งได้อีกแค่พักเดียวก็พอแล้ว”


อีฟรับแก้วมาถือไว้ในมือก่อนจะพยักหน้ารับคำ เพราะตนเองคงไม่คิดจะนั่งตากฝน หากคราวนี้จะไม่ได้นั่งจดจำเส้นทางก็คงไม่เป็นไร เพราะต่อให้นั่งต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ รอบกายตอนนี้ไม่มีอะไรให้จำได้เลยแม้แต่น้อย


“เลียม” อีฟหันไปมองร่างสูงที่นั่งลงข้างๆ ตน “ถ้าครั้งนี้เราได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เราหาที่อยู่ใหม่แล้วเริ่มต้นกันใหม่นะ”


“อีฟ” เลียมขมวดคิ้วมองคนตัวเล็กที่เอนหัวลงพิงไหล่เขา


“นะเลียม”


“..ก็ได้” ร่างสูงรับปากในที่สุด พร้อมกับถอนหายใจออกมา “แต่อย่าหวังไว้สูงมากเลยนะ เราสองคนนอกจากพวกนั้นยังแย่กว่าหน่อย แต่ยังไงฉันก็จะพยายามหาทางให้เราอยู่โดยไม่ต้องหลบซ่อนอีก”


อีฟส่งยิ้มน่ารักให้อีกคน ก่อนจะถูกริมฝีปากหนานั้นกดจูบลงมาอย่างหมั่นเขี้ยว เรียวลิ้นอุ่นชื้นส่งเข้ามาในปากเล็ก ต่างคนต่างดูดดึงลิ้นอ่อนนุ่มของกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่สุดท้ายเลียมจึงถอนริมฝีปากออกอย่างยอมแพ้


“นายจูบเก่งขึ้นนะ” เลียมยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย จนคนเล็กกว่าต้องหัวเราะออกมา


“เราไปอยู่ประเทศเล็กๆ ที่มีหน้าร้อนนานกว่าเดิมก็ดีนะ”


“นี่นายคิดไปถึงขั้นนั้นแล้วเหรออีฟ”


ชายหนุ่มผิวเข้มส่งสายตาหวานเชื่อมให้ มือหนาใหญ่ขยี้ลงบนกลุ่มผมดกดำนุ่มสลวยที่วางอยู่บนไหล่ตนจนยุ่งเหยิง เสียงร้องเล็กเหมือนลูกแมวยามไม่พอใจดังขึ้น ก่อนที่อีฟจะมุดหนีออกจากอีกคน


“ฉันมันก็เป็นคนช่างฝันแบบนี้แหละเลียม ถ้านายไม่พอใจจะเลิกกับฉันก็ได้นะ” คางเล็กๆ นั่นเชิดขึ้นจนใบหน้าน่ารักนั้นดูเย่อหยิ่งยิ่งกว่าเดิมอย่างน่าหมั่นไส้


“ฝันไปเถอะอีฟ ฉันจะตามก้นนายจนกว่าจะตายไปเลย”


อีฟหัวเราะอย่างขบขันก่อนจะปีนบันไดกลับลงมาด้านล่าง เลียมจึงตามอีฟลงมาด้วย




“นี่พวกนายแอบไปจู๋จี๋ที่ไหนมาน่ะ” จอร์จตะโกนถามเมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามานั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม “ปากนายบวมนะอีฟ”


อีธานหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะหันไปกระซิบกระซาบกับมาร์เชลจนเธอยิ้มเขินตีแขนเขาเบาๆ




อีฟใช้มือแตะริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะลุกไปห้องน้ำอย่างไม่มั่นใจ นี่เขาดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอว่าเพิ่งไปฟัดกับคนอื่นมา? 


