ชาติก่อน ‘อาทิตย์’ เป็นถึงหัวหน้าเชฟห้าดาว แต่ต้องตายก่อนจะได้ใช้ชีวิต ชาตินี้ฟื้นขึ้นมาในร่างทาสยุคเลิกทาส แผ่นหลังลายด้วยรอยโบย พร้อมหนี้สินท่วมหัว เมื่อโชคชะตาใจร้ายส่งเขามานับหนึ่งใหม่จากจุดติดลบ ‘อาทิตย์’ อดีตเชฟฝีมือดี จึงต้องงัดเสน่ห์ปลายจวักดิ้นรนสู้ชีวิตเพื่อปกป้องครอบครัว ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่โหมกระหน่ำ ยังมีสายตาอบอุ่นของขุนนางหนุ่มผู้เที่ยงธรรมคอยปกป้องอยู่เงียบ ๆ จากทาสผู้ไร้ค่า สู่เจ้าของเหลารสเลิศใต้ร่มเงาหัวใจของขุนนางหนุ่ม
ชาย-ชาย,เกิดใหม่,ย้อนยุค,ข้ามเวลา,ดราม่า,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
เชฟครัวไทยเกิดใหม่ในยุคเลิกทาสชาติก่อน ‘อาทิตย์’ เป็นถึงหัวหน้าเชฟห้าดาว แต่ต้องตายก่อนจะได้ใช้ชีวิต ชาตินี้ฟื้นขึ้นมาในร่างทาสยุคเลิกทาส แผ่นหลังลายด้วยรอยโบย พร้อมหนี้สินท่วมหัว เมื่อโชคชะตาใจร้ายส่งเขามานับหนึ่งใหม่จากจุดติดลบ ‘อาทิตย์’ อดีตเชฟฝีมือดี จึงต้องงัดเสน่ห์ปลายจวักดิ้นรนสู้ชีวิตเพื่อปกป้องครอบครัว ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่โหมกระหน่ำ ยังมีสายตาอบอุ่นของขุนนางหนุ่มผู้เที่ยงธรรมคอยปกป้องอยู่เงียบ ๆ จากทาสผู้ไร้ค่า สู่เจ้าของเหลารสเลิศใต้ร่มเงาหัวใจของขุนนางหนุ่ม
อาทิตย์ อดีตหัวหน้าเชฟระดับห้าดาวสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ แต่กลับต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทว่ายมบาลกลับเล่นตลกส่งวิญญาณของเขาย้อนเวลากลับมาเข้าร่างของอดีตทาสในยุคที่เลิกทาส ที่เพิ่งได้รับสัญญาไถ่ตัวเป็นไท
แต่ชีวิตใหม่กลับไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด อาทิตย์ฟื้นขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวดจากการโดนใส่ร้ายว่าขโมยเงินจนถูกโบยปางตาย โชคดีที่ได้หลวงวราเดช ขุนนางหนุ่มผู้ทรงอำนาจและเที่ยงธรรมช่วยชีวิตเอาไว้ แววตาเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ของอดีตทาสคนนี้สะดุดใจขุนนางหนุ่มตั้งแต่แรกพบ
อาทิตย์ต้องเผชิญความจริงอันโหดร้าย ครอบครัวขัดสน หนี้สินล้นพ้นแถมพ่อยังติดพนันงอมแงม จนแอบขโมยตัวน้องสาวไปขายเป็นทาสในบ่อน อาทิตย์จึงต้องงัดวิชาทำอาหารขั้นเทพจากชาติก่อนมาประยุกต์ทำสำรับไทยขายเพื่อหาเงินไถ่ตัวน้องสาวและสร้างตัว โดยมีหลวงวราเดชคอยทอดสะพาน ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและเป็นเซฟโซนให้เขาอย่างเงียบ ๆ
ร่วมลุ้นไปกับการต่อสู้ของอดีตเชฟห้าดาวที่ใช้กลิ่นหอมของเครื่องแกงทลายกำแพงชนชั้น และความรักละมุนหัวใจท่ามกลางรอยแผลแห่งยุคสมัยได้ใน ‘เชฟครัวไทยเกิดใหม่ในยุคเลิกทาส’
