เด็กหนุ่มชาวบ้านที่ได้ยินเสียงผู้ล่วงลับ กับ ข้าหลวงปากแข็งที่แอบตามดูแลโดยไม่ยอมรับ การเดินทางครั้งหนึ่งที่เปลี่ยนทั้งสองคนไปตลอดกาล นิยาย BL จีนโบราณแนว Light-Novel Soft-Romance Feel-Good Mild-NC
รัก,สืบสวนสอบสวน,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,สุสาส์นราคะ,นิยายวาย,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ใบไม้ผลิแห่งการเริ่มต้น [The Originated Spring]เด็กหนุ่มชาวบ้านที่ได้ยินเสียงผู้ล่วงลับ กับ ข้าหลวงปากแข็งที่แอบตามดูแลโดยไม่ยอมรับ การเดินทางครั้งหนึ่งที่เปลี่ยนทั้งสองคนไปตลอดกาล นิยาย BL จีนโบราณแนว Light-Novel Soft-Romance Feel-Good Mild-NC
ใบไม้ผลิแห่งการเริ่มต้น (The Originated Spring)
“เราเป็นผู้เขียน เธอเป็นผู้ร้อง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทำนองที่กลั่นกรองด้วยรัก”
เกริ่นนำ
ซูจื่ออัน หรือ "อันอัน" คือเสมียนหมู่บ้านเสี่ยวหยุนผู้มีพลังพิเศษตั้งแต่ตกบ่อน้ำลืมลาตอนอายุสิบห้า เขาได้ยินเสียงของผู้ที่ล่วงลับและสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ ชายหนุ่มผู้อ่อนโยน ซื่อตรง และมองทุกสิ่งด้วยความใส่ใจราวกับว่าทุกอย่างล้วนมีความหมาย
หลิงซั่ว คือข้าหลวงพิเศษสืบสวนลับที่รับใช้องค์ชายจิ้นเฉา ชายผู้รูปงาม ฉลาดเฉียบแหลม และเย็นชาจนดูเหมือนไม่สนใจใคร แต่แท้จริงแล้วแอบห่วงใยและปกป้องโดยไม่ยอมรับต่อหน้า
เมื่อคดีวิญญาณในหมู่บ้านเสี่ยวหยุนพาทั้งสองมาพบกัน หลิงซั่วตัดสินใจพาซูจื่ออันออกเดินทาง เพราะเห็นว่าพลังของเขาอาจช่วยงานสืบสวนได้ และ ซูจื่ออันก็ตกลงด้วยเพราะหัวใจที่อยากช่วยเหลือผู้ที่ค้างคาอยู่กับโลก
การเดินทางพาทั้งสองผ่านสถานที่และเหตุการณ์อันหลากหลาย วิญญาณนางโลมที่ถูกฆาตกรรมในเมืองท่า ป่าที่มีจิตวิญญาณพาผู้หลงทางออก แม่น้ำที่ดื่มความทรงจำของผู้ข้ามผ่าน ต้นซากุระป่าที่ขังชาวบ้านไว้ในโลกอีกชั้นเพื่อปกป้องพวกเขาจากโจร ไปจนถึงพระราชวังหลวงที่ซ่อนความลับอำมหิตเกี่ยวกับทหารที่สูญหาย
ตลอดการเดินทาง ซูจื่ออันนำทางด้วยหัวใจที่อยากช่วยเหลือทุกสิ่งที่พบ ส่วนหลิงซั่วเดินตามด้วยมือที่พร้อมปกป้อง ปากที่บอกว่าไม่สนใจแต่ไม่เคยห่างออกไปไกล ทั้งสองเรียนรู้กันทีละน้อย ซูจื่ออันเรียนรู้ว่าหลังที่แข็งแกร่งนั้นซ่อนใจที่เคยเดียวดายมานาน หลิงซั่วเรียนรู้ว่าการถูกดูแลด้วยความจริงใจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว
ความรักระหว่างสองคนไม่ได้มาในชั่วพริบตา แต่งอกขึ้นช้าๆ อย่างมั่นคง จากการที่คนหนึ่งบอกทุกอย่างตรงๆ โดยไม่มีความลับ และอีกคนค่อยๆ เรียนรู้ว่าการพูดสิ่งที่รู้สึกออกมาไม่ใช่เรื่องน่ากลัว จนในคืนที่ดาวเต็มฟ้า ทั้งสองพูดสิ่งที่รู้อยู่มานานออกมาเสียที ว่าต้องการอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่ตลอดไป
The Originated Spring คือเรื่องของสองคนที่เดินทางผ่านโลกของวิญญาณและโลกของคนเป็น แต่การเดินทางที่สำคัญที่สุดคือการเดินทางเข้าหากันเอง ทีละก้าว ทีละวัน จนในที่สุดก็ไม่มีระยะห่างให้ต้องเดินอีกต่อไป
นิยาย BL จีนโบราณแนว Light-Novel Soft-Romance Feel-Good Mild-NC Take-It-Slow
“บางเรื่องราวไม่ได้ถูกเขียนขึ้น แต่ถูกใช้ชีวิตขึ้นมา ผู้เขียนและผู้ร้อง ล้วนเปล่งทำนองเดียวกัน”
..สุสาส์นราคะ..
รายตอนยังไม่ได้ลงค่ะ (มีขาย EBOOK)
EBOOK: MEB/ARNBOOK/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 08.08-11.11)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
บ่อน้ำที่จำชื่อคนตาย และชายหนุ่มที่ลงไปแล้วขึ้นมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่ได้ตามมา
หรือ วันที่พู่กันหนึ่งอันเขียนคำร้องให้คนที่ไม่มีปาก และชายผู้ไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ยินสิ่งที่เขาไม่ควรได้ยิน
"มีคำบางคำที่ต้องใช้ปากคนอื่นพูด มีเรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้มือคนอื่นเขียน และมีชีวิตบางชีวิตที่ต้องรอคนอื่นมาจำ ก่อนที่มันจะได้รับอนุญาตให้จากไปได้
พู่กันหนึ่งอัน หมึกหนึ่งหยด ไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของใจ ที่ยังเปิดรับแม้เวลาโลกบอกว่าอย่า"
ใบไม้ผลิแห่งการเริ่มต้น [The Originated Spring]
เราเป็นผู้เขียน เธอเป็นผู้ร้อง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทำนองที่กลั่นกรองด้วยรัก
หมู่บ้านเสี่ยวหยุน ในฤดูที่หมอกหนาเกินกว่าจะเห็นเส้นทาง
หมู่บ้านเสี่ยวหยุน รุ่งสางของวันที่สามเดือนที่สี่
หมอกในตอนเช้าของเสี่ยวหยุนนั้นไม่เหมือนหมอกที่ไหนในโลก
ไม่ใช่หมอกที่บางและจางเมื่อแสงมา แต่เป็นหมอกที่นั่งทับอยู่กับทุ่งนาราวกับว่าตัวมันเองก็เหนื่อยล้าและต้องการพักผ่อน ห่มคลุมต้นข้าวที่ยังอ่อน ปิดบังทางเดินจิ้นจิ้นหลี่ที่ตัดผ่านหมู่บ้าน และทำให้ควันจากครัวที่เริ่มลอยขึ้นในตอนสี่โมงเช้านั้นดูเหมือนเส้นเงินที่ใครสักคนวาดขึ้นไปบนผืนผ้าไหมสีเทา
เป็นหมอกที่คนเสี่ยวหยุนรู้จักดี เรียกว่า หมอกหลงทาง (迷霧 — หมีหวู่)
เพราะมันไม่รู้ว่าตัวเองต้องการไปไหน แค่นั่งอยู่ที่นั่น
"เหมือนกับคนบางคนในหมู่บ้าน"
ซูจื่ออัน ตื่นขึ้นก่อนไก่ขัน
นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เขาตื่นก่อนไก่ขันมาตั้งแต่อายุสิบห้า ตั้งแต่คืนที่ออกมาจากบ่อน้ำวัดเก่าด้วยร่างกายที่เปียกชุ่มและหัวใจที่เต็มไปด้วยเสียงที่ไม่มีที่มา
เขานอนอยู่บนเสื่อฟางในห้องเล็กๆ ของบ้านไม้สองชั้นที่เขียวขึ้นเป็นสีน้ำตาลแล้วตั้งแต่ตรงไหนก็ไม่รู้ หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่ซ่อมแซมหลายต่อหลายครั้งจนดูเหมือนผ้าปะ มีรอยรั่วตรงมุมซ้ายที่เขาแก้ไม่ได้คนเดียวและวางกะละมังดักน้ำไว้แทน
ข้างๆ เสื่อ พู่กันสี่อัน หมึกแท่งหนึ่ง กระดาษม้วนเก็บในกระบอกไม้ไผ่ และหนังสือบันทึกเล่มหนาที่ปกหนังวัวเก่าซีดจนอ่านชื่อแทบไม่ออก
ซูจื่ออันเอื้อมมือออกไปหยิบพู่กันอันแรก โดยยังไม่ลืมตาสนิทดี
เขาจับมันในแบบที่คนจับสิ่งที่รู้สึกว่าปลอดภัย
รูปร่างของซูจื่ออันนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า "บัณฑิต"
เขาสูงพอสมควร แม้จะเติบโตมาด้วยการช่วยแม่แบกผ้าไปตลาดแต่หุ่นก็ยังบางสมส่วนมีกล้ามเนื้อพองาม แม้ตลอดชีวิตจะนั่งทำงานกลางแจ้งบ่อยครั้งแต่ผิวก็ขาวซีดคล้ายร่างที่ตายแล้ว ชุดผ้าสีขาวซีดเฝื่อนๆ ไม่ใหม่ที่มักมัดหลวมๆ ด้วยเชือกที่หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วต่อกันไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เมื่อมองใครก็มองตรงๆ ในแบบที่คนที่ไม่เคยเรียนมารยาทราชสำนักจะมอง
ไม่ใช่หล่อแบบที่ทำให้คนหัวใจหยุด แต่หล่อน่ารักแบบที่ทำให้คนรู้สึกว่าอยู่กับคนนี้แล้วสบายใจไม่มีพิษมีภัย และหน้าตายังเด็กนัก
ซึ่งในชีวิตจริงนั้น ดีกว่ามาก
เขาลุกขึ้น พับเสื่อ เปิดหน้าต่างไม้บาน
หมอกลอยเข้ามาทันที เย็นและชื้น
"วันนี้มีคนต้องการจดหมายห้าฉบับ" เขาพูดกับตัวเองเบาๆ นับนิ้ว "ชายแก่เฉินกงต้องการส่งข่าวไปหาลูกชายในเมือง หญิงสาวหลินเหมยต้องการเขียนหนังสือหย่ากับสามี ท่านเฒ่าอู่ต้องการทำพินัยกรรม และ—"
เขาหยุด
มองออกไปที่หมอก
"และมีอีกคนที่ไม่ใช่คนเป็นที่รอมาสองวันแล้ว"
ก่อนลงไปข้างล่าง เขาหยิบหนังสือบันทึกขึ้นมาเปิด
หน้าล่าสุดที่เขียนเมื่อคืน ตัวอักษรที่เรียงกันอย่างงดงาม สวยกว่าที่คนในหมู่บ้านนี้ควรจะเขียนได้ ราวกับว่ามีสิ่งหนึ่งในมือเขาที่รู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวมีน้ำหนักเท่าไหร่
"คืนนี้ มีเสียงมา พูดว่ารอมาสองวันแล้ว รอไม่ได้แล้ว บอกชื่อว่าจ้าวอาเหลียน ตายเมื่อสามปีก่อน บาดแผลยังไม่ได้รับการชำระ"
ซูจื่ออันปิดสมุด วางพู่กันลงในกล่องไม้ไผ่
"ข้ารู้แล้ว" เขาพูดกับอากาศ เสียงที่สงบราวกับพูดกับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า "วันนี้จะไปหาข้าวเช้าก่อน แล้วจะฟัง"
ในมุมห้อง อากาศหนาวขึ้นเล็กน้อย
ตลาดเช้าและสิ่งที่ขายไม่ได้
ตลาดเช้าเสี่ยวหยุน สี่โมงเช้า
ตลาดเช้าของเสี่ยวหยุนนั้นไม่ใหญ่ แต่มีชีวิต
แผงผักที่เรียงกันสองแถว ผักตามฤดูกาล ผักกาดขาว บวบ ฟักทองส้มสุก ถั่วฝักยาวที่ยาวจนต้องม้วน หัวไชเท้าที่ใหญ่เกินหน้าเด็ก กองขิงที่กลิ่นฉุนลอยไปถึงปลายตลาด
แผงปลาจากแม่น้ำเฉิงเหอที่อยู่ห่างออกไปสองลี้ ปลาตะเพียน ปลาช่อน กุ้งฝอยที่ยังเขียวกระดิกหนวด
แผงขนมจีบทอดและเต้าหูทอดของป้าหวังที่จัดขึ้นจากตระกร้าไม้ไผ่ สองอย่างนั้นคือสิ่งที่ซูจื่ออันซื้อทุกเช้าเป็นค่าตอบแทนที่ป้าหวังให้เขาเขียนจดหมายฟรีสองฉบับต่อเดือน
"อันอัน!" ป้าหวังเห็นก่อนใคร เสียงดังข้ามตลาด "มาแล้ว วันนี้มีขนมจีบสูตรใหม่นะ ใส่เห็ดหูหนูด้วย ลองดู!"
"ขอบคุณป้าขอรับ" นิ้วเรียวยาวผิดกับคนที่ทำงานหนักมาตลอดของซูจื่ออันรับห่อกระดาษน้ำมันที่ยังร้อนอยู่ ยิ้ม
ยิ้มที่ทำให้มุมตาหยักขึ้นในแบบที่หลายคนในตลาดมองตามโดยไม่รู้ตัว
เขาเดินต่อ หยุดที่แผงผัก
"สวัสดีขอรับอาเฉิน" เขาพูดกับชายอายุห้าสิบที่นั่งพักข้างแผง
"อันอัน" ชายชราพยักหน้า "วันนี้ว่างไหม ลูกข้าจะส่งจดหมายกลับบ้าน อยู่ในเมืองหยุนเฉิง ต้องใช้สำนวนดีๆ หน่อย เขียนว่าจะกลับบ้านเชงเม้ง เพื่อบอกให้ข้าทำข้าวมากๆ"
"ได้ขอรับ บ่ายนี้มาได้เลย"
"แล้วราคา—"
"ฟักทองหนึ่งลูกก็พอ" ซูจื่ออันพูด ชี้ไปที่ฟักทองสีส้มลูกงามที่วางอยู่ข้างหน้า
อาเฉินยิ้ม หยิบฟักทองส่งให้
ซูจื่ออันเดินกลับบ้านพร้อมขนมจีบ เต้าหูทอด ฟักทอง และถุงขิงที่ป้าหวังแถมมาให้ เพราะ "เดี๋ยวหน้าฝนมาอย่าลืมต้มขิงกินด้วยนะ เจ็บป่วยแล้วใครจะเขียนจดหมายให้ทุกคน"
เขาเดินผ่านต้นไทรแก่ที่ขึ้นอยู่กลางหมู่บ้าน รากที่หย้อยลงมาเป็นม่านบางๆ ใบที่เขียวเข้มและเงาในแสงเช้า
บนรากต้นไทรต้นนั้น มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณแปดขวบนั่งอยู่ ชุดขาวที่ซีดจนไม่มีสีแล้ว เท้าที่แกว่งไปมาไม่ถึงพื้น ดวงตาที่มองมาที่ซูจื่ออัน
ซูจื่ออันยิ้มให้เธอ
"สวัสดีน้องหลิน" เขาพูดเบาๆ "วันนี้เร็วมากเลย"
เด็กหญิงไม่พูด แค่มองเขาด้วยดวงตาที่ใสแต่เปล่า ในแบบที่ดวงตาของคนเป็นไม่เปล่าแบบนั้น
"รอก่อนนะ กินข้าวก่อน แล้วจะมาคุย"
เด็กหญิงพยักหน้า
ใบไทรสะบัดเบาๆ ทั้งที่ไม่มีลม
ชาวบ้านที่เดินผ่านต้นไทรในตอนนั้นไม่เห็นอะไร แค่เห็นซูจื่ออันพูดกับตัวเองและยิ้มให้อากาศ ซึ่งทุกคนชินแล้ว
"อันอันพูดกับผีอีกแล้ว" ลุงเว่ยที่เดินตามหลังพึมพำ "เด็กคนนั้นแปลก"
"ก็เขาเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ตกบ่อ" ป้าเหมาตอบ "แต่จิตใจดีนะ จดหมายเขียนดีด้วย ลูกสาวข้าได้สามีดีก็เพราะอันอันเขียนจดหมายสารภาพรักให้เลยนะ"
"นั่นก็จริง"
วิญญาณที่รอมาสามปีและจดหมายที่ไม่มีคนรับ
บ้านของซูจื่ออัน หลังอาหารเช้า
หลังกินขนมจีบหมดครึ่งห่อ เต้าหูทอดหมดสามชิ้น และวางฟักทองไว้บนโต๊ะเพื่อทำแกงในตอนเย็น
ซูจื่ออันหยิบพู่กันขึ้น เปิดสมุดบันทึกใหม่ วางกระดาษสองแผ่นไว้ข้างหน้า
"ตอนนี้ฟังแล้ว" เขาพูด เสียงที่สงบ "ชื่อจ้าวอาเหลียนใช่ไหม บอกได้เลย ข้าจดทุกอย่าง"
อากาศในห้องเย็นลง
แล้วมีเสียง ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน แต่เป็นสิ่งที่ซูจื่ออันรู้สึกได้ในส่วนที่ลึกที่สุดของศีรษะ เหมือนเสียงที่ผ่านน้ำมา เหมือนเสียงที่กรองผ่านอะไรบางอย่างหลายชั้นก่อนจะถึงเขา
"สามปี...รอมาสามปีแล้ว..."
ซูจื่ออันเขียน
เรื่องที่ออกมาทีละชิ้นทีละตอนนั้นไม่ซับซ้อน แต่หนักพอที่จะกดคนคนหนึ่งให้ค้างอยู่ไม่ยอมไป
จ้าวอาเหลียน หญิงอายุยี่สิบสามที่แต่งงานกับลูกชายเจ้าของโรงสีหลี่ หลีต้าจ้าง ชายที่หน้าตาดีแต่ใจต่ำกว่าก้นบ่อ เธอตายจากอุบัติเหตุ "พลัดตกบ่อน้ำ" เมื่อสามปีก่อน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอถูกผลักลงไป และไม่มีใครจะรู้ เพราะพยานคนเดียวคือแมวของเธอที่หายไปในคืนเดียวกัน
สามปีที่ผ่านมา หลีต้าจ้างแต่งงานใหม่ได้ภรรยาคนที่สองที่รวยกว่า ร้านค้าโรงสีเจริญขึ้น และไม่มีใครสนใจว่าหญิงสาวคนหนึ่งตายอย่างไร
"ท่านต้องการอะไร" ซูจื่ออันถามเมื่อฟังจบ เสียงที่นุ่มและตรง "ต้องการให้ใครรู้ความจริง หรือต้องการแค่ให้มีคนฟัง"
ความเงียบ
"อยากให้คนรู้ เขา...เขายังมีชีวิตอยู่ ยังสบายดี ไม่ยุติธรรม"
ซูจื่ออันหยุดเขียน
นั่งนิ่งสักพักหนึ่งด้วยใบหน้าที่สงบแต่ดวงตาที่หนักลงเล็กน้อย
"ได้" เขาพูด "ข้าจะไปหาเจ้าหน้าที่"
ผลที่ได้จากการไปหาเจ้าหน้าที่นั้นคาดเดาได้
ซูจื่ออันเดินกลับบ้านพร้อมรอยแดงที่แขนข้างซ้ายจากการที่เจ้าหน้าที่คว้าและลากออกมา ก้าวเดินที่ช้าลงเล็กน้อย และกระดาษที่เขาเขียนไว้ทั้งหมดที่ถูกขยำทิ้งต่อหน้าเขา
"ไปบอกว่าหลี่ต้าจ้างฆ่าภรรยา?" เจ้าหน้าที่หัวเราะ "แล้วพยานคือใคร วิญญาณเหรอ ไอ้เด็กบ้า!"
ซูจื่ออันเก็บกระดาษขึ้นมาจากพื้น แผ่นที่ยับแล้วสี่แผ่น
ออกมาข้างนอก ยืนอยู่กลางแดดบ่ายที่ร้อน
ถอนหายใจ
"ต้องหาวิธีอื่น" เขาพูดกับอากาศเบาๆ "อดทนอีกหน่อยนะ"
วันที่สาม และชายที่เดินทางผ่าน
หน้าคุกเมืองเล็กติดหมู่บ้าน บ่ายวันที่สาม
เรื่องของลูกชายป้าเจิ้งนั้นอื้อฉาวกว่า
เจิ้งต้าหนิง อายุยี่สิบ ถูกจับในข้อหาฆ่าเจ้าของที่ดิน โฮ่วฝ่าหลิน ที่พบศพในยุ้งข้าวของเขาเอง หลักฐานคือรอยเลือดบนรองเท้าเจิ้งต้าหนิง และการที่เขาอยู่ในละแวกนั้นในคืนเกิดเหตุ
วิญญาณที่มาหาซูจื่ออันเมื่อคืนก่อนไม่ใช่วิญญาณของผู้ตาย แต่เป็นวิญญาณของ แม่เจิ้งต้าหนิง ที่ตายจากอาการหัวใจวายสองวันหลังจากได้ยินข่าวว่าลูกชายถูกจับ
เธอบอกทุกอย่างที่รู้
ว่าคืนนั้นลูกชายเธอไม่ได้อยู่ในละแวกที่ว่า เขาอยู่ที่บ้านป้าเมิ่งซึ่งป่วยหนัก เขาไปช่วยดูแลเพราะป้าเมิ่งไม่มีลูก เขาอยู่ที่นั่นทั้งคืน มีพยาน
แต่ป้าเมิ่งเองก็ป่วยหนักและตอบคำถามไม่ได้ และรอยเลือดบนรองเท้านั้นก็จริง เพียงแต่เป็นเลือดไก่ที่เจิ้งต้าหนิงเชือดเพื่อทำซุปให้ป้าเมิ่ง
"สามวัน" วิญญาณแม่เจิ้งบอก "อีกสามวันจะตัดสิน ช่วยลูกข้าด้วย"
ดังนั้นซูจื่ออันจึงพบตัวเองยืนอยู่หน้าคุกเมืองเล็กในตอนบ่าย ถือกระดาษม้วนสี่แผ่น พยายามพูดกับยามที่ประตูว่าเขามีหลักฐาน
"หลักฐานคือวิญญาณ" ยามพูด
"ใช่ขอรับ แม่ของเจิ้งต้าหนิงบอกว่า—"
"ออกไป"
"แต่ถ้าฟังก่อนแค่—"
"ออกไปก่อนข้า0tเอาไม้ตี!"
ซูจื่ออันถูกผลักออกมา สะดุดขั้นบันไดสูงหน้าคุก หกล้มไปกองบนจิ้นจิ้นหลี่ กระดาษกระเด็น
เขานั่งอยู่อย่างนั้น เก็บกระดาษทีละแผ่น
ไม่โกรธ แต่ใบหน้าที่ปกติยิ้มง่ายนั้นหนักลงเล็กน้อย
"ต้องมีวิธีอื่น" เขาพูดกับตัวเอง หยิบพู่กันขึ้นมา เปิดสมุดบันทึก เริ่มเขียนทบทวนหลักฐานทุกอย่างที่มีตั้งแต่ต้น
"เอกสารนั้น"
เสียงมาจากด้านหลัง เย็น ตรง ไม่มีอารมณ์ แต่ดังพอที่จะทำให้ซูจื่ออันยกหัวขึ้น
ชายยืนอยู่บนถนนดินข้างๆ คุก แต่งกายด้วยชุดเทาเข้มเรียบง่ายที่ดูธรรมดาแต่ผ้าไม่ธรรมดา มีดาบสั้นแขวนที่เอว ข้ามัดสูงด้วยสายผ้าสีดำ
ใบหน้าที่คมและเย็น ดวงตาสีดำเข้มที่มองลงมาที่ซูจื่ออันในแบบที่คนประเมินสิ่งต่างๆ มอง
ซูจื่ออันยังนั่งอยู่บนพื้นดิน มองขึ้นไป
"ฮ่ะ" เขาตอบ
"ให้ข้าดู"
ซูจื่ออันมองชายแปลกหน้าสักพัก ด้วยดวงตาที่ตรงและไม่กลัว
ในชีวิตยี่สิบสองปีที่ผ่านมา เขาพบกับวิญญาณหลายสิบดวง บางตัวน่ากลัวกว่าชายคนนี้มาก
เขาลุกขึ้น ปัดดินออกจากกางเกง ยื่นกระดาษให้
"ช้าชื่อซูจื่ออัน" เขาพูด "เขียนจดหมายและบันทึกเรื่องราวให้ชาวบ้าน"
ชายแปลกหน้ารับกระดาษไปอ่าน ไม่บอกชื่อตัวเอง
ซูจื่ออันก็ไม่ถาม
หลิงซั่ว อ่านกระดาษสี่แผ่นในเวลาสั้นมาก
เขาเดินทางผ่านเสี่ยวหยุนในฐานะ "พ่อค้าผ้าจากเมืองหยุนเฉิง" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สะดวกสำหรับคนที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาคือใคร
คดีโฮ่วฝ่าหลินไม่ใช่เป้าหมายที่เขามาเสี่ยวหยุน แต่เขาเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่บนดินหน้าคุกกับกระดาษกระจัดกระจาย ใบหน้าที่ไม่โกรธแต่นั่งคิด เปิดสมุดบันทึกและเขียนต่อราวกับว่าการล้มไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ทำให้เขาชะลอก้าวลงโดยไม่รู้ตัว
กระดาษที่อ่านอยู่ตอนนี้ สรุปรายละเอียดของคดีอย่างชัดเจน ระบุเส้นทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นสามทาง มีคำถามที่ตั้งไว้แปดข้อที่แต่ละข้อตรงจุด
เขียนโดยคนที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย แต่คิดชัดเจนกว่าเจ้าหน้าที่ครึ่งหนึ่งที่เขาเคยทำงานด้วย
"คนแปลก"
"พยานที่ว่าคือป้าเมิ่ง ยืนยันได้ไหม" หลิงซั่วถาม
"ป้าเมิ่งป่วยหนัก พูดไม่ออก แต่ถ้าถามในแบบที่พยักหน้าได้ก็น่าจะยืนยันได้" ซูจื่ออันตอบ "และรองเท้าที่มีรอยเลือด ถ้าตรวจดูดีๆ จะรู้ว่าเป็นเลือดไก่ไม่ใช่เลือดคน ริ้วเลือดไก่ต่างจากเลือดคนตรงที่—"
"ข้ารู้" หลิงซั่วพูดตัด
ซูจื่ออันหุบปาก
"แล้วทำไมถึงไม่พูดตั้งแต่แรกว่าเป็นเลือดไก่" หลิงซั่วถาม
"พูด แต่ไม่มีใครฟัง" ซูจื่ออันพูดตรง ไม่มีความแค้น แค่เป็นความจริง
หลิงซั่วพับกระดาษคืนให้ คิดอยู่สักพัก
คดีนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเขา
เขามีธุระที่เสี่ยวหยุนอย่างอื่น ไม่ใช่เรื่องนี้
แต่มีบางอย่างในรายละเอียดที่ซูจื่ออันเขียนไว้ที่ทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าไม่จัดการ คนผิดคนหนึ่งจะรอดและคนถูกคนหนึ่งจะตาย และเขาอยู่ตรงนี้พอดี
"สามวัน" เขาพูด
"ฮ่ะ"
"พาข้าไปหาป้าเมิ่ง"
ซูจื่ออันมองเขาสักพัก
"ท่าน ได้โปรดช่วยด้วย" เขาพูด เสียงที่ตรงและไม่แต่งเติม
"ยังไม่รู้ว่าจะช่วยหรือเปล่า" หลิงซั่วพูด "ไปดูก่อน"
ซูจื่ออันพยักหน้า เก็บสมุดบันทึก เดินไปข้างหน้า
หลิงซั่วเดินตาม
ห่างออกไปสามก้าว ในแบบของคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่ากำลังไปกับใครหรือแค่เดินทิศทางเดียวกัน
"หลอกตัวเอง" เขาคิดในใจ แต่ไม่เปลี่ยนก้าวเดิน
ป้าเมิ่ง รอยเลือดไก่ และคืนที่หนาวผิดฤดู
บ้านป้าเมิ่ง เย็นวันเดียวกัน
ป้าเมิ่งอายุเจ็ดสิบ นอนอยู่บนเตียงไม้ที่ขาสั้นมาก หน้าต่างในห้องไม่มีผ้าม่าน มีแค่กระดาษสาที่ขึงไว้ซีดจนแสงบ่ายลอดผ่านได้
หลิงซั่วเข้าไปในห้อง ตรวจสอบทุกอย่างโดยไม่พูด สายตาที่วิ่งรับข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ซูจื่ออันยืนอยู่ที่ประตู ไม่เข้าไปก่อน รอ
"ถามได้" หลิงซั่วพูด
ซูจื่ออันเดินเข้าไป นั่งลงข้างเตียง เอาท่าทางที่นุ่มลง ไม่ใช่การแกล้งทำ แต่เป็นการปรับตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับหญิงชรา
"ป้าเมิ่ง" เขาพูดเบา "ข้าชื่อซูจื่ออัน ลูกชายของป้าเจิ้งที่ป้ารู้จัก เจิ้งต้าหนิงน่ะ ตอนนี้เขามีปัญหา ป้ารู้ไหม"
ป้าเมิ่งขยับเบาๆ
ดวงตาที่เปิดออกมาขุ่นมัวแต่ยังมีความรู้สึก
"ป้าพยักหน้าหรือส่ายหัวได้ไหมขอรับ ไม่ต้องพูด"
พยักหน้าช้าๆ
ซูจื่ออันถามสามคำถาม ป้าเมิ่งพยักหน้าทุกครั้ง
หลิงซั่วเก็บทุกอย่างลงในหัวโดยไม่เขียน
หลิงซั่วออกจากบ้านป้าเมิ่งก่อน ยืนอยู่ข้างนอก มองทิวฟ้าสีส้มที่เริ่มเข้มขึ้น
ซูจื่ออันออกมา ยืนข้างๆ
"ป้าเขาจะเป็นพยานได้ไหม" เขาถาม
"ไม่ในสภาพนี้" หลิงซั่วพูด "แต่ข้าไม่ต้องการพยาน ต้องการหลักฐาน"
"รองเท้าน่ะ ถ้าตรวจสอบ—"
"รู้แล้ว" หลิงซั่วพูด "พรุ่งนี้เช้าข้าจัดการ"
"ท่านทำได้ยังไง ท่านไม่ใช่เจ้าหน้าที่—"
"ข้ามีเรื่องส่วนตัวของตัวเอง" หลิงซั่วพูดตัด ไม่อธิบายเพิ่ม
ซูจื่ออันพยักหน้า ไม่ถามต่อ
ซึ่งทำให้หลิงซั่วแปลกใจเล็กน้อย คนส่วนใหญ่จะถามต่อ
"ท่านจะกินข้าวเย็นที่ไหน" ซูจื่ออันถามแทน เสียงที่เรียบ
"ที่โรงเตี้ยม"
"โรงเตี้ยมในเสี่ยวหยุนอาหารไม่ดี" ซูจื่ออันพูดตรง ไม่โกหก "ถ้าไม่รังเกียจ ข้าทำข้าวได้ มีฟักทองที่ได้มาในตอนเช้าพอดี ต้มกับกระดูกหมูน่าจะดี"
หลิงซั่วมองเขา
สายตาที่อ่านคนออก
ชายตรงหน้าไม่ได้ขอบคุณ ไม่ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์ ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ แค่รู้ว่าอาหารโรงเตี้ยมในหมู่บ้านเล็กๆ อย่างนี้ไม่ดีและบอกตรงๆ
"ได้" หลิงซั่วพูด สั้นๆ
"บ้านข้าอยู่ตรงถนนจิ้นจิ้นหลี่ ต้นไทรใหญ่ บ้านไม้สองชั้น หลังคาหญ้าคา ไม่ต้องขอบคุณ ข้าทำข้าวสองที่อยู่แล้ว ทำสามที่ก็ไม่ต่างกัน"
ซูจื่ออันเดินไปก่อน
หลิงซั่วยืนอยู่สักพัก ก่อนจะเดินตาม
"คนแปลกอะไรแบบนี้" เขาคิดในใจ แต่ยังเดินตาม
"พู่กันหนึ่งอันเขียนชื่อคนตาย เพื่อให้ชื่อนั้นไม่ถูกลืม
มีดหนึ่งเล่มตัดเชือกที่มัดคนผิด เพื่อให้ความจริงออกมา
ทั้งสองสิ่งนั้นทำงานต่างกัน แต่ไปในทิศเดียวกัน
และในเช้าวันหนึ่งที่หมอกหนาจนมองไม่เห็น สองคนที่ไม่รู้จักกันเดินมาอยู่ในแสงเดียวกัน โดยไม่มีใครตั้งใจ แต่ก็ไม่มีใครเดินหนี"
"ผู้ที่ถือพู่กัน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขียนเพื่ออะไร ผู้ที่ร้องเพลง ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าร้องเพื่อใคร แค่ลงพู่กัน แค่เปิดปาก ฤดูใบไม้ผลิ ก็มาเอง"
..สุสาส์นราคะ..