รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง

Blade and Chain || ดาบและโซ่ - บทนำ กิลด์นักผจญภัย โดย Luminar @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,ผู้ใหญ่,ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Blade and Chain || ดาบและโซ่

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,ผู้ใหญ่

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส

รายละเอียด

Blade and Chain || ดาบและโซ่ โดย Luminar @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รอยกัดในคืนเดบูตองพรากวาเลเรียจากความเป็นมนุษย์ สิบปีต่อมา เธอออกตามหาความหมายชีวิตของเธอและคำตอบจากผู้ที่พรากมันไป พร้อมนักเวทขี้เมาผู้ลึกลับที่ดูเหมือนจะมีความลับไม่น้อยไปกว่าตัวเธอเอง

ผู้แต่ง

Luminar

เรื่องย่อ

ในเมืองที่นักผจญภัยจำนวนมากเดินทางเข้ามาเพื่อตามหาชื่อเสียงและโชคลาภ


หญิงสาวคนหนึ่งกลับมีเหตุผลที่ต่างออกไป


วาเลเรียผู้หญิงที่ดูเหมือนคุณหนูจากตระกูลขุนนาง ปรากฏตัวขึ้นที่กิลด์นักผจญภัยโดยไม่มีใครรู้ที่มา


เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่อเสียง และไม่ได้ต้องการเงินรางวัล


สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงอย่างเดียว—


คือการตามหาบางสิ่งที่ถูกพรากไปจากชีวิตของเธอ


ระหว่างการเดินทาง วาเลเรียได้พบกับคาร์โก้ ชายลึกลับผู้ใช้เวทมนตร์ที่เดินอยู่บนเส้นทางที่คล้ายกัน


ทั้งสองต่างมีอดีตที่ไม่อาจย้อนกลับ และมีชะตากรรมที่ผูกพันกับความมืด


ดาบและโซ่


พลังสองรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


แต่เมื่อโลกที่พวกเขาเดินอยู่เต็มไปด้วยอันตราย


บางทีการเดินทางเพียงลำพังอาจไม่ใช่คำตอบ


นี่คือเรื่องราวของสองผู้เดินทาง


ผู้ที่ต้องเผชิญกับอดีตของตนเอง


และค้นหาว่าพันธนาการที่แท้จริงนั้นคือสิ่งใด


Blade and Chain || ดาบและโซ่


 ━━━━━━━━━━━━୨♡୧━━━━━━━━━━━━


สวัสดีค่ะทุกคน(⁠⁠ꈍ⁠ᴗ⁠ꈍ⁠)


ก่อนอื่นเลยไรท์ต้องขอขอบคุณที่กดเข้ามาอ่าน Blade and Chain || ดาบและโซ่ นะคะ


เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีที่ไรท์เขียนจากตัวละครในเกม D&D ที่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน ๆ แล้วรู้สึกว่าเรื่องราวของพวกเขาน่าสนใจมาก เลยอยากลองนำมาขยายเป็นนิยายจริงจังดูค่ะ


หลังจากไม่ได้เขียนนิยายมาสักพักและได้กลับมาเขียนอีกครั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไรท์ค่อนข้างมีไฟและตั้งใจมากๆเลยล่ะค่ะ


หวังว่าการเดินทางของตัวละครในเรื่องนี้้จะทำให้ทุกคนสนุกไปด้วยกันนะคะ


ถ้าชอบหรืออยากคอมเมนต์พูดคุยกัน สามารถทิ้งข้อความไว้ได้เลยค่ะ ไรท์อ่านทุกคอมเมนต์จริง ๆ ถ้าชอบมากๆก็สามารถสนับสนุนกันได้นะคะ แอบอยากให้เรื่องนี้ออกมาเป็นรูปเล่มเหมือนกัน


สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากค่ะที่เปิดเข้ามาอ่าน

ꉂ(ˊᗜˋ*)♡


— Luminar


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


Blade and Chain || ดาบและโซ่


© สงวนลิขสิทธิ์โดย Luminar


ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน



สารบัญ

Blade and Chain || ดาบและโซ่-บทนำ กิลด์นักผจญภัย,Blade and Chain || ดาบและโซ่-บทที่ 1 ภารกิจแรกร่วมกัน