แสงไฟระยิบระยับของห้องอาหารระดับห้าดาว ใจกลางกรุงเทพมหานครเพิ่งดับลง ‘อาทิตย์’ ในชุดเชฟสีขาวสะอาดถอดหมวกคลุมผมออกด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มกำพร้าที่ต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็กจนได้เป็นหัวหน้าเชฟด้วยวัยเพียงยี่สิบปลาย ๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าความสำเร็จของเขากลับสร้างความริษยาให้แก่คู่แข่งร่วมวงการอย่างสาหัส
เขาเดินอกประตูด้านหลังร้านเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านเหมือนทุกวัน ทว่าในตรอกมืดแสนเปลี่ยว แรงกระแทกจากท่อนไม้ปริศนาของคนร้ายฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างจัง
“อึก!...” อาทิตย์ล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงฉานไหลอาบหน้าผาก ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือเงาร่างของชายฉกรรจ์กล่มหนึ่งที่รุมเข้ามาทุบตี สติของเขาดิ่งลึกพร้อมได้ยินเสียงสุดท้ายของพวกมัน
“น่าจะตายแล้วว่ะ ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้แหละ รีบไปโว้ยพวกเรา”
เมื่อภารกิจสำเร็จตามคำสั่งนาย พวกมันปล่อยทิ้งร่างของเขาไว้ข้างทางอันมืดมิด รีบพากันขึ้นรถกลับไปรายงานความสำเร็จทันที
“โอ๊ย!...”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนแทบกระอักเลือด แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่ท้ายทอย มันคือความรู้สึกเหมือนแผ่นหลังกำลังฉีกขาด
อาทิตย์เบิกตากว้างลืมตาขึ้นมา กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นดินโชยเข้าจมูก รอบกายไม่ใช่ตรอกมืดในกรุงเทพฯ แต่เป็นลานดินกว้างที่มีผู้คนแต่งกายด้วยผ้าผ่อนนุ่งโจงกระเบนยืนล้อมดูอยู่
เพียะ!
“โอ๊ย! หยุด... หยุดก่อน ทำบ้าอะไรกันวะ เจ็บนะโว้ย”
อาทิตย์ร้องลั่นแผ่นหลังของเขาชาวาบด้วยแรงฟาดจากไม้หวาย ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สองคนกำลังรุมโบยเขาอยู่
“หยุดงั้นรึ? ไอ้เทียน มึงเป็นแค่ทาสในเรือนกูเพิ่งจะได้ใบบอกเป็นไทไม่กี่วัน ก็ริอาจเป็นขโมยเชียวนะมึง”
เสียงตวาดแหลมสูงดังมาจากเก๋งจีนโบราณ ชายร่างท้วมแต่งตัวภูมิฐาน ด้วยผ้าไหมราคาแพงคือขุนอินทร์ เศรษฐีหน้าเลือดนั่งมองมาด้วยสายตามาดร้าย
อาทิตย์ในร่างใหม่พยายามพยุงตัวลุกขึ้น ข้อมูลบางอย่างพรั่งพรูเข้ามาในหัว เขามาเกิดใหม่ในร่างทาสหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ที่ชื่อ ‘เทียน’ ที่เพิ่งได้รับอิสระในยุคเลิกทาส
แต่เพราะเทียนมีรูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณนวลเนียนกิริยาผิดทาสทั่วไป จนขุนอินทร์อยากได้ไปเป็นนายบำเรอกาม พอเทียนปฏิเสธไม่ยอมทอดกายให้ เศรษฐีชั่วจึงวางแผนใส่ร้ายว่าขโมยทองในเรือนเพื่อเอาตัวมาลงทัณฑ์
“ข้า...ข้าไม่ได้ขโมย” อาทิตย์เค้นเสียงสู้เพราะชาติก่อนเขาสู้คนไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาง่าย ๆ
“พวกมึงใส่ความกู”
“หนอย! ไอ้ทาสทรยศ มึงกล้าขึ้นมึงกูกับกูรึ”
ขุนอินทร์ชี้หน้า ตัวสั่นด้วยความโกรธ
“โบยมันเข้าไปอีกเอาให้มันหลังขาด ดูว่ามันจะยังปากดีปฏิเสธคำกูอยู่อีกไหม”
“ข้าไม่ได้ทำ ต่อให้โบยจนตายข้าก็ไม่ได้ขโมย”
เทียนตะโกนก้อง สายตาจ้องลึกเข้าไปในตาของขุนอินทร์อย่างไม่เกรงกลัว
“ท่านต่างหากขุนอินทร์ ท่านรู้ดีแก่ใจว่าท่านต้องการสิ่งใดจากตัวข้าแล้วข้าไม่ยอมให้ ท่านมันหน้ามืดตามัว พอไม่ได้ดังใจก็ใช้อาจบาตรใหญ่รังแกคนไม่มีทางสู้”
ชาวบ้านรอบข้างเริ่มซุบซิบกระสับกระส่าย ขุนอินทร์หน้าถอดสีที่โดนแฉความจริง
“ไอ้เทียน มึงสามหาวนัก โบยมัน! โบยให้ตายคาไม้”
เพียะ! เพียะ!
เทียนกัดฟันแน่น แผ่นหลังอาบไปด้วยเลือดแดงฉาน สติของเขาเริ่มเลือนรางอีกครั้ง แต่สายตายังคงเบิกกว้างจ้องมองความอยุติธรรมตรงหน้าอย่างเคียดแค้น ชาติก่อนโดนคนโกงทำร้ายชาตินี้ยังต้องมาเจอคนระยำรังแกอีกรึไง
“หยุดมือเดี๋ยวนี้”
เสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดข้าราชการเต็มยศ แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์เด็ดเดี่ยวสะกดทุกสายตา ชายผู้นั้นคือ ‘หลวงวราเดช’
ขุนนางผู้เที่ยงธรรมแห่งกรมพระนครบาลที่กำลังเดินทางผ่านมาตรวจตราพอดี ขุนอินทร์รีบเปลี่ยนสีหน้า กุลีกุจอลงมาต้อนรับ
“คุณหลวงวราเดช ลมอันใดหอบมาถึงเรือนกระผมขอรับ”
สายตาของหลวงวราเดชทอดมองไปยังร่างของทาสหนุ่มที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ทันใดนั้น เทียนได้เงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาสองคู่สบกันอย่างจัง
หลวงวราเดชชะงักไป แววตาของทาสผู้นี้ไม่มีแววของคนโกหก แต่ความเด็ดเดี่ยวและดูจริงใจที่ขุนนางหนุ่มผู้ผ่านคนมามากอย่างเขาดูออกทันที
“เกิดเรื่องอันใดกัน ท่านขุนอินทร์เหตุใดจึงต้องลงทัณฑ์กันรุนแรงถึงเพียงนี้ ในยามนี้มีพระราชบัญญัติเลิกทาสแล้วการจะโบยตีใครตามใจชอบมิใช่สิ่งที่ควรกระทำ” หลวงวราเดชเอ่ยถามเสียงเรียบแต่แดกดัน
“โธ่ คุณหลวงขอรับ ไอ้เทียนมันเป็นทาสนเรือนกระผม มันขโมยสร้อยทองหนักห้าบาทในเรือนไป พอจับได้มันก็ยังปากแข็งกระผมจึงต้องสั้งสอนตามกฎเรือนขอรับ”
“ไม่จริง...มันใส่ร้ายข้า” เทียนเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
“มึงยังจะปากดีอีกรึ” ขุนอินทร์ทำท่าจะเข้าไปเตะซ้ำเพื่อปิดปาก แต่หลวงวราเดชก้าวข้ามมาขวางไว้ทันท่วงที
“ขุนอินทร์ เจ้าบอกว่ามันขโมยทองแล้วไหนเล่าหลักฐาน เจ้าค้นเจอทองในตัวมันรึไม่” หลวงวราเดชจี้ถาม
“เอ่อ... มันคงเอาไปซ่อนหรือให้พวกพ้องมันไปแล้วขอรับคุณหลวง” ขุนอินทร์เริ่มอึกอักหน้าเริ่มมีเหงื่อซึม
หลวงวราเดชหันไปมองเทียนอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มลงเล็กน้อย
“เจ้าชื่อเทียนใช่หรือไม่ ไหนลองบอกข้าซิว่าความจริงคือสิ่งใด ข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้า”
เทียนรวบรวมลมหายใจและแรงเฮือกสุดท้ายสบตาขุนนางหนุ่มตรง ๆ
“คุณหลวงผู้เที่ยงธรรม... ข้ามิได้ขโมยสิ่งใดทั้งสิ้นข้าเพิ่งได้ใบบอกเป็นไท ข้ามีครอบครัวมีพ่อแม่และน้องที่ต้องออกไปทำมาหากินเลี้ยงดู ข้าจะริเป็นโจรให้กลับมาเป็นทาสอีกทำไม”
เทียนสบตากับคุณหลวงด้วยความแน่วแน่และจริงใจ พลางกล่าวต่ออีกว่า
“แต่เป็นเพราะขุนอินทร์ผู้นี้ อยากได้ตัวข้าไปบำเรอกามความใคร่ของตน พอข้าไม่ยอมขัดขืนมันจึงสร้างเรื่องใส่ร้ายข้า หวังจะขังข้าไว้ในเรือนนี้ตลอดไป หากข้าโกหกขอให้ข้าต้องธรณีสูบตายคาไม้โบยนี้เถิด”
คำสาบานแสนเด็ดเดี่ยวทำเอาชาวบ้านฮือฮา หลวงวราเดชฟังแล้วเอะใจทันที ยิ่งมองหน้าตาอันหมดจดผิวพรรณดีของทาสหนุ่ม ประกอบกับพฤติกรรมกะลิ้มกะเหลี่ยที่ล่ำลือกันของขุนอินทร์ เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที
“ขุนอินทร์ คดีนี้มีข้อพิรุธและไร้ซึ่งพยานหลักฐานอันควรเชื่อถือ” หลวงวราเดชหันไปประกาศเสียงกร้าว
“ในเมื่อไม่มีหลักฐานการขโมยที่แน่ชัด และตัวจำเลยมีการร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจข่มเหง ข้าในฐานะขุนนางกรมพระนครบาล ขออายัดตัวเทียนไปสอบสวนที่ศาลกลาง”
“แต่คุณหลวงขอรับ มันเป็นทาสเรือนกระผม” ขุนอินทร์ท้วงหน้าดำหน้าแดงด้วยความเสียดายและเสียหน้า
“มันมีใบบอกเป็นไทแล้ว มิใช่ทาสของเจ้าอีกต่อไป” หลวงวราเดชตวาดกลับจนขุนอินทร์หน้าหงาย
“หากเจ้าขัดขืนอาญา ข้าจะถือว่าเจ้าต่อต้านข้าราชการแผ่นดิน และข้าจะสอบสวนย้อนหลังเรื่องที่เจ้าโบยตีโดยมิชอบด้วย”
ขุนอินทร์ได้แต่กัดฟันกรอด ยอมถอยไปอย่างเจ็บใจหลวงวราเดชรีบก้มลงดูอาการของทาสหนุ่มที่บัดนี้ตาเริ่มปรือจะปิดลงด้วยความบอบช้ำ คุณหลวงยื่นมือแกร่งไปประคองร่างบางนั้นขึ้นมาเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
“เทียน... เจ้าปลอดภัยแล้ว” เสียงทุ้มอันอบอุ่นของหลวงวราเดชกระซิบข้างหู
เทียนมองใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงไปในอ้อมแขนของขุนนางหนุ่ม ผู้เป็นดั่งแสงสว่างแรกในชีวิตใหม่ของเขา