รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,ผู้ใหญ่,ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Blade and Chain || ดาบและโซ่รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง
ในเมืองที่นักผจญภัยจำนวนมากเดินทางเข้ามาเพื่อตามหาชื่อเสียงและโชคลาภ
หญิงสาวคนหนึ่งกลับมีเหตุผลที่ต่างออกไป
วาเลเรียผู้หญิงที่ดูเหมือนคุณหนูจากตระกูลขุนนาง ปรากฏตัวขึ้นที่กิลด์นักผจญภัยโดยไม่มีใครรู้ที่มา
เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่อเสียง และไม่ได้ต้องการเงินรางวัล
สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงอย่างเดียว—
คือการตามหาบางสิ่งที่ถูกพรากไปจากชีวิตของเธอ
ระหว่างการเดินทาง วาเลเรียได้พบกับคาร์โก้ ชายลึกลับผู้ใช้เวทมนตร์ที่เดินอยู่บนเส้นทางที่คล้ายกัน
ทั้งสองต่างมีอดีตที่ไม่อาจย้อนกลับ และมีชะตากรรมที่ผูกพันกับความมืด
ดาบและโซ่
พลังสองรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อโลกที่พวกเขาเดินอยู่เต็มไปด้วยอันตราย
บางทีการเดินทางเพียงลำพังอาจไม่ใช่คำตอบ
นี่คือเรื่องราวของสองผู้เดินทาง
ผู้ที่ต้องเผชิญกับอดีตของตนเอง
และค้นหาว่าพันธนาการที่แท้จริงนั้นคือสิ่งใด
Blade and Chain || ดาบและโซ่
━━━━━━━━━━━━୨♡୧━━━━━━━━━━━━
สวัสดีค่ะทุกคน(ꈍᴗꈍ)
ก่อนอื่นเลยไรท์ต้องขอขอบคุณที่กดเข้ามาอ่าน Blade and Chain || ดาบและโซ่ นะคะ
เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีที่ไรท์เขียนจากตัวละครในเกม D&D ที่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน ๆ แล้วรู้สึกว่าเรื่องราวของพวกเขาน่าสนใจมาก เลยอยากลองนำมาขยายเป็นนิยายจริงจังดูค่ะ
หลังจากไม่ได้เขียนนิยายมาสักพักและได้กลับมาเขียนอีกครั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไรท์ค่อนข้างมีไฟและตั้งใจมากๆเลยล่ะค่ะ
หวังว่าการเดินทางของตัวละครในเรื่องนี้้จะทำให้ทุกคนสนุกไปด้วยกันนะคะ
ถ้าชอบหรืออยากคอมเมนต์พูดคุยกัน สามารถทิ้งข้อความไว้ได้เลยค่ะ ไรท์อ่านทุกคอมเมนต์จริง ๆ ถ้าชอบมากๆก็สามารถสนับสนุนกันได้นะคะ แอบอยากให้เรื่องนี้ออกมาเป็นรูปเล่มเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากค่ะที่เปิดเข้ามาอ่าน
ꉂ(ˊᗜˋ*)♡
— Luminar
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
Blade and Chain || ดาบและโซ่
© สงวนลิขสิทธิ์โดย Luminar
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
ยามสายของเมือง ผู้คนกำลังใช้ชีวิตประจำวันเหมือนดั่งเช่นทุกวัน ที่หน้ากิลด์นักผจญภัยนั้น กลับมีเสียงล้อของรถม้าหยุดลงหน้ากิลด์พร้อมกับเสียงกระทบของเหล็กที่ดังแกรกกราก ผู้คนในโถงชั้นล่างของกิลด์์ต่างหันไปมองโดยพร้อมเพรียงกันอย่างสนอกสนใจ
ลังไม้สลักสีเข้มขอบทองเหลืองขนาดใหญ่ถูกยกลงมาทีละใบจากท้ายรถม้า ก่อนจะถูกส่งต่อให้คนงานที่รับจ้างมาแบกเข้าไปด้านใน บางใบหนักเสียจนต้องใช้คนสองคนช่วยกันยก
นักผจญภัยที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ตรงโต๊ะยาวชะงักมือ บางคนพิงเก้าอี้ดูเหมือนกำลังชมการแสดงอะไรสักอย่าง บางคนเพียงแค่ยืนกอดอกมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ของทั้งหมดขึ้นไปชั้นสอง ระวังหน่อย อย่าให้ตก”
เสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างเรียบเฉย เจ้าของเสียงยืนอยู่ข้างรถม้า เธอไม่ได้ตะโกน แต่กลับทำให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
ที่หน้ากิลด์นักผจญภัยนั้นมีร่างของหญิงสาวแปลกหน้า ผิวของเธอขาวซีดจนเกือบโปร่ง เส้นผมสีดำยาวถูกปล่อยทิ้งลงมาถึงกลางหลัง เป็นลอนอ่อน ๆ เงางามราวกับผ้าไหม ดวงตาของเธอเป็นสีดำลึก แต่เมื่อต้องแสงตะวัน กลับเห็นประกายสีแดงเจืออยู่ในนั้นอย่างน่าประหลาด
เสื้อผ้าที่เธอสวมไม่ใช่ชุดของนักผจญภัยทั่วไป เนื้อผ้าดูละเอียดและตัดเย็บอย่างประณีต ราวกับเป็นของที่ควรจะอยู่ในคฤหาสน์มากกว่าจะอยู่ในกิลด์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ เหล้า และเลือด
หนึ่งในคนงานหันมาถาม “คุณหนูขอรับ ของพวกนี้ให้เอาเข้าไปไว้ในห้องไหนหรือขอรับ?”
หญิงสาวเหลือบตามองขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองของกิลด์ ก่อนจะตอบสั้น ๆ “ห้องชั้น 2 ห้องที่ 6 นับถัดไปจากบันไดทางขึ้น”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนเกินไป แต่มันกลับทำให้เสียงซุบซิบในโถงเริ่มดังขึ้น
“ใครกันวะนั่น”
“ย้ายเข้ามาอยู่กิลด์เหรอ”
“แต่งตัวเหมือนลูกขุนนางมากกว่า”
บางคนมองด้วยความสนใจ บางคนมองด้วยสายตาเย้ยหยันและตัดสิน
หญิงสาวไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย เธอเพียงยืนมองการขนของอย่างเงียบ ๆ ราวกับเสียงซุบซิบนั้นเป็นเพียงของลมที่ผ่านหู ไม่มีความสำคัญใดๆ
ลังใบสุดท้ายถูกยกลงจากรถม้า หญิงสาวเงยหน้ามองอาคารกิลด์ตรงหน้า
นี่คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักผจญภัย นักล่าเงินรางวัล และคนที่ยินดีฆ่าเพื่อเหรียญไม่กี่เหรียญ และต่อจากวันนี้ เธอจะกลายเป็นหนึ่งในนั้น
เสียงซุบซิบด้านล่างยังคงดังตามหลังมา แต่เธอไม่ได้หันกลับไปมอง เธอก้าวขึ้นบันไดไม้ของกิลด์อย่างสงบ ความเงียบของคนภายในกิลด์ทำให้ได้ยินกระทั่งเสียงของส้นสูงกระทบพื้นไม้ ท่าทีเย็นชาและหยิ่งยโสจนชวนให้คนที่เห็นรู้สึกหมั่นไส้โดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ
คนงานสองสามคนแบกลังไม้ตามขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
ชั้นสองของกิลด์เงียบกว่าด้านล่างมาก มีเพียงทางเดินแคบ ๆ กับประตูไม้เรียงราย ไม่ต่างกับห้องพักคนรับใช้ที่เธอเคยเห็นในตึกหลังคฤหาสน์ของตนเอง
เธอหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง คนงานดันประตูเปิดออกอย่างรู้งาน
ภายในเป็นเพียงห้องเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร กำแพงไม้เก่าหม่น หน้าต่างบานเดียวปล่อยให้แสงส่องเข้ามาอย่างจืดชืด เตียงไม้ธรรมดาถูกวางชิดผนัง โต๊ะตัวเล็กเก่าจนสีถลอก
มันดูเหมือนห้องพักราคาถูกที่ใช้เพียงแค่นอนค้างคืนเท่านั้น
แต่หญิงสาวเพียงกวาดสายตามองห้องนั้นครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“เปิดลังนั้น”
คนงานรีบทำตามทันที เมื่อฝาลังถูกงัดออก สิ่งของภายในก็เผยให้เห็นทีละชิ้น ผ้าปูที่นอนเนื้อผ้าละเอียดสีเข้มถูกยกออกมา เนื้อผ้าดูหนานุ่มและปักลวดลายอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป
“ปูเตียง”
เธอสั่งสั้น ๆ
ลังใบถัดไปถูกเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยหนังสือ ปกหนังสีเข้มเรียงกันแน่น บางเล่มดูเก่าเสียจนขอบกระดาษเหลืองซีด ราวกับผ่านมือผู้อ่านมาหลายรุ่น
“พวกหนังสือวางตรงนั้น”
เธอยกมือชี้ไปที่ผนังที่มีชั้นเปล่าอยู่เรียงราย คนงานเริ่มนำหนังสือขึ้นไปเรียงอย่างระมัดระวัง ทีละเล่ม ทีละชั้น ไม่นานนักผนังด้านหนึ่งของห้องก็เต็มไปด้วยหนังสือจนแน่น
ลังอีกใบถูกเปิดออก ผ้าม่านผืนใหญ่สีเข้มถูกยกขึ้นมา เนื้อผ้าหนาและหนัก
เธอเหลือบมองหน้าต่างเพียงแวบเดียวก่อนจะพูด
“ปิดหน้าต่างด้วยผ้านั่นซะ”
สิ้นเสียงสั่ง ผ้าม่านก็ถูกแขวนขึ้นและรูดปิด แสงจากภายนอกหายไปทันที ภายในห้องเหลือเพียงแสงสลัวจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นบนโต๊ะ และแสงรำไรที่ลอดมาใต้ผ้าม่าน
คนงานเริ่มจัดของชิ้นสุดท้าย พรมผืนหนาถูกคลี่ลงบนพื้น ผ้าคลุมเตียงถูกจัดให้เรียบตึง หมอนอิงหลายใบถูกวางซ้อนกันอย่างประณีต
เวลาไม่นานนัก ห้องซอมซ่อเมื่อครู่กลับกลายเป็นห้องที่ดูราวกับหลุดออกมาจากคฤหาสน์ของตระกูลขุนนาง เต็มไปด้วยผ้าชั้นดี หนังสือหายาก และบรรยากาศที่เงียบสงบเกือบจะลึกลับ
เธอยืนมองผลงานของพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงจาง ๆ กวาดมองไปรอบห้องอย่างพิจารณา ก่อนที่เธอจะพูดเพียงคำเดียว
“พอแล้วล่ะ”
เมื่อคนงานคนสุดท้ายออกจากห้องไปแล้ว ประตูก็ถูกปิดลงอย่างเงียบงัน
หญิงสาวยืนอยู่กลางห้องใหม่ของเธอ ผ้าม่านสีเข้มบดบังแสงจากภายนอก หนังสือเรียงเต็มผนัง และกลิ่นกระดาษเก่าจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ
มันไม่ใช่คฤหาสน์ แต่ก็เพียงพอแล้ว
หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้อง ก่อนจะก้าวลงบันไดกลับไปยังโถงของกิลด์
ทันทีที่เธอปรากฏตัว เสียงพูดคุยที่เคยดังอยู่ก็เงียบลงเล็กน้อย สายตาหลายคู่หันมามอง ทั้งความสงสัย ความหมั่นไส้ และความอยากรู้อยากเห็น
ในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านในของกิลด์
เขามีใบหน้าสุภาพ ผมสีเข้มถูกจัดทรงอย่างดี เสื้อผ้าเรียบเข้ากับภาพลักษณ์ของเขา แว่นตาวางอยู่บนสันจมูก ท่าทางสงบนิ่งทำำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างประหลาด
หญิงสาวจำได้ทันทีที่เห็น เขาคือหัวหน้ากิลด์ 'ไมนอส' คนที่สัมภาษณ์และรับเธอเข้ามา
“ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยดีนะครับ”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างเป็นธรรมชาติ เขาหันไปมองเหล่านักผจญภัยที่กำลังจับตาดูเหตุการณ์อยู่ ก่อนจะพูดขึ้น
“ทุกคนครับ กระผมจะขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จัก นางจะมาเป็นสมาชิกใหม่ของกิลด์เรา”
สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่หญิงสาว บางคนพิงเก้าอี้ บางคนยกแก้วเหล้าค้างไว้กลางอากาศ
“เธอชื่อวาเลเรีย, วาเลเรีย ด็องบรัวซ สมาชิกใหม่ของกิลด์เรา”
หัวหน้ากิลด์กล่าว