ร่างผอมบางเดินมายังห้องน้ำที่อยู่ท้ายเรือ ห้องน้ำนี้มีตู้กระจกสำหรับอาบน้ำฝักบัวอยู่ในตัว เป็นห้องน้ำแบบขนาดกระทัดรัดที่มีของครบครัน อีฟเข้าไปแล้วก็ล็อกกลอนก่อนจะมองภาพตนเองที่ถูกฉายในกระจก มองริมฝีปากบางเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะบวมขึ้นมาเล็กน้อยอย่างที่จอร์จว่า แต่ที่ทำให้เห็นชัดเลยก็คือริมฝีปากที่เคยเป็นสีชมพู ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนผลเชอรี่สด


“คงจะจูบนานไปหน่อย” อีฟบ่นพึมพำ หันหน้าไปอีกด้านเพื่อจะใช้ชักโครก มือเรียวเปิดฝาที่ปิดเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะชะงักค้างไป


“นั่นอะไร?” ร่างบางเบิกตามองเส้นผมยาวหยักศกสีดำที่ติดอยู่ด้านในโถ อีฟยืนมองมันแบบนั้นก่อนจะตัดสินใจใช้กระดาษทิชชู่บนเคาน์เตอร์หยิบเส้นผมนั้นขึ้นมาพิจารณา


มันเป็นเส้นผมของคนที่ผมยาวมากๆ น่าจะเลยไหล่ลงมา คงจะเป็นผมของผู้หญิง แต่บนเรือนี้ไม่มีผู้หญิงผมดำ มาร์เชลเธอมีผมสีบลอนด์สว่างและตาสีฟ้า ส่วนมาร์เชลเธอมีผมสีเปลือกไม้แดง


คงเป็นผมของลูกค้าคนก่อนหน้าของเอ็ดเวิร์ด หรือไม่ก็อาจเป็นของคนในครอบครัวของเขาก็เป็นได้




เพราะเป็นคนชอบสังเกต หรือเป็นเพราะนิสัยชอบหวาดระแวงของอีฟ ที่ทำให้ชอบมองเห็นสิ่งเล็กน้อยที่คนอื่นมองข้าม เขาจะเป็นแบบนี้เสมอ แต่เมื่อหาเหตุผลให้มันได้แล้วจึงไม่คิดมากเรื่องนี้อีก อีฟทิ้งเส้นผมในกระดาษชำระลงในชักโครก ขณะที่หูฟังเสียงน้ำไหลลง ดวงตากลมโตก็เบิกขึ้นมาอีกครั้ง


อีฟยืนนิ่งขณะสมองกำลังประมวลผลและหาเหตุผลมาคิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ กับสิ่งที่ตนพบเจอที่ขอบตู้ใต้เคาน์เตอร์ มีรอยเลือดขนาดเล็ก ติดอยู่บนพื้นกระเบื้อง มันเป็นรอยเล็กๆ จางๆ ที่หากไม่เพ่งมองจริงๆ ก็คงมองไม่เห็น และหากถูกน้ำไปก่อนหน้านี้มันคงหายไปได้อย่างง่ายดาย


ร่างผอมบางก้มตัวลงนั่งชันเข่า ก่อนที่มือเรียวจะเปิดตู้เคาน์เตอร์ออกมา กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ได้กลิ่นจางๆตั้งแต่เปิดประตูห้องน้ำ ตอนนี้กำลังตีเข้าหน้าของอีฟอย่างจัง แต่ตู้เคาน์เตอร์ด้านในกลับไม่มีสิ่งใดอยู่ทั้งนั้น ไม่มีแม้แต่ของใช้ในห้องน้ำหรือสิ่งอื่นใด มีเพียงกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่ฉุนจนแสบจมูก


เส้นผมผู้หญิง รอยเลือด กลิ่นยาฆ่าเชื้อ




“เฮ้! อีฟ ให้ฉันเข้าไปหน่อย”


เสียงอีธานดังจากนอกห้องน้ำ อีฟจึงหลุดจากภวังค์ ร่างบางทำเป็นกดชักโครกอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำ


“โทษที ฉันคิดว่าคงดื่มแชมเปญมากไปหน่อย” อีธานผลักอีฟออกเบาๆ อย่างรีบร้อน ก่อนจะรีบเข้าไปแทนที่


อีฟส่ายหน้าเบาๆ ที่อีกคนทำเป็นเจ๋งต่อหน้าผู้หญิง แต่พออยู่ลำพังกับเพื่อนก็ยังเป็นคนบ้าบออยู่ดี






สี่โมงเย็นเรือก็จอดเทียบท่าของเมืองสตีพโฮล์ม ฝนที่ทำท่าจะตกมาหลายชั่วโมง ตอนนี้ก็ถึงเวลาตกหนักเสียที โชคดีที่เรือขึ้นฝั่งได้ทันเวลาก่อนที่คลื่นจะลูกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม


“เกรย์สัน โรงแรมที่นายจองไว้มันอยู่ไหน” อีธานเร่งถามทันทีเมื่อเม็ดฝนตกปรอยๆ ลงมาเบาๆ แต่ท้องฟ้ากับมืดครึ้มจนดูไม่ได้ ชายหนุ่มจึงห่วงว่าแฟนสาวของตนจะต้องเปียกซ่ก


“ไม่รู้สิ บอกชื่อโรงแรมกับแท็กซี่ก็พอมั้ง”


เกรย์สันว่าแล้วก็เดินนำทุกคนไปรอรถที่ป้ายรถประจำทาง รอจนฝนที่ตกหนักเปลี่ยนเป็นตกปรอยๆ อีกครั้งก็ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาสักคัน หรือแม้กระทั่งรถอื่นๆ ยังผ่านมาเพียงนานๆครั้ง ทุกคนจึงขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ


“นี่มันอะไรกันว่ะ” อีธานสบถอย่างหัวเสีย


“กลับไปดูที่ท่าเรือไหม เอ็ดเวิร์ดอาจจะยังอยู่” จอร์จว่าแล้วก็แบกกระเป๋าทำท่าจะเดินกลับไปที่ท่าเรือ


“ไม่ต้องหรอก” อีฟรีบบอกก่อนที่ทั้งหมดจะกลับไปบนเรือนั่นอีกครั้ง “ฉันว่าลองขอติดรถใครสักคนไปก็ได้ คงจะมีคนยอมให้เราไปด้วย”


จอร์จได้ยินแล้วจึงเดินกลับมา ผ่านไปไม่นานก็มองเห็นรถกระบะสีแดงเก่าๆ แล่นผ่านมาทางนี้ เลียมจึงรีบเดินหน้าไปชูมือเรียกรถคันนั้นทันที


รถกระบะสีแดงค่อยๆ จอดลงตรงหน้าคนทั้งหมด คนขับรถเป็นชายแก่ที่มีผมขาวโพลนทั้งหัว ข้างในรถของเขาเก่าโทรม ท้ายกระบะก็มีเศษดินอยู่เต็มไปหมด


“ฉันไม่อยากขึ้นรถนี่” มาร์เชลบ่นออกมา


“เฮ้ เราเปลี่ยนคันเถอะ”


อีธานจึงรีบร้องบอกเลียมที่กำลังคุยอยู่กับชายแก่คนนั้น แต่เลียมกลับหันมาบอกให้ทุกคนขึ้นรถ “ฝนกำลังจะตกหนักขึ้นอีก ถ้าใครอยากยืนตากฝนก็รอรถคันใหม่เอง”


เมื่อเลียมบอกแบบนั้นแล้วจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร ทยอยขนของขึ้นท้ายกระบะกัน สองสาวมีสีหน้าไม่ดีอยู่บ้างแต่ก็ยอมขึ้นไปบนรถ


“เป็นทริปที่ห่วยชะมัด” เจนนิเฟอร์บ่นออกมา


เลียมที่ยกกระเป๋าของตนเสร็จแล้วก็หันมาหยิบกระเป๋าของอีฟขึ้นไปด้วย เจนนิเฟอร์มองมาที่คนทั้งสองก่อนที่จะส่งกระเป๋าของตนให้เลียมบ้าง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รับกระเป๋าสีแดงของเธอขึ้นไปวางไว้ด้วยกัน เพราะฝนกำลังจะตกหนักอีกครั้ง ทั้งหมดจึงต้องรีบทำเวลา ทยอยขึ้นมานั่งบนรถเก่าๆ กันจนครบ


“คราวหน้าฉันจะยกกระเป๋าให้เองเจน” จอร์จบอกกับอีกคนเมื่อหันกลับมามองเจ้าของอกอวบอิ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างหวานเชื่อม


“แต่ฉ้นอยากให้เลียมทำให้”




บรรยากาศกระอักกระอ่วนเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน ทุกคนแอบมองไปที่อีฟว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่เจ้าตัวกลับเอาแต่มองไปรอบๆ อย่างเหม่อลอย ยิ่งรถเคลื่อนตัวออก อีฟก็ยิ่งมองไปทั่วมากกว่าเดิม


เมืองนี้เงียบเกินไป เหมือนไม่มีใครอยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะฝนตก คนที่นี่จึงหลบอยู่ในบ้าน




ห่างจากท่าเรือออกมาอีกไกลกว่าจะเข้าสู่ในตัวเมืองต้องผ่านนาข้าวโพดขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าจะมองไปที่ไหนก็ดห็นเพียงถนนและทุ่งข้าวโพด เมื่อเข้ามาในเมืองแล้วบรรยากาศก็ไม่ได้ต่างจากถนนที่ผ่านมามากนัก นั่นคือไม่มีผู้คน ตอนนี้ไม่ใช่เพียงอีฟที่มองไปรอบๆ อย่างแปลกใจ ทักคนต่างก็สังเกตเห็นมันทันที ไม่ทันที่จะได้พูดคุยอะไรกันมากนัก รถก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะดับสนิทเมื่อถึงโรงแรมที่เกรย์สันจองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว


โรงแรมชื่อโอลิเวียร์ เป็นตึกทรงยุค Victorian ที่ดูเก่าโทรม ป้ายด้านหน้าตัวหนังสือขาดหายและเริ่มซีดจาง ต้นไม้ในกระถางยืนต้นตายแห้งกรอบ เห็นได้ว่าไม่ได้ดูแลรักษามานาน


“ที่นี่ดูแย่สุดๆ” เป็นจอร์จที่บ่นออกมาก่อนใครเพื่อน “นายแน่ใจนะว่านี่โรงแรมน่ะเกรย์? ฉันคิดว่าตึกร้างแถวตรอกดัชเชส”


“ที่นี่มีโรงแรมอยู่ที่เดียว ช่วยไม่ได้” เกรย์สันมองไปรอบๆ อย่างไม่ทุกข์ร้อน “ฉันทำดีที่สุดแล้ว”


“บ้าเอ้ย! ทั้งเกาะมีโรงแรงอยู่ที่เดียว!? ตลกเป็นบ้า!” อีธานกระแทกเสียงใส่อย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินยกกระเป๋าตัวเองกับแฟนสาวขึ้นบันไดเตี้ยๆ นำหน้าไปก่อน มาร์เชลและเจนนิเฟอร์จึงเป็นอีกสองคนที่ตามเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้


เมื่อทุกคนเข้ามาด้านในจนครบแล้ว เกรย์สันจึงเดินไปที่เคาน์เตอร์ที่มีผนังหั้นอีกฝั่ง มีเพียงผ้าคลุมลายดอกไม้กั้นช่องเล็กๆ ปิดไว้เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เกรย์สันเคาะผนังไม้สองสามครั้ง ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะชะโงกหน้าออกมาจากหลังผ้าคลุม


“ผมเกรย์สัน คอลลินที่จองห้องไว้” เกรย์สันยิ้มน้อยๆ บอกกับเธอ


หญิงคนนั้นมีใบหน้าคล้ายกับหญิงสาวในภาพวาดชื่อดัง ศรีษะของเธอเปิดกว้าง มีผมดำหยักศก และใบหน้ากลมขาวซีดไม่มีขนคิ้วเลยสักเส้น จึงทำให้ดวงตาของเธอดูใหญ่โตยิ่งกว่าเดิม


“โอ้ คุณคอลลินนี่เอง” เธอร้องออกมาอย่างดีใจ ยื่นมือขาวของเธอออกมาทักทายกับเกรย์สัน “ในที่สุดก็มาเสียที ฉันนั่งรอคุณตั้งนานแล้ว”


“คุณคงเป็นคุณนายโอลิเวียร์” เกรย์สันเขย่ามือที่ไม่ยอมปล่อยนั่นไปมาหวังให้มันหลุดออก แต่ก็ยังคงรักษาใบหน้ายิ้มแย้มมีมารยาทได้อยู่ “โรงแรมคุณดูคลาสสิคมากครับ”


อีธานกับจอร์จที่ได้ยินก็ถึงกับเบ้ปาก ใบหน้าของพวกเขาดูแย่สุดฟ เมื่อกวาดสองตามองไปรอบๆ โถงของโรงแรมที่เต็มไปดวยฝุ่นและหยากไย่