รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง

Blade and Chain || ดาบและโซ่ - บทที่ 1 ภารกิจแรกร่วมกัน โดย Luminar @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,ผู้ใหญ่,ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Blade and Chain || ดาบและโซ่

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,ผู้ใหญ่

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส

รายละเอียด

Blade and Chain || ดาบและโซ่ โดย Luminar @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง

ผู้แต่ง

Luminar

เรื่องย่อ

ในเมืองที่นักผจญภัยจำนวนมากเดินทางเข้ามาเพื่อตามหาชื่อเสียงและโชคลาภ


หญิงสาวคนหนึ่งกลับมีเหตุผลที่ต่างออกไป


วาเลเรียผู้หญิงที่ดูเหมือนคุณหนูจากตระกูลขุนนาง ปรากฏตัวขึ้นที่กิลด์นักผจญภัยโดยไม่มีใครรู้ที่มา


เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่อเสียง และไม่ได้ต้องการเงินรางวัล


สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงอย่างเดียว—


คือการตามหาบางสิ่งที่ถูกพรากไปจากชีวิตของเธอ


ระหว่างการเดินทาง วาเลเรียได้พบกับคาร์โก้ ชายลึกลับผู้ใช้เวทมนตร์ที่เดินอยู่บนเส้นทางที่คล้ายกัน


ทั้งสองต่างมีอดีตที่ไม่อาจย้อนกลับ และมีชะตากรรมที่ผูกพันกับความมืด


ดาบและโซ่


พลังสองรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


แต่เมื่อโลกที่พวกเขาเดินอยู่เต็มไปด้วยอันตราย


บางทีการเดินทางเพียงลำพังอาจไม่ใช่คำตอบ


นี่คือเรื่องราวของสองผู้เดินทาง


ผู้ที่ต้องเผชิญกับอดีตของตนเอง


และค้นหาว่าพันธนาการที่แท้จริงนั้นคือสิ่งใด


Blade and Chain || ดาบและโซ่


 ━━━━━━━━━━━━୨♡୧━━━━━━━━━━━━


สวัสดีค่ะทุกคน(⁠⁠ꈍ⁠ᴗ⁠ꈍ⁠)


ก่อนอื่นเลยไรท์ต้องขอขอบคุณที่กดเข้ามาอ่าน Blade and Chain || ดาบและโซ่ นะคะ


เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีที่ไรท์เขียนจากตัวละครในเกม D&D ที่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน ๆ แล้วรู้สึกว่าเรื่องราวของพวกเขาน่าสนใจมาก เลยอยากลองนำมาขยายเป็นนิยายจริงจังดูค่ะ


หลังจากไม่ได้เขียนนิยายมาสักพักและได้กลับมาเขียนอีกครั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไรท์ค่อนข้างมีไฟและตั้งใจมากๆเลยล่ะค่ะ


หวังว่าการเดินทางของตัวละครในเรื่องนี้้จะทำให้ทุกคนสนุกไปด้วยกันนะคะ


ถ้าชอบหรืออยากคอมเมนต์พูดคุยกัน สามารถทิ้งข้อความไว้ได้เลยค่ะ ไรท์อ่านทุกคอมเมนต์จริง ๆ ถ้าชอบมากๆก็สามารถสนับสนุนกันได้นะคะ แอบอยากให้เรื่องนี้ออกมาเป็นรูปเล่มเหมือนกัน


สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากค่ะที่เปิดเข้ามาอ่าน

ꉂ(ˊᗜˋ*)♡


— Luminar


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


Blade and Chain || ดาบและโซ่


© สงวนลิขสิทธิ์โดย Luminar


ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน



สารบัญ

Blade and Chain || ดาบและโซ่-บทนำ กิลด์นักผจญภัย,Blade and Chain || ดาบและโซ่-บทที่ 1 ภารกิจแรกร่วมกัน

เนื้อหา

บทที่ 1 ภารกิจแรกร่วมกัน


หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ วาเลเรียก็กลับไปนั่งอยู่เงียบ ๆ ฟังฟายกับคาร์โก้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องอะไรสักอย่างที่เธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก


โต๊ะไม้ตรงมุมกิลด์ที่พวกเขานั่งอยู่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็พอจะแยกออกจากความวุ่นวายของโต๊ะอื่นได้เล็กน้อย แสงเช้าสาดเข้ามาทางหน้าต่างบานสูงของกิลด์ สะท้อนฝุ่นเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศเป็นสายบาง ๆ


เสียงพูดคุยของนักผจญภัยยังคงดังอยู่ทั่วห้อง บางโต๊ะกำลังถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนภารกิจ บางโต๊ะหัวเราะเสียงดังเหมือนกำลังเล่าเรื่องการต่อสู้เมื่อคืน


แต่ที่โต๊ะของพวกเขา บรรยากาศกลับนิ่งกว่าเล็กน้อย


วาเลเรียยกมือขึ้นรองคางอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจืออยู่จาง ๆ มองออกไปทางอื่น


ฟายยังคงพูดต่อเหมือนเดิม


“…โดยทั่วไปแล้ว นักผจญภัยมักจะรวมกลุ่มกันสามถึงห้าคน ถ้าภารกิจอันตรายมากก็อาจจะมากกว่านั้น—”


วาเลเรียหาวเบา ๆ


เธอยกมือขึ้นปิดปากอย่างสุภาพ แต่ดวงตาที่ครึ่งปรือบอกชัดว่าเจ้าตัวเริ่มง่วงเต็มที


ยังไม่จบอีกหรอ…


ฟายหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจบาง ๆ


แต่สิ่งที่ทำให้วาเลเรียเริ่มขมวดคิ้วจริง ๆ ไม่ใช่ความง่วง


มันคือกลิ่น


กลิ่นที่ลอยมาจากคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ


กลิ่นเหล้าจาง ๆ กลิ่นเหงื่อจากการเดินทาง และกลิ่นควันไปป์ที่ติดอยู่กับเสื้อคลุม


มันไม่ใช่กลิ่นที่รุนแรงจนน่ารังเกียจ


แต่สำหรับคนที่คุ้นเคยกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ และห้องสะอาดในคฤหาสน์มาตลอด มันก็ชัดเจนพอจะทำให้รู้สึกอึดอัด


เจ้าคนนี้ไม่รู้จักน้ำหอมหรืออย่างไรนะ…


วาเลเรียนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะปลายจมูกเบา ๆ


ฟายสังเกตเห็นท่าทางนั้นทันที เขามองคาร์โก้ด้วยสายตาเหนื่อยใจเล็กน้อย


“คาร์โก้”


“หืม?”


ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบาย ๆ มือหนึ่งหมุนแก้วเหล้าเล่นอยู่


ฟายพูดเรียบ ๆ


“เจ้าไปอาบน้ำก่อนก็ดีนะ”


คาร์โก้เลิกคิ้วทันที


“อะไร? ข้าเพิ่งกลับมาจากภารกิจนะ”


ฟายพยักหน้า


“ข้ารู้”


“แล้ว?”


“เจ้ามีกลิ่นเหมือนโรงหมักเหล้าผสมคอกม้า”


คาร์โก้เงียบไปหนึ่งวินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาดัง ๆ


“โห เจ้าพูดแรงเหมือนกันนะ!”


วาเลเรียลุกขึ้นจากเก้าอี้ การเคลื่อนไหวของเธอเงียบจนแทบไม่มีเสียง


“ข้าขอตัวก่อน”


เธอพูดสั้น ๆ


ฟายพยักหน้าเล็กน้อย


“โอเค”


คาร์โก้เงยหน้ามอง


หญิงสาวเดินผ่านแสงจากหน้าต่าง ผมสีดำยาวเป็นลอนสะท้อนแสงจาง ๆ ทุกย่างก้าวดูเรียบร้อยเหมือนคนที่ถูกฝึกมาดีตั้งแต่เด็ก


คาร์โก้มองตาม


“นางนี่นิ่งดีนะ” เขาพูด


ฟายยกแก้วน้ำขึ้นจิบ


“อืม”


“ดูไม่เหมือนคนที่จะมาใช้ชีวิตในกิลด์เลย”


ฟายวางแก้วลง


“ข้าก็ไม่ได้คิดว่านางเหมาะกับคำว่า ‘ธรรมดา’ ตั้งแต่แรกแล้ว”


คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ


“นั่นก็จริง”


เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ มือไขว้ไว้หลังศีรษะ


“ว่าแต่ช่วงนี้เจ้ามีแผนอะไรไหม”


“ทำไม”


คาร์โก้ยิ้มเหมือนคนกำลังจะเล่าเรื่องสนุก


“ข้าได้ข่าวบางอย่างมา”


เขาพูดเสียงต่ำลงเล็กน้อย


“มีดันเจี้ยนเก่าถูกพบแถวหุบเขาทางเหนือ”


ฟายเลิกคิ้วเล็กน้อย


“ดันเจี้ยน?”


