เธอและเขาสนิทกันมาก คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจกันเสมอ เขาตั้งใจจะสารภาพรักกับเธอ แต่เกิดเรื่องบางอย่างทำให้เขาและเธอต้องแยกจากกันไป เธอและเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง เรื่องราวของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร...

ฝนตกวันนี้ เราวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง… - ตอนที่ 1 ฝนตกในกรุงเทพ โดย PangCare @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-หญิง,ครอบครัว,รั้วโรงเรียน,สะท้อนปัญหาสังคม,พล็อตสร้างกระแส,ดราม่า,รักวัยใส,รักสมัยเด็ก,รักแรก,รักโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ฝนตกวันนี้ เราวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง…

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-หญิง,ครอบครัว,รั้วโรงเรียน,สะท้อนปัญหาสังคม

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,ดราม่า,รักวัยใส,รักสมัยเด็ก,รักแรก,รักโรแมนติก

รายละเอียด

ฝนตกวันนี้ เราวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง… โดย PangCare @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เธอและเขาสนิทกันมาก คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจกันเสมอ เขาตั้งใจจะสารภาพรักกับเธอ แต่เกิดเรื่องบางอย่างทำให้เขาและเธอต้องแยกจากกันไป เธอและเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง เรื่องราวของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร...

ผู้แต่ง

PangCare

เรื่องย่อ

สารบัญ

ฝนตกวันนี้ เราวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง…-ตอนที่ 1 ฝนตกในกรุงเทพ,ฝนตกวันนี้ เราวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง…-ตอนที่ 2 คนที่เงียบที่สุดในห้องเรียน

เนื้อหา

ตอนที่ 1 ฝนตกในกรุงเทพ

 

ฝนตกในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องธรรมดาของใครหลาย ๆ คน

โดยเฉพาะในช่วงเวลาเลิกงานที่ถนนทั้งเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟสีแดงจากท้ายรถที่ต่อกันยาวไม่สิ้นสุด เคลื่อนตัวช้า ๆ

ราวกับสายเลือดที่ไหลช้าผ่านเส้นเลือดที่อุดตัน เสียงแตรดังแผดสลับกับเสียงฝนเทราวกับสองฝ่ายกำลังแข่งกันให้ดังที่สุด

ราวกับทั้งเมืองกำลังจมอยู่ใต้สายฝนกลิ่นควันจากท่อรถ จนชาวเมืองต่างเดินชินชากับมัน เหมือนเป็นเพลงประจำเมือง

ที่ไม่มีใครร้องขอแต่ทุกคนต้องได้ยิน

แต่สำหรับ "น้ำฝน" สายฝนไม่เคยเป็นแค่สภาพอากาศ

มันเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ลอยขึ้นมาในหัวใจทุกครั้งที่เม็ดฝนเริ่มโปรยลง

คิดถึงกลิ่นดินแฉะหลังฝนตกที่บ้านเก่าต่างจังหวัด กลิ่นที่ไม่มีทางหาได้จากคอนกรีตของกรุงเทพฯ

คิดถึงเสียงแม่เรียกกินข้าวเย็นดังผ่านประตูบ้านไม้ ก้องเบา ๆ ในบรรยากาศเย็นชื้น

คิดถึงค่ำคืนอันเงียบสงบ ที่ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังทุกห้านาที ไม่มีงานที่รอให้แก้ ไม่มีใครที่รอให้ตอบ

คืนนี้ก็เหมือนกัน…

ฝนเทลงมาไม่หยุดตั้งแต่ช่วงเย็น หนักจนเส้นน้ำบนกระจกอาคารเบลอเป็นม่านขาว ลมเย็นพัดกลิ่นเปียกชื้นเข้ามาตาม

ฟุตบาท ปะปนกับไอร้อนจากท่อไอเสียรถที่คลุ้งอยู่ต่ำ ๆ หน้าอาคารสำนักงานสูงกลางเมืองกลายเป็นฉากโกลาหล

ผู้คนมากมายกางร่มหลากสี วิ่งตุ้บตั้บไปขึ้นรถไฟฟ้า บางคนยืนก้มหน้ากดเรียกรถผ่านแอปด้วยใบหน้าที่หมดแรงจะแสดง

สีหน้าอะไรอีกแล้ว

น้ำฝนยืนอยู่ใต้ป้ายรถเมล์หน้าตึกออฟฟิศคนเดียว 🚏🚌

เสื้อเชิ้ตสีครีมที่เธอใส่มาตั้งแต่เช้าเริ่มชื้นแฉะจากละอองฝนที่ปลิวเข้ามา ทำให้ผ้าแนบติดกับผิวอย่างน่าอึดอัด เหมือนทั้ง

วันของเธอค่อย ๆ พังลงทีละนิด ตั้งแต่คำตำหนิในห้องประชุม ไปจนถึงความเงียบที่ไม่มีใครถามเลยว่าเธอไหวไหม

มาสคาร่าจาง ๆ ใต้ดวงตาเริ่มเลอะเพราะทั้งฝนและความเหนื่อยล้า เสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่ตั้งใจรีดมาตั้งแต่เช้ายับย่นจนแทบไม่

เหลือความเรียบร้อยเหมือนตอนออกจากห้องพัก

น้ำฝนก้มหน้าลงเล็กน้อย สูดหายใจเข้าช้า ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนแม้แต่อากาศในกรุงเทพฯ คืนนี้ก็หนักเกินกว่าจะหายใจ

ได้เต็มปอด

แสงไฟสะท้อนพื้นเปียกฝนพร่ามัวไปหมด เสียงรถบนถนนยังดังต่อเนื่อง และท่ามกลางผู้คนมากมายที่ต่างพากันเร่งรีบกลับบ้าน

เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่ยังหาที่พักใจไม่เจอ มือทั้งสองกำแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาว ราวกับว่า

ถ้าปล่อยมันเมื่อไร ตัวเองก็จะพังลงตรงนั้นเลย

ดวงตาของเธอแดงนิด ๆ ริมขอบตาบวมเล็กน้อยแบบที่คนอื่นอาจสังเกตไม่ออก แต่เธอรู้ดีว่ามันมาจากอะไร ไม่ใช่เพียง

เพราะการอดนอน

---

⏪ ⌛หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ในห้องประชุมชั้นสิบห้า

แสงนีออนขาวสะอาดส่องลงมาบนโต๊ะประชุมยาวสีดำมันวาว รูปทรงทันสมัยที่ดูเย็นชาแม้แต่ตอนนั่งอยู่ใกล้ ๆ

หัวหน้าไม่พูดอะไร แค่หยิบแฟ้มงานที่น้ำฝนเตรียมมา แล้วโยนมันลงบนโต๊ะเสียงดังโพล้ก??’ ?

เสียงนั้นดังเกินกว่าที่ควร ในห้องที่เงียบเกินกว่าใครจะกล้าหายใจแรง

"งานแบบนี้ ลูกค้าที่ไหนจะเอา"???? ❌

น้ำเสียงเย็นชาแบบที่ไม่ได้โกรธ แต่ตัดสินแล้ว ทำให้ทั้งห้องยิ่งเงียบสนิทลงไปอีก ทุกคนก้มหน้า บางคนจ้องหน้าจอ

แล็ปท็อปที่ไม่มีอะไรเปิดอยู่เลย

ไม่มีใครพูดแทนเธอ

ไม่มีใครขยับ

ทั้งที่เธอแก้งานชิ้นนั้นมาแล้วสี่รอบในสี่สัปดาห์ ทั้งที่เธอนั่งอยู่หน้าจอคอมจนเกือบตีสองมาหลายคืนโดยไม่มีใครรู้

ทั้งที่เธออ่านทุกบรรทัดซ้ำไปซ้ำมาด้วยสายตาที่เริ่มพร่าจากความเหนื่อย เพราะกลัวว่าจะพลาดแม้แต่จุดเดียว

แต่สุดท้าย สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงแฟ้มกระแทกโต๊ะ และประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูเหมือนตัดสินคดีไปแล้ว

เธอนึกไม่ออกแล้วว่าตัวเองเริ่มเหนื่อยตั้งแต่เมื่อไร!!?

เหนื่อยกับงานที่ไม่เคยพอ

หรือเหนื่อยกับการยืนพิสูจน์ทุกวันว่าตัวเองมีค่าพอที่จะอยู่ในเมืองนี้กันแน่ เฮ้อ…

---

เสียงแจ้งเตือนไลน์จากกลุ่มที่ทำงานดังขึ้นอีกครั้ง

ดึ๊ง!

ดึ๊ง!

ดึ๊ง!

เสียงแจ้งเตือนไลน์จากกลุ่มที่ทำงานดังขึ้นรัว ๆ  🔔💬

น้ำฝนหลับตาลงช้า ๆ หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งที สองที ก่อนกดปิดหน้าจอมือถือโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน

เธอไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้วในคืนนี้ ไม่อยากเป็นใครอีกแล้วในคืนนี้

ฝนยิ่งตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เม็ดฝนหนักกระหน่ำใส่หลังคาสังกะสีของป้ายรถเมล์จนเกิดเสียงดังต่อเนื่องคล้ายเสียงปรบมือของคนนับร้อย ผู้คนรอบตัว

ทยอยได้รถและหายไปทีละคน สองคน จนเหลือเพียงเธอกับถนนเปียกที่สะท้อนแสงไฟสีแดงยาวเป็นทาง ราวกับสายน้ำที่

ไหลไป…โดยไม่มีจุดหมาย

รถเมล์คันแล้วคันเล่าวิ่งผ่านไปแน่นขนัด หน้าต่างเต็มไปด้วยเงาคนที่มองออกมาด้วยดวงตาเหนื่อยล้าเหมือนกัน

แท็กซี่ที่ว่างก็แทบไม่มี และทุกคันที่ว่างก็วิ่งผ่านเธอไปคันแล้วคันเล่า

น้ำฝนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนคนที่ไม่รู้ว่ากลับไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ

ห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมืองที่เธออยู่คนเดียว พื้นที่สิบสองตารางเมตรที่มีแต่เตียง ตู้เสื้อผ้า และเสียงแอร์ที่ดังตลอดคืน

มันไม่เคยให้ความรู้สึกว่าเป็น "บ้าน" แม้แต่คืนเดียว

---

แล้วทันใดนั้น..

รถยนต์สีดำขลับคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอความเร็ว แล้วเลี้ยวเข้ามาจอดตรงหน้าเธออย่างตั้งใจ ราวกับรู้ว่าเธอยืนอยู่ที่นั่น

ไฟหน้ารถสองดวงสว่างจ้าสะท้อนละอองฝนจนพร่ามัวเป็นรัศมี เครื่องยนต์ยังทำงานเบา ๆ สม่ำเสมอ ก่อนที่กระจกฝั่ง

คนขับจะเลื่อนลงช้า ๆ พร้อมกับอากาศเย็นและเสียงฝนที่พัดเข้ามาในรถ

" ขึ้นมาก่อน เดี๋ยวไม่สบาย " 

เสียงทุ้มต่ำ สงบ ฟังดูคุ้นหูในแบบที่ทำให้หัวใจเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะก่อนจะเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม น้ำฝนชะงัก...

สีหน้าเปลี่ยนจากเหนื่อยล้าเป็นตกใจ เท้าไม่ขยับ!!

มือที่กอดแฟ้มงานแน่นเริ่มสั่นโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ใช่เพียงเพราะความหนาว... เมื่อเธอเงยหน้ามองให้ชัดขึ้น ผ่านแสงส้มของ

ไฟถนนและละอองฝนที่ยังคงโปรยอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงทันที จนเธอแทบได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดัง

"ภีม…"

ชื่อที่ไม่ได้เอ่ยถึงมานานเกือบแปดปีหลุดออกจากปากแผ่วเบา เบาจนแทบถูกเสียงฝนกลืนหายไป

ผู้ชายตรงหน้ายังคงมีดวงตาอบอุ่นแบบเดิม ดวงตาที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยโดยไม่ต้องพูดอะไร ใบหน้าดูโตขึ้น

เส้นกรามชัดขึ้น มีความสุขุมที่เวลาเจ็ดแปดปีเพิ่มให้ หัวไหล่กว้างกว่าสมัยที่นั่งอยู่แถวเดียวกันในห้องเรียน

แต่รอยยิ้มมุมปากข้างซ้ายที่โค้งขึ้นเล็กน้อยแบบนั้น น้ำฝนจำได้ดีราวกับเพิ่งเห็นเมื่อวาน

เขาคือเด็กผู้ชายที่เคยนั่งข้างเธอตั้งแต่ ม.ต้น ซนบ้างเงียบบ้างสลับกันไป

คือคนที่ชอบซื้อขนมปังสังขยาจากร้านหน้าโรงเรียนมาวางไว้บนโต๊ะเธอโดยไม่พูดอะไร ทำแบบนั้นซ้ำ ๆ จนเธอรู้ว่า

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

คือคนที่ครั้งหนึ่งเคยพูดทิ้งไว้เบา ๆ ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นเหมือนไม่ได้พูดว่า

" ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก ๆ ก็กลับมาหาเรานะ "

ก่อนที่วันหนึ่ง เธอได้จากเขามา โดยไม่มีคำลา ไม่มีคำอธิบายใด ๆ อะไรให้แก่เขาเลย

น้ำฝนไม่เคยคิดเลยว่า…ในคืนฝนตกที่หนักที่สุดคืนหนึ่งของชีวิต

คืนที่เธอไม่มีแรงจะเดินต่อไปไหน


 

เธอจะได้เจอเขาอีกครั้ง...  👨...👩