ในยามที่คนทั้งสองได้ตัดสินใจหันหลังให้พระผู้เป็นเจ้า ในใจนั้นไร้ซึ่งความศรัทธาแล้ว ความหวังและการสวดภาวนาได้สิ้นสุดลงพร้อมเสียงสวดในโบสถ์ของเย็นวันนั้น
ชาย-ชาย,แฟนตาซี,อาชญากรรม,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,แฟนตาซี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
MADDOGในยามที่คนทั้งสองได้ตัดสินใจหันหลังให้พระผู้เป็นเจ้า ในใจนั้นไร้ซึ่งความศรัทธาแล้ว ความหวังและการสวดภาวนาได้สิ้นสุดลงพร้อมเสียงสวดในโบสถ์ของเย็นวันนั้น
ถนนเก่าๆและเสาไฟที่ติดๆ ดับๆ ร่างผอมบางออกแรงวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมหยุดเท้าเพื่อพักหายใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเหงื่อจะไหลโทรมกาย แม้ว่าอวัยวะภายในจะเจ็บปวดเพราะปอดสูดหายใจรับออกซิเจนเข้าไปไม่ทัน แต่สมองกลับหลั่งอาดรีนารีนออกมาพลุ่งพล่านไปทั่วกาย รูม่านตาขยายออกพร้อมหัวใจที่เต้นรัวเร็ว มันสั่งว่าห้ามหยุดวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งจนหัวใจหยุดเต้นก็อย่าหยุดเท้าทั้งสองข้างเด็ดขาด
“เลียม! นายอยู่ไหน!” เสียงตะโกนแหบพร่าเพราะลำคอแห้งผากจนแสบร้อนดังก้องไปทั้งถนนมืด มันสะท้อนกลับมาเป็นคำพูดแบบเดียวกันราวกับว่าความมืดมิดนี้กำลังล้อเลียนเขาอยู่
ไม่ไกลจากกลางถนนห่างจากเจ้าของเสียงร้องเพียงไม่กี่เมตร เงาร่างดำทะมึนขนาดยักษ์กำลังไล่ตามมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหายใจของมันมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ทำให้แทบจะอาเจียนออกมา มันไม่ได้ดูหิวโหยเลยแม้แต่น้อย มันทำเพียงแค่ไล่ตาม และหยุดชะลอฝีเท้าเมื่อระยะห่างเริ่มประชิด หลังจากนั้นมันจึงจะไล่กวดมาอีกครั้งราวกับกำลังหยอกล้อเล่นกับเหยื่ออย่างสนุกสนาน
“ไม่! ถอยไปนะ ถอยไป!” ร่างผอมบางกรีดร้องออกมา ขณะที่ลมหายใจร้อนระอุรินรดที่แผ่นหลัง กลิ่นเลือดทำให้ขนแขนลุกชันพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา “โอ้พระเจ้า ไม่นะ”
เมื่อหันหลังกลับไปมองก็เห็นสุนัขป่าสีดำตัวใหญ่กำลังไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ มันอ้าปากกว้างจนเผยเขี้ยวแหลมคมปานฝันร้าย ดวงตาของมันสะท้อนแสงท่ามกลางความมืดขณะจ้องมองมาที่เขา
“โอ้พระเจ้า ไม่นะ”
เสียงแหบทุ้มต่ำชวนขนลุกเอ่ยตามอีกคน ขณะที่มันพยายามบีบเสียงให้เล็กลงนั้น ยิ่งทำให้มันน่าหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ
…..
“เฮ้! อีฟ นายเป็นเป็นอะไร”
แรงเขย่าและเสียงเรียกทำให้เจ้าของชื่อตื่นจากฝันร้าย อีฟเบิกตาโพลงออกมาเมื่อตื่นจากฝันประหลาดนั้น เหงื่อกาฬไหลลงตามกรอบหน้าจนเส้นผมหนานุ่มสีดำแนบไปกับหน้าผากและแก้ม ชายร่างสูงใหญ่ผิวกายสีเข้มมองมาที่อีฟอย่างเป็นห่วง ก่อนใช้หลังมืดเช็ดเหงื่อที่หยดลงมาใต้คางให้
“ละ..เลียม” อีฟเอ่ยเรียกอีกคนก่อนจะมองไปรอบกาย เมื่อเห็นว่าพวกเขายังอยู่ที่ซับเวย์ ไม่ใช่ถนนแถบชนบทอย่างในฝัน จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“นายฝันร้ายหรอ”
เลียมถามล้อเลียน ก่อนจะล้วงบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟให้ปลายเป็นสีแดง ริมฝีปากหนาดูดปลายอีกด้านเข้าจนเต็มปอดพ่นควันสีขาวออกมาก่อนจะส่งให้อีกคน
อีฟส่ายหน้าไปมา ปฏิเสธมัน “ฉันแสบคอไปหมดเลย อยากได้น้ำมากกว่า”
“งั้นรอนี่ เดี๋ยวฉันมา”
เลียมบอกกับอีฟ คีบบุหรี่ไว้ในปากแล้วจึงเดินไปหาตู้กดน้ำที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของม้านั่ง
ร่างผอมบางหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูเวลา ขณะเลื่อนจอเพื่อปลดล็อกก็ถูกรอยแตกร้าวบนหน้าจอนั้นบาดเอาจนหัวแม่มือของตนห้อเลือด
“เวรเอ้ย”
อีฟบ่นออกมาเสียงเบา ส่งลิ้นเล็กๆเลียที่บาดแผลนั้นเพื่อห้ามเลือด ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจึงได้หันกลับไปมองอย่างแปลกใจ ก็เจอกับชายผมสีอ่อนรูปร่างท้วมกำลังจ้องมาทางเขาอยู่
เมื่อเห็นว่าถูกจับได้แล้ว ชายคนนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้ “เท่าไหร่?” ปากก็ถามออกมา สายตาไล้มองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง
“ฉันไม่ได้ขาย” อีฟตอบกลับไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย ไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด เพราะเหตุการณ์แบบนี้นั้นเคยเกิดกับเขามาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“คิดว่าฉันไม่มีเงินหรือไง”
ชายคนนั้นถามอย่างเอาเรื่อง ขณะเดินดุ่มเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมอย่างคุกคาม
“เปล่า ฉันคิดว่านายเป็นขอทานต่างหาก”
เมื่อถูกร่างบอบบางพูดยั่วยุ มือหนานั้นจึงคว้าคอเชื้อของอีฟขึ้นจนตัวที่นั่งอยู่บนม้านั่งลอยตามแรงฉุดกระชากนั้นไป ดวงตาสีน้ำตาลจ้องเขม็งมาอย่างโกรธเคือง ก่อนจะแค่นเสียงหยันดูถูกออกมา “เหอะ ดูสภาพแกก่อนสิ มานอนหลับอยู่แถวนี้น่ะหรอยังกล้าเล่นตัว หรือแกขายให้แต่คนดำกัน”
ไม่ทันที่อีฟจะได้ตอบโต้กลับไป ก็มีแรงฉุดกระชากมหาศาลจนชายร่างท้วมต้องล้มลงไปกับพื้น เป็นเลียมที่เดินมาพร้อมกับกระป๋องโค้กในมือ มือหนาใหญ่อย่างคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันยื่นมันให้กับร่างบางขณะที่สายตายังคงมองไปที่คนที่นอนจุกอยู่กับพื้นอย่างดุร้าย
“ถ้ายังไม่อยากตายก็รีบไปให้พ้นสายตาฉันซะ”
เลียมเค้นเสียงต่ำเอ่ยออกไป จึงยิ่งทำให้ความสูงใหญ่ของตนดูน่าหวาดกลัวมากกว่าเก่า ทำให้ร่างท้วมๆนั้นรีบกุลีกุจอลุกขึ้นวิ่ง แม้ว่าตนจะเจ็บจนไม่อาจขยับมือที่ส้นได้
“มันทำอะไรนายหรือเปล่า”
น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถามร่างเล็กที่ตอนนี้ทำเพียงส่งยิ้มบางๆให้ อีฟหัวเราะออกมาในที่สุดเมื่อมองใบหน้านั้นที่กำลังขมวดคิ้วมองสำรวจไปทั่วร่างตนเอง ก่อนจะชูมือซ้ายของตนขึ้นมาให้อีกคนดู
นาฬิกาเรือนเก่าแต่ยังเป็นของมีราคาถูกโชว์ให้ร่างสูงดูสุดแขนอย่างซุกซน อีฟยิ้มออกมาจนเห็นเขี้ยวเล็กๆทั้งสองข้าง จนอีกคนต้องถอนหายใจออกมา ทั้งเหนื่อยใจและรักใคร่เอ็นดูอีกคน
“มันอันตรายนะอีฟ ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้”
“ฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ แค่ยั่วโมโหคนเล่นเท่านั้น” ร่างบางหัวเราะอย่างขบขัน
“ถ้าฉันมาช้า นายจะทำยังไง”
“ถ้านายมาช้า ฉันก็จะทำให้มันพูดไม่ได้อีกเลย”
เลียมส่ายหัวไปมาอย่างไม่เห็นด้วย ก่อนจะล็อกคออีกคนที่สูงเพียงหน้าอกตนเอาไว้ให้เดินตามไป “ไหนนายลองทำให้ฉันดูหน่อยสิ” เสียงทุ้มนั้นกลั้วหัวเราะขณะมองคนตัวเล็กๆดิ้นไปมาในแขนของตน
“นายมันไททันเลียม ปล่อยฉันสิ!” คนตัวเล็กกว่าบ่นออกมาอย่างเหลืออดเมื่อไม่สามารถหลุดออกจากวงแขนของคนที่สูงเกือบสองเมตรนี้ได้
“ไม่ ฉันอยากเห็นคนปากเก่งคนนั้นดูว่าจะสักแค่ไหนกัน”
ร่างสูงหัวเราะอารมณ์ดีขณะพาอีกคนเดินขึ้นมาจากบันไดของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังจากที่อีฟนั่งรอเลียมทำงานแถวๆนี้จนถึงสี่ทุ่ม ทั้งสองคนก็เดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากนี่มานัก เป็นตรอกถนนแคบๆที่อัดแน่นไปด้วยอพาร์ตเมนต์โทรมๆ เมื่อใกล้ถึงแล้วจะได้กลิ่นอับที่เป็นเอกลักษณ์ของตรอกที่เป็นที่อยู่ของคนที่ไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกอย่างอีฟและเลียม
อีฟถูกพามาที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก แม่ของเขาเป็นคนเอเชียที่สวยและเป็นที่นิยมในย่านเริงรมย์ แล้วก็ตั้งท้องอย่างไม่ตั้งใจกับลูกค้าสักคนหนึ่ง จากนั้นก็ขายเด็กชายตัวน้อยที่น่าตาเหมือนตนอย่างกับแกะให้กับคนรวยที่อยากได้เด็กเอเชียรับไปเลี้ยงดู วันหนึ่งเมื่อพอจะรู้ว่าควรรีบหนีไปก่อนจะโตพอที่จะใช้งาน เด็กชายจึงหนีออกมาจนได้มาเจอกับเลียมและเพื่อนๆที่มีอดีตอันน่าหดหู่ไม่ต่างจากเขามากนัก
อีฟจำชื่อเต็มๆของตนเองไม่ได้แล้ว ชื่อที่แม่ตั้งให้ เหมือนที่เลียมก็จำอะไรในวัยเด็กไม่ได้แล้วเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วพวกเขาทั้งคู่จำไม่ได้ หรืออยากจะลืมกันแน่เขาก็ไม่แน่ใจนัก
เลียมเป็นลูกครึ่งอเมริกันและแอฟริกัน ทำให้เลียมมีรูปร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตร ผิวกายสีน้ำตาลเข้มเหมือนผลโกโก้บวกกับผมทรงสกินเฮดทำให้ดูดุดันสมชายจนไม่มีใครกล้าสบตา จึงมีเพียงอีฟที่รู้ว่าเลียมมีดวงตาสีเทาเป็นประกายเหลือบทองที่งดงามมากเพียงใด
“มองอะไรของนาย รีบเข้าไปสิ” เมื่อถึงประตูลิฟต์ของอพาร์ตเมนต์ ร่างสูงใหญ่เลิกคิ้วมองคนตัวเล็กที่ยิ้มจนตาหยีอยู่ข้างๆ
ยิ่งมองเลียมก็ยิ่งนึกถึงหนูตัวเล็กๆที่คนชอบเลี้ยงอยู่ในกรง คนตรงหน้าเขามีใบหน้ากลมและดวงตาสีดำใสเหมือนลูกปัดเล็กๆ จมูกน้อยโด่งนิดหน่อยนั้นเชิดรั้นขึ้นบอกถึงนิสัยดื้อดึงของเจ้าตัว ทุกอย่างที่เป็นคนตรงหน้าทำให้เลียมตกหลุมรักทั้งหมด
ประตูห้องสีน้ำตาลเก่าซีดที่คุ้นเคยปรากฎขึ้นเมื่อคนทั้งคู่เดินออกจากลิฟต์มาถึงกลางโถงทางเดินชั้นสามจากอีกหลายบานประตูในชั้นนี้ ไม่ทันได้เปิดเข้าไปห้องที่ไม่เก็บเสียงนี้ก็ปรากฏเสียงตะโกนเหมือนคนกำลังทะเลาะกันอย่างวุ่นวายอยู่ภายใน
เลียมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายขณะขมวดคิ้วจนยุ่ง ก่อนจะเปิดประตูที่ไม่เคยลงกลอนเลยสักครั้งยามเขาไม่อยู่ในห้อง
“เฮ้! เกิดอะไรขึ้น” เลียมพุ่งเข้าไปผลักชายหนุ่มทั้งสองคนในห้องที่ตั้งท่าจะปะทะกันอีกครั้งให้ออกห่างจากกัน แต่ชายหนุ่มผิวแทนที่มีผมเป็นสีบอลบอนด์สว่างก็ยังคงอยากจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเพื่อนเจ้าเนื้ออยู่ดี เลียมจึงต้องใช้แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของตนล็อกคอเขาเอาไว้
“ฉันจะต่อยแกให้ยับเลยไอ้หมูตอน!” อีธาน คาร์เตอร์ ร้องตะโกนออกมาอย่างเคียดแค้น ชี้หน้าใส่อีกคน ตอนนี้เขาอยากจะบีบบคอมันให้ตายเหลือเกิน
“สมองถั่วอย่างแกจะรู้อะไร!” หมูตอนหรือจอร์จ โคลตัน ที่ถูกซ้อมจนตาบวมปูด บัดนี้กลับมีความกล้ามากขึ้นเมื่อเพื่อนอีกสองคนกลับมาได้เสียที ยามนี้จึงด่าอีกคนกลับอย่างเหลืออด
“เฮ้! เฮ้! นี่มันเรื่องอะไรกัน เกรย์! นั่งเฉยทำไมมาช่วยฉันสิ”
เสียงตะโกนเรียกเพื่อนอีกคนในห้องที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เจ้าตัวทำเพียงครอบหูฟังอันใหญ่ไว้บนคอ นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอม มือหนึ่งกดแป้นบนคีย์บอร์ดขณะอีกมือคลิกเม้าส์ไปพร้อมๆกัน บนหน้าจอคอมนั้นเป็นฉากที่ตัวละครในเกมที่เขาบังคับกำลังกระหน่ำยิงปีศาจยักษ์อยู่
“ช้าน..ม่าย..แคร์” เกรย์สัน คอลลิน พูดเสียงยานคาง นิ้วหัวแม่มือขวาก็คลิกเม้าส์รัวๆไม่หยุด “ลาสบอสกำลังจะโดนฉันสอยเดี๋ยวนี้”
อีฟถอนหายใจให้กับภาพวุ่นวายตรงหน้า ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปด้านใน ผลักจอร์จให้ล้มนั่งลงบนโซฟา เมื่ออีธานที่หลุดจากแขนของเลียมได้ ตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่จอร์จอีกครั้ง อีฟจึงจับแขนของร่างสูงให้บิดไขว้หลังจนอีกคนต้องร้องโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด
“นี่! จะทำฉันทำไม ไอ้หมูตอนนั่นต่างหากที่สมควรโดน!”
“เลิกบ้าสักทีอีธาน นั่งลงแล้วบอกฉันว่ามันเกิดอะไรขึ้น” อีฟถามออกไปเสียงเรียบ
“เวรเอ้ย!” อีธานสะบัดแขนไปมาอย่างเจ็บปวดเมื่ออีฟปล่อยมือแล้วผลักเขาให้นั่งบนโซฟาอีกฝั่งตรงข้ามกับคู่กรณี แต่สายตาก็ยังไม่ยอมละออกจากใบหน้าของจอร์จที่บวมเป่ง แต่สีหน้ายังดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มากเพราะอีฟกับเลียมกลับมา
“ว่ามาสิ คราวนี้พวกนายทะเลาะอะไรกันอีก” เลียมถามออกไปขณะยืนพิงกำแพงอยู่ใกล้ๆ เตรียมพร้อมหากเพื่อนทั้งสองจะพุ่งเข้าใส่กันอีก
แต่ความจริงคือ เขาเตรียมจะล็อกคออีธานมากกว่า เพราะจอร์จที่ตัวอัดแน่นไปด้วยไขมันจากอาหารขยะ ไม่สามารถสู้กับอีธานที่ออกกำลังกายทุกวันได้เลย
“ถามมันสิว่ามันทำอะไรลงไป!” อีธานตะคอกขณะถลึงตามองตัวต้นเหตุ
“ฉันทำสิ่งมหัศจรรย์ต่างหากล่ะ! นายมันไม่เข้าใจที่ฉันพูดเอง” ท้ายเสียงนั้นจอร์จบ่นออกมาเบาๆขณะสูดปากเพราะบาดแผลที่ปริแตกที่คิ้วและมุมปาก
“แกทำให้เงินที่เราปล้นมาอย่างยากลำบากเมื่อเดือนก่อนหายไปกับตา!” หนุ่มผมบลอนล์ร้องเสียงแหลม ชี้หน้าอีกคนด้วยความโกรธ “เงินนั่นทำให้เราอยู่ได้อีกหลายเดือน แต่แกเอาไปแลกกับแผนที่หาสมบัติเด็กเล่นปัญญาอ่อนของแก!”
“มันไม่ใช่แผนที่เด็กเล่น! นี่มันของจริง!” จอร์จตะโกนเสียงแหลมสูงตาม ก่อนจะล้วงหยิบกระดาษหนังสัตว์เก่าๆ ซีดๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขาดๆ มันยับยู่ยี่จนดูเหมือนกระดาษชำระก้อนหนึ่ง “ฉันแลกเงินไม่กี่ดอลลาร์จากร้านสะดวกซื้อโง่ๆ ที่เราไปปล้นมากับนี่! นี่เป็นแผนที่ในคฤหาสน์และที่ฝังศพของตระกูลผู้ดีเก่าแก่ในเมืองสตีพโฮล์ม เจ้าโง่เอ้ย!”
อีฟยื่นมือไปคว้ากระดาษชำระก้อนสีน้ำตาลนั้นมาคลี่ออกดู มันเป็นกระดาษที่ดูเหมือนฉีกออกมาจากหนังสือหรือสมุดสักเล่ม บนหัวมุมเขียนว่า ‘ตระกูลวินเซนท์’ ด้วยลายมือบบรรจงที่ซีดจางจนแทบมองไม่เห็น
“จอร์จ นี่มันก็ดูเหมือนจริงนะ แต่ถึงจะจริงหลุมศพของบ้านคนอื่นจะมีของดีฝังอยู่จริงหรอ” อีฟถอนหายใจขณะถามออกไป ในหัวนึกถึงเงินที่ได้มาเมื่อเดือนก่อนที่ได้มาอย่างยากลำบาก พวกเขาต้องตระเวนขับรถที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนไปตามชนบท กว่าจะหาร้านขายของชำหรือร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ไกลจากบ้านเรือนในเวลานั้นได้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง และเจ้าของร้านก็เป็นเพียงชายแก่ที่เดินเหินไม่สะดวก ตอนนั้นอีฟไม่ได้อยากปล้นชายแก่คนนั้น แต่ก็ไม่อาจถอนตัวได้
“นี่ฉันได้มาจากคนรู้จักที่ไว้ใจได้ บ้านนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ถึงหนึ่งในสามของเกาะที่มันเคยอยู่ ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ตระกูลนั้นเก่าแก่มาก รวยจนเอาเพชรพลอยฝังเล่นกับศพจริงๆ” จอร์จบอกอย่างกระตือรือร้น
“ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง แล้วทำไมเพื่อนนายถึงไม่ไปเอาล่ะจอร์จ ทำไมถึงต้องมาแลกกับเงินไม่กี่ดอลกับนายได้ มันไม่มีเหตุผลเลยนะ” เลียมขมวดคิ้วถามเสียงดุ เพราะเรื่องที่อีกคนนำเงินส่วนกลางไปใช้โดยไม่ปรึกษาก่อน ทำให้เขารู้สึกโมโหอยู่บ้างเหมือนกัน
“คืองี้นะ หมอนั่นไม่ใช่เพื่อนฉัน แค่รู้จักกัน และฉันรู้ว่ามันเป็นคนยังไง มันขี้ขลาดสุดๆ แถมยังติดหนี้พนันไปทั่ว และถ้ามันกล้าหลอก ฉันจะไปอัดมันแน่นอน ส่วนที่มันไม่ไปเอาก็เพราะว่าที่นั่นมีผีน่ะสิ มันบอกฉันว่ามันเคยเห็นกับตาตอนที่เตรียมเสียมไปที่นั่นกับน้องชาย”
“ผีแม่นายหรือเปล่าจอร์จ”
“หุบปากซะอีธาน แม่ฉันยังไม่ตาย เธอแค่เป็นเอดส์” คนร่างท้วมเอ่ยอย่างเหนื่อยใจคล้ายไม่อยากจะทะเลาะกับอีกคนให้เสียเวลา “มันบอกว่าที่ผ่านมาใครๆก็ลองเข้าไปเยี่ยมดูกันทั้งนั้น มีใครไม่รู้บ้างว่าที่นั่นมีแต่เงินทองอยู่ใต้ดิน หวังจะได้พลอยกลับบ้านสักเม็ด แต่ไม่ทันได้ขุดก็เจอดีเข้าก่อนแล้ว” จอร์จเล่าอย่างออกรส
“ว้าว..น่าสนุกดีนะ” เกรย์สันที่ไม่รู้ว่าเล่นเกมเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่หมุนเก้าอี้กลับมานั่งฟังอยู่เงียบๆ ก่อนจะใช้เท้าถไลเก้าอี้ให้เข้ามาใกล้ๆอีฟ “ขอฉันดูหน่อย” มือขาวซีดยื่นออกมาขอกระดาษในมืออีกคน อีฟจึงส่งให้
“สตีพโฮล์ม” เกรย์สันอ่านออกเสียงหลังจากพลิกกระดาษไปมาอ่านตัวหนังสือซีดๆ มันจนหมดทุกมุม “ฉันพอรู้ทาง เคยได้ยินชื่อมาก่อน ขับรถไปตามซับเวย์จนสุดป้ายทางตะวันตก แล้วขับรถไปต่อเรือที่ท่าขึ้นอีกฝั่ง”
“นี่มันไม่ใช่เกมนะคุณคอลลิน กลับไปนั่งเงียบๆ เหมือนเดิมเถอะ” อีธานเหน็บอย่างโมโห “เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น! และจอร์จ แกต้องไปเอาเงินนั่นกลับมาแล้วเอากระดาษเน่าๆ แผ่นนี้ไปคืนพ่อนายซะ!”
“หรือนายกลัวล่ะอีธาน” เกรย์สันหรี่ตามองเหมือนจับผิดเพื่อยั่วอารมณ์อีกคน “นายคงไม่กล้าถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่คนแก่หรือไอ้อ้วนที่มีแต่ไขมัน”
“แต่ฉันกล้าต่อยไอ้เนิร์ดเกมแน่ว่ะ” อีธาน คาร์เตอร์กล่าวอย่างโมโห ทำไมวันนี้ทุกคนถึงต้องยั่วโมโหแต่เขากัน?!
“ยังไงก็ลองไปดู คงไม่ลำบากอะไรนัก” เลียมจึงตัดสินใจออกมาในที่สุด “นายก็ถือโอกาสพามาร์เชลไปเที่ยวด้วยสิอีธาน ชวนเธอไปด้วย ถือว่าไปพักร้อนไง”
เลียมกล่าวสรุปออกมา เมื่ออีธานได้ยินดังนั้นจึงยอมเงียบไป ถือเป็นการปิดฉากบทสนทนาลงในที่สุด
อีฟที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ จึงยืนขึ้นเดินไปยังห้องนอนเล็กๆ ขนาดไม่กี่เมตรฝั่งซ้ายของตนเงียบๆ เพื่อเตรียมอาบน้ำหลังจากออกไปข้างนอกมานานหลายชั่วโมง
เลียมเดินตามอีกคนเข้ามาในห้อง มองอีฟที่กำลังหยิบผ้าเช็ดตัวในตู้
“นายไม่อยากไปหรอ” เลียมเอ่ยถามออกมาขณะยืนอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิท
“เปล่า” อีฟตอบกลับไป “แต่ช่วงนี้ฉันไม่อยากไปไหนไกลเลย”
“มันไม่ไกลหรอก” เลียมเดินเข้ามากอดอีกคนจากด้านหลัง ริมฝีปากหนากดจูบลงบนผมสีดำนุ่มที่มีกลิ่นหอมของแชมพูอ่อนๆ “นายแค่ไปพักผ่อนก็พอ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก”
อีฟไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เพียงแค่หันกลับไปซุกใบหน้าลงกับอกหนา ดวงตาสีดำกลมโตกำลังเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างที่มีแสงจากเสาไฟที่ติดๆ ดับๆ ร่างเล็กจึงหลับตาลงไม่มองภาพนั้นและพยายามมองข้ามเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมา อีฟไม่ได้รู้เลยว่านั่นเรียกว่าลางสังหรณ์ของมนุษย์