“อืม ยังไม่มีใครสำรวจลึก ๆ เลย”


เขาเอนตัวมาข้างหน้า ศอกวางบนโต๊ะ


“ลองคิดดูสิ ดันเจี้ยนที่ยังไม่ถูกแตะต้อง สมบัติ ของโบราณ หรือของแปลก ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน”


ฟายเงียบไปครู่หนึ่ง


แววตาที่ปกตินิ่งเฉยมีประกายขึ้นเล็กน้อย


“แล้วคำสาปล่ะ”


เขาถามเรียบ ๆ


คาร์โก้ยักไหล่


“ก็มีบ้างแหละ”


ฟายพึมพำ


“ครั้งก่อนเจ้ากลับมาพร้อมแหวนที่ทำให้พูดคำลงท้ายผิดอยู่สามวัน”


คาร์โก้หัวเราะทันที


“อ๋อ อันนั้นเหรอ! ข้าไม่ได้ตั้งใจนะครับท่าน!”


ฟายหลับตาลงทันที


“อย่าพูดประโยคนั้นอีก มันติดหูมาก”


คาร์โก้ยังหัวเราะไม่หยุด


“ก็สนุกดีไม่ใช่หรือ?”


ฟายส่ายหัวเบา ๆ


“แล้้วเจ้าคิดจะเข้าไปสำรวจจริงหรือ?”


คาร์โก้ยิ้มกว้าง


“แน่นอน ดันเจี้ยนที่ยังไม่ถูกเปิด มันคือของเล่นชั้นดี”


ฟายถอนหายใจเบา ๆ


“…ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะพูดแบบนั้น”




วาเลเรียกลับไปยังห้องพักของเธอ เธอก็นั่งลงแล้วถอนหายใจ ที่จริงเธอก็ไม่ได้รังเกียจอะไรกับกลิ่นของคาร์โก้ แต่กลิ่นดิบๆแบบนั้น มันกระตุ้นสัญชาตญาณของตัวเธอมากเกินไป เธอมองไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ถูกปิดด้วยม่านหนาแล้วถอนหายใจ ก่อนจะลุกเดินไปที่โต๊ะ หยิบเทียนสีแดงเข้มเล่มหนึ่งออกมาจุด


เปลวไฟเล็ก ๆ ลุกขึ้นอย่างสงบ


กลิ่นหอมค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจากเทียนที่เริ่มละลาย เป็นกลิ่นกุหลาบเข้มผสมกับไม้จันทน์ กลิ่นหวานลึกที่หนักแน่นจนกลบกลิ่นอื่นในห้องไปทีละน้อย


เธอยืนรอ


เวลาผ่านไปช้า ๆจนกระทั่งกลิ่นนั้นอบอวลอยู่ทั่วทั้งห้องน่าจะพอแล้วล่ะ


วาเลเรียใช้กุญแจทองเหลือง ไขเปิดหีบที่ซ่อนไว้ใต้เตียง ก่อนจะหยิบกล่องไม้สีเข้มเล็ก ๆ ออกมา เมื่อเปิดออกด้านในบรรจุขวดแก้วเล็ก ๆ ฝาจุกปิดแน่นสนิท มีไอบางๆของเวทย์มนต์ที่ทำให้ขวดแก้วเย็น เพื่อรักษาคุณภาพของเหลวสีแดงเข้มข้างใน


ของเหลวข้นสีแดงเข้มอยู่ภายในนั้น ไหลช้ากว่าของเหลวทั่วไปเล็กน้อย ความหนืดที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แสงเทียนสะท้อนผิวมันเป็นประกายคล้ายทับทิม


เธอเปิดจุกขวดอย่างระมัดระวัง


ก่อนจะดื่มมันลงไปในคราวเดียว


ความแสบร้อนในลำคอที่เคยรบกวนเธอก่อนหน้านี้ค่อย ๆ จางหายไป เหมือนเปลวไฟที่ถูกน้ำเย็นราดดับ ความกระหายที่กัดกินอยู่ลึก ๆ คลายตัวลงช้า ๆ


