ไม่อยากรักก็ต้องรัก ในเมื่อคำสั่งนี้ไม่สามารถเอ่ยปฏิเสธออกมาได้อย่างง่ายดายเลย

รักตาม(คำ)สั่ง - ตอนที่2 จุดเริ่มต้นที่ยังไม่ทันได้เริ่ม โดย Yubongsoon @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ดราม่า,หญิง-หญิง,วัยว้าวุ่น,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

รักตาม(คำ)สั่ง

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ดราม่า,หญิง-หญิง,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียด

รักตาม(คำ)สั่ง โดย Yubongsoon @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไม่อยากรักก็ต้องรัก ในเมื่อคำสั่งนี้ไม่สามารถเอ่ยปฏิเสธออกมาได้อย่างง่ายดายเลย

ผู้แต่ง

Yubongsoon

เรื่องย่อ

"วาริน" หญิงสาวที่ใช้ชีวิตจมปลักอยู่กับเงาความรักในอดีตมาอย่างยาวนานกว่าสองปี กับ"ฮาน่า" ดาราสาวผู้โด่งดัง ที่ยังคงฝังใจไม่เสื่อมคลาย และไม่เคยมีคำบอกเลิกอย่างเป็นทางการ


แต่โชคชะตากลับลิขิตให้วารินได้กลับมาพบกับ "เชอรีน" เด็กสาวมัธยมผู้สดใสแต่เป็นหัวขโมยคนสำคัญ ที่เคยตามจีบเธออย่างไม่ลดละเมื่อสามปีก่อนโดยบังเอิญ ซึ่งการกลับมาของเชอรีนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะรื้อฟื้นความทรงจำเก่า ๆ แต่ยังนำมาซึ่ง "คำสั่ง" ใหม่! เมื่อน้องสาวตัวแสบของวาริน ดันออกโรงเป็นแม่สื่อจำเป็น ประกาศภารกิจ "จับคู่หาแฟนใหม่" ให้พี่สาวอย่างกะทันหัน

แม้วารินจะพยายามปฏิเสธหัวชนฝา เพราะหัวใจยังคงยึดติดอยู่กับรักเก่า แต่สุดท้ายเธอก็จำใจต้องยอมจำนนต่อสถานการณ์ ฝืนทนความอึดอัดใจ และก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเปิดใจให้กับความรักครั้งใหม่อย่างไม่เต็มใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความบังเอิญครั้งนี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวาย หรือ เป็นเพียงบทสรุปสุดท้ายของรักครั้งเก่าที่ค้างคาใจกันแน่

สารบัญ

รักตาม(คำ)สั่ง-ตอนที่1 บังเอิญได้พบกัน,รักตาม(คำ)สั่ง-ตอนที่2 จุดเริ่มต้นที่ยังไม่ทันได้เริ่ม

เนื้อหา

ตอนที่2 จุดเริ่มต้นที่ยังไม่ทันได้เริ่ม

ล้านกว้างหลังร้านอาหาร
“นี่พวกแก ไม่ต้องตามฉันมานะ เพราะฉันจะให้พี่วารินถ่ายรูปเดี่ยวให้ฉันก่อน”
ตะโกนบอกกับเพื่อนๆ ด้วยเสียงดัง ส่วนที่ฝ่ามือของเธอนั้นก็ยังคงจับฝ่ามือของวารินเอาไว้แน่นอยู่ ส่วนวารินเมื่อเธอได้ยินอย่างนั้นแล้วก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังรับรู้ได้อีกด้วยว่าเชอรีนนั้นดูตั้งใจและจริงจังกับการจีบเธอมากจริงๆ
“น้องเชอคะ แล้วทำไมถึงพาพี่มาตรงนี้ละคะ”
“ก็หนูอยากอยู่กับพี่วารินแค่สองคนนี่คะ หนูอ่ะชอบพี่วารินจริงๆ นะคะ ชอบตั้งแต่ที่เห็นครั้งแรกเลย”
“ชอบ? หมายถึงน้องเชอชอบพี่แบบ…”
“แบบแฟนค่ะ แบบที่อยากเป็นแฟนกับพี่วารินมากๆ มันพอจะมีโอกาสเป็นไปได้บ้างไหมคะ”
กล่าวออกมาตรงๆ พร้อมกับจ้องมองอย่างคนที่กำลังขอความเห็นใจ ส่วนวารินเมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกตกใจมากเพราะไม่เคยคิดเลยว่าอยู่ๆ จะมีเด็กนักเรียนมาตามจีบเธอแบบนี้
“เอ่อ แต่ว่าน้องเชอยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอคะ แล้วจะมาชอบพี่แบบแฟนได้ยังไงกัน”
“เด็กเหรอคะ แต่หนูคิดว่า หนูไม่เด็กแล้วนะคะ”
ผู้ที่ถูกมองว่าเด็กกำลังทำสีหน้าเง้างอนอยู่ ส่วนผู้ที่เป็นคนเอ่ยบอกก็กำลังยกยิ้มอย่างเห็นใจ เพราะกำลังอดทนกับความน่ารักของคนตรงหน้าไม่ไหว และที่ฝ่ามือของทั้งสองคนก็ยังคงจับกันเอาไว้โดยที่ไม่ยอมปล่อยมือออกมาจากกัน
“แล้วถ้าน้องเชอไม่เด็กจริงๆ ตอนนี้น้องเชออายุเท่าไหร่เหรอคะ”
“หนูอายุ…”
“นักเรียนทุกคนครับ ตอนนี้หมดเวลาพักแล้วนะครับ เชิญมาขึ้นรถกลับโรงเรียนกันได้แล้ว”
(เสียงถอนหายใจ)
“ถ้างั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะพี่วาริน”
ซึ่งในตอนนั้นเอง อยู่ๆ เชอรีนก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างคนที่หมดหวัง ความกระตือรือร้นและความร่าเริงที่เคยมีพลันมลายหายไปในพริบตา เธอยอมปล่อยมือที่เคยเกาะกุมมือของวารินเอาไว้ออกอย่างช้าๆ พร้อมกับเตรียมตัวก้าวเท้าเดินกลับออกไปด้วยท่าทีที่ดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนวาริน เมื่อเธอเห็นว่าเชอรีนกำลังจะเดินกลับออกไปจริงๆ ก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกวูบโหวงก่อตัวขึ้นในอกอย่างกะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน อีกทั้งในใจก็ยังคงค้างคาใจด้วยว่าจริงๆ แล้วเชอรีนนั้นอายุเท่าไหร่กันแน่ ความสงสัยนี้ผุดขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่ซับซ้อนภายในใจของวาริน
“เอ่อ น้องเชอคะ แล้วสรุปว่าน้องเชออายุเท่าไหร่แล้วคะ”
วารินเอ่ยถามไปพลางพร้อมกับรีบยกมือขึ้นมาคว้ามือของเชอรีนมาจับเอาไว้อีกครั้ง ส่วนเชอรีนเมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วก็หันหน้ากลับมาก่อนที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเบอร์โทรของตัวเองลงไปบนฝ่ามือของวารินในทันที
“แต่เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ”
และทันใดนั้นเอง ในขณะที่วารินกำลังดึงมือกลับมาดูว่าเชอรีนกำลังเขียนอะไรลงไปบนฝ่ามือของเธอ อยู่ๆ เธอก็ต้องทำสีหน้าที่ดูตกใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะเนื่องจากว่าเชอรีนกลับถือโอกาสดึงแหวนเพชรที่เธอสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายออกไปด้วยอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง
“พี่วารินคะ ถ้าพี่วารินอยากรู้ว่าหนูอายุเท่าไหร่ แล้วก็อยากได้แหวนวงนี้คืนก็โทรมาหาหนูก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบหาทางเอามาคืนให้เลยค่ะ”
เสียงตะโกนบอกของเชอรีนดังลั่นด้วยน้ำเสียงที่สดใสและร่าเริง ก่อนที่จะรีบวิ่งกลับไปยังรถบัสของทางโรงเรียนด้วยท่าทีที่ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
….
“แหวนวงนั้นยังอยู่กับน้องเชอไหมนะ”
ตอนนี้วารินกำลังหวนนึกถึงแหวนเพชรวงแรกของเธอที่ถูกพรากไปด้วยความรวดเร็วและนึกถึงใบหน้าของเชอรีนไปด้วย ภาพความทรงจำในวันนั้นยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความคิดของเธอ เพราะหลังจากวันนั้น วารินก็ไม่ได้ติดต่อหรือโทรหาเชอรีนสักครั้งเลย เนื่องจากเธอนั้นมองว่าเชอรีนดูเด็กมากเกินไปและไม่อยากให้ความหวัง หรือสานต่อความสัมพันธ์ใดๆ ที่เป็นไปไม่ได้อีกด้วย
“วาริน สบายดีไหม เป็นยังไงบ้างไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เสียงของนับดาวเพื่อนสาวคนสนิทของวารินกำลังเอ่ยถามวารินด้วยน้ำเสียงสดใสอย่างอารมณ์ดี แต่ทว่าสภาพเนื้อตัวของเธอนั้นกลับเปียกปอนไปด้วยสายฝนจนชุ่มฉ่ำ
“นับดาว เธอมานั่งตรงนี้ดีกว่านะ เดี๋ยวเราจะช่วยเช็ดผมให้”
วารินไม่รอช้า เมื่อเห็นสภาพเพื่อนสาวที่เปียกปอนจนน่าสงสาร ด้วยความที่เป็นคนมีน้ำใจและชอบช่วยเหลือคนอื่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เธอจึงรีบเปิดกระเป๋าของตัวเองอย่างรวดเร็วและหยิบเสื้อคลุมตัวบางออกมาคลุมไหล่ให้กับนับดาวทันที
วารินพูดพลางจัดการรูดซิปเสื้อคลุมให้เพื่อนอย่างเบามือ จากนั้นเธอก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกมาด้วย แล้วบรรจงเช็ดหยดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนผมและใบหน้าของนับดาวอย่างรวดเร็วและทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าเพื่อนจะรู้สึกหนาวหรืออับชื้นไปมากกว่านี้ การกระทำที่แสนจะอ่อนโยนและรวดเร็วของวาริน ทำให้นับดาวรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทั้งกายและใจ
“ขอบใจนะวาริน”
“อืม”
[ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนทั่วไป วารินและนับดาวเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของกันและกันมาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะยิ้มหรือร้องไห้ ก็มีอีกฝ่ายอยู่เสมอ
สายสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มีรากฐานมาจากครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ทำให้วารินและนับดาวสนิทสนมกันอย่างเป็นธรรมชาติและไร้ข้อกังขา เสมือนเป็นพี่น้องคลานตามกันมาก็ไม่ปาน การที่นับดาวยืนอยู่เคียงข้างวารินมาตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับพวกเธอแล้ว อีกฝ่ายคือส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้]
“นับดาว ช่วงนี้เธอยังทำงานที่บริษัทเดิมอยู่รึเปล่า”
เอ่ยถามความเป็นอยู่ของเพื่อนสาวอยู่เป็นประจำเมื่อมีโอกาสได้พบหน้า เพราะกำลังเป็นห่วงเรื่องการใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวของเพื่อนเอามากๆ
[ชีวิตของนับดาวต้องพลิกผันอย่างกะทันหันเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อครอบครัวอันเป็นที่รักทั้งหมดได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ จากเหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด
โศกนาฏกรรมครั้งนั้นได้พรากพ่อแม่และทุกคนในครอบครัวไปจากเธอในคราวเดียว ทำให้นับดาวต้องกลายมาเป็นคนเดียวที่ต้องรับมือกับความจริงอันโหดร้ายและใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะเจ็บปวดเพียงใด เธอก็จำต้องลุกขึ้นยืนหยัดและใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ แม้ว่าภายในใจจะยังคงมีรอยแผลลึกที่ยากจะลบเลือน]
“อืม เรายังทำงานอยู่ที่บริษัทของคุณป้าเหมือนเดิมเลย แล้ววารินล่ะ ทำงานที่รีสอร์ตเป็นยังไงบ้าง คุณน้าปริมยังเข้ามาช่วยดูแลรีสอร์ตอยู่รึเปล่า”
[ในทางกลับกัน นับดาวเองก็มักจะเอ่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ของวารินอยู่เป็นประจำเช่นกัน ด้วยความที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เธอรับรู้และเข้าใจดีว่าวารินทุ่มเทและตั้งใจดูแลกิจการรีสอร์ตซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวมากเพียงใด ความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้ทำให้นับดาวอดเป็นห่วงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ที่วารินเลิกรากับแฟนสาวไป เพื่อนของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนที่เคยสดใส กลับกลายเป็นคนที่สุดแสนจะเย็นชาและสร้างกำแพงที่แน่นหนาปิดกั้นผู้คนไม่ให้เข้าหา นับดาวจึงเฝ้าสังเกตความเป็นไปของวารินด้วยความเป็นห่วงเสมอมา พยายามหาโอกาสพูดคุยเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าอย่างน้อยก็ยังมีเธออยู่เคียงข้าง และพร้อมที่จะรับฟังทุกเรื่องราวเสมอ]
“น้าปริมเหรอ น้าปริมก็มีเข้ามาช่วยดูแลงานที่รีสอร์ตบ้างนะ แต่ช่วงหลังๆ มานี้ที่โรงแรมของน้าปริมมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า น้าปริมก็เลยเงียบๆ ไป แต่นับดาวไม่ต้องเป็นห่วงเราเลยนะ ตอนนี้เราก็พอที่จะเข้าใจ แล้วก็ดูแลรีสอร์ตของคุณแม่ได้เองแล้วด้วย”
วารินตอบคำถามของเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม น้ำเสียงนั้นมีความยาวและรายละเอียดมากกว่าที่เธอจะยอมพูดกับใครในวันปกติทั่วไป หากไม่ใช่เพราะเป็นนับดาว เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานที่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มีใครได้ยินเสียงของวารินยาวขนาดนี้
[วารินทำงานอย่างที่รีสอร์ตอันเป็นธุรกิจของครอบครัว ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ แต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับให้เธอต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัวอย่างกะทันหัน โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้พรากชีวิตพ่อกับแม่ของเธอไปพร้อมๆ กับครอบครัวของนับดาว ทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียและภาระอันหนักอึ้ง
แม้ความเจ็บปวดจะมากมายเพียงใด แต่วารินก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งอย่างน่าทึ่ง เธอเลือกที่จะไม่จมอยู่กับความเศร้า แต่เปลี่ยนเป็นพลังในการดูแลรีสอร์ตอย่างเต็มที่ เพื่อสานต่อธุรกิจที่ครอบครัวสร้างมากับมือ และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อดูแลน้องสาวคนเดียวของเธอให้ดีที่สุดอย่างที่ตั้งใจไว้]
“อืม เราก็คิดว่าวารินดูแลงานที่รีสอร์ตได้ดีแน่ๆ เพราะว่าวารินของเราเก่งมากๆ เลยรู้ไหม”
“นับดาวก็เก่งมากๆ เหมือนกันนะ”
(เสียงพูดคุยห่างออกไป)