ภาพรวมของเรื่อง Chronicle of Jacob สะท้อนเส้นทางการเติบโต (Coming of Age) ที่มืดหม่นและกดดัน (Dark Sci-Fi) อย่างชัดเจน เจคอบพัฒนาจากเด็กสลัมสู่การเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่โชคชะตากลับบีบบังคับให้เขาต้องทิ้งความเป็นมนุษย์ไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของเฮเบลิสเพื่อรักษาโลกใบนี้เอาไว้

จากดวงดาว สู่อนันต์ the Chronicle of Jacob : β - ตอนที่ 1 หมอก (1) โดย Ume99 @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ชาย-หญิง,ดาร์ค,รัก,ดราม่า,ดราม่า,การเมือง,ComingOfAge,มนุษย์ต่างดาว,ข้ามกาลเวลา,ผจญภัย,ยานอวกาศ,DarkScifi,นิบิรุ,ท่องจักรวาล,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

จากดวงดาว สู่อนันต์ the Chronicle of Jacob : β

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ชาย-หญิง,ดาร์ค,รัก,ดราม่า

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,การเมือง,ComingOfAge,มนุษย์ต่างดาว,ข้ามกาลเวลา,ผจญภัย,ยานอวกาศ,DarkScifi,นิบิรุ,ท่องจักรวาล

รายละเอียด

จากดวงดาว สู่อนันต์  the Chronicle of Jacob : β  โดย Ume99 @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ภาพรวมของเรื่อง Chronicle of Jacob สะท้อนเส้นทางการเติบโต (Coming of Age) ที่มืดหม่นและกดดัน (Dark Sci-Fi) อย่างชัดเจน เจคอบพัฒนาจากเด็กสลัมสู่การเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่โชคชะตากลับบีบบังคับให้เขาต้องทิ้งความเป็นมนุษย์ไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของเฮเบลิสเพื่อรักษาโลกใบนี้เอาไว้

ผู้แต่ง

Ume99

เรื่องย่อ

ไม่มีใครในสลัมหอคอยเคยตั้งคำถามว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

เจคอบก็เช่นกัน...

ชีวิตของเขาหมุนวนอยู่กับการขับยานล่านิมส์ แลกเศษเงินเพียงพอสำหรับประทังชีวิตด้วยอาหารแจกฟรี มีเพียงแม่ผู้แทบไม่เคยอยู่บ้าน และลุงผู้เป็นครอบครัวคนสุดท้ายที่ยังคงห่วงใยเขา

สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นั่นคือโลกทั้งใบ

จนกระทั่งวันหนึ่ง อุบัติเหตุระหว่างการล่านิมส์ได้ฉีกม่านแห่งความจริงออกเป็นเสี่ยง ๆ

เด็กสาวลึกลับผู้ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางซากอวกาศ กลายเป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจของเจคอบสั่นไหว แต่การพบกันของทั้งสองกลับเป็นเพียงประกายแรกของเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้ามาหลายศตวรรษ

ไม่นานหลังจากนั้น ลุงของเขาถูกสังหาร

และพร้อมกับการตายครั้งนั้น ความลับที่ถูกฝังไว้เกี่ยวกับตัวตนของเจคอบก็เริ่มถูกเปิดเผย

เขาไม่ใช่เด็กสลัมธรรมดา

เขาคือชิ้นส่วนสำคัญของแผนการที่ทอดยาวข้ามกาลเวลา เป็นศูนย์กลางของสมดุลอำนาจระหว่างอารยธรรมต่างดาว จักรวรรดิที่กำลังล่มสลาย และชนชั้นปกครองที่ใช้พันธุกรรม เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษยชาติ

ยิ่งค้นหาความจริง เขายิ่งพบว่า ประวัติศาสตร์ที่ทุกคนเชื่ออาจเป็นเพียงเรื่องโกหกที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ชนะ

และอนาคต...อาจกำลังถูกเขียนใหม่โดยตัวเขาเอง

ในอีกเส้นเวลาหนึ่ง มีนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้เสียสติ ผู้ได้รับการขนานนามว่า "ผู้พิทักษ์โลก" เขาคือบุรุษผู้สร้างเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชะตาของอารยธรรม แต่ก็เป็นผู้จุดชนวนหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ชายคนนั้นคือเจคอบ

 

เมื่อวงล้อแห่งเวลาหมุนย้อนกลับ และตัวตนจากอดีตกับอนาคตเดินทางมาพบกัน ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย

ในจักรวาลที่ทุกการตัดสินใจสามารถเปลี่ยนเส้นทางของประวัติศาสตร์ การช่วยโลกอาจหมายถึงการทำลายมัน

และเมื่อสองไทม์ไลน์หลอมรวมเป็นหนึ่ง...

สิ่งที่จะดับสูญ ไม่ใช่เพียงอารยธรรมหนึ่ง ไม่ใช่เพียงดาวเคราะห์หนึ่ง

แต่คือทั้งระบบสุริยะ

===============================================

Chronicle of Jacob:  คือนิยายไซไฟที่ผสมผสานความลึกลับระดับจักรวาลและดราม่าครอบครัว  เล่าเรื่องราวผ่านชีวิตของ เจคอบ เด็กหนุ่มบนหอคอยโฮราเธียผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างล่านิมส์ในป่าลึก ซึ่งทำให้เขาต้องสูญเสียลุงและได้พบกับหญิงสาวปริศนาในแคปซูลลี้ภัยที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เหตุการณ์นี้โยงใยไปสู่ความลับของราชวงศ์จากดาวอังคารและการชักใยเบื้องหลังขององค์กรทรงอิทธิพลที่แม่ของเขาทำงานอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศแบบโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยอันตรายและเทคโนโลยีล้ำสมัย แหล่งข้อมูลนี้ยังประกอบด้วยโครงร่างสำหรับดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สั้นที่เน้นอารมณ์หม่นหมองและความหวังที่สิ้นหวังของเหล่าตัวละครที่ติดอยู่ในกงล้อแห่งโชคชะตาและกาลเวลา
 

ความสัมพันธ์ของเจคอบและโจนนี่เต็มไปด้วยอุปสรรคแบบมหากาพย์ ทั้งความแตกต่างทางชนชั้น (เด็กสลัมกับเจ้าหญิง) ความขัดแย้งของสายเลือด (มาร์สและเธียแมท) และการถูกแทรกแซงจากการเมือง (การแต่งงานการเมืองและการลักพาตัว) ทุกครั้งที่พวกเขาเข้าใกล้ความสุข มักจะมีภัยคุกคามระดับดวงดาวมาพรากพวกเขาออกจากกันเสมอ แม้ความรักของทั้งสองจะมั่นคงเพียงใด แต่บริบทของ Dark Sci-Fi ในเรื่องนี้ก็ไม่อนุญาตให้พวกเขามีตอนจบแบบ Happy Ending ในฐานะมนุษย์ เจคอบจำต้องสละร่างกายเนื้อเพื่อกลายเป็นพลังงานปกป้องจักรวาล ทำให้ความรักของพวกเขาเปลี่ยนสถานะจากความผูกพันทางกายภาพ ไปสู่ความผูกพันระดับจิตวิญญาณและพลังงาน (Cosmic Entity) ซึ่งเป็นการจบเรื่องราวความรักที่ทั้งยิ่งใหญ่และสะเทือนใจอย่างถึงที่สุด

World Setting......

ท่ามกลางความมืดมิดของห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ระบบสุริยะจักรวาลได้แปรเปลี่ยนไปสู่ยุคสมัยแห่งความล้ำหน้าและซับซ้อน ดวงดาวทั้งสิบสองดวงโคจรวนเวียนภายใต้กฎเกณฑ์และอำนาจที่ถูกขีดเขียนขึ้นใหม่ ศูนย์กลางของทุกสิ่งไม่ได้อยู่ที่ดวงอาทิตย์ หากแต่อยู่ที่ "โซลัน" หรือโลกมนุษย์ที่ถูกปกครองโดยกลุ่มผู้สร้างสายเลือดดิซแท้และเหล่าโซลมาสเตอร์ เงาทะมึนของยานแม่ "เซนเตอร์" ลอยตระหง่านอยู่เหนือน่านฟ้าเมืองหลวง แสงไฟสีม่วงกะพริบวาบราวกับดวงตาของพระเจ้าที่จ้องมองลงมายังหอคอยโฮราเธียอันแออัด ซึ่งเป็นสลัมที่ผู้คนต้องดิ้นรนล่าอสูรกายเพื่อเอาชีวิตรอด

ห่างออกไปหลายสิบล้านกิโลเมตร ภายใต้โดมกระจกนิรภัยขนาดยักษ์ที่เกาะเกี่ยวอยู่บนหน้าผาของภูเขาไฟอัสคราเออัสมอน คืออาณาจักรมาร์สที่ถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์และสภาอัญมณี กลิ่นกำยานและดอกไม้สังเคราะห์ลอยอบอวลไปทั่วโถงทางเดินหินอ่อน เพื่อกลบความแห้งแล้งของพื้นผิวดาว ขุนนางและสมาชิกราชวงศ์ในชุดทอเส้นใยโลหะหนาหนักหลายชั้น เดินกรีดกรายด้วยท่วงท่าสง่างาม พวกเขายึดมั่นในจารีตประเพณี ดื่มด่ำกับพืชผักและโปรตีนสังเคราะห์ ปฏิเสธการบริโภคเนื้อสัตว์และการปะปนกับสายเลือดต่างดาวอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด

ในขณะที่อีกฟากฝั่งของจักรวาล อาณาจักร "เธียแมท" กลับดำเนินไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว ท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัวของเธียแมทมืดปกคลุมมหานครที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าทรงแหลมดุดัน บุรุษชาว "เธียมาเทียน" ผู้มีร่างกายกำยำใหญ่โต สวมเพียงโสร่งผ้าทอและเปลือยท่อนบนอวดรอยสักประจำตระกูลสีดำขลับอย่างเปิดเผย พวกเขาใช้ชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ที่ดิบเถื่อนและเสรีทางกามารมณ์ สตรีที่นี่สวมชุดผ้าใยบางเฉียบจนแทบมองทะลุผิวหนัง การเมืองของอาณาจักรนี้ขับเคลื่อนด้วยกำลังทหารและความทะเยอทะยานของเหล่านายพลผู้หิวกระหายอำนาจและการขยายอาณาเขต

เมื่อตัวแทนจากอารยธรรมที่แตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาพบกันในสภาหรือบนโต๊ะอาหาร รอยยิ้มทางการทูตมักถูกฉาบทับไว้บนใบหน้าที่ซ่อนเร้นความหวาดระแวงและแผนการทรยศหักหลัง ภายใต้หน้ากากแห่งสันติภาพ เซอร์บราน ชายชราหน้าแผลเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัย คอยชักใยและกุมความลับแห่งกาลเวลาอยู่เบื้องหลัง ทุกการตัดสินใจ ทุกงานวิวาห์คลุมถุงชน ล้วนเป็นเพียงหมากกระดานหนึ่งในเกมการเมืองระหว่างดาว ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการครอบครองทรัพยากรและการเอาชีวิตรอดจากภัยคุกคามระดับจักรวาล


 

สารบัญ

จากดวงดาว สู่อนันต์ the Chronicle of Jacob : β -บทนำ 88 ปีสู่ความเป็นนิรันดร์,จากดวงดาว สู่อนันต์ the Chronicle of Jacob : β -ตอนที่ 1 หมอก (1),จากดวงดาว สู่อนันต์ the Chronicle of Jacob : β -ตอนที่ 2 หมอก (2)

เนื้อหา

ตอนที่ 1 หมอก (1)

ข้างนอกมืดสนิท มีหิมะโปรยปรายเป็นละอองฝอยดูมีชีวิตชีวา ผิดกับภายในห้องที่บรรยากาศหนักอึ้งและเงียบงัน หญิงสาววัย 40 ปี ผู้มีเรือนผมสีทองมัดมุ่นและดวงตาสีฟ้า นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร จ้องเขม็งไปยังกล่องโลหะที่เปิดอ้า ภายในบรรจุหลอดสารเรืองแสงสีเขียวมรกตและกระบอกฉีดยา

 

เลยไปนั้นที่มุมชงกาแฟ ชายวัยกลางคนผมทองเข้มไว้เครา… ฮาล ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ มือที่กำถ้วยกาแฟสั่นเทาจนเครื่องดื่มสีเข้ากระฉอกรดมือ แต่เขาไม่ยี่หระต่อความร้อนนั้น

 สายตาของเขาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรวดร้าว 

 

“อย่าทำเลย...” ฮาลเอ่ยขึ้นเสียงเครือ “เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ โจนนี่”

“ถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ฮาล” หญิงสาวตอบโดยไม่เงยหน้า เธอกำลังบรรจงบรรจุสารเรืองแสงสีเขียวลงในเข็มฉีดอย่างระมัดระวัง แสงจากหลอดแก้วสะท้อนเข้าตา เผยให้เห็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว 

 

“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะได้ผลไหม” ฮาลพยายามเตือนสติเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของเขาเริ่มแตกพร่า “ตำราโบราณของพวกฟาลูเนตต์... เครื่องเร่งอนุภาคระดับนาโนพวกนี้... มันอาจจะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ แทนที่จะพาย้อนเวลา”

 

 “เจคอบ เขาทำได้ และอยู่รอดยาวนานมาตลอด 88 ปี เพราะงั้น มันต้องสำเร็จสิ”

หญิงสาวสูดหายใจลึก เธอลุกขึ้นยืน สะพายเป้ใบเก่า แล้วเดินตรงไปหาชายหนุ่มอันเป็นที่รัก ทว่า…ไม่ใช่ความรักแบบที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้

 

ฮาลถอนหายใจแรง สบตาหญิงสาวที่อมยิ้มเศร้าอยู่ตรงหน้า

“ขอร้องละ…ให้ฉันได้เจอเขาอีกครั้งด้วยเถอะ”

 

เธอยกมือขึ้นประคองใบหน้าของเขาที่เปื้อนคราบน้ำตา


 “ถ้าฉันทำสำเร็จ  เราก็จะได้พบกัน” เธอยิ้มเศร้าๆ 

“แต่ถ้าไม่สำเร็จ…  เพราะงั้น ฉันเลยไม่อยากให้เธอไป...” ฮาลสะอื้นฮึก 


 “เข้มแข็งหน่อยสิ …ฮาล... ช่วยฉันเดินทางทีเถอะนะ” โจนนี่ ตบแก้มของเขาเบาๆ 

เธอยื่นกระบอกฉีดยาให้เขา สายตาเว้าวอนแกมบังคับ 

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ฝากดูแลน้องๆ ด้วยละ..”  โจนนี่มองเมินไปยัง ภาพถ่ายติดผนัง ภาพของชายคนนี้กับเด็กหนุ่มสองคนอายุอานามน่าจะ วัยรุ่นปลายๆ หน้าตาละม้ายคล้ายกันหมด แต่ผืดกับฮาลตรงที่ พวกเขามีผมสีดำ และอยู่ในชุดเครื่องแบบสีเทาอมม่วง

ทั้งคู่สบตากัน

ฮาลรับกระบอกฉีดมาด้วยมือที่สั่นเทา เขากัดฟันแน่นก่อนจะกดปลายเข็มฉีดเข้าที่ต้นคอของเธอ

ทันทีที่สารสีเขียวเข้าสู่กระแสเลือด เครื่องเร่งอนุภาคนาโนเริ่มทำงาน มันแทรกซึมเข้าสู่ระดับเซลล์ ก่อให้เกิดความร้อนดั่งไฟลามเลียไปทั่วร่าง หญิงสาวกรีดร้องไร้เสียงด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสจนทรุดฮวบลงกับพื้น ฮาลทิ้งเข็มแล้วโผเข้ากอดเธอไว้แน่น

ทันใดนั้น แสงวาบเจิดจ้าก็ระเบิดออก


 เมื่อแสงจางลง อ้อมแขนของฮาลก็ว่างเปล่า


 "ลาก่อน โจนนี่..." ฮาลรำพึงทั้งน้ำตา

แต่เมื่อเขาก้มลงมองสิ่งที่กองอยู่บนพื้น เขาก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจและสิ้นหวัง
 

“ให้ตายสิ!”


 

สิ่งที่เหลืออยู่คือกองเสื้อผ้าที่เธอสวมและสัมภาระทั้งหมด...


เครื่องเร่งอนุภาคนั้นย้อนเวลาไปได้เพียงแค่ร่างกายเปล่าเปลือยเท่านั้น

 

………………………………


 

ทุกอย่างรอบกายขาวโพลน... ว่างเปล่าและเวิ้งว้างราวกับโลกทั้งใบถูกลบหายไป เหลือเพียงหมอกหนาทึบที่โอบล้อมเจคอบไว้ทุกทิศทาง ความหนาวเหน็บประหลาดเกาะกุมไปถึงขั้วหัวใจ


 ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาลอยมาตามสายลมที่มองไม่เห็น


 เด็กหนุ่มพยายามเพ่งมองฝ่าความขาวโพลนนั้นไป จนกระทั่งเห็นเงาร่างตะคุ่มของเด็กสาวคนหนึ่งยืนกอดตัวเองอยู่ นางดูโดดเดี่ยวและสิ้นหวังเหลือเกิน

“เจคอบ...” เสียงนั้นร้องเรียก แผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก


 

เจคอบพยายามก้าวเท้าออกไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้

“นั่นใครน่ะ!” เจคอบตะโกนถามเสียงก้อง แข่งกับความเงียบ

“ฉันอยู่นี่...” คนในหมอกตะโกนตอบกลับมา เสียงของเธอสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ก็มาสิ ผมอยู่ตรงนี้!” เจคอบตะโกนกลับไป เขาพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดดันตัวเองไปข้างหน้า พยายามเพ่งมองแต่หมอกหนานั้นทำให้เขาไม่เห็นใบหน้า นอกจากเงาร่าง อันเลือนลาง

ไม่ว่าเขาจะพยายามก้าวไปหาเธอมากเพียงใด ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับไม่ลดลงเลย ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางพวกเขาเอาไว้ กำแพงแห่งกาลเวลาที่โหดร้าย

เจคอบยื่นมือออกไปสุดแขน เด็กสาวคนนั้นก็ยื่นมือมาหาเขาเช่นกัน ปลายนิ้วของทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน... ใกล้เข้าไป... ใกล้เข้าไป…

“คิดถึงจัง” 

จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกันเพียงแผ่วเบา…ความรู้สึกอบอุ่นและกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ

หญิงสาวคนนั้นจูบเขาแผ่วเบา

ความโหยหาและความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาในวินาทีนั้น...


 

"กำลังจะตกแล้ว"

 

สิ้นคำพูดของเธอ เหมือนมีพลังบางอย่างผลักเจคอบเข้ากลางอก เจคอบอย่างแรง 

แรงผลักที่สัมผัสได้สมจริงจนร่างของเขาเซถลาไป 

เฮือก!

 

แล้วร่างของเธอก็เลือนหายไปกับหมอก และความมืดเข้าปกคลุม 

เจคอบสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้น... ท่ามกลางความมืดมิดที่เงียบสงัด มีเสียงยอดไม้ต้องลมกับเสียงหอนของสัตว์ป่าดังก้อง

ภวังค์ความฝันมลายสิ้น…เหลือแต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้า

 

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย เจคอบรู้สึกมึนงงและสับสน 

 

"นี่เราหลับไปนานแค่ไหนแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเอง  พยายามรวบรวมสติและมองท้องฟ้า 

 

หลายชั่วโมง... ไม่รู้นานแค่ไหนที่เจคอบสลบไสลอยู่ระหว่างซอกของกิ่งสนยักษ์ ร่างของเขาหมิ่นเหม่แทบจะร่วงหล่นสู่ความตายเบื้องล่าง เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นเมื่อตระหนักถึงความสูง เขาค่อยๆ ถอยร่นไปชิดลำต้นหนาสากเพื่อตั้งสติ ความระคายผิวของเปลือกไม้ช่วยเรียกให้ความทรงจำกลับคืนมา

นิมส์ยักษ์ สลิงที่ขาดสะบั้น และแรงเหวี่ยงมหาศาลที่ทำให้เขากระเด็นมาติดอยู่บนยอดไม้นี้... เขาไม่ได้ห่วงตัวเองเลยสักนิด ใจพะวงถึงแต่คนข้างล่าง

 

"ลุงบรีซ!" เจคอบอุทานเสียงสั่น

 

ทันใดนั้น ท้องฟ้ายามราตรีก็ฉีกขาด แงสว่างวาบพาดผ่านความมืดมิดเหนือป่าสนพันปี!

 

ตูม!

 

เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นกระแทกซัดจนต้นสนยักษ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะหักโค่น ฝูงนกแตกตื่นบินว่อนทั่วป่า

"แว๊ก!" เจคอบร้องลั่น ผวาเข้ากอดลำต้นไว้แน่นเพื่อไม่ให้ร่วงหล่นลงไป

เมื่อแรงสั่นสะเทือนสงบลง เขาหอบหายใจฮัก ชะเง้อมองฝ่าความมืด ภาพที่เห็นทำเอาต้องตะลึง... กลุ่มควันและเปลวไฟมหึมาพวยพุ่งขึ้นจากจุดที่วัตถุปริศนากระแทกพื้น ซึ่งอยู่เลยจุดที่สกู๊ตเตอร์ตกไปไม่ไกลนัก

 

"นั่นอะไร..." เจคอบพึมพำ "อุกกาบาตเหรอ หรือว่ามียานตก"

 

หัวใจของเขาหล่นวูบเมื่อนึกถึงลุงฟาบรีซ หรือ ‘ลุงบรีซ’ แรงระเบิดขนาดนั้น ถ้าลุงอยู่ใกล้ๆ... ด้วยความตระหนก เขารีบคว้าแท่งสื่อสารคริสตัลขึ้นมา มือสั่นเทาขณะกดค้นหาสัญญาณชีพของญาติเพียงคนเดียว

 

"ค้นหา... สกู๊ตเตอร์ รหัส 2445 ลงชื่อ ฟาบรีซ" เขาออกคำสั่งเสียงสั่นเครือ

แสงโฮโลแกรมสีฟ้าฉายวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด ก่อนจะขึ้นข้อความเตือน...

<ไม่พบการเชื่อมต่อสัญญาณ>

"โธ่เว้ย! ไอ้เครื่องบ้าเอ๊ย ทำงานสิวะ!" เจคอบสบถอย่างหงุดหงิดและสิ้นหวัง เสียงสะท้อนหายไปในป่ากว้าง เขาปัดหน้าจอเปลี่ยนโหมดการทำงานทันที "เปลี่ยนเป็นโหมดสังเกตการณ์!"

 

สิ้นคำสั่ง ลูกบอลแสงสีขาวขนาดจิ๋วก็พุ่งทะยานขึ้นจากปลายแท่งโลหะ ทำหน้าที่เป็นดวงตาที่สามฉายภาพมุมสูงแบบเรียลไทม์ลงบนจอโฮโลแกรม ป่าสนเบลดิซซิโค่ยามค่ำคืนดูมืดมิดและน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อมองจากมุมนี้ ต้นไม้สูงใหญ่เรียงรายสุดลูกหูลูกตาราวกับกำแพงธรรมชาติที่กักขังเขาไว้ ถัดออกไปไกลลิบๆ ทางขวา คือแสงไฟวูบวาบจาก 'หอคอยโฮราเธีย' อาณาจักรแนวตั้งที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า... ทว่ามันอยู่ไกลเกือบสิบกิโลเมตร ไกลเกินกว่าที่เขาจะรอดชีวิตเดินเท้ากลับไปถึงได้ในสภาพนี้

 

เจคอบปัดหน้าจอหมุนมุมกล้องกลับมาสแกนหาความผิดปกติบนพื้นดินเบื้องล่าง และเขาก็เห็นกลุ่มควันดำทะมึนกำลังลอยฟุ้งพ้นยอดไม้ขึ้นมา ตัดกับแสงดาวจางๆ

"นั่นไง..." เจคอบกัดริมฝีปากแน่น "ต้องเป็นควันจากสกู๊ตเตอร์แน่ๆ"

 

ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจ ลุงบรีซไม่ใช่แค่ญาติ แต่เป็นเสาหลักที่เลี้ยงดูเขามาตลอดหกปีที่แม่ต้องเดินทางไปรับตำแหน่งโซลเฮย่า หากไม่มีลุง เขาคงถูกส่งเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไปนานแล้ว ลุงบรีซเป็นทั้งพ่อ เป็นเพื่อน และเป็นครอบครัวเพียงคนเดียว... ที่เขาจะยอมสูญเสียไปไม่ได้เด็ดขาด

 

ทันใดนั้น ลูกบอลแสงสีชมพูก็สว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า มันคือบอลแสงสัญญาณเรียกเข้าจากฮาล

 

"เจค! นายยังอยู่ไหม ตอบด้วย!" เสียงของฮาลสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความร้อนรน "ไอ้บ้าเอ๊ย! ฉันโทรหาตั้งนาน นี่นึกว่าแกตายไปแล้วนะเนี่ย!"

 

"เออ ยังไม่ตาย!" เจคอบตอบกลับด้วยความโล่งใจ ทว่าความหงุดหงิดที่ต้องรอคอยก็ตีตื้นขึ้นมา "นายปล่อยให้ฉันติดอยู่บนต้นไม้ตั้งหกชั่วโมงเนี่ยนะ!"

"แกคิดว่ามันหากันง่ายนักรึไง! ในป่ามีนิมส์เป็นแสนๆ ตัว ความร้อนขึ้นเต็มจออินฟราเรดไปหมด" ฮาลสวนกลับอย่างหัวเสีย ก่อนที่น้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "เจค... ฟังนะ ดรอยด์ของทางการกำลังมุ่งหน้าไปขุดอุกกาบาตที่เพิ่งตก พวกนั้นไม่สนนักล่ากระจอกๆ อย่างพวกเราหรอก"

 

"ช่างหัวพวกทางการสิ! แล้วลุงบรีซล่ะ นายจับสัญญาณลุงได้ไหม" เจคอบถามแทรก หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

 

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ความเงียบนั้นทำให้เจคอบรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศยามค่ำคืน "พอมีสัญญาณแหละ แต่สัญญาณมันอ่อนมาก มันอ่อนลงเรื่อยๆ... ห่างจากนายลงไปแค่ยี่สิบเมตร" ฮาลตอบเสียงอ่อย "แต่เจค... นายมารอฉันรับก่อนดีกว่า แล้วค่อยพาแกไปส่งโรงพยาบาล"

 

"ฉันไม่รอ! ถ้ารอถึงพรุ่งนี้มันอาจจะสายเกินไป!" เจคอบตัดสินใจเด็ดขาด

"เดี๋ยว! บ้าไปแล้วเหรอ!" ฮาลร้องห้ามเสียงหลงเมื่อเพิ่งเช็กพิกัดความสูง "นี่นายอยู่บนยอดไม้เหรอ! ห้ามลงมาเด็ดขาดนะ! ข้างล่างนั่นมันดงนิมส์เลย แถมอุกกาบาตตกเมื่อกี้ทำให้พวกมันยิ่งแตกตื่น รออยู่บนนั้นปลอดภัยกว่า!"

"ฉันทิ้งลุงไม่ได้! เจอลุงเมื่อไหร่ ฉันจะพาเขาไปรอที่จุดนัดพบ เนินทิศเหนือห่างไป 1 กิโลเมตร... แค่นี้นะ!" เจคอบรวบรัดตัดบท

"เฮ้ย เดี๋ยว! มันอันตรายนะเว้ย เจค—!"

เจคอบไม่ฟังคำทัดทานใดๆ เขาปัดหน้าจอตัดสาย เก็บแท่งสื่อสารลงกระเป๋า ความเด็ดเดี่ยวเข้าแทนที่ความกลัว เด็กหนุ่มกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่าง เริ่มต้นปีนไต่ลงจากคาคบไม้สนยักษ์ มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง โดยมีลูกบอลแสงสีชมพูของฮาลลอยตามมาติดๆ