แปดศพ แปดทิศ แปดชะตา เมื่อคดีฆาตกรรมไร้ซึ่งคำอธิบาย จึงนำพาสารวัตรผู้ไม่เคยศรัทธาในไสยศาสตร์ ให้ต้องเผชิญหน้ากับพ่อครูผู้มองเห็นสิ่งที่แม้แต่หลักฐานก็มิอาจพิสูจน์ได้

เวียนว่ายในเงามนตร์ - ตอนที่ ๑ ศพที่หนึ่ง โดย เพียงแก้ว.ฯ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,ระทึกขวัญ,ไทย,ไสยศาสตร์,ผี,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เวียนว่ายในเงามนตร์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ผี,สืบสวนสอบสวน

รายละเอียด

เวียนว่ายในเงามนตร์ โดย เพียงแก้ว.ฯ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แปดศพ แปดทิศ แปดชะตา เมื่อคดีฆาตกรรมไร้ซึ่งคำอธิบาย จึงนำพาสารวัตรผู้ไม่เคยศรัทธาในไสยศาสตร์ ให้ต้องเผชิญหน้ากับพ่อครูผู้มองเห็นสิ่งที่แม้แต่หลักฐานก็มิอาจพิสูจน์ได้

ผู้แต่ง

เพียงแก้ว.ฯ

เรื่องย่อ


แปดศพ แปดทิศ แปดชะตา 


เมื่อคดีฆาตกรรมไร้ซึ่งคำอธิบาย นำพาสารวัตรผู้ไม่เคยศรัทธาในไสยศาสตร์ ให้ต้องเผชิญหน้ากับพ่อครูผู้มองเห็นสิ่งที่แม้แต่หลักฐานก็มิอาจพิสูจน์ได้




นับจากนี้ มึงคือศิษย์มีครูมีบารมีครูบาอาจารย์คอยคุ้มหัวอยู่ อย่าได้คิดลองดี หรือทำผิดครูเป็นอันขาด


ของพวกนี้มันแรง


หากมึงไร้สัจจะ ทำตัวผิดศีลธรรมเมื่อใด ของมันจะย้อนกลับมาเล่นงานมึงจนฉิบหาย ถึงตอนนั้น ต่อให้มากราบเท้าอ้อนวอน กูก็ช่วยไม่ได้


ขันครูนี้ มึงรับไปแล้ว ก็จงรักษาไว้ด้วยชีวิต กูเตือนเพราะหวังดี



📍คำเตือน📍


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การฆาตกรรม ความรุนแรง การเสียชีวิตและบาดแผลจากพิธีกรรมไสยศาสตร์ ผีและวิญญาณ รวมถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่อาจสร้างความหวาดกลัวหรือสะเทือนใจแก่ผู้อ่าน


เนื้อหายังครอบคลุมถึง การลักพาตัว การกักขัง การทุจริตและการใช้อำนาจในทางมิชอบ ความตายและโศกนาฏกรรมจากอดีตชาติ ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับ กรรม ชะตากรรม และความเชื่อพื้นบ้าน


นอกจากนี้ยังมี ความสัมพันธ์ชายรักชาย (BL) รวมถึงฉากโรแมนติกและความใกล้ชิดระหว่างตัวละครในบางช่วง (18+)


เนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องแต่ง ตัวละคร เหตุการณ์ และสถานการณ์ต่าง ๆ สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง



__ _ __



© สงวนลิขสิทธิ์ ©


สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ผลงานนิยาย ตัวละคร เนื้อเรื่อง บทประพันธ์ และองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเรื่อง เป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ หรือใช้ประโยชน์ในส่วนหนึ่งส่วนใดของผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาต




ภพ × นที

- เพียงแก้ว.ฯ -



สารบัญ

เวียนว่ายในเงามนตร์-ตอนที่ ๑ ศพที่หนึ่ง,เวียนว่ายในเงามนตร์-ตอนที่ ๒ ภพเธอ

เนื้อหา

ตอนที่ ๑ ศพที่หนึ่ง

แปดทิศา ผูกดวง ลวงชะตา

แปดชีวา สังเวย เวียนว่ายผล

หนึ่งศีรษะ ต่อกรรม ด้วยฤทธิ์มนต์

หมายพลิกฟ้า คว่ำดิน ฝืนชะตา

อดีตชาติ พรากรัก ให้ห่างหาย

สองดวงใจ เวียนว่าย ได้หวนหา

แม้นกี่ภพ กี่ชาติ กาลเวลา

บุพเพพา บรรจบ มิรู้คลาย


 
      ยามเช้าบนถนนทางหลวง รถของนทีและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนายแล่นผ่านป้ายหมู่บ้านเก่าสีซีดที่ปากทางแยก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังสายย่อยข้างทุ่งนาในเขตอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ

      เส้นทางเบื้องหน้าสมบุกสมบันเต็มไปด้วยหลุมบ่อและร่องดิน บางช่วงทรุดโทรมเสียจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ถูกทิ้งไว้ท้ายสุดของงบประมาณและการดูแล ล้อรถบดผ่านแอ่งน้ำขัง สาดกระเซ็นเปื้อนสีข้างรถเป็นระยะ

      “ตรงนั้นครับพี่” คนขับชี้ไปยังพงหญ้าริมคันนา เทปกั้นเขตสีเหลืองถูกขึงไว้เป็นวงกว้าง ชาวบ้านยืนจับกลุ่มกันอยู่ห่าง ๆ บางคนยกมือปิดจมูก บางคนซุบซิบกันเบา ๆ ไม่มีใครกล้าขยับเข้าใกล้

      พันตำรวจตรีหนึ่งนที ศิริวัฒนเมธากุล หรือที่ใครหลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า สารวัตรนที เพิ่งย้ายมาประจำการที่โรงพักอำเภออุทุมพรพิสัยได้ไม่ถึงเดือน คดีนี้จึงนับเป็นคดีแรกที่เขาต้องรับผิดชอบ

      นทีเปิดประตูลงจากรถทั้งที่รถยังจอดไม่สนิท เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เขาเดินฝ่ากลุ่มชาวบ้านตรงเข้าไปหาตำรวจนายหนึ่งที่กำลังคุกเข่าสำรวจบางอย่างอยู่ในพงหญ้า

      “พบตอนไหน”

      “ตีห้าครับ คนที่มาตัดหญ้าให้วัวเป็นคนเจอ” ชายหนุ่มในเครื่องแบบลุกขึ้นยืน ขยับหลบให้

      ผู้เสียชีวิตนอนแน่นิ่งอยู่กลางพงหญ้า เสื้อผ้าเปรอะโคลนจนแทบแยกสีเดิมไม่ออก ศีรษะถูกตัดขาดจากร่าง เหลือเพียงแผลฉีกกว้างที่ลำคอ

      บาตรเก่าใบหนึ่งถูกวางครอบบาดแผลนั้นไว้ ผิวโลหะหม่นดำแตกร้าวเป็นแนวยาว รอยแตกบางส่วนตัดผ่านอักขระที่จารึกอยู่โดยรอบ จนแทบอ่านไม่ออก

      นทียืนห่างออกมาเล็กน้อย “ใครเอาสิ่งนี้มาครอบไว้”

      “ยังไม่ทราบครับ ยังไม่มีใครกล้าแตะ รอทีมพิสูจน์หลักฐานตรวจก่อน”

      เขาพยักหน้าแล้วถอยออกมา

      เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสามคนกำลังทำงานอยู่รอบจุดเกิดเหตุ คนหนึ่งบันทึกภาพในมุมกว้าง อีกคนก้มตรวจหาร่องรอยบนพื้นหญ้า ส่วนคนสุดท้ายคือ ร.ต.ต. ต้น เจ้าหน้าที่ใหม่ของแผนก กำลังคุกเข่าจดบันทึกตำแหน่งของสิ่งของทุกชิ้นใกล้ผู้ตาย มือที่จับปากกาสั่นเล็กน้อย

      “แพทย์เวรประเมินว่ายังไง”

      “คาดว่าเสียชีวิตมาสามวันแล้วครับ แต่ลักษณะการตายแบบนี้ผมยังไม่เคยเจอ บาตรใบนี้ก็แปลก เหมือนคนร้ายตั้งใจเอามาครอบไว้”

      “ของอาถรรพ์ชัด ๆ ครับพี่” ต้นพึมพำเบา ๆ ขณะก้มหน้าจดบันทึกต่อ มือที่ถือปากกาสั่นเล็กน้อย “ผมเคยเห็นในอินเทอร์เน็ต เขาว่าของแบบนี้เรียกว่า”

      “ต้น” วิชญ์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงนั้นแฝงคำเตือนอย่างชัดเจน

      “ครับพี่ ขอโทษครับ” เขารีบก้มหน้าจดต่อ ปากยังขมุบขมิบนับบทสวดอะไรสักอย่างแผ่วเบา

      นทีไม่ได้สนใจบทสนทนานั้นนัก สายตากวาดไปทั่วบริเวณก่อนกลับมาหยุดที่วัตถุต้องสงสัยอีกครั้ง รอยร้าวกระจายอยู่ทั่วใบ มีคราบดินติดตามซอกเล็ก ๆ บางจุดบุบเบี้ยวราวกับถูกกระแทกอย่างแรง

      “ถ่ายภาพทุกด้าน เก็บร่องรอยไว้ด้วย ยังไม่ต้องเคลื่อนย้ายจนกว่าจะตรวจเสร็จ”

      “ครับ”

      รอบจุดเกิดเหตุมีร่องรอยหลายชุดปะปนกัน ทั้งของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ยากจะแยกว่ารอยไหนเป็นของคนร้าย แต่บนดินชื้นริมคันนา กลับมีรอยบางส่วนที่ยังไม่ถูกเหยียบซ้ำ

      เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเดินเข้าไปตรวจทันที “ยังพอเห็นรอยอยู่ครับ ต้องถ่ายภาพแล้ววัดระยะก่อน”

      “จัดการเลย”

      นทีหันกลับมามองจุดเกิดเหตุอีกครั้ง คราวนี้สายตาสะดุดกับเครื่องหมายบนผิวโลหะ วงกลมตรงกลางถูกแบ่งเป็นแปดช่อง แต่ละช่องมีตัวเลขไทยโบราณกำกับไว้ ล้อมรอบด้วยอักขระที่อ่านความหมายไม่ออก

      ตะวันออก บูรพา จันทร์

      ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเองโดยไม่มีที่มา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วรีบละสายตา “นี่มันอะไรกัน”

      “สารวัตรครับ” เสียงหนึ่งดังจากด้านหลัง “ตรงนี้เหมือนมีรอยจารหรือสลักไว้ แต่ยังอ่านไม่ครบ”

      “เก็บไว้เป็นหลักฐานก่อน” เขาสั่ง แล้วหันไปกำชับลูกทีมอีกครั้ง “ถ่ายให้ละเอียดทุกจุด เก็บทั้งรอยบนวัตถุ รอยเท้า และสิ่งของรอบจุดเกิดเหตุ อย่าให้ใครเข้าใกล้จนกว่าจะเก็บข้อมูลเสร็จ”

      ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ท้ายแถวของชาวบ้าน สีหน้าสงบผิดจากคนอื่น แกจ้องบาตรเก่าที่แตกร้าวอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้แนวกั้น

      “ลุงเห็นอะไรบ้างไหมครับ”

      ชายชราส่ายหน้า สายตายังคงจับอยู่ที่สิ่งนั้น ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงอีสาน “บาตรแตกเอามาครอบคอคนตาย มันบ่แม่นเรื่องดีดอกหนุ่ม”

      แกเหลือบมองแนวไผ่ทึบตรงปลายทุ่งก่อนลดเสียงลง “ถ้าสิย่างหาอีหยัง กะหาแถวแนวไผ่นั่นเบิ่ง แต่อย่าได้ย่างเข้าไปลึกกว่านั้นเด้อ”

      “ทำไมครับ”

      “เขาว่าผีดุ บ่มีไผกล้าเข้าไปหลายปีแล้ว” แกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “แต่มื้อคืนมีคนเห็นแสงไฟอยู่ทางแนวไผ่นั่นเด้อ”

      “เห็นรถหรือคนไหมครับ”

      “บ่เห็นชัด” แกพูดเพียงเท่านั้น แล้วหันกลับไปยืนรวมกับชาวบ้าน

      “ผมเชื่อลุงนะครับ” ต้นพูดขึ้น น้ำเสียงแผ่วลงเล็กน้อย ราวกับไม่อยากให้คนอื่นในที่เกิดเหตุได้ยิน “แนวไผ่นั่นดูยังไงก็ไม่ชอบมาพากลนะครับ เมื่อกี้ผมลองเดินอ้อมไปดูแล้ว แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน”

      วิชญ์หยุดมือที่กำลังเปิดดูแฟ้มคดีชั่วครู่ ก่อนเหลือบมองต้นผ่านหางตา สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่สายตานั้นทำให้ต้นรู้ทันทีว่าไม่ควรพูดต่อ

      “ทำงานต่อเถอะ”

      น้ำเสียงของวิชญ์ไม่ได้ดัง แต่ชัดเจนพอให้ต้นรู้ว่าบทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น เขาหันกลับไปสนใจบริเวณรอบศพต่อ ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

