เพราะข้อตกลงบางอย่าง ทำให้ 'ทั้งสองคน' ต้องก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตของ 'กันและกัน' รินรดาคิดว่ามันเป็นเพียง 'เงื่อนไข' ที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นแล้วเดินจากไป... ... แต่ยิ่งใกล้ชิด หัวใจเธอละลายจนหมดสิ้น
รัก,ดราม่า,ผู้ใหญ่,ยุคปัจจุบัน,ไทย,นิยาย,นิยายรักร้าย,นิยายคลายเครียด,นิยายรัก ,นิยายโรแมนซ์,นิยายโรแมนติก,นิยายสนุก,แอบรัก,แอบรักรุ่นพี่,ความรัก,ความรักผู้ใหญ่,ความรักเติบโตเร็ว,แต่งงานตามสัญญา,โรแมนติก,รัก,รักข้างเดียว,รักตั้งแต่เด็ก,รักแรก,รักโรแมนซ์,หวาน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
วิวาห์นี้มีแค่รัก (และเธอ)เพราะข้อตกลงบางอย่าง ทำให้ 'ทั้งสองคน' ต้องก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตของ 'กันและกัน' รินรดาคิดว่ามันเป็นเพียง 'เงื่อนไข' ที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นแล้วเดินจากไป... ... แต่ยิ่งใกล้ชิด หัวใจเธอละลายจนหมดสิ้น
ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงความเย็นชากว่าสิบปี... คือความรู้สึกผิดลึก ๆ และภาพของ รินรดา ที่ก้าวเข้ามาซ้อนทับในหัวใจเขาอย่างเงียบเชียบ
นับตั้งแต่วันที่ปิดฉากความรักครั้งเก่ากับอาริสา ณภัทรในตอนนั้นทั้งสับสนและใช้อารมณ์ จนพลั้งปากพูดจาใจร้ายใจดำใส่รินรดา เด็กสาวบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อีหนูอีเหน่ ความรู้สึกผิดตักเตือนหัวใจจนเขาเลือกที่จะหนีไปตั้งหลักและใช้ชีวิตอยู่อังกฤษ ตลอดสิบปีบริบูรณ์ชายหนุ่มครองตัวเป็นคนไร้หัวใจ ไม่เคยแลมองหญิงอื่นใดอีกเลย ทว่าสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากลับมาและทำให้หัวใจอันเฉยชามีชีวิตอีกครั้ง คือรูปถ่ายที่ ชัชรินทร์ พี่ชายของรินรดา คอยส่งมาอัปเดตให้เขาดูอยู่เสมอ
จากภาพชายหนุ่มคู่กับน้องสาววัยใสในวันวาน ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นหญิงสาวงดงาม บริสุทธิ์ และมีรอยยิ้มสดใส จากความรู้สึกผิดและแอบเอ็นดูผ่านรูปถ่ายที่ได้รับมาตลอดหลายปี ซึมลึกกลายเป็นความรักอันมั่นคงที่เติบโตขึ้นทุกวันในหัวใจ โดยที่รินรดาไม่เคยรับรู้เลยว่าเธอคือคนที่อยู่ในสายตาและอยู่ในใจเขามาโดยตลอด เมื่อเวลาผ่านไปจนจิตใจมั่นคง ณภัทรจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาเมืองไทย ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องธุรกิจ แต่เพื่อกลับมา "ขอโทษ ทำความเข้าใจ และตั้งใจจีบเธออย่างจริงจัง" เปลี่ยนความทรงจำในอดีตและสถานะคนแปลกหน้าในนาม สู่การเป็นสามีที่พร้อมจะรัก ถนอม และดูแลเธอไปตลอดชีวิต... เพราะสิบปีที่แสนเย็นชาต่อโลกใบนี้ ก็เพื่อรอเวลาที่จะได้กลับมารักเธอแค่คนเดียว
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาภายในห้องนอน ไล้ไปตามใบหน้านวลของรินรดาที่กำลังหลับใหลอย่างสบาย ทว่า… ความสงบนั้นกลับถูกทำลายด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังระเบ็งขึ้นไม่หยุด
หญิงสาวพลิกตัวหนี ซุกหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกหนีความรำคาญ แต่ปลายสายกลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ รินรดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างไม่เต็มใจ เปลือกตาหนักอึ้งเพราะเมื่อคืนเธอเข้านอนดึก มือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียง ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘พี่ชัช’
“โทรมาแต่เช้าเลยนะ…” หญิงสาวพึมพำเบา ๆ กับตัวเองก่อนกดรับสาย
“ยัยริน นอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนแล้ว” เสียงห้าวของพี่ชายดังลอดสายมาทันที
“พี่ชัช มีอะไรจะให้น้องรับใช้คะ” รินรดากรอกเสียงลงไปพลางลากเสียงประชดเบา ๆ
“โห… ใครจะกล้าใช้น้องบังเกิดเกล้าล่ะครับ” ชัชรินทร์รีบปฏิเสธเสียงสูง ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น “พอดีพี่มีเรื่องจะรบกวนนิดหน่อย พรุ่งนี้เช้ามืดแกไปรับยัยดาใช่ไหม… พี่ฝากณภัทรกลับมาด้วยคนนึงนะ”
คำว่า ‘ณภัทร’ ทำให้รินรดาตัวแข็งทื่อ หัวใจพลันกระตุกวูบ ร่างกายชาวาบและเงียบเสียงไปในทันที
“พี่ก็ไปรับเองสิคะ เพื่อนรักพี่ไม่ใช่เหรอ” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ก่อนจะกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
“ฮัลโหล… ยัยริน! ยัยริน!”
ชัชรินทร์เรียกชื่อน้องสาวซ้ำ ๆ แต่ก็พบเพียงความเงียบและหน้าจอที่ดับลง ชายหนุ่มมองโทรศัพท์ในมือพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขารู้ดีว่าทุกครั้งที่เอ่ยชื่อณภัทร น้องสาวของเขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนที่เคยอารมณ์ดีจะกลายเป็นเย็นชาและหงุดหงิดขึ้นมาทันที
‘ยัยรินยังฝังใจกับเรื่องสิบปีก่อนอยู่สินะ’ ชัชรินทร์คิดในใจพลางถอนหายใจออกมาด้วยความเป็นห่วง
หลังวางสาย รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เพียงแค่ได้ยินชื่อของเขา ความทรงจำที่พยายามซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดก็หวนกลับมาอย่างชัดเจน
ณภัทร เกียรติวรโชติ ผู้ชายที่เธอเคยเฝ้ามองและชื่นชมมาตั้งแต่เด็ก ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยนกับเธอที่สุด... แต่ก็เป็นคนเดียวกันที่เอ่ยคำพูดใจร้ายนั้นออกมา
“อยู่ให้ห่างจากฉัน… แล้วอย่ามายุ่งกับชีวิตฉันอีก”
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลืนก้อนความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา แม้เวลาจะผ่านมาถึงสิบปี แต่บาดแผลจากคำพูดของเขาไม่เคยจางหายไปจากหัวใจเธอเลย
ครืน... ครืน... หน้าจอมือถือสว่างขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากพี่ชายที่เด้งเข้ามา
พี่ชัช : ยัยริน พรุ่งนี้แกต้องไปรับยัยดาอยู่แล้ว พี่ต้องไปช่วยงานแต่งงานนายพลจริง ๆ เขามาไฟลต์เดียวกัน พี่บอกเขาไว้แล้วด้วย อย่าดื้อเลยนะ