วาเลเรียหลับตา ไหล่ที่เคยตึงเล็กน้อยผ่อนคลายลง


“…ข้าเกลียดมันเหลือเกิน”


เสียงของเธอเบาราวกับกระซิบ


เธอยกปลายนิ้วมือขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนจะวางขวดแก้้วกลับลงในหีบไม้เล็กและปิดมัน วางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงเหมือนไม่อยากแตะต้องซ้ำอีกครั้ง


ทันใดนั้น—


ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะประตูดังขึ้น


วาเลเรียสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของเธอหันไปทางประตูทันที เธอรีบเก็บกล่องไม้เข้าไปในหีบ ปิดฝาให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ มือเรียวเอื้อมไปดับเทียน เปลวไฟดับลงทันที เหลือเพียงควันบาง ๆ ลอยขึ้นในอากาศ


ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง


“วาเลเรีย”


เสียงของฟายดังขึ้นจากอีกฟากของประตู


วาเลเรียกวาดสายตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว


ทุกอย่างเรียบร้อย


ไม่มีอะไรผิดปกติ


เธอจึงเดินไปเปิดประตู


ฟายยืนอยู่หน้าห้อง เสื้อเชิ้ตสีอ่อนของเขายังเรียบร้อยเหมือนเดิม ใบหน้าสงบตามนิสัย


“มีอะไร?” วาเลเรียถามเรียบ ๆ


“ข้าจะลงไปดูภารกิจที่กระดานประกาศ”


เขาพยักหน้าไปทางบันได


“เจ้าควรลงไปเลือกด้วยเหมือนกัน”


วาเลเรียเลิกคิ้วนิดหนึ่ง


“ตอนนี้เลยหรือ?”


“ตอนนี้”


ฟายตอบสั้น ๆ


“ถ้าอยากเริ่มทำงานในกิลด์ เจ้าก็ควรมีภารกิจแรก”


เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ


“และข้าคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าเราไปด้วยกัน”


วาเลเรียมองเขาเงียบ ๆ


เห็นแบบนี้ แต่จริง ๆ แอบเป็นห่วงข้าสินะ…


เธอถอนหายใจเบา ๆ


“เข้าใจแล้ว”


เธอก้าวออกจากห้องแล้วปิดประตูตามหลัง


เมื่อทั้งสองลงมาถึงชั้นล่าง เสียงครึกครื้นของกิลด์ก็กลับมาต้อนรับทันที


เสียงหัวเราะ


เสียงแก้วกระทบกัน


เสียงนักผจญภัยถกเถียงเรื่องภารกิจ


และตรงหน้ากระดานประกาศ


คาร์โก้กำลังยืนอยู่


ชายหนุ่มจับกระดาษภารกิจไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกมือเกาศีรษะเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่


คราวนี้เขาดูต่างจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย


อย่างน้อยที่สุด—เขาดูสะอาดขึ้น


กลิ่นเหล้าและเหงื่อแทบจะหายไปหมด เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งไปอาบน้ำมา


แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่เรื่องนั้น


มันคือเสื้อผ้า


เสื้อคลุมสีเข้มขลิบลายโลหะสีทอง ปกเสื้อถูกตั้งขึ้นอย่างตั้งใจ สร้อยคอทองห้อยอยู่เหนืออก และยังมีต่างหูยาวประดับอยู่ที่หูทั้งสองข้าง


มันดู… พยายามเกินไปเล็กน้อย


เหมือนคนที่กำลังเลียนแบบการแต่งกายของขุนนางหรือพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แต่ยังคงท่าทางของนักผจญภัยติดตัวอยู่


วาเลเรียมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสรุปในใจ


แต่งตัวอย่างกับพ่อค้าที่เพิ่งร่ำรวยเป็นครั้งแรก


จังหวะนั้นเอง คาร์โก้ก็หันมา รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นทันที


“อ้าว มาแล้วหรอ?”


เขาสะบัดกระดาษภารกิจในมือเบา ๆ


“ข้ากำลังหาอะไรสนุก ๆ ทำอยู่พอดี”


ฟายกวาดสายตามองกระดานประกาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษอีกใบออกมา


“อันนี้น่าจะเหมาะกว่า”


คาร์โก้โน้มตัวเข้ามาดู


ภารกิจสืบสวน


ตรวจสอบเบาะแสจากคฤหาสน์ร้างทางทิศตะวันตกของเมือง คฤหาสน์ถูกไฟไหม้เมื่อสองเดือนก่อน เจ้าของบ้านหายตัวไป มีรายงานว่ามีคนเห็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน


คาร์โก้อ่านจบก็ทำหน้าครุ่นคิด


“ฟังดูเหมือนงานเดินเล่น”


“ก็ประมาณนั้น” ฟายตอบ “อย่างมากก็แค่พวกโจรที่แอบเข้าไปหาของ”


คาร์โก้ถอนหายใจ


“ไม่น่าตื่นเต้นเลย”


“แต่มันปลอดภัยกว่า”


ฟายพยักหน้าไปทางวาเลเรีย


“ภารกิจแรกของนาง”


คาร์โก้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่


“ก็ได้”


จากนั้นเขาก็หันมายิ้มให้วาเลเรีย


“ว่าไง ท่านหญิง”


“อยากไปสำรวจคฤหาสน์ผีสิงไหม”


วาเลเรียมองกระดาษภารกิจอยู่ครู่หนึ่ง


คฤหาสน์ที่ถูกไฟไหม้, เจ้าของบ้านหายตัวไป, แสงประหลาดยามค่ำคืน อย่างน้อยก็ดูน่าสนใจพอสมควร


เธอเงยหน้าขึ้น


“ข้าไม่มีปัญหา”


ฟายพยักหน้า


“งั้นก็ตกลง”


เขาดึงกระดาษภารกิจออกจากกระดาน


“เราสามารถออกเดินทางตอนนี้เลยก็ได้นะ”


คาร์โก้ยิ้มกว้างทันที


“ดีเลย ข้าชอบสำรวจที่แปลก ๆ”


เขาเดินนำไปทางประตูอย่างอารมณ์ดี


วาเลเรียมองตามครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามไปเงียบ ๆ โดยมีฟายเป็นคนปิดท้าย


ประตูไม้ของกิลด์ถูกผลักเปิดออก แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามา ไม่นานนัก นักผจญภัยสามคนก็ออกจากกิลด์ไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ที่ถูกไฟไหม้ซึ่งตั้งอยู่ชานเมือง




ในยามบ่ายของวันนั้นเอง รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนดินนอกกำแพงเมือง ล้อไม้บดกับดินและหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ทิวทัศน์สองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาคารของเมืองไปเป็นทุ่งหญ้าและป่าบาง ๆ


ภายในรถม้า วาเลเรียนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของเบาะไม้ มือข้างหนึ่งวางบนตักอย่างสงบ ผ้าม่านเล็กที่หน้าต่างสั่นไหวเบา ๆ ตามแรงสะเทือนของรถ


ตรงข้ามเธอ ฟายนั่งหลังตรงเหมือนเคย ดวงตากวาดมองเอกสารภารกิจที่ถืออยู่ในมืออย่างเงียบ ๆ


ส่วนคาร์โก้นั่งเอนตัวอยู่ข้างหน้าต่างอีกฝั่งหนึ่ง แขนพาดขอบหน้าต่างรถม้า ท่าทางเหมือนกำลังนั่งรถเล่นมากกว่าทำภารกิจ


เสียงแส้สะบัดเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหน้า ก่อนที่เสียงของคนขับรถม้าจะลอยเข้ามาทางหน้าต่างเล็ก


“พวกท่านคือนักผจญภัยจากกิลด์ใช่ไหม”


ฟายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ใช่”


คนขับพยักหน้า แม้พวกเขาจะมองไม่เห็นชัดนักจากด้านหลัง


“ชื่อของข้าคือโรเจอร์ อย่างที่พวกท่านทราบ ข้าถูกจ้างให้มารับพวกท่านไปที่คฤหาสน์”


เขาหยุดเล็กน้อยเหมือนกำลังรวบรวมความคิด


“ผู้ว่าจ้างก็คือคุณหนูของตระกูลนั้นเอง เลดี้มารีแอน”


วาเลเรียเงยสายตาจากหน้าต่างเล็กน้อย


“ตระกูลขุนนาง?”


