“พาขิม...รายงานตัว : ขิมเป็นทาส มีหน้าที่รับใช้เจ้านายค่ะ”

BDSM|คุณหนูคือทาสของผม - ep.1 คุณหนูพาขิม โดย ดีนัวร์ ดาร์ก @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

BDSM|คุณหนูคือทาสของผม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส

รายละเอียด

BDSM|คุณหนูคือทาสของผม โดย ดีนัวร์ ดาร์ก @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“พาขิม...รายงานตัว : ขิมเป็นทาส มีหน้าที่รับใช้เจ้านายค่ะ”

ผู้แต่ง

ดีนัวร์ ดาร์ก

เรื่องย่อ



ขิมเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ BDSM จากเว็บไซต์ลับ ๆ ทุกตัวอักษรเหมือนเปิดประตูบานใหม่ในใจ


เขาเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ความเจ็บ” แต่คือเรื่องของ “ความไว้วางใจ”


คือการยอมให้ใครสักคนมีอำนาจเหนือร่างกายและจิตใจ — อย่างสมัครใจ

ในโลกแห่งความจริง เขาไม่มีใคร

แต่ในจินตนาการ เขามี “เจ้านาย”

ใครสักคนที่ไม่ตะคอกใส่เขา ไม่ผลักเขาออก แต่จะมองเขาด้วยสายตาที่ “เห็น” ถึงแม้จะมองว่าเขาคือ "ทาส" แต่ก็ยังมองมา 


บางคืน เขาเผลอวาดภาพคนนั้นในหัว

ผู้ชายที่มีเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาคม และน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน

ผู้ชายคนนั้นพูดกับเขาเพียงประโยคเดียวว่า —


> “ตั้งแต่วันนี้... เธอไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว”


เพียงเท่านั้น น้ำตาที่เก็บมานานก็ไหลออกมาอย่างง่ายดาย

ขิมไม่เคยรู้ว่า ความอยาก “ถูกควบคุม” ของเขา ไม่ใช่เพราะอยากเจ็บปวด

แต่เพราะอยากมีใครสักคนที่ “ควบคุมด้วยความรัก”

อยากให้ใครสักคนพูดว่า “อยู่ตรงนี้สิ อย่าหนีไปไหน” แล้วทำให้เขาเชื่อว่าเสียงนั้นจะไม่หายไป

ในวันที่เขาอายุสิบเจ็ด ขิมเริ่มเขียนบันทึกเล่มเล็กไว้ใต้หมอน

ทุกหน้ามีคำเดียวที่เขาเขียนซ้ำ —

> “อยากเป็นของใครสักคน”

 > “ถ้ามีใครสักคน ที่มองเห็นฉันในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิตที่ต้องการคำสั่ง’ ไม่ใช่ ‘คนไร้ค่า’ ฉันคงยอมทุกอย่างให้เขาได้”

                       ---------


⚠️ คำเตือนเนื้อหา

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (BDSM)

ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยินยอม (Consent) และขอบเขต (Boundary) ระหว่างผู้ควบคุมและผู้ยอมรับ

เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีเจตนาส่งเสริมหรือสนับสนุนพฤติกรรมรุนแรงในชีวิตจริง

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

---


> ⚜️ คำเตือน : ข้อตกลงแห่งรหัสที่เจ็ด

นิยายเรื่องนี้ว่าด้วย พันธะ ความไว้วางใจ และการยอมจำนนโดยสมัครใจ (BDSM)

ทุกการกระทำอยู่ภายใต้ “ข้อตกลง” และ “ความยินยอม” ของทั้งสองฝ่าย

โปรดอ่านด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง และเข้าใจว่านี่คือโลกของสัญญา

— The Seventh Code is not about pain, but about trust.

---

🔥 > ❗ คำเตือน : เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ (18+)


เรื่องนี้มีฉากและเนื้อหาว่าด้วยแนว BDSM / เจ้านาย–ทาส / การควบคุมเชิงจิตวิทยา

ทุกความสัมพันธ์ในเรื่องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความยินยอม (Consensual)

โปรดอ่านอย่างมีสติ และอย่านำไปปฏิบัติหากไม่มีความเข้าใจในแนวทางนี้


> ⚠️ หมายเหตุจากผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BDSM (Dom/Sub Relationship)

แต่โครงเรื่องและเหตุการณ์ภายในได้ถูก ดัดแปลงและเพิ่มเติมเพื่อความบันเทิง

ไม่ได้สะท้อนรูปแบบของ BDSM ที่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติจริงทั้งหมด

