“พาขิม...รายงานตัว : ขิมเป็นทาส มีหน้าที่รับใช้เจ้านายค่ะ”
ชาย-ชาย,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
BDSM|คุณหนูคือทาสของผม“พาขิม...รายงานตัว : ขิมเป็นทาส มีหน้าที่รับใช้เจ้านายค่ะ”
ขิมเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ BDSM จากเว็บไซต์ลับ ๆ ทุกตัวอักษรเหมือนเปิดประตูบานใหม่ในใจ
เขาเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ความเจ็บ” แต่คือเรื่องของ “ความไว้วางใจ”
คือการยอมให้ใครสักคนมีอำนาจเหนือร่างกายและจิตใจ — อย่างสมัครใจ
ในโลกแห่งความจริง เขาไม่มีใคร
แต่ในจินตนาการ เขามี “เจ้านาย”
ใครสักคนที่ไม่ตะคอกใส่เขา ไม่ผลักเขาออก แต่จะมองเขาด้วยสายตาที่ “เห็น” ถึงแม้จะมองว่าเขาคือ "ทาส" แต่ก็ยังมองมา
บางคืน เขาเผลอวาดภาพคนนั้นในหัว
ผู้ชายที่มีเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาคม และน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน
ผู้ชายคนนั้นพูดกับเขาเพียงประโยคเดียวว่า —
> “ตั้งแต่วันนี้... เธอไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว”
เพียงเท่านั้น น้ำตาที่เก็บมานานก็ไหลออกมาอย่างง่ายดาย
ขิมไม่เคยรู้ว่า ความอยาก “ถูกควบคุม” ของเขา ไม่ใช่เพราะอยากเจ็บปวด
แต่เพราะอยากมีใครสักคนที่ “ควบคุมด้วยความรัก”
อยากให้ใครสักคนพูดว่า “อยู่ตรงนี้สิ อย่าหนีไปไหน” แล้วทำให้เขาเชื่อว่าเสียงนั้นจะไม่หายไป
ในวันที่เขาอายุสิบเจ็ด ขิมเริ่มเขียนบันทึกเล่มเล็กไว้ใต้หมอน
ทุกหน้ามีคำเดียวที่เขาเขียนซ้ำ —
> “อยากเป็นของใครสักคน”
> “ถ้ามีใครสักคน ที่มองเห็นฉันในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิตที่ต้องการคำสั่ง’ ไม่ใช่ ‘คนไร้ค่า’ ฉันคงยอมทุกอย่างให้เขาได้”
---------
⚠️ คำเตือนเนื้อหา
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (BDSM)
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยินยอม (Consent) และขอบเขต (Boundary) ระหว่างผู้ควบคุมและผู้ยอมรับ
เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีเจตนาส่งเสริมหรือสนับสนุนพฤติกรรมรุนแรงในชีวิตจริง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
---
> ⚜️ คำเตือน : ข้อตกลงแห่งรหัสที่เจ็ด
นิยายเรื่องนี้ว่าด้วย พันธะ ความไว้วางใจ และการยอมจำนนโดยสมัครใจ (BDSM)
ทุกการกระทำอยู่ภายใต้ “ข้อตกลง” และ “ความยินยอม” ของทั้งสองฝ่าย
โปรดอ่านด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง และเข้าใจว่านี่คือโลกของสัญญา
— The Seventh Code is not about pain, but about trust.
---
🔥 > ❗ คำเตือน : เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ (18+)
เรื่องนี้มีฉากและเนื้อหาว่าด้วยแนว BDSM / เจ้านาย–ทาส / การควบคุมเชิงจิตวิทยา
ทุกความสัมพันธ์ในเรื่องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความยินยอม (Consensual)
โปรดอ่านอย่างมีสติ และอย่านำไปปฏิบัติหากไม่มีความเข้าใจในแนวทางนี้
> ⚠️ หมายเหตุจากผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BDSM (Dom/Sub Relationship)
แต่โครงเรื่องและเหตุการณ์ภายในได้ถูก ดัดแปลงและเพิ่มเติมเพื่อความบันเทิง
ไม่ได้สะท้อนรูปแบบของ BDSM ที่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติจริงทั้งหมด
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และไม่ควรนำไปใช้ในชีวิตจริงโดยไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
> ⚜️ บันทึกจากผู้เขียน
โลกในเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด BDSM —
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความไว้วางใจ และการยินยอม
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดถูก ตีความใหม่ เพื่อให้เหมาะกับแนวนิยาย
โปรดเข้าใจว่านี่คือ “โลกของจินตนาการ”
มิใช่คู่มือหรือภาพแทนของ BDSM ที่ถูกต้องในความเป็นจริง
ถ้าเข้ามาแล้วเจอเนื้อหาที่ไม่ใช่แนว
.. ไม่ถูกใจ
.. หรือกระทบกระเทือนความรู้สึก
..รู้สึกแย่
.. ไม่มีความสุข..
แนะนำให้รีบกดออกโดยด่วน !!!
“แกมันไร้ค่า ขิม ไม่น่าเกิดมาในตระกูลนี้เลย”
“อย่าให้ใครรู้ว่าแกเป็นน้องพวกฉัน”
“พวกฉันไม่มีน้องอย่างแก—อ่อนแอ ไม่น่าเกิดเป็นผู้ชายเลย”
“ขิม รู้ใช่ไหม เมื่อตกลงยินยอมและเซ็นเอกสารแล้ว ขิมคือทาสของฉัน”
“รู้ครับ”
“ฉันเป็นใคร”
“เป็นเจ้านายของขิม”
“ตามข้อตกลง เธอทำตามคำสั่งฉันได้ทุกอย่างใช่ไหม”
“ทำได้ทุกอย่างที่เจ้านายสั่งครับ”
“Safe Word มีกี่สี และแต่ละสีหมายถึงอะไร”
“สามสีครับ…
แดง — หยุด
เหลือง — เบาลง
เขียว — ไปต่อได้”
--------------
เสียงรองเท้าหนังสะท้อนก้องไปทั่วโถงใหญ่ของคฤหาสน์ “ภากรณ์” —ตระกูลที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักธุรกิจประเทศนี้
แต่สำหรับ ขิม พาขิม ภากรณ์ คฤหาสน์หลังนี้ไม่ต่างจากคุกที่มีพรมหนานุ่มและกำแพงทำจากความคาดหวังของคนอื่น
เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีนั่งเงียบอยู่ที่ปลายโต๊ะอาหารยาวเกือบสิบเมตร พ่อของเขา—นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล—นั่งอยู่หัวโต๊ะ ท่ามกลางบรรดาลูกชายทั้งสี่คนที่ต่างประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทุกคนสวมสูทเข้ารูป พูดถึงตัวเลข หุ้น และกำไรด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
มีเพียง “ขิม” ที่นั่งฟังเงียบ ๆ เหมือนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบทสนทนาเดียวกัน
> “แกจะเรียนไปทำไมสาขานั่น มันไม่มีประโยชน์กับธุรกิจของบ้านเรา”
“อยากทำอะไรก็ทำ แต่ไม่ต้องเอานามสกุลฉันไปใช้ให้เปลืองหรอก”
คำพูดเหล่านั้นแทงซ้ำรอยเดิมในใจจนชา
เขาเคยชินกับการถูกมองว่า “เกินจำเป็น” —เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีใครต้องการแต่ยังไม่ได้เอาออก
ความกลัวที่ยิ่งตอกย้ำว่า เขาไม่มีที่พึ่ง ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขาเลยจริง ๆ
หลังมื้ออาหาร พี่ชายคนโตเดินผ่าน กระซิบเยาะหยันข้างหู
> “อย่าให้ใครรู้ว่าแกเป็นน้องฉันนะ มันขายหน้า”
ประโยคนั้นลอยวนอยู่ในหัวขิมไม่รู้จบ จนเขาเรียนรู้จะยิ้มรับโดยไม่ตอบ เพราะทุกคำตอบมักจบลงด้วยคำว่า “เถียงทำไม หุบปากแกไปเลย”
พี่ชายทั้งสี่คนล้วนเกลียดเขาอย่างไม่ปิดบัง
รูปร่างบอบบางและใบหน้าที่ละมุนละไมซึ่งถอดแบบมาจากแม่ กลายเป็นเพียง “เหตุผลรอง” ของความเกลียดชังนั้น —
เหตุผลหลักคือเลือดในกายของเขา เป็นเลือดของผู้หญิงที่โลกเรียกว่า “เมียน้อย”
แม่ของเขาเป็นคนที่สองที่พ่อรับเข้ามาอยู่ในบ้าน ในวันที่เธอกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน — วันที่ทำให้บ้านทั้งหลังปั่นป่วนและเย็นชาลงในคราวเดียว
แม่ของพี่ ๆ โกรธจนตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยแววที่ทั้งเจ็บทั้งสิ้นหวัง ก่อนจะขับรถออกจากบ้านในคืนนั้นท่ามกลางสายฝน
รถคันนั้นพลิกคว่ำกลางถนนเปียก เธอต้องอยู่ในห้องไอซียูนานเกือบเดือน ก่อนจะสิ้นใจไปอย่างเดียวดาย
ตั้งแต่นั้นมา เขา—ลูกของคนที่สอง—กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ต้นเหตุ”
เพียงแค่ลมหายใจของเขาก็เหมือนคำเตือนถึงความสูญเสียที่ครอบครัวนี้ไม่เคยให้อภัย
ขิมอายุน้อยกว่าพี่ชายร่วมสิบปี
ในครอบครัวทั่วไป น้องคนเล็กอาจเป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคน
แต่ไม่ใช่ที่นี่
สำหรับบ้านนี้ เขาเป็นเพียงเงา — เงาของความผิดพลาดในอดีต เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
สายตาทุกคู่มองผ่านเขา เหมือนไม่เห็นตัวตนอยู่ในอากาศเดียวกัน
เขารู้ว่าพ่อรักแม่ของเขา... รักมากเกินไปจนกลายเป็นความผิด
แต่ขณะเดียวกัน พ่อก็เกลียดลูกชายที่เกิดจากความรักนั้นสุดหัวใจ
เพราะเขาคือ “จุดด่าง” ของตระกูล
ใบหน้าที่อ่อนโยน ผิวที่ขาวจัด และรูปร่างที่ดูบอบบางผิดจากพี่ชายทั้งสี่คน
คือสิ่งที่พ่อไม่อาจทนมองได้
ทุกครั้งที่สายตาสบกัน คำพูดเดิมจะถูกขว้างออกมาอย่างไร้เยื่อใย
> “แกนี่มันขัดหูขัดตาฉันจริง ๆ ไปให้พ้นหน้าฉัน!”
คำพูดนั้นเหมือนถูกจารด้วยเหล็กร้อนในใจขิม จนเวลาผ่านไปนับปี เขายังจำได้แม่น ทั้งเสียง ทั้งแววตา และความเย็นเยียบที่ตามมา
"พาขวัญ" แม่ของขิมเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนจนแทบจะโปร่งแสง
รอยยิ้มของเธอสวย แต่ในดวงตานั้นมีบางสิ่งแฝงอยู่เสมอ —
บางสิ่งที่เรียกว่า “ความกลัว”
เธอไม่เคยพูดถึงอดีต ไม่เคยเอ่ยชื่อผู้หญิงอีกคนตรง ๆ
เวลาขิมถามว่า “แม่เคยมีเพื่อนมั้ยครับ?”
แม่จะยิ้มอ่อน แล้วตอบเบา ๆ ว่า “แม่มี... แต่เขาอยู่ไกลมาก”
ขิมไม่เข้าใจตอนนั้น
จนกระทั่งเขาโตพอจะฟังคำคนในบ้าน ที่กระซิบเรียกแม่ของเขาว่า “คนที่แย่งพ่อมา”
แม่ของขิมไม่เคยโต้เถียง ไม่เคยปฏิเสธ
ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด เธอจะก้มหน้ารับเงียบ ๆ
เสียงฝ่ามือที่กระทบโต๊ะ เสียงแก้วแตก หรือคำด่าทอจากคนใช้ที่เข้าข้างภรรยาเก่า —
ไม่มีสิ่งใดทำให้เธอปริปากเถียง
แม่รักพ่อ... มากจนกลายเป็นความกลัว
กลัววันหนึ่งเขาจะจากไป กลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ลำพังในบ้านที่ไม่มีใครต้องการ
เธอเป็นผู้หญิงที่ใช้ทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า —
แต่ในสายตาของทุกคน เธอกลับเป็นเพียง “เงา” ของผู้หญิงที่ตายไปแล้ว
ขิมมักจะเห็นแม่ร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องนอน
น้ำตาของเธอไม่เคยดังสักหยด
เธอมักนั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียง มือกำเสื้อของเขาแน่นราวกับกลัวมันจะหายไป
ตอนขิมยังเด็ก เขามักวิ่งไปเช็ดน้ำตาให้แม่ แล้วพูดว่า
> “แม่อย่าร้องนะครับ ขิมจะอยู่กับแม่เอง”
เธอจะหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วกอดเขาแน่น
> “แม่ไม่ได้ร้องเพราะเสียใจจ้ะ แม่ร้องเพราะดีใจที่มีขิม”
แต่ยิ่งโต เขายิ่งรู้ว่าไม่จริง
น้ำตานั้นไม่ได้มาจากความดีใจ แต่มาจาก “ความเจ็บ” ที่ไม่เคยหาย
แม่ไม่ใช่ที่พึ่งของขิม เธอรักเขา แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้อง
เวลาพ่อพูดเสียงดัง เธอจะรีบหันมาส่งสัญญาณให้เขาเงียบ
เวลาพี่ชายพูดจาเหยียด เธอจะเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วจับแขนลูกชายแน่น
“อย่าพูดตอบนะขิม... เดี๋ยวทุกอย่างจะจบ”
แต่ “ทุกอย่าง” ไม่เคยจบ
จนวันหนึ่ง แม่ป่วยหนักเพราะความเครียดสะสม
ขิมยังจำได้ดี วันที่เธอล้มลงตรงบันได ร่างเล็กนั้นเย็นเฉียบในอ้อมแขนของเขา
เขาร้องเรียกพ่อ แต่ไม่มีใครตอบ
จากวันนั้น ขิมไม่เคยร้องไห้ออกเสียงอีกเลย
เพราะเขารู้ — ไม่มีใครฟังอยู่จริง
---
เสียงพ่อยังดังก้องในหัว
> “แกมันขัดหูขัดตาฉันจริง ๆ ไปให้พ้นหน้าฉัน!”
และในความเงียบหลังคำพูดนั้น เสียงแม่ก็ยังแว่วมาเสมอ
> “อย่าโกรธใครเลยลูก... คนที่เขาไม่รักเรา เขาแค่ไม่เห็นค่า ไม่ใช่ไม่เห็นใจ”
ขิมจำทั้งสองเสียงไว้ในใจ
เสียงหนึ่งคือรอยแผล
อีกเสียงคือรอยยิ้มสุดท้ายของแม่ที่เขารักที่สุดในชีวิต
ขิมโตขึ้นในบ้านที่เต็มไปด้วยเสียง — แต่ไม่มีเสียงใดพูดกับเขา
พี่ชายทั้งสี่คนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ชัดเจน มั่นคง และเป็นที่ภาคภูมิของตระกูล
ส่วนเขา... เป็นเพียงเงาที่เดินผ่านในห้องโถงโดยไม่มีใครเอ่ยชื่อ
เวลาผ่านจากวัยเด็กสู่วัยมัธยมเหมือนแค่การเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ใช่การเติบโต
ขิมเรียนดี แต่ไม่เคยถูกชม
เขาชนะประกวด เขียนเรียงความได้รางวัล แต่ไม่มีใครถามว่า “ดีใจไหม”
พ่อแค่พยักหน้าเฉย ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงพี่ชายคนโตที่เพิ่งได้ตำแหน่งใหม่ในบริษัท
บางครั้งขิมแอบคิดว่า... ถ้าเขาหายไป จะมีใครบ้างที่รู้?
แม่จากไปแล้ว พ่อมองผ่าน เขาจึงเริ่มหันไปหาความอบอุ่นจากโลกอื่น — โลกในตัวหนังสือ
หนังสือที่เขาชอบอ่านไม่ใช่เรื่องรักหวานหรือแฟนตาซีเหมือนเพื่อน
แต่เป็นเรื่องที่มี “อำนาจ” “การควบคุม” “การยอมจำนน”
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกอบอุ่นเวลาตัวละครในเรื่องถูกสั่ง — ถูกมอง — หรือถูกจับให้ทำในสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครเห็น “ตัวตน” ของเขา
ขิมเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ BDSM จากเว็บไซต์ลับ ๆ ทุกตัวอักษรเหมือนเปิดประตูบานใหม่ในใจ เขาเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ความเจ็บ” แต่คือเรื่องของ “ความไว้วางใจ” คือการยอมให้ใครสักคนมีอำนาจเหนือร่างกายและจิตใจ — อย่างสมัครใจ
ในโลกแห่งความจริง เขาไม่มีใคร
แต่ในจินตนาการ เขามี “เจ้านาย”
ใครสักคนที่ไม่ตะคอกใส่เขา ไม่ผลักเขาออก แต่จะมองเขาด้วยสายตาที่ “เห็น” ถึงแม้จะมองว่าเขาคือ "ทาส" แต่ก็ยังมองมา
บางคืน เขาเผลอวาดภาพคนนั้นในหัว
ผู้ชายที่มีเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาคม และน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน
ผู้ชายคนนั้นพูดกับเขาเพียงประโยคเดียวว่า —
> “ตั้งแต่วันนี้... เธอไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว”
เพียงเท่านั้น น้ำตาที่เก็บมานานก็ไหลออกมาอย่างง่ายดาย
ขิมไม่เคยรู้ว่า ความอยาก “ถูกควบคุม” ของเขา ไม่ใช่เพราะอยากเจ็บปวด
แต่เพราะอยากมีใครสักคนที่ “ควบคุมด้วยความรัก”
อยากให้ใครสักคนพูดว่า “อยู่ตรงนี้สิ อย่าหนีไปไหน” แล้วทำให้เขาเชื่อว่าเสียงนั้นจะไม่หายไป
ในวันที่เขาอายุสิบเจ็ด ขิมเริ่มเขียนบันทึกเล่มเล็กไว้ใต้หมอน
ทุกหน้ามีคำเดียวที่เขาเขียนซ้ำ —
> “อยากเป็นของใครสักคน”
---------
คืนวันผ่านไปในห้องเงียบ ที่มีเพียงแสงจากโคมไฟบนโต๊ะหนังสือ
หนังสือเรียงรายเต็มชั้น แต่มีเพียงหมวดหนึ่งที่เขาอ่านซ้ำ—จิตวิทยา ความสัมพันธ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับ การยินยอมและการควบคุม
เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มเมื่อไร แต่ทุกครั้งที่ได้อ่านเรื่องของ “คนที่ยอมจำนนเพราะไว้วางใจ” หัวใจของเขากลับเต้นแรงราวกับเจอสิ่งที่หายไปทั้งชีวิต
เขาไม่ได้อยากถูกทำร้าย
เขาแค่อยากมีใครสักคนที่ “สั่ง” เขาเพราะเห็นคุณค่าในตัวเขา
ไม่ใช่เพราะอยากลดค่าเขาให้ต่ำลง
บางคืนเขาจดบันทึกไว้ในสมุดที่ซ่อนใต้หมอน
> “ถ้ามีใครสักคน ที่มองเห็นฉันในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิตที่ต้องการคำสั่ง’ ไม่ใช่ ‘คนไร้ค่า’ ฉันคงยอมทุกอย่างให้เขาได้”
เสียงสายฝนเคาะกระจกในคืนหนึ่ง ขณะที่เขาเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อหนีความคิดเหล่านั้น มือเรียวพิมพ์สุ่ม จนเข้าไปเจอเว็บบอร์ดลับแห่งหนึ่งที่พูดถึง BDSM
โพสต์หนึ่งสะดุดตา
> “DOM ชื่อ คราม รับ SUB ชาย อายุ 20–24 ปี ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ แต่ต้องมีใจยอมจริง จะได้รับการฝึกและดูแลตามกติกา อย่างปลอดภัย และเท่าเทียม”
หัวใจขิมเต้นแรงราวกับโลกทั้งใบหายไปเหลือเพียงหน้าจอแสงฟ้า
เขาอ่านซ้ำไปมาหลายครั้ง
มือสั่น แต่ก็คลิก “สมัคร”
เขากรอกข้อมูลไปอย่างลังเล แต่เมื่อกด “ส่ง” เสียงเตือนดังติ๊ง—แจ้งว่าแบบฟอร์มถูกส่งสำเร็จ
ช่วงวินาทีนั้น ขิมไม่รู้ว่าเพราะอะไร น้ำตาเขาถึงไหลออกมาเงียบ ๆ
อาจเพราะกลัว อาจเพราะดีใจที่อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เขาเลือก “ยอม” ด้วยตัวเอง
ไม่ใช่เพราะถูกใครบังคับให้ยอม
เขาหลับไปทั้งน้ำตา โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ชายชื่อ “คราม” จะปรากฏตัวในชีวิตจริงของเขา
ในฐานะ “บอดี้การ์ด” ที่พ่อเพิ่งว่าจ้างมา
และนั่น คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
---
> EP 2 – บอดี้การ์ดคนใหม่
“ตั้งแต่วันนี้ นายคามินจะเป็นบอดี้การ์ดของแก หน้าที่ของเขาคือควบคุมแกในทุกเรื่อง จำไว้ ขิม—ควบคุม ไม่ใช่ปกป้อง”