“ใช่ขอรับ” คนขับตอบ “ตระกูลบารอน”


คาร์โก้หันมาทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น


“โอ้ บารอนเลยหรือ” เขาพูดอย่างสนใจ “งั้นคฤหาสน์ก็คงใหญ่พอสมควร”


คนขับหัวเราะแผ่ว ๆ


“ใหญ่พอควรจริง ๆ นั่นแหละ”


รถม้ายังคงเคลื่อนต่อไปตามถนน


“เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อนนี้เองขอรับ” คนขับเล่าต่อ “กลางดึกเลยทีเดียว ไม่มีใครรู้ว่าต้นเพลิงเริ่มจากตรงไหนกันแน่ เพราะดูเหมือนว่าจะมีหลายจุดเสียเหลือเกิน ตามที่ข้าได้ยินมาจากการเล่าปากต่อปาก”


ฟายพับเอกสารในมือเล็กน้อย ตั้งใจฟัง


“ตอนนั้นเลดี้มารีแอนไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์” คนขับพูดต่อ “นางออกไปทำธุระที่ต่างเมืองพอดี”


เขาหยุดไปครู่หนึ่ง


“นั่นทำให้นางรอดชีวิต”


บรรยากาศในรถม้าเงียบลงเล็กน้อย เสียงล้อรถบดถนนดังชัดขึ้น


“แต่ท่านบารอนเอ็ดมันด์ไม่โชคดีแบบนั้น” คนขับพูดช้าลง “ท่านเสียชีวิตในกองเพลิง”


วาเลเรียเลิกคิ้วเล็กน้อย


“ที่ไหนของคฤหาสน์”


“ห้องนอนของท่านเอง” คนขับรถม้าตอบ


คำตอบนั้นสั้น แต่หนักพอจะทำให้ทุกคนในรถเงียบไปครู่หนึ่ง


คนขับถอนหายใจเบา ๆ


“มีคนรับใช้เสียชีวิตไปด้วยหลายคน บางคนหนีออกมาได้ แต่ก็มีไม่กี่คนเท่านั้น”


คาร์โก้เคาะนิ้วกับขอบหน้าต่างเบา ๆ


“แล้วการสอบสวนล่ะ”


“ทางการได้เข้ามาดูแล้วขอรับ” คนขับตอบ “เพราะหลักฐานแทบไม่มีเหลือ และอย่างที่พูดถึงว่าต้นเพลิงดูเหมือนมาจากหลายจุด พวกเขาคาดว่าอาจเป็นการวางเพลิง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังปิดคดีไม่ได้”


เขาพูดต่อทันที


“เพราะไม่มีความคืบหน้าการสอบสวนคดีเลยถูกทิ้งไว้แบบนั้น”


แบบนั้นฟังยังไงก็ดูแปลกไม่ใช่หรือ? วาเลเรียขมวดคิ้ว นึกถึงการสืบสวนที่ดูเหมือนขอไปทีของทางการที่ตรวจสอบการตายของคนระดับขุนนาง


ฟายหรี่ตาลงเล็กน้อย


“แต่ลูกสาวของท่านบารอนไม่ยอมตัดใจ”


“ใช่ขอรับ”


เสียงลมพัดผ่านผ้าม่านอีกครั้ง ผ้าม่านขยับเบา ๆ กลิ่นชื้นของดินและผืนป่าทำให้รู้สึกสงบแต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกขนลุกอย่างหน้าประหลาด


คนขับพูดต่อ


“นางคิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น”


วาเลเรียพูดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเรื่อง


“ตัวอย่างเช่น?”


“ต้นเพลิงจริง ๆ มาจากไหนกันแน่”


คนขับนับนิ้วไปทีละข้อ


“มีใครเกี่ยวข้องหรือไม่”


“แล้วถ้ามีจริง—”


เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย


“แรงจูงใจคืออะไร”


คำพูดนั้นลอยอยู่ในอากาศของรถม้า


คาร์โก้ยิ้มมุมปากเล็กน้อย


“ฟังดูเหมือนคดีฆาตกรรมมากกว่าไฟไหม้ธรรมดาแล้วสิ”


คน ๆ นี้พูดทุกอย่างที่คิดออกมาแบบนี้เลยหรือไงนะ


วาเลเรียมองคาร์โก้อยู่พักนึงก่อนจะหันไปมองฟายเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา


ฟายไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงมองเอกสารภารกิจในมืออีกครั้ง


ทุ่งหญ้ากว้างกำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยแนวต้นไม้หนาแน่น ที่ไหนสักแห่งหลังแนวป่านั้น คฤหาสน์ที่ถูกไฟเผากำลังรอพวกเขาอยู่


รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปตามถนนดินที่คดเคี้ยว ล้อบดกรวดดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ทุ่งหญ้าด้านนอกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแนวต้นไม้หนาแน่นขึ้น ภายในรถม้า บรรยากาศค่อนข้างเงียบ


ฟายนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม หลังตรง มือพับเอกสารภารกิจวางไว้บนตัก สีหน้าสงบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างเงียบ ๆ


วาเลเรียนั่งฝั่งตรงข้าม เธอหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเล่มหนึ่ง ปกหนังสีเข้มดูเรียบง่ายแต่ถูกใช้งานมาพอสมควร มือเรียวจับปากกาหมึกแล้วเริ่มจดอะไรบางอย่างลงไป


ชื่อตระกูล


เหตุเพลิงไหม้


จำนวนผู้เสียชีวิต


ตำแหน่งห้องนอนของบารอน


เธอเขียนสั้น ๆ เป็นหัวข้ออย่างเป็นระเบียบ


ตรงหน้าต่างอีกฝั่ง คาร์โก้ยังคงเอนตัวสบาย ๆ เหมือนเดิม แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียวที่ไม่ปล่อยให้ความเงียบอยู่ได้นานนัก


“แล้วหลังไฟไหม้” เขาถามคนขับ “คฤหาสน์ก็ถูกทิ้งไว้แบบนั้นเลยหรอ”


“ก็ประมาณนั้นขอรับ” คนขับตอบจากด้านหน้า “ตัวเลดี้มารีแอนเอง ยังไม่กล้าย้ายกลับไปอยู่เลย แม้จะสามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิิมได้"


“กลัวหรอ?”


“ใครจะไม่กลัวล่ะขอรับ” คนขับหัวเราะเบา ๆ “ไฟไหม้ทั้งหลัง คนตายตั้งหลายคน”


คาร์โก้พยักหน้าอย่างเข้าใจ


“แล้วมีคนกลับเข้าไปดูหลังจากนั้นไหม”


“พวกเจ้าหน้าที่เคยเข้าไปตอนสอบสวนอยู่บ้าง” คนขับตอบ “แต่หลังจากคดีไม่คืบหน้าแล้วก็แทบไม่มีใครเข้าไปอีก”


เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ


“ชาวบ้านแถวนี้ไม่ค่อยอยากเข้าใกล้เท่าไร”


คาร์โก้เลิกคิ้ว


“เพราะอะไร?”


“ก็…เรื่องเล่าน่ะสิขอรับ”


เสียงแส้สะบัดเบา ๆ อีกครั้ง


“บางคนบอกว่าตอนกลางคืนเห็นแสงในตัวคฤหาสน์”


“บางคนก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดิน”


“หรือไม่ก็…”


เขาหัวเราะเบา ๆ


“ผีของพวกที่ตายในกองเพลิงยังวนเวียนอยู่”


คาร์โก้หัวเราะออกมาทันที


“โอ้! แบบนี้น่าสนุกแล้วสิ”


ระหว่างนั้นเขาหันกลับมาในรถม้า ก่อนจะสังเกตเห็นวาเลเรียกำลังเขียนอะไรอยู่ เขาโน้มตัวมองเล็กน้อย


“ท่านหญิงจดอะไรอยู่หรือ”


วาเลเรียไม่เงยหน้า


“ข้อมูล”


เธอตอบสั้น ๆ


คาร์โก้มองสมุดเล่มเล็กในมือเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก


“จริงจังขนาดนั้นเลยหรือ”


เขาเอียงหัวเล็กน้อย


“ข้าไม่คิดว่าภารกิจแรกจะต้องมีการจดบันทึกด้วย”


วาเลเรียหยุดปากกาชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้ามองเขา


⁠⁠⁠⁠⁠เจ้าคนจุ้นจ้าน


“การจำอย่างเดียวไม่น่าเชื่อถือ”


เธอตอบเรียบ ๆ


“ข้อมูลที่เขียนไว้มีประโยชน์กว่า”


คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ


“โอ้ ข้าชักรู้สึกเหมือนกำลังทำงานกับนักสืบแล้วสิ”


คำตอบนั้นทำให้คิ้วของวาเลเรียกระตุกเบาๆด้วยความหงุดหงิดปนรำคาญ


ฟายที่นั่งเงียบมาตลอดพูดขึ้นสั้น ๆ


“อย่ากวนนางมากนักเลย”


วาเลเรียกลับไปเขียนต่อเหมือนไม่ได้สนใจคำหยอกนั้น


รถม้าแล่นต่อไปอีกพักหนึ่ง ไม่นานนัก ถนนเริ่มแคบลง และต้นไม้สองข้างทางก็หนาขึ้นจนแสงแดดแทบลอดลงมาไม่ได้ หมอกสีขาวเริ่มลอยต่ำอยู่ตามพื้นดิน ป่าเงียบผิดปกติ เสียงล้อรถที่บดถนนจึงดังชัดขึ้น


คาร์โก้ชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่าง


“หมอกหนาดีแฮะ”


ได้ยินแบบนั้นวาเลเรียกับฟายก็หัันออกไปมองข้างนอกหน้าต่างรถม้าเช่นเดียวกัน


คนขับพยักหน้า


“แถวนี้เป็นแบบนี้บ่อยขอรับ โดยเฉพาะตอนเย็น”


รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านแนวป่านั้นไป แล้วในที่สุด ต้นไม้ด้านหน้าก็แยกออก สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอก


คฤหาสน์


แม้มองจากระยะไกลก็ยังเห็นได้ชัดว่าครั้งหนึ่งมันคงสง่างามไม่น้อย กำแพงหินสูงและหน้าต่างจำนวนมากยังคงตั้งอยู่เหมือนเดิม


แต่ร่องรอยของไฟไหม้ทำให้ทุกอย่างดูหม่นลง กำแพงบางส่วนดำไหม้ หลังคาหลายจุดพังลง หน้าต่างจำนวนมากแตกหาย


รถม้าชะลอลงก่อนจะหยุดสนิทหน้าประตูเหล็กของคฤหาสน์ คนขับลงจากที่นั่ง ก่อนจะหันมาพูดกับพวกเขา


“ถึงแล้วขอรับ”


คาร์โก้กระโดดลงจากรถก่อนเป็นคนแรก เขายืนมองตัวคฤหาสน์ครู่หนึ่ง


“โอ้โห…”


เขาพึมพำ


“เป็นที่ที่ดูเหมือนผีจะชอบอยู่จริง ๆ”


เรื่องนี้ข้าค่อนข้างเห็นด้วยกับเขาเหมือนกันนะ


ฟายลงจากรถตามมาเงียบ ๆ


วาเลเรียปิดสมุดเล่มเล็ก เก็บมันกลับเข้าไปในกระเป๋า ก่อนจะก้าวลงจากรถเป็นคนสุดท้าย


ลมเย็นพัดผ่านบริเวณคฤหาสน์ กลิ่นไหม้จาง ๆ ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ


คนขับเกาศีรษะเล็กน้อย


“ข้าคงไม่อยู่รอพวกท่านหรอกนะขอรับ”


คาร์โก้หันไปมอง


“อะไร? เจ้าจะทิ้งพวกข้าไว้นี่หรือ?”


คนขับหัวเราะแห้ง ๆ


“ข้าถูกจ้างมาให้เพียงขับรถม้ารับส่งพวกท่าน ไม่ใช่ให้มาเผชิญเรื่องสยองขวัญ”


เขามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มของยามเย็น


“อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว”


เขาชี้ไปทางถนนที่พวกเขามา


“ข้าจะกลับเข้าเมืองก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้า ข้าจะมารับพวกท่านตรงนี้”


ฟายพยักหน้า


“เข้าใจแล้ว”


คนขับปีนกลับขึ้นรถม้า ก่อนจะพูดทิ้งท้าย


“ถ้าได้ยินเสียงอะไรตอนกลางคืน…”


เขายิ้มบาง ๆ


“อย่าหันกลับไปมองก็แล้วกัน ฮ่า ๆ ข้าล้อเล่นน่ะขอรับ ขอให้พวกท่านโชคดี เจอกันพรุ่งนี้ เมื่ออาทิตย์ขึ้น”


จากนั้นเขาก็สะบัดแส้ รถม้าค่อย ๆ หันกลับไปตามถนนเดิม ล้อบดกรวดดังห่างออกไปเรื่อย ๆ จนเสียงหายไปในหมอกของป่า บริเวณหน้าคฤหาสน์ก็เหลือเพียงพวกเขาสามคน และตัวอาคารที่ดำไหม้เงียบงันอยู่เบื้องหน้า ลมเย็นพัดผ่านหน้าประตูเหล็กเก่า บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือน