"เป็นเด็กชานเมือง ชีวิตเหมือนจะเรียบง่าย...แต่ความจริงมันก็เหนื่อยเหมือนกัน​นะ" 

เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1 - 10 ฝันร้ายที่ยังคงอยู่ โดย Ummylady​ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ครอบครัว,รั้วโรงเรียน,ตะวันตก,วรรณกรรมเยาวชน,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ครอบครัว,รั้วโรงเรียน,ตะวันตก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

วรรณกรรมเยาวชน,พล็อตสร้างกระแส

รายละเอียด

เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1 โดย Ummylady​ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

"เป็นเด็กชานเมือง ชีวิตเหมือนจะเรียบง่าย...แต่ความจริงมันก็เหนื่อยเหมือนกัน​นะ" 

ผู้แต่ง

Ummylady​

เรื่องย่อ

สารบัญ

เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-1 การแข่งขันฟุตบอลและจักรยานวันเสาร์,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-2 ลูกแมวบนต้นไม้,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-3 การบ้านและความรับผิดชอบที่เติบโตไปพร้อมกัน,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-4 การเดินทางเพื่อธุรกิจของแม่,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-5 การมาของคุณย่า,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-6 ภารกิจพี่ชาย,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-7 ภารกิจพี่ชาย,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-8 Fika ดับง่วง,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-8 หมาป่าบนเนินเขาสีเทา,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-10 ฝันร้ายที่ยังคงอยู่,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-11 เรื่องราวฤดูร้อน... ที่ถูกความมืดมิดกลืนกิน,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-12 VDO Call จากแม่ในลอนดอน,เรื่อง​ของเรา... ใน​สตอกโฮล์ม​ 1-12 กิจวัตรยามบ่าย

เนื้อหา

10 ฝันร้ายที่ยังคงอยู่

ในเย็นวันนั้นเอง วิลเฮล์มรู้สึกราวกับมีก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ถ่วงอยู่ในอก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับจะหลุดออกมาจากซี่โครงทุกเมื่อยามนึกถึงเหตุการณ์สยองขวัญที่เพิ่งประสบพบเจอพร้อมกับเพื่อนๆ เมื่อตอนบ่าย ความหวาดกลัวเกาะกินอยู่ในทุกอณูของความรู้สึก แต่กระนั้น เขาก็กัดฟันพยายามอย่างสุดกำลังที่จะซ่อนเร้นความพรั่นพรึงนี้ไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบ เพื่อไม่ให้ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของคุณย่าต้องฉายแวววิตกกังวล เขาบังคับตัวเองให้ขยับกายไปมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ราวกับว่าโลกใบนี้ยังคงหมุนไปอย่างปกติสุข แม้ในใจจะรู้ดีว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเลย


คุณย่ากำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อค่ำในครัว กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศที่ถูกคั่วจนหอมกรุ่นลอยอวลไปทั่วทุกซอกมุมของบ้าน ผสมผสานกับกลิ่นอายอบอุ่นของซุปที่กำลังระอุ ช่างเป็นกลิ่นที่ปลอบประโลมใจได้อย่างประหลาด วิลเฮล์มก้าวเท้าเข้าสู่ห้องครัวอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวดูหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนมองไม่เห็นรั้งไว้ เขาประสานมือไว้ด้านหลัง ลำตัวเกร็งเล็กน้อย คล้ายเด็กน้อยที่ถูกเรียกมาสารภาพความผิดที่มิอาจปกปิดได้อีกต่อไป "คุณย่าครับ..." เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง


คุณย่ายังคงก้มหน้าก้มตาผัดผักในกระทะ เสียงฉ่าของน้ำมันกับเสียงสับของมีดที่กระทบเขียงไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นท่วงทำนองประจำของยามเย็นในบ้านหลังนี้ "ว่าไงจ๊ะหลานรัก มีอะไรหรือเปล่า" คุณย่าเอ่ยถามโดยไม่หันมามอง แต่แววตาของผู้เฒ่าก็ยังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของหลานชายผ่านหางตา


"ผมกับลาร์ส... แล้วก็โกรัน... เราเจอเรื่องแปลกๆ ตอนเดินกลับจากเนินเขาครับ" คำพูดของวิลเฮล์มติดขัด ราวกับมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ


คราวนี้คุณย่าหยุดมือจากการผัดผัก วางตะหลิวไม้ลงบนขอบกระทะอย่างแผ่วเบา แล้วหันมามองหลานชายด้วยใบหน้าอันเปี่ยมด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาอย่างสนใจ ดวงตาคู่เดิมที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน บัดนี้ฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก "แปลกอย่างไรหรือจ๊ะหลานรัก"


"หมาป่า...ตัวใหญ่เท่ารถม้าเลยครับคุณย่า!" วิลเฮล์มเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก ภาพของสัตว์ร้ายยังคงติดตา ไม่ว่าเขาจะพยายามสลัดมันทิ้งไปอย่างไรก็ตาม


"ดวงตาของมันเป็นสีอำพันในความมืด มันจ้องมองมาที่พวกเรา เหมือนจะกินเราทั้งเป็นเลยครับ" วิลเฮล์มกล่าวต่อ เสียงของเขาเริ่มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ความกลัวที่พยายามกดทับไว้เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง


คุณย่าวางตะหลิวลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน เสียงกระทบกันเบาๆ แต่กลับดังก้องในความเงียบงันของห้องครัว "แล้วพวกเธอก็วิ่งหนีเอาตัวรอดมาได้สินะ"ประโยคของคุณย่าไม่ใช่คำถาม หากแต่เป็นคำกล่าวที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง


"ใช่ครับ คุณย่า!" วิลเฮล์มตอบ พยักหน้าหงึกๆ คุณย่ามีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ริ้วรอยบนใบหน้าดูเหมือนจะลึกขึ้นกว่าเดิม "หลานเอ๊ย"เธอร้องออกมา น้ำเสียงเจือความห่วงใยจนแทบขาดใจ "นั่นมันเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ นะ!"


"มันเร็วมากเลยครับคุณย่า" วิลเฮล์มเสริม "มันเหมือนเงาที่ถูกกลืนกินไปในความมืด...แล้วมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว​"


คุณย่าถอนหายใจยาว พลางหันกลับไปคนผักในกระทะต่ออย่างใจเย็น ทว่าแววตาของเธอกลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก "เจ้าหมาป่าพวกนั้นมักจะปรากฏตัวเมื่อไร้การควบคุม...เมื่อใดที่เส้นแบ่งระหว่างโลกของเรากับโลกของพวกมันบางลง “เสียงของคุณย่าราบเรียบราวกับเธอกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่แฝงไว้ด้วยน้ำหนักของคำเตือนที่หนักอึ้ง


” ผมควรระวังตัวให้มากกว่านี้ครับ “วิลเฮล์มรับคำ เขาเก็บเรื่องที่เกือบจะถูกหมาป่าตะครุบกลับไปคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้งในใจ ภาพเขี้ยวแหลมคมและดวงตาสีอำพันยังคงวนเวียนไม่จางหาย "เนินเขาสีเทาน่ะ ไม่มีใครกล้าเข้าไปโดยที่ไม่จำเป็นหรอกนะ... หลานย่าเอ๊ย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับหลาน ย่าคงทำใจไม่ได้แน่...หลานยังอายุแค่นี้ ย่าเองก็ยังไม่อยากให้หลานต้องไปอยู่กับพ่อของหลานบนสวรรค์ตอนนี้หรอกนะ"


วิลเฮล์มเม้มปากแน่น ประโยคสุดท้ายของคุณย่ากรีดลึกเข้ามาในใจเขาอย่างเจ็บปวด ภาพใบหน้าของพ่อที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาในความคิด แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพความเจ็บปวดในแววตาของแม่และคุณย่าในวันนั้น เขาไม่อาจทนเห็นใครต้องเป็นทุกข์เพราะเขาอีกแล้ว น้ำเสียงของคุณย่าเจือความกังวลจนสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้ง มือที่กุมตะหลิวแน่นสั่นเล็กน้อย บ่งบอกถึงความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบ


"ผมเข้าใจแล้วครับคุณย่า" เขาตอบ ดวงตาคมกริบเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างยามพลบค่ำที่ที่โรยตัวลงมาอย่างช้าๆ เงาของต้นไม้ใหญ่ที่โยกไหวตามแรงลมดูคล้ายกำลังเตือนภัยบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิดเบื้องนอก


"ผมจะไม่ไปที่นั่นอีกแล้วครับ" เขากล่าวหนักแน่น พยายามทำให้คุณย่ามั่นใจในคำพูดของเขา แม้ในใจลึกๆ ก็ยังคงรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านมาจากความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวนั้น


คุณย่ายื่นมือมาลูบผมวิลเฮล์มอย่างแผ่วเบา สัมผัสอบอุ่นซึมผ่านเส้นผมเข้าสู่หนังศีรษะ ราวกับพยายามปัดเป่าความหวาดกลัวที่เกาะกุมใจของเขา แสงสุดท้ายของวันสาดส่องเข้ามาในครัว แต้มสีส้มจางๆ บนใบหน้าของทั้งสอง เงาของหม้อที่แขวนบนผนังเต้นระริกราวกับมีชีวิต เสียงลมพัดหวีดหวิวลอดลอดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ สอดประสานกับเสียงถอนหายใจหนักอึ้งของคุณย่า "ย่าแค่อยากให้มันไม่เกิดขึ้นอีก... ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ความสูญเสียซ้ำรอย" น้ำเสียงของคุณย่าพร่าเลือน ความหมายของคำพูดทิ้งร่องรอยคำถามไว้ในใจของวิลเฮล์ม แต่เขาเลือกที่จะเก็บงำมันไว้ชั่วขณะ เพราะในวินาทีนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยที่แผ่ซ่านจากผู้เฒ่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา