ก่อนกำเนิดฟ้าดินจะแยกขาด จักรวาลจะปรากฏรูป มีด้ายเส้นหนึ่งถูกลิขิตผูกดวงวิญญาณไว้ก่อนสูญ หนึ่งคือฟ้าผู้ปกครองแสงสว่าง ผู้ผูกด้ายให้ทุกทาง หนึ่งคือมืดผู้ปกครองห้วงลึกซึ้ง ผู้ตัดสินควายุติธรรมให้ทุกดวง

สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate] - 1 โรงน้ำชาที่แมวตัวสีขาวนั่งอยู่สูง โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยายวาย,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate]

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

นิยายวาย,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,สุสาส์นราคะ

รายละเอียด

 สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate] โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ก่อนกำเนิดฟ้าดินจะแยกขาด จักรวาลจะปรากฏรูป มีด้ายเส้นหนึ่งถูกลิขิตผูกดวงวิญญาณไว้ก่อนสูญ หนึ่งคือฟ้าผู้ปกครองแสงสว่าง ผู้ผูกด้ายให้ทุกทาง หนึ่งคือมืดผู้ปกครองห้วงลึกซึ้ง ผู้ตัดสินควายุติธรรมให้ทุกดวง

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

°•.สายด้ายแดงคล้องชะตา. •° 

°•.(999,999 Threads of Crimson Fate). •° 

"นับด้ายแดงทุกสายดวงวิญญาณ ยกเว้นสายสุดท้าย สายนั้นไม่มีปลาย มันผูกเราสองมาก่อนทุกชาติภพ"

 

เกริ่นนำ

เทพแห่งดวงจันทร์ผูกด้ายแดงไว้ที่ข้อเท้าของคนสองคนที่ถูกกำหนดให้พบกัน ด้ายนั้นยืดหดได้ ข้ามระยะทาง ข้ามกำแพง ข้ามมหาสมุทร แต่ไม่มีวันขาด ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ใกล้หรือไกล ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือยัง ด้ายยังอยู่ที่นั่น รอคอยการพบ

เก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดวงวิญญาณ ล้วนมีด้ายแดงที่ผูกโยงชะตากรรมไว้อย่างถูกต้อง

แต่มีเส้นหนึ่งที่ขาดหาย และไม่มีใครรู้ว่าทำไม

เรื่องราวของเทพสององค์ผู้ปกครองขั้วตรงข้ามของภพ หนึ่งคือแสงสว่างแห่งสวรรค์ หนึ่งคือความมืดแห่งปรภพ ผู้เคยรักกันจนสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์สามภพ ก่อนจะถูกความริษยาของคนใกล้ตัวทำลายทุกอย่างลง

พวกเขาถูกส่งลงมาเกิดใหม่ในร่างมนุษย์ ลืมทุกสิ่งที่เคยเป็น ลืมกันและกัน เหลือเพียงหัวใจที่ยังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้พบกัน โดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร

จิ้นเหยียน หยุนลี่ หมอดูผู้มีพรสวรรค์ล่วงรู้อนาคต ผู้มองเห็นด้ายแดงของทุกคนแต่ไม่เคยเข้าใจหัวใจตัวเอง กับ ซวนเฉิน หมิงลี่ ช่างทำโลงศพเย็นชา ผู้ส่งวิญญาณข้ามภพด้วยมือที่ไม่เคยสั่นไหว ทั้งสองไม่รู้ว่าตัวเองเคยเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งสามภพ ไม่รู้ว่าเคยรักกันมาก่อนจนสุดขอบจักรวาล และไม่รู้ว่ามีใครบางคนวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อแย่งชิงพลังที่พวกเขาเคยมี

เมื่อวิญญาณดวงแล้วดวงเล่าเริ่มปรากฏตัวพร้อมคำถามที่ไม่มีคำตอบ เมื่อความฝันเริ่มพาพวกเขากลับไปสู่พิธีแต่งงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาตินี้ และเมื่อเปาฉือ [แมวขาว] กับ เฮยหยวน [แมวดำ] ที่ไม่เคยยอมมองหน้ากันเริ่มนอนแนบชิดโดยไม่มีเหตุผล...

เก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดวง วิญญาณที่ค้างคาทั้งปวงเรียกร้องหา ให้สองคนออกเดินทางผ่านทุกภูมิภพภูมา

แก้ไขทุกด้ายที่พลาดพลั้งคืนสู่ทางเดิม

การเดินทางเพื่อค้นหาความจริงจึงเริ่มต้นขึ้น การเดินทางที่จะพาสองคนกลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริง และความรักที่ไม่มีวันจางหายแม้จะข้ามผ่านกี่ภพกี่ชาติ

..สายด้ายแดงคล้องชะตา เรื่องราวของความรักที่ไม่มีวันขาด แม้จะถูกตัดขาดกี่ครั้งก็ตาม..

°•.สุสาส์นราคะ. •°

 

มีรายตอนทั้งหมด 55 ตอน (ติดเหรียญตอนที่ 22)

EBOOK: MEB/ARNBOOK/PINTO/DEKDEE (ลดราคา44% 10.10-01.01) 

 บทพิเศษ1: ทุกฤดูกาลในสามภพ คือฤดูกาลแห่งเรา

บทพิเศษ2: คืนจันทร์เพ็ญสามภพและสี่ดวงใจที่ไม่มีวันพราก

บทพิเศษ3: ตรุษจีนที่โรงน้ำชาและวันที่แมวสองตัวมีชื่อวันเกิด

บทพิเศษ4: ครบรอบปีที่ด้ายไม่เคยจางสี

ฝากติดตาม: TIkTOk / IG / FB / LEMON8 / X (NAME: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

 

สารบัญ

สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate]-1 โรงน้ำชาที่แมวตัวสีขาวนั่งอยู่สูง, สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate]-2 ร้านดอกบัวดำที่แมวตัวสีดำนั่งอยู่บนโลงศพ, สายด้ายแดงคล้องชะตา [999,999 Threads of Crimson Fate]-3 เมื่อสายพิณขาดแต่เสียงดนตรียังดังก้อง

เนื้อหา

1 โรงน้ำชาที่แมวตัวสีขาวนั่งอยู่สูง

โรงน้ำชาที่แมวขาวนั่งสูง และชายที่เดินเข้ามาพร้อมความมืด

หรือ เช้าวันที่ฟ้าใสที่สุดในรอบสิบปี กลับเป็นวันที่ชะตากรรมตัดสินใจขยับ

"ด้ายแดงในโลกนับแสนนับล้านสาย ทุกสายมีเจ้าของ ทุกเจ้าของมีชะตา มีแต่สายหนึ่งที่ไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่รู้ว่าผูกอยู่กับหัวใจใคร"


สายด้ายแดงคล้องชะตา (The 999,999 Threads of Crimson Fate)

 

ก่อนรุ่งสาง เมื่อโลกยังเป็นสีเทา

เมืองหลิงเฉิน ปีที่สองแห่งรัชสมัยเทียนหยวน ฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม

ก่อนที่พระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าเมืองหลิงเฉินสักครึ่งชั่วยาม โลกยังคงแช่อยู่ในสีเทาอ่อนของรุ่งสาง

หมอกบางๆ ลอยต่ำอยู่เหนือถนนสายหลักเหมือนผ้าคลุมเจ้าสาวที่ยังไม่ยอมเปิด กลิ่นไม้ชื้นและดอกบ๊วยที่หลงเหลือจากปลายฤดูหนาวยังคงเกาะอยู่กับอากาศ ทั้งที่ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วกว่าสิบวัน เมืองหลิงเฉินเป็นเมืองที่ไม่เคยรีบ แม้แต่ในการเปลี่ยนฤดู

บนถนนสายนั้น เสียงเกือกม้าเคาะพื้นหินขนาดเล็กยังไม่มีให้ได้ยิน เสียงตลาดเช้ายังไม่ดัง มีแค่เสียงนกคุ้มที่ร้องอยู่บนต้นหลิวริมคลองสายเล็ก และเสียงน้ำในคลองที่ไหลเบาเหมือนการหายใจของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหลับ

บนหลังคาของ "โรงน้ำชาป้าเจิ้งหยิน" ที่ตั้งอยู่ตรงมุมถนนระหว่างย่านพิธีกรรมกับย่านตลาดโบราณ

มีแมวขาวนั่งอยู่

แมวขาวตัวนั้นไม่ใช่แมวธรรมดา

ใครก็ตามที่ผ่านมาในตอนเช้าและบังเอิญแหงนมองขึ้นไปที่หลังคาโรงน้ำชา จะเห็นแมวขาวขนาดใหญ่กว่าแมวทั่วไปสักหนึ่งเท่าตัว นั่งอยู่บนกระเบื้องหลังคาที่เก่าจนสีเทาเป็นส่วนใหญ่ ขาสี่ข้างพับเรียบร้อยใต้ลำตัว หางที่ฟูขาวพันรอบอย่างเป็นระเบียบ

แต่ที่ทำให้คนที่มองไม่ยอมละสายตาได้ง่ายๆ คือดวงตาสองข้างที่ต่างกัน

ดวงตาข้างขวาสีทองเข้มเหมือนทองคำที่เพิ่งหลอม รุ่งเรืองในแบบที่แสงรุ่งสางยังไม่มีก็เรืองได้

ดวงตาข้างซ้ายสีเงินเย็นเหมือนแสงพระจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำ ลึกในแบบที่ดูแล้วรู้สึกว่ามองผ่านไปอีกด้านหนึ่งของโลกที่ตาคนธรรมดาไม่อาจเห็น

“เปาฉือ”

นั่นคือชื่อที่เจ้าของโรงน้ำชาตั้งให้ เพราะในวันที่แมวขาวนี้ปรากฏตัวครั้งแรกบนหลังคาโรงน้ำชานั้น กำลังเป็นวันที่หิมะตกหนักผิดฤดู และมันมานั่งอยู่ท่ามกลางหิมะราวกับว่าหิมะคืออ้อมกอดของมัน ไม่ใช่อะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง

"เปาฉือ ผู้อุ้มหิมะ"

แต่คนในย่านนั้นมักเรียกมันว่า "แมวดาวสองสี" หรือบางคนที่เป็นคนแก่และเคยเห็นสิ่งประหลาดมามากก็เรียกเบาๆ ว่า "สัตว์แห่งสองภพ" แล้วก็รีบหันหน้าไปทางอื่นราวกับว่าการมองนานเกินไปนั้นไม่เป็นมงคล

เปาฉือนั่งอยู่บนหลังคาในท่าเดิมมาตั้งแต่กลางดึก

ดวงตาทองจ้องมองไปที่ท้องฟ้าที่ยังมีดาวหลงเหลืออยู่บ้าง ดวงตาเงินมองผ่านกระเบื้องหลังคาลงไปในห้องนอนของเจ้าของ

เจ้าของ คำที่แมวขาวอาจไม่เคยยอมรับถ้าพูดได้ เพราะแมวขาวไม่มีเจ้าของ แมวขาวมีแค่สถานที่ที่เลือกอยู่ และคนที่เลือกอยู่ด้วย ซึ่งทั้งสองสิ่งนั้นเป็นสิทธิ์ของมันล้วนๆ ไม่ใช่เพราะใครอนุญาต

ในห้องที่ดวงตาเงินจ้องมองอยู่

มีชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียง

จิ้นเหยียน หยุนลี่ นอนหงายตาหลับ แขนขวาวางพาดบนหน้าผาก ในท่าทางที่ใครก็ตามที่เห็นก็จะคิดว่าเขานอนหลับสบายเหมือนคนไม่มีกังวล

แต่เปาฉือรู้ว่าเขาไม่ได้หลับ

ริมฝีปากที่มักยกมุมขึ้นเล็กน้อยแม้ในยามปกติ ตอนนี้นิ่งสนิทเกินไป คิ้วที่มักปล่อยสบายตอนนี้มีรอยเล็กน้อยระหว่างกลาง ลมหายใจที่ปกติสม่ำเสมอตอนนี้ช้ากว่าปกติในแบบที่คนบังคับตัวเองให้ดูสงบ

ไม่ได้หลับ แค่ไม่อยากเปิดตา

                                                                                     

จิ้นเหยียนอายุยี่สิบแปดปีตามทะเบียนราษฎร์ แต่ถ้าถามว่าจริงๆ อายุเท่าไหร่ เขาเองก็ไม่แน่ใจ เพราะมีหลายเรื่องในชีวิตที่เขาไม่แน่ใจ

เรื่องแรกที่ไม่แน่ใจคือเรื่องของตัวเอง

เขาจำได้ว่าเติบโตมาในเมืองนี้ จำได้ว่าตั้งแต่เด็กมักรู้สึกบางอย่างเมื่อสัมผัสมือผู้คน รู้สึกอะไรบางอย่างที่เหมือนเห็นภาพที่ไม่ใช่ภาพปัจจุบัน บางทีเป็นภาพที่จะเกิดขึ้น บางทีเป็นภาพที่เคยเกิดขึ้นแล้ว บางทีเป็นภาพที่เขาไม่รู้เลยว่ามันคือเวลาไหน

ตอนอายุสิบสอง เขาบอกลูกพี่ลูกน้องที่มาแล้วจับมือทักทายว่า "คืนนี้อย่าออกไปข้างนอก" โดยไม่รู้เหตุผล ลูกพี่ลูกน้องไม่เชื่อและออกไป แล้วก็ตกคูน้ำหน้าบ้านในคืนที่มืดมากจนจะจมน้ำ ถ้าไม่มีคนบังเอิญผ่านมา

ตั้งแต่นั้นมาเขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่รู้ว่าธรรมดาแค่ไหน

ตอนอายุยี่สิบ เขาออกเดินทางคนเดียว เรียนจากหมอดูเก่าๆ ทุกคนที่พบ เรียนการดูดาว การอ่านลายมือ การตีไพ่ การดูฮวงจุ้ย การอ่านหน้าคน และอีกนับสิบนับร้อยวิชา แต่สิ่งที่เขาค้นพบคือวิชาเหล่านั้นเป็นแค่เครื่องมือ สิ่งที่ทำให้เขาทำนายได้แม่นยำกว่าอาจารย์ทุกคนคือพลังในตัวเขาเอง พลังที่ไม่มีอาจารย์คนไหนอธิบายได้

ตอนอายุยี่สิบสาม เขากลับมาเมืองหลิงเฉิน เช่าห้องในโรงน้ำชาของป้าเจิ้งหยิน ตั้งแผงรับทำนายที่โต๊ะมุมหนึ่ง และใช้ชีวิตมาอย่างนั้นจนถึงปัจจุบัน

ห้าปีในโรงน้ำชา ทำนายดวงชะตาให้คนนับพัน ร้อยทั้งร้อยแม่นยำ พันทั้งพันไม่ผิด จนชื่อ "เหยียนเซียนเซิง ท่านเหยียนผู้ทำนายปากทอง" เป็นที่รู้จักทั่วเมืองหลิงเฉินและเมืองใกล้เคียง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยทำนายให้ใคร

ชะตาของตัวเอง

ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะทุกครั้งที่ลองหยิบแผ่นหยกขึ้นมาอ่านดวงตัวเอง ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวนั้นไม่ใช่ภาพอนาคต แต่เป็นภาพที่รู้สึกเหมือนอดีตที่ไม่ใช่อดีตชาตินี้ เป็นภาพชุดขาวในแสงทอง เป็นเสียงดนตรีที่ไม่รู้จักทำนอง เป็นความรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปอย่างสำคัญ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร

เปาฉือขยับหูเมื่อเห็นลมหายใจของเจ้าของเปลี่ยน รู้ว่าเขาตัดสินใจเปิดตาแล้ว

จิ้นเหยียนเปิดตา มองเพดานห้องที่เป็นไม้เนื้อเก่าสีน้ำตาล

"ฝันอีกแล้ว" เขาพูดเบาๆ กับตัวเอง เสียงที่ยังหนักด้วยความง่วงที่ไม่ได้หลับจริง

ฝันเดิมที่ฝันมาสามเดือนแล้ว

ฝันถึงชุดขาวและด้ายแดง ฝันถึงมือคู่หนึ่งที่ถือปลายด้ายอีกข้างหนึ่ง มือที่ผิวขาวกว่าของตัวเองนิดหนึ่ง นิ้วที่ยาวและมีรอยบาดเล็กๆ ที่ข้อนิ้วกลาง แต่ทุกครั้งที่ฝัน ฝันจะสิ้นสุดลงก่อนที่เขาจะได้เห็นหน้าเจ้าของมือคู่นั้น

เขานอนอยู่อีกสักพักโดยไม่ขยับ ฟังเสียงเมืองที่ยังไม่ตื่น ฟังเสียงน้ำในคลอง ฟังเสียงนกคุ้มที่ร้องไกลๆ

"วันนี้จะมีแขกพิเศษ"

ความรู้สึกที่โผล่ขึ้นมาในใจโดยไม่มีเหตุผล แต่เขาคุ้นเคยกับความรู้สึกนั้นดีพอที่จะไม่เถียง

ลุกขึ้น นั่งบนขอบเตียง ยืดแขนยืดขา ผมดำที่มัดหลวมๆ ตอนนอนหลุดลงมาอยู่ข้างหน้าหลายเส้น เขาเกลี่ยออกไปข้างหลังด้วยมือในท่าทางที่ไม่ได้สนใจมากนัก

มองออกไปที่หน้าต่าง เห็นฟ้าที่เพิ่งเริ่มเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีชมพูอ่อน

"ฤดูใบไม้ผลิ" เขาพูดเบา เสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังบันทึกข้อมูล

แล้วก็ลุกขึ้นจากเตียง

เช้าที่โรงน้ำชาป้าเจิ้งหยิน

โรงน้ำชาป้าเจิ้งหยิน เช้าตรู่

โรงน้ำชาป้าเจิ้งหยินตั้งอยู่บนมุมถนนมาแล้วสี่สิบปี นับแต่สมัยที่ป้าเจิ้งหยินยังเป็นสาวและเพิ่งแต่งงานกับสามีที่ตอนนี้จากไปแล้วนานกว่ายี่สิบปี

อาคารไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นโรงน้ำชา ชั้นบนแบ่งเป็นห้องพักสามห้องที่ให้เช่า ป้ายไม้หน้าร้านสีแดงจางๆ ที่เขียนว่า “ร้านน้ำชาสายลม" ตัวอักษรที่ท่านเฒ่าหมอฮั่วแห่งย่านนั้นเขียนให้ตั้งแต่ร้านเปิดใหม่ กาลเวลาทำให้สีจางแต่ตัวอักษรก็ยังชัด

หน้าต่างโรงน้ำชาที่หันออกสู่ถนนมีกระดาษขาวติดอยู่สองแผ่น แผ่นหนึ่งเขียนว่า "ทำนายดวง ราคายุติธรรม ไม่แม่นไม่คิดเงิน" อีกแผ่นเขียนว่า "แขกทุกท่านที่มาพบท่านเหยียน กรุณาสั่งชาหนึ่งกาก่อน ป้าเจิ้งหยิน"

ป้าเจิ้งหยินอายุหกสิบสามปี อ้วนกลม ผมขาวครึ่งหัวมัดเกล้า ใส่ผ้ากันเปื้อนผ้าคราม กำลังชงน้ำอยู่ที่เตาหน้าร้านเมื่อจิ้นเหยียนลงมาจากชั้นบน

"ตื่นเช้าไปหน่อยนะ" เธอพูดโดยไม่หัน "ยังไม่ยามเหม่าเลย"

"นอนไม่หลับ ป้า" จิ้นเหยียนพูด เดินไปที่โต๊ะมุมที่เขานั่งเสมอ วางแผ่นหยกและอุปกรณ์ทำนายเล็กน้อยลงบนโต๊ะ

"ฝันอีกแล้วสิ" ป้าเจิ้งหยินพูด คราวนี้หัน มองมาที่เขาด้วยดวงตาที่ฉลาดและสังเกตคนมาหกสิบกว่าปี "ฝันเดิมหรือเปล่า"

"เดิม"

ป้าเจิ้งหยินถอนหายใจ ยกกาน้ำชาออกจากเตา เดินมาวางบนโต๊ะของจิ้นเหยียน

"บอกป้าทีซิ ฝันถึงอะไรกันนักหนา สามเดือนแล้วนะ"

"ฝันถึงมือคู่หนึ่ง" จิ้นเหยียนพูดตรง ในขณะที่รินชาร้อนให้ตัวเอง "และด้ายแดง"

"มือใคร"

"ไม่รู้ ทุกครั้งที่ใกล้จะเห็นหน้าก็ตื่นขึ้นมาก่อน"

ป้าเจิ้งหยินมองเขาสักพัก แล้วก็ดึงเก้าอี้ข้างๆ มานั่ง ท่าทางของคนที่กำลังจะพูดอะไรสำคัญ

"เหยียนนะ" เธอพูดเสียงเบา "ป้าอยู่ที่นี่มาสี่สิบปี เห็นคนมาเห็นคนไป เห็นเรื่องแปลกๆ มาไม่ใช่น้อย แต่บางเรื่องแปลกกว่าเรื่องอื่น"

"ป้าพูดถึงอะไร"

"พูดถึงเปาฉือ" ป้าเจิ้งหยินพูด "แมวนั้นขึ้นไปนั่งบนหลังคาตั้งแต่ตีสองของคืนนี้ ป้าตื่นมาฉี่แล้วมองออกหน้าต่างเห็น มันไม่ได้ขยับเลยจนถึงตอนนี้"

"เปาฉือชอบนั่งบนหลังคา"

"ใช่ แต่ไม่เคยนั่งนานขนาดนี้ และดวงตาเงินของมันน่ะ" ป้าเจิ้งหยินลดเสียง "ดวงตาข้างนั้นที่มองผ่านสิ่งต่างๆ ได้น่ะ มันกำลังมองอะไรบางอย่างที่คนอย่างป้ามองไม่เห็น"

จิ้นเหยียนดื่มชาช้าๆ ไม่พูด

"เหยียน" ป้าเจิ้งหยินพูดต่อ "วันนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นไหม"

จิ้นเหยียนวางถ้วยชาลง มองออกไปนอกหน้าต่างที่ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ

"ไม่รู้" เขาพูด "แต่รู้สึกว่าวันนี้ฟ้าใสกว่าปกติ"

"ฟ้าใสก็ดีอยู่"

"ใช่" จิ้นเหยียนพูด มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย "แต่วันที่ฟ้าใสที่สุดมักเป็นวันที่มีเรื่องน่าสนใจที่สุดด้วย"

ป้าเจิ้งหยินมองเขา แล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง ยืนขึ้น กลับไปที่เตา

"ป้าจะทำโจ๊กไว้ก่อน เผื่อแขกที่ว่าจะมาตอนเช้า"

แมวขาวบนหลังคาและสิ่งที่ดวงตาเงินเห็น

หลังคาโรงน้ำชา เช้า

เปาฉือนั่งอยู่บนหลังคาต่อไป

ดวงตาทองมองท้องฟ้าที่สว่างขึ้น มองดาวที่จางหายไปทีละดวง มองเมฆบางๆ ที่ลอยผ่านมาแล้วก็ไป

ดวงตาเงินมองอีกโลกหนึ่ง

โลกที่อยู่ซ้อนทับกับโลกของคนเป็น มองเห็นได้เฉพาะผู้ที่มีพลังพิเศษหรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์

ในโลกนั้น เมืองหลิงเฉินมีสีต่างออกไป ทุกสิ่งมีแสงวาวเบาๆ เหมือนผ้าไหมที่จับแสงแดด บ้านทุกหลังมีสีที่บอกถึงชะตากรรมของผู้อยู่อาศัย บ้านที่สีสว่างหมายถึงดวงดี บ้านที่สีมืดหมายถึงมีเคราะห์กรรม และสิ่งที่ทำให้โลกอีกชั้นนั้นสวยงามอย่างน่าตกตะลึงคือ

ด้ายแดง

ด้ายแดงสีสดใสลอยอยู่ทั่วอากาศเหมือนสายใยแมงมุมที่ทำจากแสงอาทิตย์ เชื่อมต่อบ้านหนึ่งกับอีกบ้านหนึ่ง เชื่อมต่อคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง เชื่อมต่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง

ด้ายบางเส้นสว่างมากจนแทบพร่าตา นั่นหมายถึงชะตาผูกแน่น ด้ายบางเส้นจางแทบไม่เห็น นั่นหมายถึงชะตาที่ผูกเบาหรือกำลังจะขาด ด้ายบางเส้นพันกันยุ่งเหยิงอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งของเมือง นั่นหมายถึงมีบางอย่างผิดปกติ

เปาฉือมองด้ายแดงทั้งหมดในมุมมองที่เห็นได้จากหลังคา

และพบว่ามีบางอย่างที่แปลกกว่าปกติมาก

ที่ทิศตะวันตกของเมือง บริเวณย่านพิธีกรรมที่มีร้านขายของใช้งานศพ ร้านธูปเทียน และร้านที่รับจัดพิธีส่งวิญญาณต่างๆ

มีด้ายแดงเส้นหนึ่งที่แผ่วลง

ไม่ใช่แผ่วจางแบบที่บอกว่าชะตาอ่อน แต่แผ่วในแบบที่บอกว่ามีบางอย่างดึงดูดมัน มีบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมชาติกำลังทำอะไรบางอย่างกับด้ายเส้นนั้น

เปาฉือจ้องมองอยู่นาน

ด้ายเส้นนั้นปลายข้างหนึ่งผูกอยู่กับอาคารอิฐสีเทาในย่านพิธีกรรม อาคารที่มีป้ายแขวนอยู่ที่หน้าร้าน เปาฉือมองเห็นได้แม้จากระยะนี้ ป้ายรูปดอกบัวดำ ตราสัญลักษณ์ของร้านที่รับทำโลงศพและจัดพิธีส่งวิญญาณที่มีชื่อในย่านนี้

ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งของด้ายเส้นนั้น

ลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีปลาย ไม่มีเจ้าของ

เปาฉือถอนหายใจเบาๆ ในแบบที่แมวถอนหายใจ ขนบนหลังยืนตั้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับลงไปนอนเรียบ

มันเคยเห็นด้ายแดงที่ปลายข้างหนึ่งลอยอยู่มาก่อน เคยเห็นหลายครั้ง ทุกครั้งที่เห็นมักหมายถึงคนคนหนึ่งกำลังรอครึ่งชีวิตของตัวเองโดยไม่รู้ว่ากำลังรออยู่

แต่ครั้งนี้แปลกกว่านั้น

ด้ายเส้นนั้นไม่ได้ลอยอยู่แบบที่ลมพัดผ่านมาก็แกว่ง มันลอยอยู่ในทิศทางเดียว แน่วแน่ เหมือนมีสิ่งดึงดูดอยู่ที่ปลาย แต่สิ่งดึงดูดนั้นยังไม่มาถึง

เปาฉือมองปลายด้ายที่ลอยอยู่

แล้วก็หันมามองทิศที่มันชี้ไป

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถนนสายกลาง ทางเข้าเมืองจากฝั่งใต้

ทิศที่คนเดินทางมาจากนอกเมืองจะมาถึง

 "มีคนกำลังจะมา"

แมวขาวพับหูลงแล้วก็หันมองหน้าต่างห้องชั้นล่าง ห้องที่หมอดูปากทองกำลังนั่งดื่มชาคนเดียวในตอนเช้า

"ไม่รู้ว่าจะเป็นคนอย่างไร"

ย่านพิธีกรรมและร้านดอกบัวดำ

ย่านพิธีกรรม เมืองหลิงเฉิน เช้าตรู่

ย่านพิธีกรรมของเมืองหลิงเฉินอยู่ทางทิศตะวันตก บริเวณใกล้กำแพงเมืองเก่าที่บูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้งจนไม่รู้แน่ว่าชั้นไหนเป็นของเดิม

ย่านนี้เงียบกว่าย่านอื่นเสมอ แม้แต่ในตอนกลางวันที่เมืองอื่นๆ คึกคัก ย่านพิธีกรรมก็ยังมีความเงียบของตัวเอง ความเงียบที่ไม่ใช่เพราะไม่มีคน แต่เป็นความเงียบที่คนเคยชิน เพราะรู้ว่าเรื่องของที่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดดัง

ร้านธูปเทียนร้านหนึ่ง ร้านกระดาษเงินกระดาษทองร้านหนึ่ง ร้านดอกไม้สำหรับงานศพร้านหนึ่ง ร้านเสื้อผ้าไว้ทุกข์ร้านหนึ่ง และที่สำคัญที่สุด

"ร้านดอกบัวดำ"

ร้านที่รับทำโลงศพและจัดพิธีส่งวิญญาณ

อาคารอิฐสีเทาสามชั้น ทำกำแพงหน้าด้วยอิฐที่นำมาจากแหล่งต่างๆ รวมถึงอิฐเก่าอายุสองร้อยปีที่ซื้อมาจากบ้านร้างในเมืองอื่น ป้ายไม้แกะสลักรูปดอกบัวสีดำสองดอกแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า หน้าต่างไม้แกะสลักลายเมฆ และบนหน้าต่างชั้นบนสุดมักมีแสงไฟอ่อนๆ อยู่เสมอไม่ว่าจะกี่โมง

ชาวบ้านในย่านนี้รู้ว่าร้านดอกบัวดำนั้นแตกต่างจากร้านอื่น ไม่ใช่แค่เพราะทำโลงศพที่ดีที่สุดในเมืองหลิงเฉิน ไม่ใช่แค่เพราะพิธีส่งวิญญาณที่ทำอย่างถูกต้องตามตำราโบราณ แต่เพราะเจ้าของร้านนั้น

ทำอะไรที่ร้านอื่นทำไม่ได้

ในยามเช้าตรู่นั้น ประตูร้านยังปิดอยู่ แต่ถ้ายืนอยู่หน้าร้านนานพอและหูไวพอ จะได้ยินเสียงบางอย่างจากข้างใน

ไม่ใช่เสียงช่างไม้ ไม่ใช่เสียงตอกตะปู

แต่เป็นเสียงพูดคุย ต่ำและชัด เหมือนคนคุยการค้า แต่สิ่งที่แปลกคือไม่มีเสียงตอบ มีแค่เสียงเดียว

ในห้องทำงานชั้นล่างของร้านดอกบัวดำ

ซวนเฉิน หมิงลี่ นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เนื้อหนักที่มีรอยใช้งานมานาน โต๊ะวางอยู่กลางห้องที่ตกแต่งเรียบง่ายแต่แฝงความประณีตในทุกรายละเอียด ผนังสีเทาเข้ม ชั้นวางหนังสือสีดำเต็มไปด้วยตำราที่มีปกเก่าจนสีจาง เทียนไขสีขาวสามเล่มติดอยู่บนเชิงเทียนทองเหลืองที่ขาตั้งสูงกว่าหัวคน ทำให้แสงในห้องที่ไม่มีหน้าต่างฝั่งนี้อ่อนและเหลืองในแบบที่ประหลาดกับตอนเช้า

ซวนเฉินอายุยี่สิบเจ็ดปีตามทะเบียน แต่ถ้ามองที่ดวงตาจะรู้สึกว่าเขาแก่กว่านั้นมาก ผิวขาวจากการอยู่แต่ในร้านมากกว่าออกแดด ผมดำยาวมัดหางม้าต่ำ หน้าผากโล่ง คิ้วตรงและหนา ดวงตาสีม่วงเข้มที่ดูอันตรายแต่ก็ดูเฉียบแหลม ปากนิ่งไม่ค่อยยิ้ม

เขาสวมเสื้อสีดำปักลายเส้นสีเงินเบาๆ ที่คอเสื้อ ลายที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นว่าเป็นอะไรแต่ถ้าดูนานๆ จะเห็นว่าเป็นลายดาว

รอบคอมีสร้อยหินสีดำก้อนเดียวห้อยอยู่ ก้อนหินที่ถ้าจับแล้วจะรู้สึกเย็นผิดปกติ เย็นในแบบที่ทำให้คนอยากปล่อยมือออก แต่ซวนเฉินสวมมันมาตลอดเวลาโดยไม่บอกใครว่าทำไม

หน้าซวนเฉินบนโต๊ะมีแผ่นไม้แกะสลักสี่เหลี่ยมขนาดฝ่ามือ บนแผ่นไม้มีรูปคนวาดด้วยหมึกดำ รูปผู้ชายอายุสักสี่สิบ

และหน้าโต๊ะ ตรงที่ว่างระหว่างซวนเฉินกับแผ่นไม้นั้น

มีบางอย่างยืนอยู่

บางอย่างที่ถ้ามีคนทั่วไปเข้ามาในห้องนี้จะไม่เห็น แต่ถ้าเป็นคนที่มีพลังพิเศษหรือเปิดรับสิ่งที่ตามปกติมองไม่เห็น จะเห็นชายร่างจางๆ ในชุดสีน้ำเงินยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าที่แสดงออกถึงความทุกข์และความหวัง และดวงตาที่จ้องมองซวนเฉินด้วยความเชื่อมั่นอย่างที่ไม่รู้จะหาจากไหนได้

"ชั้นสาม" ซวนเฉินพูด เสียงต่ำเท่ากันตลอด ไม่มีการแสดงอารมณ์ "ลูกสาวของท่านอยู่ชั้นสามในบ้านเดิม ไม่ใช่ชั้นสองตามที่ท่านคิด ชั้นสองเป็นห้องที่ท่านตาย ชั้นสามเป็นห้องที่ลูกสาวท่านนอน"

ร่างจางๆ ขยับปาก แต่ไม่มีเสียงออกมาที่หูมนุษย์จะได้ยิน

"รู้แล้ว" ซวนเฉินพูดราวกับว่าได้ยิน "ลูกสาวท่านยังไม่ลืม แค่เก็บทุกอย่างไว้ที่หัวใจ ไม่ได้หมายความว่าลืม"

ร่างจางๆ ขยับอีกครั้ง

"ข้าส่งท่านไปได้ แต่ท่านต้องเชื่อข้า" ซวนเฉินพูด "ปล่อยห้องชั้นสองนั้นไปเสียก่อน ท่านยึดอยู่กับที่ตายของตัวเอง ทำให้ไปไม่ได้"

ความเงียบ

แล้วก็มีบางอย่างเปลี่ยนในห้อง บางอย่างที่รู้สึกได้เหมือนแรงดันอากาศที่เปลี่ยนก่อนฝนตก แต่ตรงกันข้าม ไม่ใช่แรงดันที่หนักขึ้นแต่เป็นแรงดันที่เบาลง เหมือนอะไรบางอย่างที่กดอยู่ในห้องค่อยๆ ลดลง

ร่างจางๆ ค่อยๆ จางลงอีก แล้วก็หายไป

ซวนเฉินนั่งนิ่งอยู่สักพัก แล้วยกมือขึ้นกำแผ่นไม้ที่มีรูปวาดนั้น หยิบขึ้นมา วางในกล่องไม้เล็กๆ ที่อยู่บนโต๊ะ

ปิดฝากล่อง

ลุกขึ้น

"ต้าหยู"

เสียงเรียกจากมุมห้อง ต่ำและหวั่นไหวเล็กน้อย

ที่มุมห้องมีม้านั่งไม้ยาว บนม้านั่งนั้นมีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ นั่งขดอยู่ ผมไม่เป็นระเบียบ ใบหน้าที่บ่งบอกว่านอนไม่หลับมาคืน เขาสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาสีน้ำตาลอ่อน มีรอยน้ำตาจางๆ บนแก้ม

เหลียงเสี่ยวป๋อ ลูกมือของซวนเฉิน อายุยี่สิบเอ็ดปี คนที่เข้ามาทำงานในร้านดอกบัวดำตั้งแต่อายุสิบห้า

"ส่งไปแล้ว" ซวนเฉินพูดเดินผ่าน ไม่หยุด

"แล้ว...ลุงหวังล่ะ ลุงหวังที่เสียไปเมื่อเดือนก่อนน่ะ"

ซวนเฉินหยุด หัน มองเหลียงเสี่ยวป๋อด้วยดวงตาที่อ่านไม่ออกว่าคิดอะไร

"ลุงหวังไปแล้ว ครั้งที่แล้วที่ส่งไป"

"แล้วทำไมพ่อค้าขายถั่วหน้าร้านยังบอกว่าเห็น—"

"เห็นอะไรที่คิดว่าเห็น" ซวนเฉินพูดตัด เสียงไม่แข็ง แต่ชัด "คนเราบางทีอยากเห็นจนเห็น ไม่ใช่ว่าเห็นจริง เข้าใจไหม"

เหลียงเสี่ยวป๋อนิ่งสักพัก แล้วก็พยักหน้า แต่ยังไม่สบายใจ

"แต่ป้าหม่ายุ้ยนั่นล่ะ ป้าบอกว่าได้ยินเสียงท่านต้าหยูทุกคืน—"

"ป้าหม่ายุ้ยอยู่ในบ้านนั้นมาสี่สิบปี" ซวนเฉินพูด เสียงที่เริ่มมีความอดทนน้อยลง "คนที่อยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินไปจะได้ยินสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ยิน ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง เรื่องนี้จบแล้ว"

แล้วก็เดินออกจากห้อง

เหลียงเสี่ยวป๋อมองหลังของนายตัวเองที่หายไปในทางเดิน

ถอนหายใจ

แล้วก็มองลงมาที่พื้น ตรงที่ร่างจางๆ เคยยืนอยู่ มองในแบบที่คนที่ไม่เห็นอะไรเลยมองด้วยความหวังว่าจะเห็น

ซวนเฉินขึ้นไปชั้นสอง ห้องที่เขานอน

ห้องที่ตกแต่งเรียบง่ายกว่าห้องทำงานด้วยซ้ำ เตียงไม้ ผ้าห่มสีเข้ม ตู้ไม้หนึ่งใบ โต๊ะเล็กหน้าต่าง บนโต๊ะมีแก้วน้ำครึ่งแก้วที่ยังไม่ได้กินจากเมื่อคืน และหนังสือที่เปิดค้างอยู่ที่หน้าที่ยี่สิบสาม

เขาเดินไปที่หน้าต่าง เปิดออก

อากาศเช้าพัดเข้ามา เย็นในแบบที่ฤดูใบไม้ผลิยังมีความหนาวเย็นของฤดูหนาวหลงเหลืออยู่

ซวนเฉินมองออกไปที่ถนน

ถนนย่านพิธีกรรมที่เริ่มมีชีวิตชีวาเล็กน้อยเมื่อแสงสว่างขึ้น ป้าเถ้าแก่ขายธูปเดินมาเปิดร้าน เด็กหนุ่มลูกมือร้านดอกไม้ไว้อาลัยกำลังจัดดอกไม้หน้าร้าน

ชีวิตธรรมดาของย่านที่ไม่ธรรมดา

แล้วก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาหยุดมอง

ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ในแบบที่คนสังเกตเห็นยากมาก

ที่กำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก มีเงาดำก้อนหนึ่ง

ไม่ใช่เงาปกติ เงาปกตินั้นขึ้นอยู่กับแสง เงานี้มีตัวของมันเองโดยไม่ขึ้นอยู่กับแสง มันเคลื่อนที่ช้าๆ ไปตามกำแพง แล้วก็หยุดนิ่ง หันมาทางที่ซวนเฉินยืนอยู่

ดวงตาสีม่วงของซวนเฉินจ้องมอง

เงาดำนั้นจ้องมองกลับ

แล้วก็หายไป

 "มันอีกแล้ว"

ซวนเฉินปิดหน้าต่าง ยืนอยู่ในห้องสักพัก

เงาดำนั้นปรากฏมาสามวันแล้ว ทุกเช้าก่อนฟ้าสว่างเต็มที่ ทุกครั้งที่ปรากฏก็แค่จ้องมองแล้วหายไป ไม่ทำอะไร ไม่พูดอะไร

แต่ซวนเฉินรู้สึกว่ามันกำลังรอบางอย่าง

"รออะไร?"

เขาไม่รู้

แต่วันนี้รู้สึกว่าสิ่งที่มันรออยู่นั้นใกล้จะมาถึง

มุมหนึ่งของห้อง ในความมืดที่หน้าต่างปิดแล้วเกิดขึ้น

มีแมวดำนอนขดอยู่บนหมอนที่ตกลงมาจากเตียงทับซ้อนกับผ้าห่มในมุมห้อง ปลายหางที่มีจุดสีแดงหนึ่งจุดเคลื่อนไหวช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจ

“เฮยหยวน”

แมวดำของซวนเฉิน หรือที่ถูกต้องกว่าคือแมวดำที่ซวนเฉินไม่ได้เลือก แต่มันเลือกเขา ปรากฏตัวขึ้นในร้านดอกบัวดำเมื่อสองปีก่อน เดินเข้ามาในยามเช้าตรู่ นอนลงตรงมุมห้องที่มันนอนอยู่ตอนนี้ แล้วก็ไม่เคยออกไปเองอีกเลย

ซวนเฉินเคยพยายามไล่มันออก สองสามครั้งในสัปดาห์แรก แต่เฮยหยวนก็กลับมาทุกครั้ง ในที่สุดเขาก็หยุดพยายาม ไม่ใช่เพราะยอมรับ แต่เพราะมีงานที่ต้องทำและไม่มีเวลาทะเลาะกับแมว

เฮยหยวนเปิดตา

ดวงตาสีม่วงเข้ม สีเดียวกับดวงตาของซวนเฉิน ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่รู้จักทั้งสองคนรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง

แมวดำมองซวนเฉินที่ยืนอยู่กลางห้อง

แล้วก็ขยับหางจุดแดงในทิศทางประตู

"รู้แล้ว" ซวนเฉินพูดกับแมวโดยที่ดูเหมือนไม่ได้พูด

เฮยหยวนวางหัวลงบนอุ้งเท้าหน้าอีกครั้ง แต่ตาไม่ได้หลับ

 


"ด้ายแดงดึง สองปลายมอง ปลายหนึ่งอยู่ทิศใต้ ปลายหนึ่งอยู่ทิศเหนือ 

ไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของสาย

รู้แต่ว่า สายนั้น เริ่มขยับแล้ว"

..สุสาส์นราคะ..