“บางคนเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต..แต่บางคนเกิดมาเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ” วรภัทร ศิลปักษา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ไม่เคยรู้เลยว่า ความฝันประหลาดที่ตามหลอกทุกคืน คือเสียงเรียกจากอดีตกว่าร้อยปี เมื่อย้ายมาอยู่บ้านเก่าของตระกูลในจังหวัดศรีสะเกษ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติเริ่มก่อตัว เสียงกระซิบกลางค่ำคืน เงาไร้เจ้าของ และชายหนุ่มปริศนา. อัครเดช หรือ ภีม ผู้ชายแปลกหน้าที่รู้เรื่องในอดีตของภัทรมากเกินไปเขาคือกุญแจหรืออาจเป็นต้นเหตุของ “คำสาปพันทิวา ที่ไม่อาจหลุดพ้น

คำสาบพันทิวา - 2 เสียงที่ไม่มีใครควรได้ยิน โดย ศรีรัญจวน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ชาย-ชาย,ยุคปัจจุบัน,ไทย,วิญญาณ,ผี,ไทยร่วมสมัย,ความทรงจำในอดีต,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,คำสาปพันทิวา,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

คำสาบพันทิวา

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ชาย-ชาย,ยุคปัจจุบัน,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

วิญญาณ,ผี,ไทยร่วมสมัย,ความทรงจำในอดีต,ลึกลับ,ไสยศาสตร์,คำสาปพันทิวา

รายละเอียด

คำสาบพันทิวา โดย ศรีรัญจวน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“บางคนเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต..แต่บางคนเกิดมาเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ” วรภัทร ศิลปักษา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ไม่เคยรู้เลยว่า ความฝันประหลาดที่ตามหลอกทุกคืน คือเสียงเรียกจากอดีตกว่าร้อยปี เมื่อย้ายมาอยู่บ้านเก่าของตระกูลในจังหวัดศรีสะเกษ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติเริ่มก่อตัว เสียงกระซิบกลางค่ำคืน เงาไร้เจ้าของ และชายหนุ่มปริศนา. อัครเดช หรือ ภีม ผู้ชายแปลกหน้าที่รู้เรื่องในอดีตของภัทรมากเกินไปเขาคือกุญแจหรืออาจเป็นต้นเหตุของ “คำสาปพันทิวา ที่ไม่อาจหลุดพ้น

ผู้แต่ง

ศรีรัญจวน

เรื่องย่อ





ภัทร ศิลปักษา เด็กหนุ่มวัยสิบแปด ก้าวเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความฝัน

แต่ในคืนก่อนเปิดเทอมเขากลับฝันเห็นเงาใครบางคนเรียกชื่อเขาด้วยเสียงสั่นพร่า—ชื่อที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน


วันแรกของการเรียน ชะตากลับนำพาให้เขาได้พบ “ณัฐ” และ “ภู” สองเพื่อนใหม่ที่ดูเหมือนบังเอิญ…แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่เลย


หลังจากเหตุการณ์ของตกใส่ที่ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นผลัก ภัทรเริ่มรู้สึกได้ถึง “บางสิ่ง”เงาในกระจก เสียงเรียกในหูยามค่ำคืน และลมหายใจเย็นเฉียบที่อยู่ข้างหลัง 


ทุกสิ่งค่อยๆ ฉุดให้เขาจมลึกลงสู่ความลับบางอย่างที่ฝังอยู่ในเลือดของเขาเอง ส้นทางที่ดูธรรมดาในเมืองกรุง กลับพาเขาย้อนคืนสู่ “ศรีสะเกษ” บ้านเกิดของแม่ 


ที่นั่นมีหญิงชราสามคน— ยายคำ, ยายไข, ยายใบ — ผู้สืบทอดพิธี “รับผีฟ้า”และในหมู่บ้านที่เงียบสงบแห่งนั้น มีคำสาปหนึ่งที่คนรุ่นเก่าห้ามพูดถึง…


“คำสาปพันทิวา”คำสาปที่ผูกดวงวิญญาณของชายหนุ่มผู้หนึ่งไว้กับราตรีนิรันดร์และบางสิ่งในตัวภัทร…กำลังตื่นขึ้นทีละน้อย


เมื่อความจริงของอดีตเริ่มเผย ภัทรต้องเลือกระหว่าง “ปลดคำสาป”หรือ “ปล่อยให้มันดำรงอยู่” เพื่อปกป้องคนที่เขารักที่สุด — แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเองก็ตาม



สารบัญ

คำสาบพันทิวา-1 เช้าแรกของปี 1,คำสาบพันทิวา-2 เสียงที่ไม่มีใครควรได้ยิน

เนื้อหา

2 เสียงที่ไม่มีใครควรได้ยิน

หลังเหตุการณ์ในห้องสมุดวันนั้น ภัทรยังรู้สึกไม่ปกติเลยสักนิด เสียง “ครองขวัญ” ที่ดังขึ้นข้างหูยังติดอยู่ในหัว แม้เวลาจะผ่านไปเกือบทั้งวัน
บ่ายนั้น ณัฐกับภูลากันไปนั่งที่คาเฟ่หน้าคณะ เพื่อให้ภัทรได้พักใจ“ดื่มอะไรหน่อยมั้ย นายดูหน้าซีดกว่าเมื่อเช้าอีกนะ” ณัฐพูดพลางวางแก้วกาแฟลงตรงหน้า
ภัทรถอนหายใจ “ฉันนอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน…วันนี้ก็ยังได้ยินเสียงแปลก เหมือนใครเรียกชื่ออีก”
ภูที่นั่งข้าง ๆ เลิกคิ้ว “ชื่ออะไรนะ?” ภัทรหลุบตา เสียงเบาลง “ครองขวัญ”
ทั้งโต๊ะเงียบ เสียงคนในร้านกลายเป็นแค่ฉากหลังที่ฟังไม่ออกเป็นคำ
“นายแน่ใจเหรอว่าได้ยินจริง ไม่ใช่คิดไปเอง?” ณัฐถามอย่างระวัง กลัวเพื่อนจะรู้สึกว่าไม่เชื่อ
“แน่ใจ เสียงมันชัดมาก เหมือนอยู่ใกล้หู ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงจาง ๆ ด้วยซ้ำ” ภัทรตอบพร้อมสั่นนิด ๆ
ภูพิงเก้าอี้ “ชื่อครองขวัญ เหรอ… ฉันไม่เคยได้ยินชื่อแบบนี้เลยนะ แต่ฟังดูมีความหมายดี ไม่เหมือนชื่อที่น่ากลัว”
“มันอาจจะดีในอดีต แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้แล้ว” ภัทรพูดเสียงแผ่ว “เมื่อคืนฉันฝัน เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนอยู่ไกล ๆ เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่พูดไม่ได้ เธอร้องไห้ แล้วก็เรียกชื่อเดียวกันนั่นแหละ ครองขวัญ”
ณัฐมองหน้าเพื่อนด้วยความเป็นห่วง “บางทีมันอาจไม่ใช่แค่ฝัน แต่มันอาจเป็นความทรงจำที่ถูกฝังไว้ในใจนายเองก็ได้”
ภูเสริม “หรือไม่ก็มีใครบางคนพยายามติดต่อ…แต่ยังไม่รู้ว่าเพื่ออะไร”
“พอได้แล้ว อย่าทำให้เขาคิดมากสิ” ณัฐแทรกเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “เราช่วยกันคิดดีกว่าว่ามันเกิดจากอะไร อาจจะความเครียดก็ได้” ภัทรนิ่ง เขาอยากเชื่ออย่างนั้น แต่ในใจกลับรู้ดีว่ามันไม่ใช่
เขาเงยหน้าขึ้นช้า “เมื่อคืน…ก่อนนอน ฉันได้ยินเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง แล้วมีเงาคนสะท้อนอยู่ในกระจก แต่ในห้องฉันไม่มีใครเลย”
ภูหันมองณัฐ “งั้นคืนนี้ฉันกับณัฐนอนห้องนายเลยไหม อย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า” ภัทรลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้า “ได้สิ…ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไรกันแน่”
คืนนั้น สามคนอยู่ในห้องเดียวกัน โทรศัพท์ทุกเครื่องถูกวางไว้บนโต๊ะ ไฟในห้องเปิดแสงสลัว มีเพียงแสงจากหน้าต่างลอดเข้ามา
เวลาเลยเที่ยงคืน ทุกอย่างเงียบสนิท ภัทรนอนหงายมองเพดาน ณัฐเริ่มหลับไปก่อน เหลือแต่ภูที่ยังตื่นอยู่ข้าง ๆ
“นายโอเคไหม” ภูถามเบา ๆ“ก็…พอได้ แต่เหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเลย” ภัทรตอบในลมหายใจ เสียงลมพัดลอดช่องหน้าต่าง ม่านผ้าขยับช้า ๆ แล้ว
เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
> “ครองขวัญ…”
ทั้งสองสะดุ้ง เสียงมาจากตรงประตู เย็นวาบไปทั้งตัวภูรีบเปิดไฟ ณัฐสะดุ้งตื่นขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น!?”ภัทรตัวแข็งทื่อ ชี้ไปที่ประตูห้อง “เมื่อกี้...มันเรียกชื่อฉันอีกแล้ว”