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และไม่ควรนำไปใช้ในชีวิตจริงโดยไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง


> ⚜️ บันทึกจากผู้เขียน

โลกในเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด BDSM —

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความไว้วางใจ และการยินยอม

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดถูก ตีความใหม่ เพื่อให้เหมาะกับแนวนิยาย

โปรดเข้าใจว่านี่คือ “โลกของจินตนาการ”

มิใช่คู่มือหรือภาพแทนของ BDSM ที่ถูกต้องในความเป็นจริง


ถ้าเข้ามาแล้วเจอเนื้อหาที่ไม่ใช่แนว

.. ไม่ถูกใจ

.. หรือกระทบกระเทือนความรู้สึก

..รู้สึกแย่

.. ไม่มีความสุข..

 แนะนำให้รีบกดออกโดยด่วน !!!

สารบัญ

BDSM|คุณหนูคือทาสของผม-ep.1 คุณหนูพาขิม

เนื้อหา

ep.1 คุณหนูพาขิม

“แกมันไร้ค่า ขิม ไม่น่าเกิดมาในตระกูลนี้เลย”

“อย่าให้ใครรู้ว่าแกเป็นน้องพวกฉัน”

“พวกฉันไม่มีน้องอย่างแก—อ่อนแอ ไม่น่าเกิดเป็นผู้ชายเลย”




“ขิม รู้ใช่ไหม เมื่อตกลงยินยอมและเซ็นเอกสารแล้ว ขิมคือทาสของฉัน”

“รู้ครับ”

“ฉันเป็นใคร”

“เป็นเจ้านายของขิม”

“ตามข้อตกลง เธอทำตามคำสั่งฉันได้ทุกอย่างใช่ไหม”

“ทำได้ทุกอย่างที่เจ้านายสั่งครับ”

“Safe Word มีกี่สี และแต่ละสีหมายถึงอะไร”

“สามสีครับ…

แดง — หยุด

เหลือง — เบาลง

เขียว — ไปต่อได้”

--------------


เสียงรองเท้าหนังสะท้อนก้องไปทั่วโถงใหญ่ของคฤหาสน์ “ภากรณ์” —ตระกูลที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักธุรกิจประเทศนี้

แต่สำหรับ ขิม พาขิม ภากรณ์ คฤหาสน์หลังนี้ไม่ต่างจากคุกที่มีพรมหนานุ่มและกำแพงทำจากความคาดหวังของคนอื่น

เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีนั่งเงียบอยู่ที่ปลายโต๊ะอาหารยาวเกือบสิบเมตร พ่อของเขา—นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล—นั่งอยู่หัวโต๊ะ ท่ามกลางบรรดาลูกชายทั้งสี่คนที่ต่างประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทุกคนสวมสูทเข้ารูป พูดถึงตัวเลข หุ้น และกำไรด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

มีเพียง “ขิม” ที่นั่งฟังเงียบ ๆ เหมือนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบทสนทนาเดียวกัน

> “แกจะเรียนไปทำไมสาขานั่น มันไม่มีประโยชน์กับธุรกิจของบ้านเรา”

“อยากทำอะไรก็ทำ แต่ไม่ต้องเอานามสกุลฉันไปใช้ให้เปลืองหรอก”

คำพูดเหล่านั้นแทงซ้ำรอยเดิมในใจจนชา

เขาเคยชินกับการถูกมองว่า “เกินจำเป็น” —เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีใครต้องการแต่ยังไม่ได้เอาออก

ความกลัวที่ยิ่งตอกย้ำว่า เขาไม่มีที่พึ่ง ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขาเลยจริง ๆ

หลังมื้ออาหาร พี่ชายคนโตเดินผ่าน กระซิบเยาะหยันข้างหู

> “อย่าให้ใครรู้ว่าแกเป็นน้องฉันนะ มันขายหน้า”


ประโยคนั้นลอยวนอยู่ในหัวขิมไม่รู้จบ จนเขาเรียนรู้จะยิ้มรับโดยไม่ตอบ เพราะทุกคำตอบมักจบลงด้วยคำว่า “เถียงทำไม หุบปากแกไปเลย”

พี่ชายทั้งสี่คนล้วนเกลียดเขาอย่างไม่ปิดบัง

รูปร่างบอบบางและใบหน้าที่ละมุนละไมซึ่งถอดแบบมาจากแม่ กลายเป็นเพียง “เหตุผลรอง” ของความเกลียดชังนั้น —

เหตุผลหลักคือเลือดในกายของเขา เป็นเลือดของผู้หญิงที่โลกเรียกว่า “เมียน้อย”

แม่ของเขาเป็นคนที่สองที่พ่อรับเข้ามาอยู่ในบ้าน ในวันที่เธอกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน — วันที่ทำให้บ้านทั้งหลังปั่นป่วนและเย็นชาลงในคราวเดียว

แม่ของพี่ ๆ โกรธจนตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยแววที่ทั้งเจ็บทั้งสิ้นหวัง ก่อนจะขับรถออกจากบ้านในคืนนั้นท่ามกลางสายฝน

รถคันนั้นพลิกคว่ำกลางถนนเปียก เธอต้องอยู่ในห้องไอซียูนานเกือบเดือน ก่อนจะสิ้นใจไปอย่างเดียวดาย

ตั้งแต่นั้นมา เขา—ลูกของคนที่สอง—กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ต้นเหตุ”

เพียงแค่ลมหายใจของเขาก็เหมือนคำเตือนถึงความสูญเสียที่ครอบครัวนี้ไม่เคยให้อภัย

ขิมอายุน้อยกว่าพี่ชายร่วมสิบปี

ในครอบครัวทั่วไป น้องคนเล็กอาจเป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคน

แต่ไม่ใช่ที่นี่

สำหรับบ้านนี้ เขาเป็นเพียงเงา — เงาของความผิดพลาดในอดีต เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

สายตาทุกคู่มองผ่านเขา เหมือนไม่เห็นตัวตนอยู่ในอากาศเดียวกัน

เขารู้ว่าพ่อรักแม่ของเขา... รักมากเกินไปจนกลายเป็นความผิด

แต่ขณะเดียวกัน พ่อก็เกลียดลูกชายที่เกิดจากความรักนั้นสุดหัวใจ

เพราะเขาคือ “จุดด่าง” ของตระกูล

ใบหน้าที่อ่อนโยน ผิวที่ขาวจัด และรูปร่างที่ดูบอบบางผิดจากพี่ชายทั้งสี่คน

คือสิ่งที่พ่อไม่อาจทนมองได้

ทุกครั้งที่สายตาสบกัน คำพูดเดิมจะถูกขว้างออกมาอย่างไร้เยื่อใย


> “แกนี่มันขัดหูขัดตาฉันจริง ๆ ไปให้พ้นหน้าฉัน!”


คำพูดนั้นเหมือนถูกจารด้วยเหล็กร้อนในใจขิม จนเวลาผ่านไปนับปี เขายังจำได้แม่น ทั้งเสียง ทั้งแววตา และความเย็นเยียบที่ตามมา


"พาขวัญ" แม่ของขิมเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนจนแทบจะโปร่งแสง

รอยยิ้มของเธอสวย แต่ในดวงตานั้นมีบางสิ่งแฝงอยู่เสมอ —

บางสิ่งที่เรียกว่า “ความกลัว”

เธอไม่เคยพูดถึงอดีต ไม่เคยเอ่ยชื่อผู้หญิงอีกคนตรง ๆ

เวลาขิมถามว่า “แม่เคยมีเพื่อนมั้ยครับ?”

แม่จะยิ้มอ่อน แล้วตอบเบา ๆ ว่า “แม่มี... แต่เขาอยู่ไกลมาก”

ขิมไม่เข้าใจตอนนั้น

จนกระทั่งเขาโตพอจะฟังคำคนในบ้าน ที่กระซิบเรียกแม่ของเขาว่า “คนที่แย่งพ่อมา”

แม่ของขิมไม่เคยโต้เถียง ไม่เคยปฏิเสธ

ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด เธอจะก้มหน้ารับเงียบ ๆ

เสียงฝ่ามือที่กระทบโต๊ะ เสียงแก้วแตก หรือคำด่าทอจากคนใช้ที่เข้าข้างภรรยาเก่า —

ไม่มีสิ่งใดทำให้เธอปริปากเถียง

แม่รักพ่อ... มากจนกลายเป็นความกลัว

กลัววันหนึ่งเขาจะจากไป กลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ลำพังในบ้านที่ไม่มีใครต้องการ

เธอเป็นผู้หญิงที่ใช้ทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า —

แต่ในสายตาของทุกคน เธอกลับเป็นเพียง “เงา” ของผู้หญิงที่ตายไปแล้ว

ขิมมักจะเห็นแม่ร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องนอน

น้ำตาของเธอไม่เคยดังสักหยด

เธอมักนั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียง มือกำเสื้อของเขาแน่นราวกับกลัวมันจะหายไป

ตอนขิมยังเด็ก เขามักวิ่งไปเช็ดน้ำตาให้แม่ แล้วพูดว่า

> “แม่อย่าร้องนะครับ ขิมจะอยู่กับแม่เอง”

เธอจะหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วกอดเขาแน่น

> “แม่ไม่ได้ร้องเพราะเสียใจจ้ะ แม่ร้องเพราะดีใจที่มีขิม”

แต่ยิ่งโต เขายิ่งรู้ว่าไม่จริง

น้ำตานั้นไม่ได้มาจากความดีใจ แต่มาจาก “ความเจ็บ” ที่ไม่เคยหาย

แม่ไม่ใช่ที่พึ่งของขิม เธอรักเขา แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้อง

เวลาพ่อพูดเสียงดัง เธอจะรีบหันมาส่งสัญญาณให้เขาเงียบ

เวลาพี่ชายพูดจาเหยียด เธอจะเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วจับแขนลูกชายแน่น

“อย่าพูดตอบนะขิม... เดี๋ยวทุกอย่างจะจบ”

แต่ “ทุกอย่าง” ไม่เคยจบ

จนวันหนึ่ง แม่ป่วยหนักเพราะความเครียดสะสม

ขิมยังจำได้ดี วันที่เธอล้มลงตรงบันได ร่างเล็กนั้นเย็นเฉียบในอ้อมแขนของเขา

เขาร้องเรียกพ่อ แต่ไม่มีใครตอบ

จากวันนั้น ขิมไม่เคยร้องไห้ออกเสียงอีกเลย

เพราะเขารู้ — ไม่มีใครฟังอยู่จริง

---

เสียงพ่อยังดังก้องในหัว

> “แกมันขัดหูขัดตาฉันจริง ๆ ไปให้พ้นหน้าฉัน!”

และในความเงียบหลังคำพูดนั้น เสียงแม่ก็ยังแว่วมาเสมอ

> “อย่าโกรธใครเลยลูก... คนที่เขาไม่รักเรา เขาแค่ไม่เห็นค่า ไม่ใช่ไม่เห็นใจ”


ขิมจำทั้งสองเสียงไว้ในใจ

เสียงหนึ่งคือรอยแผล

อีกเสียงคือรอยยิ้มสุดท้ายของแม่ที่เขารักที่สุดในชีวิต

ขิมโตขึ้นในบ้านที่เต็มไปด้วยเสียง — แต่ไม่มีเสียงใดพูดกับเขา

พี่ชายทั้งสี่คนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ชัดเจน มั่นคง และเป็นที่ภาคภูมิของตระกูล

ส่วนเขา... เป็นเพียงเงาที่เดินผ่านในห้องโถงโดยไม่มีใครเอ่ยชื่อ

เวลาผ่านจากวัยเด็กสู่วัยมัธยมเหมือนแค่การเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ใช่การเติบโต

ขิมเรียนดี แต่ไม่เคยถูกชม

เขาชนะประกวด เขียนเรียงความได้รางวัล แต่ไม่มีใครถามว่า “ดีใจไหม”

พ่อแค่พยักหน้าเฉย ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงพี่ชายคนโตที่เพิ่งได้ตำแหน่งใหม่ในบริษัท

บางครั้งขิมแอบคิดว่า... ถ้าเขาหายไป จะมีใครบ้างที่รู้?

แม่จากไปแล้ว พ่อมองผ่าน เขาจึงเริ่มหันไปหาความอบอุ่นจากโลกอื่น — โลกในตัวหนังสือ


หนังสือที่เขาชอบอ่านไม่ใช่เรื่องรักหวานหรือแฟนตาซีเหมือนเพื่อน

แต่เป็นเรื่องที่มี “อำนาจ” “การควบคุม” “การยอมจำนน”

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกอบอุ่นเวลาตัวละครในเรื่องถูกสั่ง — ถูกมอง — หรือถูกจับให้ทำในสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครเห็น “ตัวตน” ของเขา

ขิมเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ BDSM จากเว็บไซต์ลับ ๆ ทุกตัวอักษรเหมือนเปิดประตูบานใหม่ในใจ เขาเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ความเจ็บ” แต่คือเรื่องของ “ความไว้วางใจ” คือการยอมให้ใครสักคนมีอำนาจเหนือร่างกายและจิตใจ — อย่างสมัครใจ

ในโลกแห่งความจริง เขาไม่มีใคร

แต่ในจินตนาการ เขามี “เจ้านาย”

ใครสักคนที่ไม่ตะคอกใส่เขา ไม่ผลักเขาออก แต่จะมองเขาด้วยสายตาที่ “เห็น” ถึงแม้จะมองว่าเขาคือ "ทาส" แต่ก็ยังมองมา 

บางคืน เขาเผลอวาดภาพคนนั้นในหัว

ผู้ชายที่มีเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาคม และน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน

ผู้ชายคนนั้นพูดกับเขาเพียงประโยคเดียวว่า —

> “ตั้งแต่วันนี้... เธอไม่ต้องเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว”

เพียงเท่านั้น น้ำตาที่เก็บมานานก็ไหลออกมาอย่างง่ายดาย

ขิมไม่เคยรู้ว่า ความอยาก “ถูกควบคุม” ของเขา ไม่ใช่เพราะอยากเจ็บปวด

แต่เพราะอยากมีใครสักคนที่ “ควบคุมด้วยความรัก”

อยากให้ใครสักคนพูดว่า “อยู่ตรงนี้สิ อย่าหนีไปไหน” แล้วทำให้เขาเชื่อว่าเสียงนั้นจะไม่หายไป

ในวันที่เขาอายุสิบเจ็ด ขิมเริ่มเขียนบันทึกเล่มเล็กไว้ใต้หมอน

ทุกหน้ามีคำเดียวที่เขาเขียนซ้ำ —


> “อยากเป็นของใครสักคน”


---------


คืนวันผ่านไปในห้องเงียบ ที่มีเพียงแสงจากโคมไฟบนโต๊ะหนังสือ

หนังสือเรียงรายเต็มชั้น แต่มีเพียงหมวดหนึ่งที่เขาอ่านซ้ำ—จิตวิทยา ความสัมพันธ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับ การยินยอมและการควบคุม

เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มเมื่อไร แต่ทุกครั้งที่ได้อ่านเรื่องของ “คนที่ยอมจำนนเพราะไว้วางใจ” หัวใจของเขากลับเต้นแรงราวกับเจอสิ่งที่หายไปทั้งชีวิต

เขาไม่ได้อยากถูกทำร้าย

เขาแค่อยากมีใครสักคนที่ “สั่ง” เขาเพราะเห็นคุณค่าในตัวเขา

ไม่ใช่เพราะอยากลดค่าเขาให้ต่ำลง

บางคืนเขาจดบันทึกไว้ในสมุดที่ซ่อนใต้หมอน

> “ถ้ามีใครสักคน ที่มองเห็นฉันในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิตที่ต้องการคำสั่ง’ ไม่ใช่ ‘คนไร้ค่า’ ฉันคงยอมทุกอย่างให้เขาได้”


เสียงสายฝนเคาะกระจกในคืนหนึ่ง ขณะที่เขาเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อหนีความคิดเหล่านั้น มือเรียวพิมพ์สุ่ม จนเข้าไปเจอเว็บบอร์ดลับแห่งหนึ่งที่พูดถึง BDSM

โพสต์หนึ่งสะดุดตา

> “DOM ชื่อ คราม รับ SUB ชาย อายุ 20–24 ปี ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ แต่ต้องมีใจยอมจริง จะได้รับการฝึกและดูแลตามกติกา อย่างปลอดภัย และเท่าเทียม”

หัวใจขิมเต้นแรงราวกับโลกทั้งใบหายไปเหลือเพียงหน้าจอแสงฟ้า

เขาอ่านซ้ำไปมาหลายครั้ง

มือสั่น แต่ก็คลิก “สมัคร”

เขากรอกข้อมูลไปอย่างลังเล แต่เมื่อกด “ส่ง” เสียงเตือนดังติ๊ง—แจ้งว่าแบบฟอร์มถูกส่งสำเร็จ

ช่วงวินาทีนั้น ขิมไม่รู้ว่าเพราะอะไร น้ำตาเขาถึงไหลออกมาเงียบ ๆ

อาจเพราะกลัว อาจเพราะดีใจที่อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เขาเลือก “ยอม” ด้วยตัวเอง

ไม่ใช่เพราะถูกใครบังคับให้ยอม

เขาหลับไปทั้งน้ำตา โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ชายชื่อ “คราม” จะปรากฏตัวในชีวิตจริงของเขา

ในฐานะ “บอดี้การ์ด” ที่พ่อเพิ่งว่าจ้างมา

และนั่น คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง


---

> EP 2 – บอดี้การ์ดคนใหม่


“ตั้งแต่วันนี้ นายคามินจะเป็นบอดี้การ์ดของแก หน้าที่ของเขาคือควบคุมแกในทุกเรื่อง จำไว้ ขิม—ควบคุม ไม่ใช่ปกป้อง”