เนื้อหา

บทนำ กิลด์นักผจญภัย


ยามสายของเมือง ผู้คนกำลังใช้ชีวิตประจำวันเหมือนดั่งเช่นทุกวัน ที่หน้ากิลด์นักผจญภัยนั้น กลับมีเสียงล้อของรถม้าหยุดลงหน้ากิลด์พร้อมกับเสียงกระทบของเหล็กที่ดังแกรกกราก ผู้คนในโถงชั้นล่างของกิลด์์ต่างหันไปมองโดยพร้อมเพรียงกันอย่างสนอกสนใจ


ลังไม้สลักสีเข้มขอบทองเหลืองขนาดใหญ่ถูกยกลงมาทีละใบจากท้ายรถม้า ก่อนจะถูกส่งต่อให้คนงานที่รับจ้างมาแบกเข้าไปด้านใน บางใบหนักเสียจนต้องใช้คนสองคนช่วยกันยก


นักผจญภัยที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ตรงโต๊ะยาวชะงักมือ บางคนพิงเก้าอี้ดูเหมือนกำลังชมการแสดงอะไรสักอย่าง บางคนเพียงแค่ยืนกอดอกมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย


“ของทั้งหมดขึ้นไปชั้นสอง ระวังหน่อย อย่าให้ตก”


เสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างเรียบเฉย เจ้าของเสียงยืนอยู่ข้างรถม้า เธอไม่ได้ตะโกน แต่กลับทำให้ทุกคนได้ยินชัดเจน


ที่หน้ากิลด์นักผจญภัยนั้นมีร่างของหญิงสาวแปลกหน้า ผิวของเธอขาวซีดจนเกือบโปร่ง เส้นผมสีดำยาวถูกปล่อยทิ้งลงมาถึงกลางหลัง เป็นลอนอ่อน ๆ เงางามราวกับผ้าไหม ดวงตาของเธอเป็นสีดำลึก แต่เมื่อต้องแสงตะวัน กลับเห็นประกายสีแดงเจืออยู่ในนั้นอย่างน่าประหลาด


เสื้อผ้าที่เธอสวมไม่ใช่ชุดของนักผจญภัยทั่วไป เนื้อผ้าดูละเอียดและตัดเย็บอย่างประณีต ราวกับเป็นของที่ควรจะอยู่ในคฤหาสน์มากกว่าจะอยู่ในกิลด์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ เหล้า และเลือด


หนึ่งในคนงานหันมาถาม “คุณหนูขอรับ ของพวกนี้ให้เอาเข้าไปไว้ในห้องไหนหรือขอรับ?”


หญิงสาวเหลือบตามองขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองของกิลด์ ก่อนจะตอบสั้น ๆ “ห้องชั้น 2 ห้องที่ 6 นับถัดไปจากบันไดทางขึ้น”


คำตอบนั้นเรียบง่ายจนเกินไป แต่มันกลับทำให้เสียงซุบซิบในโถงเริ่มดังขึ้น


“ใครกันวะนั่น”


“ย้ายเข้ามาอยู่กิลด์เหรอ”


“แต่งตัวเหมือนลูกขุนนางมากกว่า”


บางคนมองด้วยความสนใจ บางคนมองด้วยสายตาเย้ยหยันและตัดสิน


หญิงสาวไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย เธอเพียงยืนมองการขนของอย่างเงียบ ๆ ราวกับเสียงซุบซิบนั้นเป็นเพียงของลมที่ผ่านหู ไม่มีความสำคัญใดๆ


ลังใบสุดท้ายถูกยกลงจากรถม้า หญิงสาวเงยหน้ามองอาคารกิลด์ตรงหน้า


นี่คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักผจญภัย นักล่าเงินรางวัล และคนที่ยินดีฆ่าเพื่อเหรียญไม่กี่เหรียญ และต่อจากวันนี้ เธอจะกลายเป็นหนึ่งในนั้น


เสียงซุบซิบด้านล่างยังคงดังตามหลังมา แต่เธอไม่ได้หันกลับไปมอง เธอก้าวขึ้นบันไดไม้ของกิลด์อย่างสงบ ความเงียบของคนภายในกิลด์ทำให้ได้ยินกระทั่งเสียงของส้นสูงกระทบพื้นไม้ ท่าทีเย็นชาและหยิ่งยโสจนชวนให้คนที่เห็นรู้สึกหมั่นไส้โดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ


คนงานสองสามคนแบกลังไม้ตามขึ้นมาอย่างทุลักทุเล


ชั้นสองของกิลด์เงียบกว่าด้านล่างมาก มีเพียงทางเดินแคบ ๆ กับประตูไม้เรียงราย ไม่ต่างกับห้องพักคนรับใช้ที่เธอเคยเห็นในตึกหลังคฤหาสน์ของตนเอง


เธอหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง คนงานดันประตูเปิดออกอย่างรู้งาน


ภายในเป็นเพียงห้องเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร กำแพงไม้เก่าหม่น หน้าต่างบานเดียวปล่อยให้แสงส่องเข้ามาอย่างจืดชืด เตียงไม้ธรรมดาถูกวางชิดผนัง โต๊ะตัวเล็กเก่าจนสีถลอก


มันดูเหมือนห้องพักราคาถูกที่ใช้เพียงแค่นอนค้างคืนเท่านั้น


แต่หญิงสาวเพียงกวาดสายตามองห้องนั้นครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ


“เปิดลังนั้น”


คนงานรีบทำตามทันที เมื่อฝาลังถูกงัดออก สิ่งของภายในก็เผยให้เห็นทีละชิ้น ผ้าปูที่นอนเนื้อผ้าละเอียดสีเข้มถูกยกออกมา เนื้อผ้าดูหนานุ่มและปักลวดลายอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป


“ปูเตียง”


เธอสั่งสั้น ๆ


ลังใบถัดไปถูกเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยหนังสือ ปกหนังสีเข้มเรียงกันแน่น บางเล่มดูเก่าเสียจนขอบกระดาษเหลืองซีด ราวกับผ่านมือผู้อ่านมาหลายรุ่น


“พวกหนังสือวางตรงนั้น”


เธอยกมือชี้ไปที่ผนังที่มีชั้นเปล่าอยู่เรียงราย คนงานเริ่มนำหนังสือขึ้นไปเรียงอย่างระมัดระวัง ทีละเล่ม ทีละชั้น ไม่นานนักผนังด้านหนึ่งของห้องก็เต็มไปด้วยหนังสือจนแน่น


ลังอีกใบถูกเปิดออก ผ้าม่านผืนใหญ่สีเข้มถูกยกขึ้นมา เนื้อผ้าหนาและหนัก


เธอเหลือบมองหน้าต่างเพียงแวบเดียวก่อนจะพูด


“ปิดหน้าต่างด้วยผ้านั่นซะ”


สิ้นเสียงสั่ง ผ้าม่านก็ถูกแขวนขึ้นและรูดปิด แสงจากภายนอกหายไปทันที ภายในห้องเหลือเพียงแสงสลัวจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นบนโต๊ะ และแสงรำไรที่ลอดมาใต้ผ้าม่าน


คนงานเริ่มจัดของชิ้นสุดท้าย พรมผืนหนาถูกคลี่ลงบนพื้น ผ้าคลุมเตียงถูกจัดให้เรียบตึง หมอนอิงหลายใบถูกวางซ้อนกันอย่างประณีต


เวลาไม่นานนัก ห้องซอมซ่อเมื่อครู่กลับกลายเป็นห้องที่ดูราวกับหลุดออกมาจากคฤหาสน์ของตระกูลขุนนาง เต็มไปด้วยผ้าชั้นดี หนังสือหายาก และบรรยากาศที่เงียบสงบเกือบจะลึกลับ


เธอยืนมองผลงานของพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงจาง ๆ กวาดมองไปรอบห้องอย่างพิจารณา ก่อนที่เธอจะพูดเพียงคำเดียว


“พอแล้วล่ะ”


เมื่อคนงานคนสุดท้ายออกจากห้องไปแล้ว ประตูก็ถูกปิดลงอย่างเงียบงัน


หญิงสาวยืนอยู่กลางห้องใหม่ของเธอ ผ้าม่านสีเข้มบดบังแสงจากภายนอก หนังสือเรียงเต็มผนัง และกลิ่นกระดาษเก่าจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ


มันไม่ใช่คฤหาสน์ แต่ก็เพียงพอแล้ว


หญิงสาวหมุนตัวออกจากห้อง ก่อนจะก้าวลงบันไดกลับไปยังโถงของกิลด์


ทันทีที่เธอปรากฏตัว เสียงพูดคุยที่เคยดังอยู่ก็เงียบลงเล็กน้อย สายตาหลายคู่หันมามอง ทั้งความสงสัย ความหมั่นไส้ และความอยากรู้อยากเห็น


ในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านในของกิลด์


เขามีใบหน้าสุภาพ ผมสีเข้มถูกจัดทรงอย่างดี เสื้อผ้าเรียบเข้ากับภาพลักษณ์ของเขา แว่นตาวางอยู่บนสันจมูก ท่าทางสงบนิ่งทำำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างประหลาด


หญิงสาวจำได้ทันทีที่เห็น เขาคือหัวหน้ากิลด์ 'ไมนอส' คนที่สัมภาษณ์และรับเธอเข้ามา


“ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยดีนะครับ”


น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างเป็นธรรมชาติ เขาหันไปมองเหล่านักผจญภัยที่กำลังจับตาดูเหตุการณ์อยู่ ก่อนจะพูดขึ้น


“ทุกคนครับ กระผมจะขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จัก นางจะมาเป็นสมาชิกใหม่ของกิลด์เรา”


สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่หญิงสาว บางคนพิงเก้าอี้ บางคนยกแก้วเหล้าค้างไว้กลางอากาศ


“เธอชื่อวาเลเรีย, วาเลเรีย ด็องบรัวซ สมาชิกใหม่ของกิลด์เรา”


หัวหน้ากิลด์กล่าว


แม้ถูกแนะนำตัว แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่โค้งให้เล็กน้อยตามมารยาท


วาเลเรียยืนอยู่ตรงนั้น เงียบสงบ ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจือจางกวาดมองผู้คนในโถงอย่างเฉยชา ราวกับไม่มีใครในห้องนี้มีความสำคัญพอจะทำให้เธอสนใจ


เสียงเก้าอี้ตัวหนึ่งขยับ


ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากโต๊ะด้านหลัง เขาเดินแทรกผ่านผู้คนที่ยืนมองอยู่เข้ามาอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางสบาย ๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาว


เขามีเส้นผมสีเขียวอมฟ้า ยาวระดับบ่าดวงตาของเขาเป็นสีแดงหม่นคล้ายคลึงกับสีดวงตาของวาเลเรียอย่างประหลาด แต่มีความเข้มกว่า ไม่ต้องให้แดงตกกระทบก็สามารถเห็นได้ ใบหน้าขาวซีด เรียบเนียนไร้อารมณ์ แทบไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เสื้อผ้าที่สวมเป็นเสื้อสีขาว คอสูงประดับระบาย ดูเรียบร้อยเกินกว่านักสู้ทั่วไป โบสีแดงเข้มถูกผูกไว้ที่ลำคอ


เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนคุ้นเคยกันมานาน


“ไง”


ชื่อของเขาคือเฟย์ริอุส หรือที่บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ฟาย”


ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าวาเลเรีย ดวงตาของเขามองเธอเหมือนกำลังสำรวจว่าหญิงสาวตรงหน้าคนนี้เปลี่ยนไปมากแค่ไหนตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่พบกัน ก่อนที่รอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้น


“มาจนได้สินะ”


เสียงของเขาฟังดูเหมือนกำลังทักทายคนรู้จักเก่า


วาเลเรียมองตอบ ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยขึ้นสั้น ๆ


“ฟาย”


เสียงซุบซิบในโถงกิลด์ดังขึ้นทันที หลายคนมองหน้ากัน


ดูเหมือนหญิงสาวลึกลับคนนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “คุณหนูที่หลงเข้ามา” อย่างที่พวกเขาคิด


ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปพิงโต๊ะใกล้ ๆ อย่างสบาย ๆ


“ข้านึกว่าเจ้าจะเปลี่ยนใจซะอีก กว่าจะยอมออกจากคฤหาสน์ได้ ข้าก็ลุ้นอยู่เหมือนกัน”


วาเลเรียไม่ตอบ ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจือจางเพียงจ้องมองเขาเงียบ ๆ


ฟายยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับนักผจญภัยที่กำลังจ้องมองเหตุการณ์อยู่


“ถ้าใครสงสัยนะครับ ข้าเป็นคนแนะนำเธอให้มาที่กิลด์นี้เอง”


คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงไปชั่วครู่ เพราะคนที่พูดมันออกมาคือขุนนางหนุ่มที่หลายคนรู้จักดี


ฟายหันกลับมามองวาเลเรียอีกครั้ง


“ไม่เหมือนที่คิดเลยล่ะสิ”


แน่นอนว่าไม่เลยสักนิด วาเลเรียคิดในใจก่อนที่จะมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตานิ่ง ๆ ราวกับกำลังตัดสินฝูงชนตรงหน้า


เขาพูด ก่อนจะยิ้มเหมือนคนที่เพิ่งเห็นเพื่อนเก่าหลังจากไม่ได้เจอกันมานาน


“ยินดีต้อนรับสู่กิลด์"



เช้าวันต่อมาของกิลด์นักผจญภัยเริ่มต้นด้วยเสียงจอแจตามปกติ


โต๊ะไม้ยาวถูกจับจองด้วยนักผจญภัยหลายกลุ่ม กลิ่นอาหารเช้าและเบียร์จาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ เสียงหัวเราะ เสียงถกเถียงเรื่องภารกิจ และเสียงโลหะกระทบกันของอาวุธดังปะปนกันไปทั่วห้องโถงชั้นล่างของกิลด์


แต่ที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง บรรยากาศกลับเงียบกว่าที่อื่นเล็กน้อย


วาเลเรียนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวนัก


หญิงสาวผิวซีด ผมดำยาวเป็นลอนทิ้งตัวลงมาตามแผ่นหลังอย่างเรียบร้อย เส้นผมเงางามสะท้อนแสงเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่าง ดวงตาสีดำที่มีประกายแดงเจืออยู่เล็กน้อยดูครึ่งหลับครึ่งตื่น ราวกับยังไม่อยากเริ่มต้นวันใหม่


เช้าเกินไป…


ชุดที่เธอสวมเป็นผ้าชั้นดี เรียบหรูแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ที่มือยังคงสวมถุงมือหนังสีดำเช่นเดียวกับเมื่อวาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังต่างจากเสื้อเกราะและเสื้อคลุมเก่า ๆ ของนักผจญภัยรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด


ตรงข้ามเธอ ฟายกำลังพูดไม่หยุด


“…โดยสรุป กฎพื้นฐานของกิลด์ก็มีประมาณนี้ล่ะ”


ชายหนุ่มวางศอกบนโต๊ะ พลางชี้ไปที่กระดานประกาศภารกิจที่ติดอยู่ผนังอีกฝั่งของห้อง


“ภารกิจจะแบ่งตามระดับอันตราย ถ้ารับภารกิจที่เกินแรงตัวเอง กิลด์จะไม่รับผิดชอบนะ แล้วก็—”


วาเลเรียหาวออกมาเบา ๆ


เธอยกมือขึ้นปิดปากอย่างสุภาพ แต่ท่าทางง่วงเต็มทน ดวงตาที่ครึ่งปรือดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความง่วงมากกว่าจะตั้งใจฟังคำอธิบาย


พูดอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้กันนะ…


ฟายหยุดพูดกลางประโยค เขามองเธอเงียบ ๆ


วาเลเรียกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ


“พูดต่อสิ”


ฟายถอนหายใจยาว


“…เจ้าไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม”


วาเลเรียเอียงศีรษะเล็กน้อย เส้นผมสีดำลื่นไหลตามการเคลื่อนไหว


“ข้าฟังอยู่”


“งั้นเมื่อกี้ข้าพูดอะไร”


หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าไม่ได้ดูรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว


พูดอะไรไปบ้างนะ…


“…กฎกิลด์เยอะแยะ แล้วก็... อะไรสักอย่าง”


ฟายหลับตาลงทันที


“อะไรของเจ้าเนี่ย”


วาเลเรียยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ท่าทางสงบสบายเหมือนคนที่ไม่ได้ถูกจับได้ว่าไม่ตั้งใจฟัง “ข้าจำแค่ประเด็นสำคัญได้ก็พอน่ะ”


“แล้วประเด็นสำคัญคืออะไรล่ะครับคุณหนู”


เธอมองไปทางกระดานภารกิจที่เต็มไปด้วยกระดาษประกาศหลายแผ่น


“รับงาน ฆ่ามอนสเตอร์ กลับมารับเงิน”


ฟายเงียบไปสองวินาที เขาถอนหายใจอีกครั้ง


“…ก็ถูก แต่เจ้าทำให้มันดูหยาบไปหน่อยไหม”


เขาพิงหลังกับเก้าอี้เล็กน้อย


“อีกอย่างหนึ่ง ภารกิจไม่ได้มีแค่ล่ามอนสเตอร์ ยังมีภารกิจแบบอื่น ๆ อีก เช่นการช่วยเหลือชาวบ้าน สืบสวน หรือภารกิจคุ้มกัน”


วาเลเรียยักไหล่เบา ๆ


รอบ ๆ โต๊ะมีนักผจญภัยหลายคนแอบมองพวกเขาอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่เมื่อวาน ข่าวเรื่อง “คุณหนูจากคฤหาสน์ที่ย้ายมาอยู่กิลด์” ก็แพร่ไปทั่วแล้ว


บางคนมองด้วยความสงสัย


บางคนมองด้วยความหมั่นไส้


บางคนมองเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก


วาเลเรียรู้ตัวดีว่ากำลังถูกจ้อง


มองกันเหมือนข้าสัตว์ประหลาด…


แต่เธอไม่ได้สนใจ หญิงสาวหาวอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ


“ง่วงจังเลย…”


ฟายหัวเราะนิดหนึ่ง


“ข้าว่าเจ้านอนมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ”


วาเลเรียมองเขาด้วยสายตาเฉยชา


“ต้องเรียกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอต่างหาก”


ฟายส่ายหัวเล็กน้อย


“เจ้าตั้งใจจะเป็นนักผจญภัยจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย”


วาเลเรียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้น ๆ


“อืม”


คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่แววตาของเธอไม่เหมือนคนที่พูดเล่นเลยแม้แต่น้อย


ฟายมองเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ


“…เอาเถอะ อย่างน้อยข้าจะไม่เซ้าซี้ก็แล้วกัน”


วาเลเรียวางแก้วลงบนโต๊ะ ดวงตาสีดำปนแดงของเธอเหลือบมองไปทางกระดานภารกิจอีกครั้งเงียบ ๆ


งานสืบสวนคงน่าเบื่อน้อยกว่าล่าหนูยักษ์…


แล้วตอนนั้นเอง เสียงประตูกิลด์ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง


ปัง!


ลมเย็นจากด้านนอกพัดเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่น


“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ข้าบอกแล้วว่าเจ้านั่นมันวิ่งไม่ทันหรอก!”


นักผจญภัยสี่คนเดินโผงผางเข้ามาในห้องโถง เหมือนพายุลูกเล็กที่พาเสียงพูดคุยครึกครื้นติดมาด้วย


เสื้อคลุมเปื้อนฝุ่น เกราะมีรอยขีดข่วน และรองเท้าที่เต็มไปด้วยโคลน บอกชัดเจนว่าพวกเขาเพิ่งกลับมาจากภารกิจ


หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงดังพลางตบไหล่เพื่อนร่วมทีม


“ถ้าไม่ใช่ข้า เจ้าคงโดนมันเหยียบเละแน่!”


“พูดเหมือนเจ้าไม่ได้เกือบโดนมันงับขาอย่างนั้นแหละ!” อีกคนสวนกลับทันที


เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก บรรยากาศในกิลด์ที่เดิมทีเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบกลับผ่อนคลายลงทันที ราวกับทุกคนคุ้นเคยกับการปรากฏตัวของกลุ่มนี้ดี


ฟายเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ


“เสียงดังเหมือนเดิมเลยนะ…”


วาเลเรียเหลือบตามองไปทางประตูอย่างเฉื่อยชา


ชายสี่คนเดินเข้ามาลึกในกิลด์


หนึ่งในนั้นตัวสูง ไหล่กว้าง ท่าทางดูสบาย ๆ กว่าคนอื่น ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเล็กน้อยจากลมข้างนอก เสื้อคลุมถูกสวมไว้อย่างสบาย ๆ แขนเสื้อถูกถกขึ้นจากข้อมือเล็กน้อย ทำให้แอบเห็นรอยแผลเป็นข้างใต้ และท่าทางของเขา เหมือนเจ้าตัวไม่คิดจะรักษามารยาทอะไรมากนัก


เขายิ้มกว้างเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากการผจญภัยที่สนุกมากกว่าจะเป็นการต่อสู้เอาชีวิตรอด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะมุมห้อง


“อ้าว?”


เขาเอียงหัวเล็กน้อย แล้วเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะที่หายและวาเลเรียนั่งอยู่


“นั่นฟายนี่หว่า”


ฟายยกมือขึ้นกดขมับเบา ๆ


“เสียงดังเกินไปแล้ว คาร์โก้”


ชายคนนั้นหัวเราะทันที


“ข้าเพิ่งกลับมาจากภารกิจ จะให้ข้าเดินเงียบเหมือนผีได้ยังไงกัน!”


เขาลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งคร่อมอย่างสบาย ๆ ไม้เก้าอี้ครูดพื้นเบา ๆ เพื่อนอีกสามคนของเขาแยกไปที่เคาน์เตอร์รับภารกิจ ทิ้งให้เขานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว


คาร์โก้พิงพนักเก้าอี้ มองฟายเหมือนเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่าง


“แต่วันนี้แปลกนะ”


เขาหรี่ตาเล็กน้อย


“ปกติเจ้าไม่ได้นั่งคุยกับใครนี่นา ถ้าจะให้พูด แทบไม่สุงสิงกับใครเลยมากกว่า”


สายตาของเขาเลื่อนมาทางวาเลเรีย


หยุดไปหนึ่งวินาที


สองวินาที


คาร์โก้กระพริบตาช้า ๆ


“…โอ้”


รอยยิ้มที่มุมปากค่อย ๆ ปรากฏ


“สมาชิกใหม่?”


ฟายพยักหน้าเล็กน้อย


“อืม ข้ากำลังอธิบายเรื่องกิลด์ให้นางฟังอยู่”


คาร์โก้ยิ้มกว้างขึ้นทันที


“งั้นเจ้าก็เลือกขอคำแนะนำผิดคนแล้วล่ะ” คาร์โก้หันมาพูดกับวาเลเรียอย่างเป็นกันเอง


ฟายขมวดคิ้ว


“หมายความว่าไง?”


คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ


“คนที่เก็บตัวที่สุดในกิลด์จะมาสอนวิธีใช้ชีวิตในกิลด์เนี่ยนะ?”


เขายักไหล่


“มันฟังดูแปลกไปหน่อยว่าไหม?”


ฟายถอนหายใจ


“ข้าไม่ได้เก็บตัวขนาดนั้น”


คาร์โก้แกล้งทำเป็นแปลกใจด้วยการเอามือวางทาบอกของตัวเองแล้วมองไปที่ฟาย “ถ้าอย่างงั้น เจ้าพูดกับคนอื่นในกิลด์วันละกี่ประโยคล่ะ”


ฟายนิ่งคิด


“…ไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักหน่อยคาร์โก้”


คาร์โก้หลุดหัวเราะออกมาทันที


“เห็นไหม!”


เขาหันกลับมามองวาเลเรียอีกครั้ง คราวนี้มองสำรวจชัดเจนกว่าเดิม


ผิวซีด ผมดำยาวเป็นลอนสวย ชุดผ้าชั้นดีที่ดูไม่เหมือนของนักผจญภัยทั่วไปเลยแม้แต่นิดเดียว และดวงตาสีดำที่มีสีแดงเจืออยู่จาง ๆ


วาเลเรียมองเขากลับอย่างเฉยชา


ช่างเป็นคนที่เสียงดังจริง ๆ วาเลเรียคิดขณะที่มองไปยังชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้


คาร์โก้ยิ้มมุมปากเหมือนอ่านความคิดของหญิงสาวตรงหน้าได้


“ข้าชื่อคาร์โก้, คาร์โก้ คาร์สัน”


เขาพูดเสียงสบาย ๆ


“ยินดีที่ได้รู้จักนะ คุณหนูสมาชิกใหม่”


ฟายพึมพำทันที


“อย่าเรียกนางแบบนั้น”


“ทำไมล่ะ?"


“นางไม่ชอบ”


คาร์โก้เลิกคิ้ว


“จริงหรือ?”


วาเลเรียเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


ก่อนจะตอบสั้น ๆ


“…เฉย ๆ”


คาร์โก้หัวเราะเบา ๆ


“งั้นก็ดี”


เขายื่นมือออกมาบนโต๊ะอย่างเป็นกันเอง


“ท่านยังไม่ได้แนะนำตัวกลับเลยนะท่านหญิง”


วาเลเรียมองมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือให้ตามมารยาท และเขากลับก้มจูบเบา ๆ ที่หลังมือ ทำให้เธอชะงักเล็กน้อย แม้จะไม่สัมผัสโดนผิวเพราะสวมถุงมืออยู่ก็ตาม


เขารู้เรื่องมารยาททางสังคมแบบขุนนางด้วยหรือ?


หลังจากตั้งสติได้ วาเลเรียก็ดึงมือกลับก่อนจะแนะนำตัวตามมารยาท


“ชื่อของข้าคือวาเลเรีย, วาเลเรีย ด็องบรัวซ”