ณัฐเดินเข้าไปดู แต่เปิดประตูออกก็ไม่พบใครเลย
มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนพื้นหน้าห้องเขาหยิบขึ้นมา — เป็นกระดาษขาวธรรมดา แต่มีตัวอักษรเขียนไว้ด้วยลายมือสั่น ๆ
> “กลับ...บ้าน...”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นภัทรรู้ทันทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของ “ความเครียด” อีกต่อไปและ “บ้าน” ที่มันพูดถึง… คือบ้านของยายคำ ที่จังหวัดศรีสะเกษ
เสียงรถไฟสายอีสานดังยาว ทอดผ่านทุ่งนาที่เขียวชอุ่มสุดสายตาภัทรนั่งพิงกระจก มองภาพบ้านเรือนเรียงรายด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจเขาตัดสินใจลาออกจากหอในกรุงเทพฯ เพื่อกลับมาอยู่กับ ยายคำ ที่ศรีสะเกษ
ยายคำเป็น ยายแท้ ๆ ของภัทร
หลังจากตาเสีย ยายก็อยู่คนเดียวในบ้านไม้หลังเดิม แม้จะอายุมากแล้ว แต่ยังแข็งแรง ทำกับข้าว ปลูกผัก และดูแลตัวเองได้สบายแต่ภัทรก็อดห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจกลับมาอยู่ด้วย
เมื่อรถไฟจอดเทียบชานชาลาศรีสะเกษ แดดบ่ายส่องแรงแต่ไม่ร้อนจัดภัทรสะพายกระเป๋าเดินออกมา สูดกลิ่นอากาศบ้านเกิดเต็มปอดกลิ่นดินหลังฝนกับกลิ่นข้าวใหม่มันอบอวลจนใจสั่น
สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านเต็มไปด้วยทุ่งนา ต้นตาล และบ้านไม้เก่า ๆเขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวบ้านยายคำอยู่ท้ายหมู่บ้าน มีต้นมะขามใหญ่ยืนอยู่ข้างรั้ว
เมื่อมาถึง เขาเห็นหญิงชราผิวคล้ำเพราะแดดยืนรออยู่ที่ชานบ้านดวงตายายสั่นระริกด้วยความดีใจ
 “โอ๊ย... หลานยายมาแล้วติ! โตขึ้นหลายเด้ลูก เอื้อยขาวแน่บ่?”
(“โอ๊ย หลานยายมาแล้วเหรอ โตขึ้นเยอะเลยนะลูก ดูดีขึ้นอีกต่างหาก”)
ภัทรหัวเราะเสียงดัง “คิดถึงยายครับ เลยอยากกลับมาอยู่ด้วย”
 “มากะดีแล้วลูกเอ้ย ยายอยู่ผู้เดียว มันเหงาแท้”
(“มาดีแล้วลูกเอ๊ย ยายอยู่คนเดียว มันเหงาจริง ๆ”)
ตอนเย็น ยายทำแกงอ่อมผักหวานกับเห็ดใส่ปลาร้าหอม ๆกลิ่นอาหารบ้าน ๆ ลอยอบอวลในครัวไม้
ภัทรนั่งกินกับยายใต้แสงตะวันตกที่ลอดผ่านช่องไม้มาเป็นเส้นสีทองทั้งสองพูดคุยเรื่องชีวิต เรื่องเพื่อน เรื่องความเปลี่ยนแปลงในเมืองใหญ่
 “กรุงเทพฯ เป็นจังได๋แนลูก? ผู้คนหลายบ่ล่ะ?
(“กรุงเทพฯ เป็นยังไงลูก? คนเยอะไหมล่ะ?”)
“เยอะครับยาย แต่ไม่มีที่ไหนอุ่นใจเท่าบ้านเราเลย”
ยายหัวเราะเบา ๆ“บ่เป็นหยังแล้วละ กลับมาอยู่กับยายกะดี ยายสิได้มีคนพอเว้า พอหัว”
(“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ กลับมาอยู่กับยายก็ดี ยายจะได้มีคนให้พูดคุย ให้หัวเราะด้วย”)
ภัทรยิ้ม มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นของยาย
คำด้วยความรักเขาไม่ได้รู้สึกแค่สงสาร แต่รู้สึก “ผูกพัน” อย่างลึกซึ้ง
ตอนบ่ายแก่ ๆ ลมพัดผ่านทุ่งนาเสียงกระดิ่งลมหน้าบ้านดังแผ่ว ๆ “กริ๊ง...กริ๊ง...”ภัทรเงยหน้ามองราวกับได้ยินเสียงเรียกจากความทรงจำบางอย่าง
แต่เขาก็เพียงยิ้ม ไม่คิดอะไร
วันแรกที่กลับบ้านผ่านไปอย่างสงบและอบอุ่นไม่มีอะไรพิเศษ...นอกจากความรู้สึกว่า “ที่นี่