รินรดา : ฝากแบบบังคับ = ไม่เรียกว่าฝากค่ะพี่ชัช
พี่ชัช : (ส่งสติกเกอร์อ้อนวอน) พี่ขอร้องจริง ๆ นะริน
รินรดาไม่ได้พิมพ์ข้อความตอบอะไรกลับไปอีก เธอวางโทรศัพท์ลงข้างตัวแล้วล้มตัวลงนอนช้า ๆ สายตามองเพดานนิ่ง ยิ่งพยายามลืมเท่าไร ชื่อของเขากลับยิ่งชัดเจนในความทรงจำ…
ช่วงสายวันเดียวกัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นสายจากเพื่อนสนิท
“ฮัลโหล ยัยริน! แกรู้เรื่องหรือยัง พรุ่งนี้พี่ณภัทรกลับไฟลต์เดียวกันกับยัยดานะ! เมื่อคืนนี้ยัยดาบอกฉัน กะจะบอกแกแต่คิดว่าแกคงหลับไปแล้วน่ะ” นารากรอกเสียงมาตามสายอย่างตื่นเต้น
“อืม รู้แล้ว เมื่อกี้พี่ชัชเพิ่งโทรมาบอก ให้ฉันไปรับเขาด้วยนั่นแหละ” รินรดาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทำไมทำเสียงซังกะตายแบบนั้นล่ะ เราไม่ได้เจอพี่เขามาตั้งนานแล้วนะ” นารายังคงเพ้อฝันต่อ “ฉันว่าพี่ณภัทรต้องหล่อ สุขุม และดูดีขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ เลย ตอนนี้พี่เขาน่าจะ 35 ปีแล้วเนาะ”
รินรดาแอบกรอกตาให้กับความช่างฝันของเพื่อน ก่อนที่นาราจะปรับน้ำเสียงมาเป็นงานเป็นการ
“เออ... แล้วตกลงพรุ่งนี้เราออกกี่โมง”
รินรดามองนาฬิกาบนฝาผนังแล้วคำนวณเวลาในหัว “ตีสี่ครึ่งแล้วกัน จากบ้านฉันไปบ้านแกสิบนาที แล้วขับไปสนามบินอีกยี่สิบนาที เครื่องลงตีห้า กว่าจะออกมาก็ประมาณตีห้าครึ่ง”
“โอเค เจอกันพรุ่งนี้เช้า ดีใจจังจะได้เจอยัยดากับหนูเบญด้วย ไม่รู้ตอนนี้จะพูดเก่งขนาดไหนแล้ว” นารากล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
รินรดาหลุดยิ้มออกมาได้ในที่สุดเมื่อพูดถึงหลานสาว “เห็นยัยดาบอกว่าหนูเบญกำลังฝึกพูดอยู่ เตรียมหูชาได้เลยนะนารา”
หลังจากวางสาย รินรดาสลัดความฟุ้งซ่านแล้วลุกไปจัดการตัวเองเพื่อลงไปช่วยงานด้านล่าง วันนี้ทุกอย่างรอบตัวยังคงดำเนินไปตามปกติ... มีเพียงก้อนเนื้อในอกซ้ายของเธอเท่านั้นที่เริ่มสั่นคลอนอย่างควบคุมไม่ได้
สนามบินเชียงใหม่ (เช้ามืดวันต่อมา)
ท้องฟ้ายามเช้ามืดยังคงปกคลุมด้วยสีเทาหม่น รถยนต์อเนกประสงค์สีขาวแล่นไปตามถนนที่เงียบสงบ ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่อาคารผู้โดยสารของสนามบินเชียงใหม่ แสงไฟนีออนสว่างไสวตัดกับความมืดสลัวรอบกาย ผู้คนเริ่มทยอยเข็นกระเป๋าเข้าออกประปราย
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ลมหนาวยามเช้าพัดมาปะทะผิวจนรินรดากระชับเสื้อคลุมเข้าหาตัวโดยอัตโนมัติ
“ไม่เจอพี่ภัทรตั้งหลายปี จะจำกันได้ไหมนะ” นาราเปรยขึ้นพลางเดินไปยืนรอที่ประตูผู้โดยสารขาเข้า
รินรดาไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอเดินนิ่ง มือกำสายสะพายกระเป๋าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก ผู้โดยสารขาเข้าเริ่มทยอยเดินออกมา นารารีบสะกิดแขนเพื่อนทันที
“ยัยริน! นั่นยัยดาหรือเปล่า!”
หญิงสาวในเสื้อโค้ตสีครีมกำลังเข็นรถเข็นสัมภาระคันใหญ่ โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบนั่งตาแป๋วอยู่บนกระเป๋าเดินทาง
“ยัยดา!” นาราตะโกนเรียกพลางโบกมือสุดแขน
“นารา! ริน!” ญาดาตะโกนตอบพลางเข็นรถเข็นวิ่งเข้ามากอดเพื่อนสนิททั้งสองแน่นด้วยความคิดถึง “คิดถึงพวกแกที่สุดเลย!”
“คิดถึงเหมือนกัน” นาราและรินรดากอดตอบเพื่อนอย่างอบอุ่น ก่อนจะก้มลงลูบแก้มใสของเด็กน้อยที่ยกมือไหว้ทักทายอย่างรู้ความ
“สวัสดีค่ะหนูเบญ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน พูดชัดแจ๋วเลยนะเรา” รินรดากล่าวทักพร้อมรอยยิ้มละมุน
กึก...
เสียงล้อกระเป๋าเดินทางอีกคันดังใกล้เข้ามาและหยุดลงข้าง ๆ รินรดาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยเสื้อโค้ตสีกรมท่า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูสุขุมและสง่างามขึ้นมากจากเมื่อสิบปีก่อน ดวงตาคมคู่นั้นยังคงทอดมองมาที่เธออย่างนิ่งสงบ ทว่าวินาทีที่สายตาสบกัน... บรรยากาศรอบข้างคล้ายถูกกดปุ่มปิดเสียง มีเพียงประโยคใจร้ายในวันวานที่ดังก้องขึ้นมาในหัวของหญิงสาวแทนที่
“อยู่ให้ห่างจากฉัน… แล้วอย่ามายุ่งกับชีวิตฉันอีก”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนปลายนิ้วที่กำสายกระเป๋าซีดขาว ณภัทรมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตาคมเต็มไปด้วยความรู้สึกนึกเสียใจและอาทรอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำทักทายพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ไม่เจอกันนานนะ... น้องริน น้องนา” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายเสียงทุ้ม
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับต้องชะงักค้างไปเสี้ยววินาที เมื่อรินรดาเบือนหน้าหนีอย่างไร้เยื่อใย ทำเหมือนเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ ก่อนจะหันไปช่วยญาดาเข็นรถกระเป๋าเดินเลี่ยงออกไปทันที
ณภัทรสูดหายใจลึกเพื่อเก็บอาการอย่างรวดเร็ว ปรับรอยยิ้มให้ดูเป็นปกติแล้วหันไปหานาราแทน
“สวัสดีค่ะพี่ภัทร” นารารีบยกมือไหว้ทักทายด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ เพราะสัมผัสได้ถึงกระแสความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้น
“สวัสดีครับน้องนา” ชายหนุ่มรับไหว้ด้วยท่าทีสุภาพ... ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา มองตามหลังร่างบางที่เดินหนีเขาไป
สิบปีที่คิดว่าเรื่องราวในวันนั้นจะจางหายไป แต่พอได้เจอกันจริง ๆ ณภัทรถึงได้รู้ว่า... ตะกอนความขุ่นมัวในอดีตระหว่างเขาและเธอมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย แถมเขายังเป็นฝ่ายที่อยากแก้ไขมันมากที่สุดในตอนนี้ด้วย
ภายในรถอเนกประสงค์ ณภัทรเป็นคนยกกระเป๋าเดินทางทุกใบขึ้นท้ายรถอย่างเงียบ ๆ และสุภาพ ก่อนจะเลือกเดินไปนั่งที่เบาะแถวหลังสุดเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดเกินไป โดยมีนารานั่งข้างคนขับ ส่วนญาดานั่งคู่กับหนูเบญที่เบาะแถวสอง
รินรดาสตาร์ตรถแล้วขับออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่ดอยอันเป็นบ้านเกิด ช่วงแรก บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของหนูเบญและการชวนคุยของนารากับญาดา
รินรดาจดจ่ออยู่กับการขับรถ จนกระทั่งจังหวะที่รถติดไฟแดง เธอเผลอเหลือบมองกระจกมองหลัง และก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาคมของณภัทรกำลังจ้องมองเธอผ่านกระจกบานเดียวกันอยู่ก่อนแล้ว นัยน์ตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกระมัดระวังและสำนึกผิด
รินรดารีบละสายตาออกทันที ส่วนณภัทรทำเพียงเอนหลังพิงเบาะแล้วหลุบสายตาลงช้า ๆ ถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเมื่อรับรู้ได้ถึงกำแพงหนาแน่นที่คนตัวเล็กสร้างขึ้นกั้นเขาไว้
“ว่าแต่พี่ภัทร ทำไมมาไฟลต์เดียวกันกับยัยดาได้ล่ะคะ” นารารีบพูดทำลายความเงียบเพื่อไขข้อสงสัย
“คือแบบนี้นา... แกจำที่ฉันเคยบอกได้ไหม ที่ว่าอพาร์ตเมนต์ข้าง ๆ มีพี่คนไทยใจดีช่วยฉันเลี้ยงหนูเบญอะ... คือพี่ภัทรเอง” ญาดาเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“ห้ะ! ได้ยังไง ทำไมแกไม่บอกฉันตอนฉันบินไปหาแกที่อังกฤษวะ!” นาราโวยวายตาโต
“ก็พี่ภัทรขอไว้ว่าอย่าบอกใคร...” ญาดาเอ่ยออกมาพลางมองผ่านกระจกไปทางรินรดาคนขับ ด้วยความกลัวว่าเพื่อนจะโกรธที่ปิดบังเรื่องนี้มาร่วม 4 ปี
“มันน่าโป้งไหมยัยริน! ดูเพื่อนรักเราสิ มีความลับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ปิดพวกเรามาได้ตั้งนาน!” นารายังคงบ่นอุบอิบ
“ริน... ดาไม่ได้ตั้งใจจะปิดนะ แต่ถ้าแกรู้ว่าพี่ภัทรอยู่ห้องข้าง ๆ ดา... แกคงไม่ยอมบินมาหาดาที่อังกฤษแน่ ๆ ใช่ไหม” ญาดาพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดจริง ๆ
“......” ความเงียบคือคำตอบเดียวจากรินรดา มือบางกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย
“นั่นไง Silence is absolute answer! แต่ฉันก็ยังโป้งแกอยู่นะบอกเลย มีอะไรไม่เคยเล่า!” นาราทำลายความเงียบอีกครั้งพร้อมหันไปมองรินรดาเชิงหาพวก
“ถ้านารู้ รับรองว่ายัยรินก็ต้องรู้แน่นอนจริงไหมล่ะ” ญาดาบอกเสียงแผ่วอย่างเกรงใจ
“มันก็จริง เพราะฉันจะบอกยัยรินคนแรก” นาราตอบรับ “แล้วยัยตารู้เรื่องนี้หรือเปล่าเนี่ย”
“อื้อ... รู้”
คำตอบของญาดายิ่งทำให้นาราร้องเหวอขึ้นมาอีก “อะไรเนี่ย! รู้กันอยู่สองคน! แต่ก็อย่างว่าเนาะ... ยัยตากำลังจะเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่เกียรติวรโชติแล้วนี่นา” นาราพยักหน้าทำความเข้าใจเองเสร็จสรรพ
“เรื่องนี้พี่ต้องขอโทษน้องนา แล้วก็... น้องรินด้วยนะครับ” น้ำเสียงทุ้มเรียบของณภัทรดังขึ้นจากเบาะหลัง
ชายหนุ่มโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตามองตรงไปยังคนขับ “พี่เป็นคนขอน้องดาไว้เอง เพราะไม่อยากให้ทุกคนต้องลำบากใจ...”
“โอ๊ย พี่ภัทรไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ นาแค่เย้า ยัยดาเล่นเฉย ๆ” นารารีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเกรงใจทันทีเมื่อคู่กรณีตัวจริงออกตัวรับแทน
“ถึงอย่างนั้นพี่ก็ยังผิดอยู่ดีครับ...” ณภัทรเอ่ยต่อ น้ำเสียงอ่อนนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมยังคงมองผ่านกระจกมองหลังอย่างสำนึกผิด “พี่แค่อยากให้ทุกคนที่ไปหาน้องดาได้ใช้เวลากับหนูเบญและน้องดาให้เต็มที่... อีกอย่างพี่แค่อยากแน่ใจว่าทุกคนที่ไปหาน้องดาจะสบายดี... และหวังว่าวันหนึ่งจะได้รับโอกาสแก้ตัว”
ประโยคหลังแม้ฟังดูเหมือนพูดกับทุกคน แต่สายตาที่ส่งผ่านกระจกบานนั้นกลับตอกย้ำชัดเจนว่าเขาตั้งใจสื่อถึงใคร
รินรดาเหยียบคันเร่งพารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทันทีที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ใบหน้านวลยังคงเรียบตึง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอโอกาสนั้นแม้แต่คำเดียว
“พี่ภัทรกลับมารอบนี้ จะอยู่ยาวเลยไหมคะ หรือว่าจะบินกลับอังกฤษอีก” นาราเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“รอบนี้กลับมาอยู่ยาวแล้วครับ... คงไม่บินไปไหนไกลอีกแล้ว” ณภัทรตอบพลางยิ้มน้อย ๆ สายตาทอดมองคนขับเบาะหน้าด้วยความตั้งใจ “มีงานที่ต้องสะสาง... แล้วก็มี ‘เรื่องมรดก’ ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยด้วยครับ”
คำตอบนั้นทำเอาบรรยากาศในรถเงียบกริบลงอีกครั้ง ญาดากับนาราสบตากันอย่างรู้กัน ส่วนรินรดาได้แต่ขบริมฝีปากแน่น
คำว่า 'ไม่อยากให้ลำบากใจ' หรือ 'โอกาสแก้ตัว' ของเขาไม่ได้ทำให้เธอใจอ่อนลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งกระตุ้นความทรงจำเจ็บปวดในอดีตให้เด่นชัดขึ้น เธอตั้งปณิธานในใจอย่างแน่นหนักว่าจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความใจดีชั่วคราวของเขาอีกเป็นอันขาด
โดยที่เธอไม่อาจรู้เลยว่า... นัยน์ตาคมที่มองผ่านกระจกมายังเธอนั้น เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง ความรู้สึกผิด และความรักที่สั่งสมมาตลอดสิบปีอย่างเต็มหัวใจ และเขาพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อทลายกำแพงในใจเธอลงให้ได้
“แม่จ๋า… หนูหิวข้าวแล้ว” เสียงเล็ก ๆ ของหนูเบญดังขึ้นทำลายความอึดอัดที่โรยตัวอยู่
“เอ้า จริงเหรอลูก เดี๋ยวให้น้ารินแวะร้านขายของชำให้นะ อดทนอีกนิดไหวไหมคะหนูเบญ” ดาก้มลงบอกลูกสาวอย่างอ่อนโยน เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ
นารารีบหันมาบอกรินรดา “ยัยริน แกแวะร้านชำข้างหน้าให้หน่อยสิ”
“อืม เดียวน้ารินแวะให้นะคะสาวน้อย” รินรดาตอบพลางเปิดไฟเลี้ยวชะลอรถเข้าจอดเทียบข้างทาง ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปบอกหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนละมุน... เป็นน้ำเสียงคนละโทนอย่างสิ้นเชิงกับที่ใช้กับคนเบาะหลัง “เดี๋ยวน้าไปซื้อนมให้หนูเบญก่อนนะ แป๊บนึงนะคะ”
“เดี๋ยวพี่พาหนูเบญไปซื้อเอง ใครอยากได้อะไรเพิ่มบอกได้นะ” ณภัทรเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงทุ้มเรียบแฝงความเด็ดขาด
ญาดาละลักละเล่อด้วยความเกรงใจ “เกรงใจจังเลยค่ะพี่ภัทร เดี๋ยวดาลงไปเองก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ ก่อนจะเปิดประตูและก้าวลงจากรถทันที คล้ายต้องการตัดปัญหาความอึดอัดที่หายใจร่วมกันอยู่เมื่อครู่ “งั้นดาฝากซื้อน้ำดื่มด้วยนะคะ”
“ครับ” เขาตอบรับพลางเอื้อมมือมารับและอุ้มหนูเบญออกจากรถไปอย่างนุ่มนวล เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มกว้างอย่างชอบใจ “ลุงภัทรใจดีจังเลยค่ะ”
ภายในร้านขายของชำเล็ก ๆ ริมทาง ณภัทรอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเดินเลือกดูของบนชั้นวางอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศรอบตัวชวนให้คิดฟุ้งซ่าน
ในขณะเดียวกัน บนรถยนต์อเนกประสงค์ที่เหลือเพียงพวกเธอสามคน นารามองเพื่อนสนิทที่นั่งกำพวงมาลัยแน่นจนข้อขึ้นสีขาว ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความเงียบขึ้นมาเสียงเบา
“ริน... แกยังไม่ลืมเรื่องวันนั้นอีกเหรอ”
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา ดาที่นั่งอยู่เบาะหลังลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเพื่อนสนิทผ่านกระจกมองหลัง แววตาแฝงไปด้วยความกังวลและเห็นใจ ก่อนจะช่วยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ริน... เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งสิบปีแล้วนะ แกยังฝังใจกับมันอยู่อีกเหรอ”
รินรดาแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทว่าดวงตากลับหม่นแสงลงและไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด หญิงสาวละสายตาจากพวงมาลัยเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถ ร่างสูงของณภัทรที่อุ้มหลานสาวอยู่หน้าร้านชำไกล ๆ สะท้อนเข้ามาในกรอบสายตา
“ลืมเหรอ...” รินรดาพึมพำ น้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบสนิท “วันนั้นเขาเป็นคนพูดเองว่าให้ฉันอยู่ห่าง ๆ และอย่ามาวุ่นวายกับชีวิตเขาอีก... ฉันไม่ได้อยากเจ้าคิดเจ้าแค้นหรอกนะ... แต่ฉันแค่จำได้แม่น ว่าตอนที่โดนเขาบอกแบบนั้น... ตัวเองต้องรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน”
คำพูดตัดพ้อที่แฝงไปด้วยความทิฐิและบาดแผลลึกทำให้นาราและดาต่างหันมามองหน้ากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ เพราะรู้ดีว่าบาดแผลในวันนั้น... มันกรีดลึกเกินกว่าที่คำว่า 'ลืม' ของคนนอกจะช่วยรักษาได้จริง ๆ
หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปรับโทนเสียงให้เป็นปกติ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
“ตอนนี้ฉันก็แค่... ยังไม่ชินว่าต้องวางตัวยังไง หรือคุยกับเขายังไงต่างหาก”
เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูรถด้านหลังถูกเปิดออก ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาวูบหนึ่งพร้อมกับร่างสูงของณภัทรที่ก้าวกลับขึ้นมาบนรถ ในมือของเขามีถุงขนม น้ำดื่ม และกล่องนม ชายหนุ่มชะงักไปเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศในรถเปลี่ยนไปจากตอนแรก
ความเงียบเชียบและร่องรอยความอึดอัดบนใบหน้าของสามสาวทำให้เขาเดาได้ไม่ยากว่าหัวข้อสนทนาเมื่อครู่คือเรื่องอะไร ทว่าณภัทรเลือกที่จะเก็บงำความขุ่นมัวในใจเอาไว้เงียบ ๆ เขาไม่ได้เอ่ยถามอะไรนอกจากยื่นกล่องนมส่งให้หนูเบญที่นั่งรออยู่
“อร่อยจังเลยค่ะลุงภัทร!” เด็กหญิงตัวน้อยร้องบอกตาโตพลางดูดนมอย่างอารมณ์ดี
รอยยิ้มและความสดใสไร้เดียงสาของเด็กน้อยในยามเช้ามืด ช่วยละลายความตึงเครียดอันมหาศาลที่อบอวลอยู่ภายในรถให้เบาบางลงไปได้เปลาะหนึ่ง เหลือชื่อตอนให้หน่อย