แม้ถูกแนะนำตัว แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่โค้งให้เล็กน้อยตามมารยาท
วาเลเรียยืนอยู่ตรงนั้น เงียบสงบ ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจือจางกวาดมองผู้คนในโถงอย่างเฉยชา ราวกับไม่มีใครในห้องนี้มีความสำคัญพอจะทำให้เธอสนใจ
เสียงเก้าอี้ตัวหนึ่งขยับ
ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากโต๊ะด้านหลัง เขาเดินแทรกผ่านผู้คนที่ยืนมองอยู่เข้ามาอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางสบาย ๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาว
เขามีเส้นผมสีเขียวอมฟ้า ยาวระดับบ่าดวงตาของเขาเป็นสีแดงหม่นคล้ายคลึงกับสีดวงตาของวาเลเรียอย่างประหลาด แต่มีความเข้มกว่า ไม่ต้องให้แดงตกกระทบก็สามารถเห็นได้ ใบหน้าขาวซีด เรียบเนียนไร้อารมณ์ แทบไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เสื้อผ้าที่สวมเป็นเสื้อสีขาว คอสูงประดับระบาย ดูเรียบร้อยเกินกว่านักสู้ทั่วไป โบสีแดงเข้มถูกผูกไว้ที่ลำคอ
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนคุ้นเคยกันมานาน
“ไง”
ชื่อของเขาคือเฟย์ริอุส หรือที่บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ฟาย”
ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าวาเลเรีย ดวงตาของเขามองเธอเหมือนกำลังสำรวจว่าหญิงสาวตรงหน้าคนนี้เปลี่ยนไปมากแค่ไหนตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่พบกัน ก่อนที่รอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้น
“มาจนได้สินะ”
เสียงของเขาฟังดูเหมือนกำลังทักทายคนรู้จักเก่า
วาเลเรียมองตอบ ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยขึ้นสั้น ๆ
“ฟาย”
เสียงซุบซิบในโถงกิลด์ดังขึ้นทันที หลายคนมองหน้ากัน
ดูเหมือนหญิงสาวลึกลับคนนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “คุณหนูที่หลงเข้ามา” อย่างที่พวกเขาคิด
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปพิงโต๊ะใกล้ ๆ อย่างสบาย ๆ
“ข้านึกว่าเจ้าจะเปลี่ยนใจซะอีก กว่าจะยอมออกจากคฤหาสน์ได้ ข้าก็ลุ้นอยู่เหมือนกัน”
วาเลเรียไม่ตอบ ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจือจางเพียงจ้องมองเขาเงียบ ๆ
ฟายยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับนักผจญภัยที่กำลังจ้องมองเหตุการณ์อยู่
“ถ้าใครสงสัยนะครับ ข้าเป็นคนแนะนำเธอให้มาที่กิลด์นี้เอง”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงไปชั่วครู่ เพราะคนที่พูดมันออกมาคือขุนนางหนุ่มที่หลายคนรู้จักดี
ฟายหันกลับมามองวาเลเรียอีกครั้ง
“ไม่เหมือนที่คิดเลยล่ะสิ”
แน่นอนว่าไม่เลยสักนิด วาเลเรียคิดในใจก่อนที่จะมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตานิ่ง ๆ ราวกับกำลังตัดสินฝูงชนตรงหน้า
เขาพูด ก่อนจะยิ้มเหมือนคนที่เพิ่งเห็นเพื่อนเก่าหลังจากไม่ได้เจอกันมานาน
“ยินดีต้อนรับสู่กิลด์"
เช้าวันต่อมาของกิลด์นักผจญภัยเริ่มต้นด้วยเสียงจอแจตามปกติ
โต๊ะไม้ยาวถูกจับจองด้วยนักผจญภัยหลายกลุ่ม กลิ่นอาหารเช้าและเบียร์จาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ เสียงหัวเราะ เสียงถกเถียงเรื่องภารกิจ และเสียงโลหะกระทบกันของอาวุธดังปะปนกันไปทั่วห้องโถงชั้นล่างของกิลด์
แต่ที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง บรรยากาศกลับเงียบกว่าที่อื่นเล็กน้อย
วาเลเรียนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวนัก
หญิงสาวผิวซีด ผมดำยาวเป็นลอนทิ้งตัวลงมาตามแผ่นหลังอย่างเรียบร้อย เส้นผมเงางามสะท้อนแสงเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่าง ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจืออยู่เล็กน้อยดูครึ่งหลับครึ่งตื่น ราวกับยังไม่อยากเริ่มต้นวันใหม่
เช้าเกินไป…
ชุดที่เธอสวมเป็นผ้าชั้นดี เรียบหรูแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ที่มือยังคงสวมถุงมือหนังสีดำเช่นเดียวกับเมื่อวาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังต่างจากเสื้อเกราะและเสื้อคลุมเก่า ๆ ของนักผจญภัยรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด
ตรงข้ามเธอ ฟายกำลังพูดไม่หยุด
“…โดยสรุป กฎพื้นฐานของกิลด์ก็มีประมาณนี้ล่ะ”
ชายหนุ่มวางศอกบนโต๊ะ พลางชี้ไปที่กระดานประกาศภารกิจที่ติดอยู่ผนังอีกฝั่งของห้อง
“ภารกิจจะแบ่งตามระดับอันตราย ถ้ารับภารกิจที่เกินแรงตัวเอง กิลด์จะไม่รับผิดชอบนะ แล้วก็—”
วาเลเรียหาวออกมาเบา ๆ
เธอยกมือขึ้นปิดปากอย่างสุภาพ แต่ท่าทางง่วงเต็มทน ดวงตาที่ครึ่งปรือดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความง่วงมากกว่าจะตั้งใจฟังคำอธิบาย
พูดอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้กันนะ…
ฟายหยุดพูดกลางประโยค เขามองเธอเงียบ ๆ
วาเลเรียกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“พูดต่อสิ”
ฟายถอนหายใจยาว
“…เจ้าไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม”
วาเลเรียเอียงศีรษะเล็กน้อย เส้นผมสีดำลื่นไหลตามการเคลื่อนไหว
“ข้าฟังอยู่”
“งั้นเมื่อกี้ข้าพูดอะไร”
หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าไม่ได้ดูรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว
พูดอะไรไปบ้างนะ…
“…กฎกิลด์เยอะแยะ แล้วก็... อะไรสักอย่าง”
ฟายหลับตาลงทันที
“อะไรของเจ้าเนี่ย”
วาเลเรียยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ท่าทางสงบสบายเหมือนคนที่ไม่ได้ถูกจับได้ว่าไม่ตั้งใจฟัง “ข้าจำแค่ประเด็นสำคัญได้ก็พอน่ะ”
“แล้วประเด็นสำคัญคืออะไรล่ะครับคุณหนู”
เธอมองไปทางกระดานภารกิจที่เต็มไปด้วยกระดาษประกาศหลายแผ่น
“รับงาน ฆ่ามอนสเตอร์ กลับมารับเงิน”
ฟายเงียบไปสองวินาที เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“…ก็ถูก แต่เจ้าทำให้มันดูหยาบไปหน่อยไหม”
เขาพิงหลังกับเก้าอี้เล็กน้อย
“อีกอย่างหนึ่ง ภารกิจไม่ได้มีแค่ล่ามอนสเตอร์ ยังมีภารกิจแบบอื่น ๆ อีก เช่นการช่วยเหลือชาวบ้าน สืบสวน หรือภารกิจคุ้มกัน”
วาเลเรียยักไหล่เบา ๆ
รอบ ๆ โต๊ะมีนักผจญภัยหลายคนแอบมองพวกเขาอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่เมื่อวาน ข่าวเรื่อง “คุณหนูจากคฤหาสน์ที่ย้ายมาอยู่กิลด์” ก็แพร่ไปทั่วแล้ว
บางคนมองด้วยความสงสัย
บางคนมองด้วยความหมั่นไส้
บางคนมองเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก
วาเลเรียรู้ตัวดีว่ากำลังถูกจ้อง
มองกันเหมือนข้าสัตว์ประหลาด…
แต่เธอไม่ได้สนใจ หญิงสาวหาวอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“ง่วงจังเลย…”
ฟายหัวเราะนิดหนึ่ง
“ข้าว่าเจ้านอนมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
วาเลเรียมองเขาด้วยสายตาเฉยชา
“ต้องเรียกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอต่างหาก”
ฟายส่ายหัวเล็กน้อย
“เจ้าตั้งใจจะเป็นนักผจญภัยจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย”
วาเลเรียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้น ๆ
“อืม”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่แววตาของเธอไม่เหมือนคนที่พูดเล่นเลยแม้แต่น้อย
ฟายมองเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“…เอาเถอะ อย่างน้อยข้าจะไม่เซ้าซี้ก็แล้วกัน”
วาเลเรียวางแก้วลงบนโต๊ะ ดวงตาสีดำปนแดงของเธอเหลือบมองไปทางกระดานภารกิจอีกครั้งเงียบ ๆ
งานสืบสวนคงน่าเบื่อน้อยกว่าล่าหนูยักษ์…
แล้วตอนนั้นเอง เสียงประตูกิลด์ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
ปัง!
ลมเย็นจากด้านนอกพัดเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ข้าบอกแล้วว่าเจ้านั่นมันวิ่งไม่ทันหรอก!”
นักผจญภัยสี่คนเดินโผงผางเข้ามาในห้องโถง เหมือนพายุลูกเล็กที่พาเสียงพูดคุยครึกครื้นติดมาด้วย
เสื้อคลุมเปื้อนฝุ่น เกราะมีรอยขีดข่วน และรองเท้าที่เต็มไปด้วยโคลน บอกชัดเจนว่าพวกเขาเพิ่งกลับมาจากภารกิจ
หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงดังพลางตบไหล่เพื่อนร่วมทีม
“ถ้าไม่ใช่ข้า เจ้าคงโดนมันเหยียบเละแน่!”
“พูดเหมือนเจ้าไม่ได้เกือบโดนมันงับขาอย่างนั้นแหละ!” อีกคนสวนกลับทันที
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก บรรยากาศในกิลด์ที่เดิมทีเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบกลับผ่อนคลายลงทันที ราวกับทุกคนคุ้นเคยกับการปรากฏตัวของกลุ่มนี้ดี
ฟายเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เสียงดังเหมือนเดิมเลยนะ…”
วาเลเรียเหลือบตามองไปทางประตูอย่างเฉื่อยชา
ชายสี่คนเดินเข้ามาลึกในกิลด์
หนึ่งในนั้นตัวสูง ไหล่กว้าง ท่าทางดูสบาย ๆ กว่าคนอื่น ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเล็กน้อยจากลมข้างนอก เสื้อคลุมถูกสวมไว้อย่างสบาย ๆ แขนเสื้อถูกถกขึ้นจากข้อมือเล็กน้อย ทำให้แอบเห็นรอยแผลเป็นข้างใต้ และท่าทางของเขา เหมือนเจ้าตัวไม่คิดจะรักษามารยาทอะไรมากนัก
เขายิ้มกว้างเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากการผจญภัยที่สนุกมากกว่าจะเป็นการต่อสู้เอาชีวิตรอด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะมุมห้อง
“อ้าว?”
เขาเอียงหัวเล็กน้อย แล้วเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะที่หายและวาเลเรียนั่งอยู่
“นั่นฟายนี่หว่า”
ฟายยกมือขึ้นกดขมับเบา ๆ
“เสียงดังเกินไปแล้ว คาร์โก้”
ชายคนนั้นหัวเราะทันที
“ข้าเพิ่งกลับมาจากภารกิจ จะให้ข้าเดินเงียบเหมือนผีได้ยังไงกัน!”
เขาลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งคร่อมอย่างสบาย ๆ ไม้เก้าอี้ครูดพื้นเบา ๆ เพื่อนอีกสามคนของเขาแยกไปที่เคาน์เตอร์รับภารกิจ ทิ้งให้เขานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว
คาร์โก้พิงพนักเก้าอี้ มองฟายเหมือนเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่าง
“แต่วันนี้แปลกนะ”
เขาหรี่ตาเล็กน้อย
“ปกติเจ้าไม่ได้นั่งคุยกับใครนี่นา ถ้าจะให้พูด แทบไม่สุงสิงกับใครเลยมากกว่า”
สายตาของเขาเลื่อนมาทางวาเลเรีย
หยุดไปหนึ่งวินาที
สองวินาที
คาร์โก้กระพริบตาช้า ๆ
“…โอ้”
รอยยิ้มที่มุมปากค่อย ๆ ปรากฏ
“สมาชิกใหม่?”
ฟายพยักหน้าเล็กน้อย
“อืม ข้ากำลังอธิบายเรื่องกิลด์ให้นางฟังอยู่”
คาร์โก้ยิ้มกว้างขึ้นทันที
“งั้นเจ้าก็เลือกขอคำแนะนำผิดคนแล้วล่ะ” คาร์โก้หันมาพูดกับวาเลเรียอย่างเป็นกันเอง
ฟายขมวดคิ้ว
“หมายความว่าไง?”
คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ
“คนที่เก็บตัวที่สุดในกิลด์จะมาสอนวิธีใช้ชีวิตในกิลด์เนี่ยนะ?”
เขายักไหล่
“มันฟังดูแปลกไปหน่อยว่าไหม?”
ฟายถอนหายใจ
“ข้าไม่ได้เก็บตัวขนาดนั้น”
คาร์โก้แกล้งทำเป็นแปลกใจด้วยการเอามือวางทาบอกของตัวเองแล้วมองไปที่ฟาย “ถ้าอย่างงั้น เจ้าพูดกับคนอื่นในกิลด์วันละกี่ประโยคล่ะ”
ฟายนิ่งคิด
“…ไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักหน่อยคาร์โก้”
คาร์โก้หลุดหัวเราะออกมาทันที
“เห็นไหม!”
เขาหันกลับมามองวาเลเรียอีกครั้ง คราวนี้มองสำรวจชัดเจนกว่าเดิม
ผิวซีด ผมดำยาวเป็นลอนสวย ชุดผ้าชั้นดีที่ดูไม่เหมือนของนักผจญภัยทั่วไปเลยแม้แต่นิดเดียว และดวงตาสีดำที่มีสีแดงเจืออยู่จาง ๆ
วาเลเรียมองเขากลับอย่างเฉยชา
ช่างเป็นคนที่เสียงดังจริง ๆ วาเลเรียคิดขณะที่มองไปยังชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้
คาร์โก้ยิ้มมุมปากเหมือนอ่านความคิดของหญิงสาวตรงหน้าได้
“ข้าชื่อคาร์โก้, คาร์โก้ คาร์สัน”
เขาพูดเสียงสบาย ๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ คุณหนูสมาชิกใหม่”
ฟายพึมพำทันที
“อย่าเรียกนางแบบนั้น”
“ทำไมล่ะ?"
“นางไม่ชอบ”
คาร์โก้เลิกคิ้ว
“จริงหรือ?”
วาเลเรียเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบสั้น ๆ
“…เฉย ๆ”
คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ
“งั้นก็ดี”
เขายื่นมือออกมาบนโต๊ะอย่างเป็นกันเอง
“ท่านยังไม่ได้แนะนำตัวกลับเลยนะท่านหญิง”
วาเลเรียมองมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือให้ตามมารยาท และเขากลับก้มจูบเบา ๆ ที่หลังมือ ทำให้เธอชะงักเล็กน้อย แม้จะไม่สัมผัสโดนผิวเพราะสวมถุงมืออยู่ก็ตาม
เขารู้เรื่องมารยาททางสังคมแบบขุนนางด้วยหรือ?
หลังจากตั้งสติได้ วาเลเรียก็ดึงมือกลับก่อนจะแนะนำตัวตามมารยาท
“ชื่อของข้าคือวาเลเรีย, วาเลเรีย ด็องบรัวซ”