      เรื่องผีไม่ใช่สิ่งที่นทีเชื่อ แต่ถ้าเมื่อคืนมีคนอยู่แถวนั้นจริง ก็อาจมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ เขาเหลือบมองแนวไผ่ปลายทุ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยเมตร สำหรับตำรวจแล้ว ไม่มีพื้นที่ใดรอบจุดเกิดเหตุที่ควรมองข้าม

      “เก็บหลักฐานให้ครบ แล้วสอบถามชาวบ้านด้วย ใครเห็นรถหรือคนแปลกหน้าผ่านมาในช่วงสามวันที่ผ่านมา จดข้อมูลไว้ทั้งหมด”

      “ครับสารวัตร”

      นทีเดินไปตามคันนาจากจุดเกิดเหตุ สายตากวาดมองพื้นดินไปตลอดทาง จนพบร่องรอยบางอย่างลากยาวเข้าไปทางแนวไผ่ เขาหยุดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แม้ยังระบุไม่ได้ว่ารอยนั้นเกิดจากอะไร แต่ก็ตัดสินใจตามไปดู

      ยิ่งเข้าใกล้ เสียงพูดคุยจากจุดเกิดเหตุก็ค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกัน ลมเย็นพัดจากด้านหลัง ราวกับผลักให้เขาก้าวเข้าไปทีละก้าวโดยไม่รู้ตัว แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างลำต้นลงมาเป็นริ้วบาง ๆ

      แล้วเสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นจากด้านหน้า ทั้งที่บริเวณนั้นเงียบมาตลอด เสียงนั้นลอยทวนลมออกมาจากแนวไผ่อย่างชัดเจน

      นทีหยุดเดินทันที อากาศตรงนี้เย็นลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย เสียงนั้นใสแจ๋วจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอียงหูฟัง แต่กลับพบเพียงกอไผ่ที่ไหวเบาตามแรงลม

      เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม ตามด้วยเสียงพูดคุยของเด็กสองคน

      “มีใครอยู่ไหมครับ”

      ไม่มีเสียงตอบ เขายืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงคิกคักจะดังแว่วมาจากด้านในเป็นระยะ เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล ราวกับกำลังล่อให้เขาเดินตามลึกเข้าไปทีละน้อยโดยไม่ทันคิด จนในที่สุดเสียงเด็กสองคนก็ดังมาจากด้านหน้า ชัดพอจะจับใจความได้

      “แดง อย่าไปยุ่งกับเขา!”

      “ฉันอยากดูหน้าแม่!”

      นทีชะงักทันที คิ้วขมวดเข้าหากัน

      “แม่?”

      เขาหันมองไปรอบตัว แต่ไม่เห็นใคร ทั้งที่เมื่อครู่เสียงยังดังอยู่ใกล้ ๆ ราวกับมีคนคุยกันอยู่ตรงนั้นจริง ๆ

      นทีก้าวเข้าไปอีกเล็กน้อย แล้วมองผ่านแนวไม้เข้าไปด้านใน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด เสียงเด็กทั้งสองหายไป เหลือเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ

      จากนั้นเอง นทีก็เห็นเรือนไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้า ตัวเรือนยกพื้นสูง โครงสร้างเรียบง่าย ผสมผสานระหว่างเรือนไทยกับงานออกแบบสมัยใหม่ หลังคาทรงไทยลาดต่ำตัดกับผนังไม้และกระจกบานใหญ่ แปลกตาไปจากเรือนทั่วไปในละแวกนี้อย่างชัดเจน

      นทียืนนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่าตอนขับรถผ่านบริเวณนี้ พื้นที่ด้านหลังดูรกร้าง ไม่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ เลยสักหลัง แต่ตอนนี้กลับมีเรือนไม้ตั้งอยู่ในจุดที่เขาเคยเห็นเป็นพื้นที่เปล่า

      เสียงจากวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่ข้างเอวดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

      “สารวัตรครับ ได้ยินไหมครับ”

      เขาหยิบวิทยุขึ้นมา “ได้ยิน ว่ามา”

      “พบหลักฐานเพิ่มเติมที่จุดเกิดเหตุครับ ผู้กำกับให้สารวัตรกลับไปดูเดี๋ยวนี้”

      “รับทราบ เดี๋ยวผมกลับไป”

      เขาเก็บวิทยุเข้าที่ ก่อนหันกลับไปมองเรือนหลังนั้นอีกครั้ง บ้านหลังนี้เป็นของใคร และมาอยู่กลางพื้นที่รกร้างแห่งนี้ได้อย่างไร คำตอบยังคงเป็นปริศนา

      นทีละสายตาออกมา ก่อนตัดสินใจว่า หลังจัดการคดีตรงหน้าเสร็จ เขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง