เป็นเรื่องเล่า 12 เรื่องที่มีจุดเชื่อมโยงกันคือนาฬิกาลูกตุ้ม แต่ละเรื่องจะมีเหตุการณ์ที่ต่างกันและเหตุการณ์ทุกอย่างในเรื่องล้วนมาจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งหมด
ลึกลับ,เล่าประสบการณ์,เรื่องสั้น,ตอนเดียวจบ,ลึกลับ,ผี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
12 นาฬิกาเป็นเรื่องเล่า 12 เรื่องที่มีจุดเชื่อมโยงกันคือนาฬิกาลูกตุ้ม แต่ละเรื่องจะมีเหตุการณ์ที่ต่างกันและเหตุการณ์ทุกอย่างในเรื่องล้วนมาจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งหมด
1 นาฬิกา กระโดดเชือก
ผมชื่อปกรณ์หรือเรียกสั้น ๆ ว่ากรก็ได้ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนผมอายุสิบเอ็ดปีตอนที่ผมเรียนประถมอยู่ที่กาญจนบุรี เป็นเรื่องแปลกประหลาดในวัยเด็กจนถึงตอนนี้ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้
เรื่องนี้เกิดช่วงปิดเทอมเล็กในเดือนตุลาคม ทุก ๆ วันเวลาบ่ายโมงหลังจากพักท้องหลังกินข้าวยายทองยายของผมก็จะอนุญาตให้ไปเล่นนอกบ้านได้ แต่มีข้อแม้ว่าอย่าออกนอกหมู่บ้าน
หมู่บ้านของผมเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กมีบ้านไม่กี่สิบหลัง แต่บ้านที่มีเด็กมีเพียงห้าหลังเท่านั้น ทุกวันผมก็จะออกไปเล่นกับเพื่อนอีกสี่คนที่ใต้ต้นมะขามใหญ่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งแถวนั้นสามารถทะลุไปหมู่บ้านข้าง ๆ ได้แต่พวกเราไม่เคยเข้าไปเลยสักครั้งถ้าไม่มีผู้ใหญ่พาไป
วันนั้นเป็นวันที่ผมกับเพื่อนสี่คนเดินถือยางที่ถักเป็นเส้นยาวตั้งใจกันว่าจะไปเล่นกระโดดเชือกที่ใต้ต้นมะขามนั่น แต่พอไปถึงก็เห็นเงาเด็กอีกสี่คนเล่นอยู่ก่อนแล้ว
"นั่นใครวะ! ทำไมไม่เคยเห็นเลย" ไอ้เชนหนึ่งในเพื่อนกลุ่มนั้นทักขึ้น
"เด็กหมู่บ้านข้าง ๆ มั้ง" ผมพูดขึ้น แต่ก็พยายามเพ่งมองหน้าเด็กกลุ่มนั้นชัด ๆ ตอนนี้พวกเราห้าคนยืนอยู่ไกลจากกลุ่มเด็กคนนั้นสักสามเมตร
"แต่ทำไมเขาไม่เล่นแถวบ้านตัวเองล่ะ" แป้งเด็กเรียนประจำกลุ่มถามขึ้น
"แล้วจะมัวเถียงกันทำไม ไปถามเลยดิ" เชนพูดแล้วเดินนำไป เชนเป็นคนใจร้อน พวกเรากลัวว่ามันจะไปหาเรื่องเด็กกลุ่มนั้นเลยรีบตามกันไป
"เห้ย!พวกเอ็งเป็นใครวะ ไม่รู้หรอว่านี่เป็นถิ่นใคร" เชนตวาดเสียงดัง แต่เด็กสี่คนนั้นไม่ได้ตกใจเสียงอันทรงพลังของเชนเลยสักนิด ทั้งหมดเพียงหยุดชะงักแล้วหันมามองเราด้วยสีหน้าที่นิ่ง เด็กกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยเด็กผู้ชายสองผู้หญิงสอง ในขณะที่กลุ่มผมมีผู้ชายสอง ผู้หญิงสาม
"เอ่อขอโทษด้วยนะเพื่อนเราปากไวไปหน่อย" แป้งรีบเดินออกมาขวางระหว่างเชนกับเด็กกลุ่มนั้น
"แล้วพวกเธอมาจากไหนหรอ? เราไม่เคยเห็นเลย" แป้งถาม
"พวกเรามาจากหมู่บ้านที่อยู่ถัดไปอีกน่ะ พอดีที่หมู่บ้านมีคนป่วยเยอะพวกผู้ใหญ่เลยให้เราออกมาเล่นไกล ๆ" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งตอบ น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
"ทำไมเสียงเขาดูน่ากลัวจัง" อมยิ้มเพื่อนในกลุ่มพูด แล้วขยับเข้าใกล้มินนี่เพื่อนอีกคน
"แต่นี่มันที่เรา พวกเธอไปเล่นที่อื่นได้มั้ย" เชนพูด คราวนี้เขาใช้น้ำเสียงปกติไม่ได้เสียงดังแบบเมื้อกี้แล้ว
"แล้วทำไมไม่เล่นด้วยกันเลยล่ะพวกแกก็เล่นโดดเชือกอยู่นี่ เล่นกันหลาย ๆ คนสนุกกว่านะ" ผมพูด ไม่รู้ว่าตอนนั้นอะไรดลใจให้พูดไปแบบนั้น พอพูดจบเด็กแปลกหน้าทั้งสี่คนก็หันมามองผมพร้อมกัน ทำเอาผมสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับขนลุกในเวลาเดียวกัน
"เอาแบบที่ไอ้กรมันพูดก็ได้ จะเล่นด้วยมั้ย" เชนพูดด้วยน้ำเสียงปนรำคาญเล็กน้อย เพราะนี่มันผ่านมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่รีบเล่นเดี๋ยวจะมืดซะก่อน
ในที่สุดเด็กทั้งสี่ก็พยักหน้าตกลง พวกเราทั้งหมดจึงเริ่มเล่นโดดเชือกด้วยกัน เรื่องราวก็เป็นแบบนี้เรื่อยมาเป็นอาทิตย์ เวลาบ่ายโมงพอนาฬิกาลูกตุ้มของบ้านดังขึ้นผมก็จะขอไปเล่นข้างนอกกับเพื่อน ๆ โดยตอนนั้นเราเล่นกระโดดเชือกกันทุกวัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนผมไม่เคยถามเลยคือชื่อของเด็กกลุ่มนั้น ใช่ครับพวกเราเล่นกันโดยไม่รู้จักชื่อของเด็กอีกกลุ่ม
"เฮ้ยสี่โมงแล้วกลับกันได้แล้วมืดแล้วเนี่ย" อมยิ้มพูดขึ้นจากนั้นพวกเราก็เก็บของแล้วหันหลังเดินกลับบ้านกัน
แต่วันนี้แปลกกว่าทุกวันตรงที่ว่าผมดันสงสัยว่าเพื่อนกลุ่มนั้นจะไปทางไหนจึงหันหลังกลับไปดู ปรากฎว่าพอหันหลังกลับไปมองเพื่อนทั้งสี่ก็หายไปแล้ว
"ไปไหนกันไวจัง" ผมพูดขึ้น แต่ไม่ทันไรก็เริ่มมีเม็ดฝนตกลงมา ไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้เราทั้งห้าคนต้องวิ่งตากฝนกลับบ้าน
พอมาถึงบ้านแต่ละคนก็โดนที่บ้านดุกันยกใหญ่ ส่วนผมก็โดนทั้งแม่ ทั้งพ่อดุกันตั้งแต่ตัวเปียกยันตัวแห้งเลยทีเดียว และวันรุ่งขึ้นผมก็เป็นไข้สูงต้องนอนซมอยู่ที่บ้านทั้งวัน และเหตุการณ์แปลก ๆ ก็เริ่มขึ้น เมื่อนาฬิกาที่บ้านตีบอกเวลาบ่ายโมงผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนเรียกเบา ๆ เสียงเหมือนอยู่หน้าบ้าน
"กร..กร..มาเล่นโดดเชือกกัน...กร...มาเล่นโดดเชือกกัน" เสียงเด็กผู้หญิงที่ผมคุ้นเคย ทำให้ผมตื่นขึ้นและลุกขึ้นไปที่หน้าต่าง เพื่อจะบอกว่าวันนี้ไม่สบายไปเล่นด้วยไม่ได้ แต่พอไปที่หน้าต่างและมองจากชั้นสองลงไปกลับไม่เห็นเพื่อนสักคน แต่เสียงเรียกยังคงลอยมาตามลมอยู่ดีและเหมือนมันจะพูดข้างหูด้วยซ้ำ
ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะพิษไข้เลยทำให้หูแว่วจึงเดินกลับมานอนที่เตียงเหมือนเดิม จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเชือกกระทบพื้นบ้านมันมาจากตรงบันไดและตรงมาทางห้องผม เสียงนี้หยุดอยู่หน้าห้องก่อนจะมีเสียงเย็น ๆ พูดขึ้น
"กร... กร... มาเล่นกันเถอะ" เสียงที่อยู่ตรงหน้าประตูไม่ใช่เสียงคน ๆ เดียว แต่เป็นเสียงสี่เสียงที่ประสานพร้อมกันและมีความก้องกังวานเล็ก ๆ ผมสะดุ้งเฮือกใหญ่พร้อมตะโกนลั่นบ้าน
"เป็นอะไรกร!" แม่วิ่งขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ผมไม่ได้ตอบได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง
สามวันต่อมาผมก็หายดี และพอผมกับกลุ่มเพื่อนมาเจอกันจึงได้รู้ว่าทั้งกลุ่มทุกคนล้วนป่วยกันหมดและเจอเหตุการณ์เดียวกันในวันแรก ส่วนเชนดูเหมือนจะโดนหนักกว่าเพื่อน
"พวกเอ็งโดนแค่วันแรกหรอ?" เชนถามขึ้น
"ใช่!!!!" เราสี่คนตอบพร้อมกัน
"แต่เราโดนทุกวันเลยวะ ตอนกลางคืนจะมีเสียงเหมือนคนเอาเชือกมาตีที่เตียงตลอดเลย แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อเราตลอดด้วย จนเราต้องไปหาหลวงพ่อที่วัดแน่ะ" เชนพูด หลังจากวันนั้นทุกวันเราก็เปลี่ยนสถานที่เล่นมาเล่นใกล้บ้านมากขึ้น และไม่เคยเห็นเด็กกลุ่มนั้นอีกเลย
2 นาฬิกา งูกินหาง
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนหนูอยู่ป.4 หนูชื่อมะขาม หนูย้ายเข้ามาในกรุงเทพตั้งแต่ป.1 มีแค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้นที่จะได้กลับบ้านเนื่องจากพ่อแม่ทำงานตลอดและตอนนี้หนูอยู่ม.4 แล้วค่ะ
เรื่องนี้ต้องย้อนไปตอนปิดเทอมเล็กช่วงป.4 พ่อกับแม่ก็พาหนูไปเยี่ยมย่าที่ต่างจังหวัดเหมือนกับทุกปีแต่ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่ว่าที่วัดข้างบ้านมีการจัดงานทำบุญลูกนิมิต หนูจึงได้ไปร่วมงานกับครอบครัวและได้เจอเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนเลย
ในตอนนั้นพวกเรามานั่งกองกันในศาลาริมน้ำรอพวกผู้ใหญ่ทำพิธีในศาลาด้านนอก พวกเราจึงตกลงกันว่าจะเล่นงูกินหางฆ่าเวลากัน เล่นกันไปได้สามตาก็มีผู้ใหญ่มาเรียกให้ไปกินข้าว หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน โดยสัญญากันว่าตอนบ่ายสองของทุกวันจะมาเล่นงูกินหางด้วยกันที่ศาลาริมน้ำ
เรื่องราวก็ดำเนินมาเรื่อย ๆ เป็นเวลาสามวันพอถึงวันที่สี่เพื่อนก็หายไปสามคนตอนนี้เลยเหลือเพื่อนอีกแค่สองคนรวมหนูด้วยเป็นสามคน พวกเราเลยคุยกันว่าวันนี้มานั่งคุยกันเฉย ๆ ดีกว่าอยู่ ๆ เพื่อนชื่อมิ้นต์ก็พูดขึ้นว่า
"ไอ้สามคนนั้นเมื่อวานยังเห็นมาตกปลาแถวนี้อยู่เลย สงสัยโดนหลวงพี่ที่ดุ ๆ ว่ามั้งวันนี้เลยไม่กล้ามา" มิ้นต์พูดด้วยสีหน้าอมยิ้มแบบพอใจ เพราะเพื่อนสามคนนั้นมักจะแกล้งเธอเป็นประจำ
"ไม่สบายรึเปล่าเมื่อวานแดดแรงมาก สี่โมงยังสว่างอยู่เลย" เพื่อนอีกคนชื่อฝ้ายพูด
"พวกนั้นอึดจะตายไม่ป่วยง่าย ๆ หรอก" มิ้นต์ตอบ
พวกเรานั่งเล่นกันที่ศาลาอีกสักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับเข้าบ้าน ตกกลางดึกคืนนั้นหนูก็ฝันแปลก ๆ
ในฝันหนูกำลังยืนอยู่ริมท่าน้ำ แล้วท่าน้ำนั้นรั้วที่กั้นไม่ให้คนตกลงไปมันเปิดอ้าซ่าไว้ หนูยืนรับลมอยู่แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากทางด้านหลัง
"มาเล่นกันเถอะ ลงไปเล่นกันใต้น้ำเถอะพวกเราเหงา" เสียงเด็กผู้ชายพูดแล้วมีมือพยายามผลักหนูตกน้ำ ด้วยความตกใจหนูจึงสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา
เมื่อถึงตอนเช้าหนูก็เล่าความฝันนี้ให้ทุกคนในบ้านฟัง ย่าจึงบอกว่าคงเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่มาขอส่วนบุญมั้ง หนูเลยไม่ได้คิดอะไร
พอนาฬิกาลูกตุ้มที่บ้านดังตอนบ่ายสองตรง หนูก็รีบออกไปหามิ้นต์กับฝ้ายที่ท่าน้ำเหมือนเดิม แต่พอมาถึงก็เห็นเพื่อนผู้ชายสามคนมานั่งรออยู่ก่อนแล้วคือ เอก กล้า และใบม่อน หนูเลยถามไปว่าทำไมเมื่อวานไม่มา ทั้งสามก็บอกว่าเมื่อวานไม่สบายแต่ตอนนี้หายดีแล้ว หนูสังเกตเห็นว่าเนื้อตัวของทั้งสามคนขาวซีดเหมือนไม่มีเลือดไปเลี้ยงและเสียงของทั้งสามคนก็ออกไปในทางเย็นยะเยือก ไม่มีชีวิตชีวาถึงเเม้หน้าตาจะยิ้มอยู่ตลอด
นั่งคอยสักพักมิ้นต์กับฝ้ายก็มาถึง พอทั้งสองมาถึงก็ทักทั้งสามเหมือนกับที่หนูทักไม่มีผิดแต่ฝ้ายทักเรื่องผิวเพิ่มเข้ามาด้วย
"ทำไมพวกนายตัวซีดจัง หายดีแล้วแน่นะ"
"ก็ปกตินะ อาจจะเพราะเพิ่งหายดีด้วยมั้งเลยยังดูไม่สดใสเท่าไหร่" เอกตอบแล้วยิ้มอ่อน ๆ ให้ฝ้าย
พอมาครบองค์ประชุมพวกเราก็เริ่มเล่นงูกินหางกันเหมือนเคย โดยครั้งนี้ใบม่อนจะเป็นพ่องูมีมิ้นต์เป็นแม่งูและที่เหลือเป็นลูกงู
"แม่งูเอ๋ย!"
"เอ๋ย!!"
"กินน้ำบ่อไหน"
"กินน้ำบ่อโสก โยกไปก็โยกมา"
"แม่งูเอ๋ย!"
"เอ๋ย!!"
"กินน้ำบ่อไหน"
"กินน้ำบ่อทราย ย้ายไปก็ย้ายมา"
"แม่งูเอ๋ย!"
"เอ๋ย!!"
"กินน้ำบ่อไหน"
"กินน้ำบ่อดิน บินไปก็บินมา"
"กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว!!" สิ้นคำใบม่อนก็เริ่มวิ่งมาจับลูกงู โดยมิ้นต์ที่เป็นแม่งูก็กางแขนป้องกันไว้ ใบม่อนเริ่มวิ่งเข้ามาจับเอกที่อยู่ท้ายสุด จากนั้นก็จับกล้าที่อยู่ถัดมา เล่นไปสักพักฝ้ายที่อยู่หลังเราก็ทักขึ้น
"มะขามดูที่พื้นสิ ทำไมพวกผู้ชายมันไม่มีเงาอะ" ได้ยินอย่างนั้นหนูก็ก้มลงไปมองพื้น ที่พื้นฝั่งพ่องูที่บัดนี้มีเอกกับกล้ายืนจับเอวอยู่ ทั้งสามคนไม่มีเงาทอดไปที่พื้นเลย แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา ใบม่อนก็วิ่งเข้ามาจับฝ้ายได้ และจับหนูได้ตามลำดับ
พวกเราเล่นกันแบบนั้นอยู่อีกสี่ห้าตาแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างทางออกจากวัดฝ้ายก็ชวนหนูกับมิ้นต์คุย
"มิ้นต์ มะขามตอนแกโดนพวกผู้ชายจับตัว แกรู้สึกเย็น ๆ เหมือนจับก้อนน้ำแข็งมั้ย?" ฝ้ายถามด้วยสีหน้ากังวล
"เรารู้สึกนะ เย็นมากเหมือนเพิ่งออกจากห้องแอร์" หนูตอบส่วนมิ้นต์ก็พยักหน้าสมทบ เราสามคนเก็บความสงสัยไว้โดยไม่ได้บอกใคร ในคืนนั้นหนูก็ฝันแบบเดิมแต่คราวนี้ฝันว่าโดนจับเอาหัวกดน้ำด้วยความตกใจจึงสะดุ้งตื่น เป็นแบบนี้อยู่สามวัน
ในวันที่สี่พอนาฬิกาลูกตุ้มตีบอกเวลาบ่ายสองหนูก็เตรียมตัวจะออกไปเล่นตามปกติ แต่ย่าห้ามไว้บอกว่าตอนเย็นเดี๋ยวจะไปงานศพอีก วันนั้นหนูจึงอดไปเล่น
พอเวลาประมาณหนึ่งทุ่มย่าก็พาหนูไปงานศพทีแรกหนูก็ไม่รู้หรอกว่างานศพใคร พอไปถึงก็เจอมิ้นต์กับฝ้าย ทั้งสองบอกว่าวันนี้หนูกับกลุ่มเด็กผู้ชายไม่มาเลยกลับกันก่อน คุยกันแป๊บนึงก็พากันเข้าไปในงาน
ในงานมีผู้ใหญ่มากมาย ย่าพาพวกเราเข้าไปกราบศพ พอเดินไปหน้าโลงก็เห็นกรอบรูปข้างโลงเป็นรูปที่คุ้นเคย ใช่แล้วนี่คืองานศพของใบม่อน พวกเราสามคนตกใจมาก เลยถามผู้ใหญ่ว่าใบม่อนเป็นอะไร พวกผู้ใหญ่บอกว่าเขาไปตกปลากับเอกและกล้าและว่ายน้ำแข่งกัน แต่ไม่รู้ทำไมทั้งสามคนจมน้ำพร้อมกันตอนนี้เอกกับกล้าอยู่ที่โรงพยาบาลส่วนใบม่อนก็เพิ่งเสียไปเมื่อเช้า
"เขาเข้าโรงบาลกันวันไหนคะ?" มิ้นต์ถาม
"ก็น่าจะเกือยบอาทิตย์แล้วนะ" ผู้ใหญ่คนนึงตอบ
ได้ยินอย่างนั้นพวกเราทั้งสามคนก็หน้าซีด เมื่อย่ากับพวกผู้ใหญ่เห็นก็เค้นถามว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเราเลยเล่าว่าตลอดเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์พวกเราเล่นกับสามคนนั้นที่ท่าน้ำมาโดยตลอด ทำเอาผู้ใหญ่บางคนถึงกับน้ำตาแตกร้องไห้ออกมา ส่วนย่าก็พูดว่า "เขาอาจจะอยากมาเล่นกับเราเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้มั้ง"
งานศพของใบม่อนผ่านไปสามวันในวันที่สี่ซึ่งเป็นวันเผาเอกกับกล้าก็ออกจากโรงพยาบาลพอดี ทั้งสองเล่าว่าในระหว่างนอนพักฟื้นจะฝันว่าใบม่อนมาชวนไปเล่นที่ท่าน้ำและจะมาเล่นกับพวกเราสลับกับไปว่ายน้ำแข่งกันที่ท่าน้ำทุกวัน พอฟื้นขึ้นถึงได้รู้ว่าใบม่อนจากไปแล้ว
หลังจากเหตุการณ์นั้นพอกลับมาถึงที่กรุงเทพหนูก็ไม่ได้ไปเยี่ยมย่าที่ต่างจังหวัดอีกนานจนถึงม.1 จึงได้กลับไปตอนปิดเทอมใหญ่เพราะย่าป่วยหนัก พอกลับไปก็ได้เจอเอก กล้า ฝ้าย มิ้นต์ที่ตอนนี้โตเป็นวัยรุ่นสวยหล่อกันหมดและได้ไปรำลึกความหลังกันที่ท่าน้ำที่เคยเล่นงูกินหางด้วยกัน
พอไปถึงก็เจอเด็กสองคนยืนตกปลาอยู่ข้าง ๆ เอกจึงเล่าว่าหลังจากจบงานศพของใบม่อนทุกวันเวลาบ่ายสองคนแถวนี้จะได้ยินเสียงเหมือนของหนักตกลงน้ำ และน้ำจะกระเพื่อมขึ้นพอมีคนมารอดูก็พบว่ามีเสียงเด็กหัวเราะจากทางด้านหลัง พอหันหลังกลับไปดูก็ได้ยินเสียงน้ำดังตู้ม
ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะอะไร และพอมานั่งคิด ๆ ดูก็มีเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้นั่นคือความฝันที่หนูเคยในวัยเด็ก เพราะจนถึงตอนนี้หนูก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงฝันแบบนั้น
3 นาฬิกา รีรีข้าวสาร
สวัสดีค่ะหนูชื่อมะลิ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนหนูเองแต่จะขอแทนตัวเพื่อนเป็นหนูนะคะ เรื่องราวเกิดขึ้นตอนหนูอยู่ป.1 ช่วงเย็นหนูก็มักจะมาเล่นกับเพื่อน ๆ ก่อนกลับบ้านตามประสาเด็กทั่วไปซึ่งโรงเรียนหนูจะปล่อยเด็กกลับบ้านตอนบ่ายสองครึ่ง
จนมีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักกว่าฝนจะซ่าก็บ่ายสามโมงแล้ว หนูจึงรีบกลับบ้านก่อนพอมาถึงบ้านก็เปิดการบ้านขึ้นมาทำ เนื้อหาในการบ้านคือเขียนตามเส้นประเป็นเพลงรีรีข้าวสาร แต่เนื้อเพลงมันไม่เหมือนกับที่หนูเล่นกับเพื่อน ๆ ตอนนั้นหนูก็ถามแม่ได้คำตอบมาว่ามันมีหลายแบบ แต่ด้วยความเป็นเด็กหนูก็บ่นไม่พอใจที่เนื้อเพลงไม่เหมือนกับที่ตัวเองเล่นอยู่ทุกวัน
ตกกลางคืนหนูฝันว่าหนูนั่งเล่นอยู่หน้าทีวีแล้วนาฬิกาลูกตุ้มก็ดังขึ้นตอนบ่ายสาม ตอนนั้นมีเสียงร้องดังขึ้นหลังเสียงนาฬิกาจบ
"รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก
เด็กน้อยตาเหลือก คดข้าวใส่จาน
ระวังคนข้างหลังไว้ให้ดี" เสียงนั้นเหมือนเสียงเด็กผู้หญิงหลอน ๆ พูดจบหนูก็สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา
วันต่อมาหลังจากกลับมาจากโรงเรียน หนูก็มานั่งทำการบ้านที่ห้องนั่งเล่น วันนั้นแม่ไม่อยู่ไปซื้อกับข้าวที่หน้าปากซอย พอนาฬิกาลูกตุ้มตีบอกเวลาบ่ายสามจู่ ๆ หนูก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก
เด็กน้อยตาเหลือก คดข้าวใส่จาน
ระวังคนข้างหลังไว้ให้ดี" เสียงร้องดังขึ้นเบา ๆ หลังจากเสียงหัวเราะทำให้หนูรู้สึกกลัวเลยออกไปนั่งหน้าบ้าน จนแม่กลับมาหนูจึงเล่าเรื่องให้แม่ฟัง
วันรุ่งขึ้นแม่จึงพาไปทำบุญที่วัด เหตุการณ์ก็เหมือนจะกลับมาเป็นปกติจนผ่านไปสองวันหนูก็ฝันแบบเดิม
ในฝันหนูฝันว่าอยู่ในห้องสีขาวสว่าง ๆ มีเด็กกลุ่มหนึ่งประมาณสี่ถึงห้าคนกำลังรวมกลุ่มกันเดินมาหาหนู แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงนาฬิกาดังขึ้น ตีเวลาสามครั้งความรู้สึกในฝันตอนนั้นหนูรู้สึกว่านี่คือเวลาบ่ายสามโมง พอสิ้นเสียงนาฬิกา พวกเราก็เล่นรีรีข้าวสารกัน หลังจากร้องเพลงจบคนสุดท้ายที่โดนแขนล็อกคือหนู แต่แทนที่พวกเขาจะปล่อยและเล่นต่อ กลับแสยะยิ้มกว้าง ตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงและจ้องหนูกันทุกคน
"โดนจับแล้ว ต้องมาอยู่กับพวกเราแล้ว" ทั้งหมดพูดขึ้นพร้อมกัน ในฝันหนูตกใจสุดขีดจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ตอนเช้าหนูเล่าให้แม่ฟังแต่แม่บอกว่าไม่เป็นไร หนูคงจะอยากเล่นกับเพื่อนมากเกินไป
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ช่วงนั้นหนูฝันเห็นเหตุการณ์แบบนี้วนไปแทบทุกคืน จนแม่ต้องพาไปหาหลวงตาที่วัดที่แม่นับถือ หลวงตาบอกว่าหนูอาจไปล่วงเกินอะไรบางอย่างเข้าจนเกิดเรื่องแบบนี้ จึงทำพิธีขอขมาโทษและให้ใส่บาตรพระตลอดเจ็ดวัน หลังจากนั้นหนูก็ไม่ฝันแบบนั้นอีกเลย
4 นาฬิกา กระต่ายขาเดียว
ผมชื่อชัยครับ เป็นครูสอนพละศึกษาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมชายแห่งหนึ่ง เรื่องนี้เกิดตอนผมเพิ่งเข้ามาบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ เมื่อห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นโรงเรียนมีกิจกรรมการละเล่นรักสุขภาพ โดยที่ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกันเล่นการละเล่นเด็กไทย ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ มีวิ่งไล่จับ กระโดดยาง กระต่ายขาเดียว และอื่น ๆ ส่วนผมได้รับหน้าที่ดูแลเด็กในกลุ่มกระต่ายขาเดียว โดยกิจกรรมนี้จัดหลังจากสอบกลางภาคเสร็จใช้ระยะเวลาสองอาทิตย์
โดยที่กิจกรรมจะเริ่มตอนสี่โมงเย็น พอถึงเวลาฝ่ายประชาสัมพันธ์จะเปิดเสียงนาฬิกาลูกตุ้มแทนการประกาศปกติ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงใช้เสียงนาฬิกาลูกตุ้ม
โดยเรื่องนี้มันเกิดขึ้นในวันที่สองของกิจกรรม ตอนที่ผมกำลังเดินออกจากห้องน้ำก็มีเด็กนักเรียนมารออยู่หน้าสนามแล้ว พอผมเดินเข้าไปถามด็กกลุ่มนั้นก็บอกว่า มีเพื่อนเข้ามาเล่นด้วยแต่เล่นไปสักพักเขาก็หายตัวไปหาทั่วสนามก็ไม่เจอเลยมาถามว่ามีคนเข้ากลุ่มเพิ่มรึเปล่า
ผมถามนักเรียนกับไปว่าไม่คุ้นหน้าเพื่อนหรอ นักเรียนก็บอกว่าไม่คุ้นและไม่รู้ด้วยว่าอยู่ชั้นไหน คิดว่าน่าเป็นเด็กม.หนึ่ง ผมปฏิเสธไป บอกว่าน้องคงอยากมาเปลี่ยนบรรยากาศมั้ง ถ้ามาอีกให้พามาหาครูก่อน
วันต่อมาครูหลายท่านปล่อยนักเรียนก่อนเวลา นักเรียนจึงลงมาทำกิจกรรมก่อนสี่โมงเย็น พอฝ่ายประชาสัมพันธ์เปิดเสียงนาฬิกาบอกเวลา ผมก็เห็นนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากตึกเรียนม.หนึ่ง แล้วเดินมาที่กลุ่มกระต่ายขาเดียวที่ผมคุมอยู่แล้วทำท่าเหมือนจะขอเล่นด้วย นักเรียนจึงพาเด็กกลุ่มนั้นมาหาผมที่ยืนอยู่ริมสนาม
"ทำไมไม่ไปเข้ากลุ่มที่ตัวเองเลือกล่ะครับ หรือว่ายังไม่มีกลุ่มครับ" ผมถาม
"พวกผม ขอเล่นกับพวกพี่เขาแป๊บนึงได้มั้ยครับ แล้วพวกผมจะต้องกลับแล้ว" นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มพูด
"แต่กิจกรรมเลิกตอนห้าโมงเย็น จะมาเล่นแป๊บเดียวได้ไงครับ?" ผมถามต่อ
"เขาให้ผมมาเล่นแค่ตาเดียวแล้วต้องกลับแล้วครับ" เด็กคนนั้นตอบ
ตอนนั้นผมเข้าใจว่าครูประจำชั้นคงจะอนุญาตแค่นี้เลยถามห้องเด็กกลุ่มนั้นคิดว่าจบจากการคุมเด็กจะไปถามเสียหน่อย โดยเด็กคนนั้นตอบว่าอยู่ม.หนึ่งห้องสาม หลังจากได้คำตอบแล้วผมก็ให้เด็กกลุ่มนั้นเล่นด้วย โดยที่ผมเองก็จะจับตาดูอยู่ตลอดเหมือนกัน
พอผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เด็กกลุ่มนั้นก็เดินออกจากสนามไปที่ตึกม.หนึ่งทางเดียวกันกับที่เดินออกมา ผมก็นั่งรอจนถึงเวลาปล่อยเด็กกลับบ้าน หลังจากปล่อยเด็กเสร็จแล้วผมก็เดินไปหาครูที่ประจำอยู่หนึ่งทับสามแล้วเล่าให้เขาฟัง
"เอ~จะเป็นไปได้ยังไงม.หนึ่งเขาให้นั่งเรียนอยู่ที่ห้องนะ และก็ไม่มีเด็กคนไหนออกจากห้องเลยนะจ๊ะ เด็กมันโกหกรึเปล่า" ครูประจำห้องสามพูด
"เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ งั้นไว้พรุ่งนี้ถ้าเจออีกจะให้นำมาห้องเรียนเลยดีกว่าจะได้รู้ว่าโดดเรียนรึเปล่า"ผมพูดก่อนขอตัวออกมา
วันต่อมาพอเสียงนาฬิกาดังขึ้น เด็กกลุ่มนั้นก็เดินออกมาจากตึกเดิม แบบเดิมกับเมื่อวานเป๊ะ ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้รอจนเด็กกลุ่มนั้นเดินกลับแล้วจึงรีบเดินตามไป แต่ปรากฎว่าพอพ้นจากระหว่างตัวตึกกลับไม่เห็นเด็กกลุ่มนั้นแล้ว
"ไปไหนไวจัง" ผมบ่นเบา ๆ ก่อนเดินกลับไป แต่พอหันหลังจะเดินกลับผมก็ไปยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากทางด้านหลัง ผมจึงรีบหันไปมอง พอหันกลับไปก็พบแต่ความว่างเปล่าไม่มีแม้แต่นักเรียนสักคนที่อยู่ตรงบริเวณนั้น ผมจึงรีบเดินออกมา
วันที่สามของการสังเกตุการณ์หลังจากเด็กกลุ่มนั้นกำลังเดินกลับไปที่ตึก ผมรีบเรียกไว้และขอเดินตามไปด้วย พอเดินตามไปก็ได้ยินเสียงคนเรียกจากทางด้านหลัง พอหันหลังกลับไปก็ไม่เห็นคนเรียกสักคนเลยหันกลับมาที่เดิมแต่เด็กกลุ่มนั้นก็ได้หายไปซะแล้ว
และวันที่สี่ วันนี้เกิดสิ่งผิดปกติขึ้นคือเมื่อเสียงบอกเวลาดังขึ้น เด็กกลุ่มที่ผมดูแลก็ทำท่าควักมือเรียกใครสักคนที่ผมมองไม่เห็นและก็เริ่มเล่นกระต่ายขาเดียวกัน โดยที่กระต่ายกระโดดไปแตะตัวใครก็ไม่รู้และทุกคนก็วิ่งหนีอากาศกันสนุกสนานทำเหมือนมีคนเล่นด้วย
ผมนั่งสังเกตอยู่ที่ริมสนามจนถึงเวลาเลิกกิจกรรม ผมจึงเรียกเด็กทั้งหมดมาแล้วถามว่าทำไมวันนี้เล่นกันวงใหญ่จัง เห็นขีดเส้นที่สนามกว้างกว่าทุกวัน
แต่คำตอบที่ผมได้รับคือ นักเรียนทั้งกลุ่มตอบว่ามีเด็กม.หนึ่งกลุ่มใหญ่มาขอเล่นด้วย และเล่นจนหมดเวลาเลย แล้วเด็กก็ถามกลับว่าสรุปน้องเขามาลงเล่นกระต่ายขาเดียวแล้วใช่มั้ย นั่นทำให้ผมอึ้งไปสักพักและพยักหน้าช้า ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็เฮดีใจกันและพากันกลับบ้านทิ้งความสงสัยไว้ที่ผมคนเดียว
และเหตุการณ์ก็ดำเนินมาอย่างนั้นจนถึงวันสุดท้าย หลังจากจบกิจกรรมผมก็ไปถามครูในสายชั้นว่า เมื่อก่อนที่นี่เคยมีเด็กเสียชีวิตมั้ย
"อยากรู้ไปทำไมหรอ? หรือว่าไปเจออะไรมา" ครูคนหนึ่งถาม
"คือผมเจอเรื่องแปลก ๆ ตอนคุมเด็กเล่นกระต่ายขาเดียวอะครับ เลยอยากรู้"
"ก็เมื่อประมาณหกปีที่แล้วเคยเกิดเหตุไฟไหม้ที่ตึกม.หนึ่ง ตอนนั้นนักเรียนทั้งตึกลงมากันหมดแล้วแหละเหลือแค่เด็กกลุ่มนึงที่ขึ้นไปเอาของและหนีลงมาไม่ทัน มีประมาณเจ็ดคนมั้ง กว่าจะเจอก็สี่โมงเย็นโน่นแน่ะ" ครูคนนั้นเล่า
"เด็กกลุ่มนั้นอยู่ห้องสามใช่มั้ยครับ" ผมถาม
"ใช่ รู้ได้ไงหรอ?"
"ก็เด็กกลุ่มนั้นเคยบอกผมว่าอยู่ห้องหนึ่งทับสาม แต่พอผมไปถามครูประจำห้องนั้นครูเขาก็บอกว่าไม่มีเด็กหายไป ผมเลยสงสัยครับ" ผมตอบ
"เขาคงเหงามั้งว่าง ๆ ก็ไปทำบุญให้เด็ก ๆ หน่อยนะ"
5 นาฬิกา หมากเก็บ
เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ผมชื่อต้นสนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ผมไปเยี่ยมหลานชายที่ต่างจังหวัด หลานชายผมชื่อเหนือดาวตอนนั้นเขาอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น
เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากที่ผมกลับไปบ้านได้สองวันพี่สาวและพี่เขยก็ไปทำงานกว่าจะกลับก็ดึก ๆ จึงฝากผมเลี้ยงเหนือดาว ด้วยความที่ผมก็ไม่รู้จะเลี้ยงยังไงดังนั้นทุกวันหลังจากปลุกเหนือดาวตื่นจากนอนกลางวันก็จะชวนมานั่งอ่านนิทานจนถึงเวลาห้าโมงเย็นก็จะหาเกมเล่นกัน แล้วก็ที่บ้านพี่สาวที่ห้องนั่งเล่นจะมีนาฬิกาลูกตุ้มแบบแขวนแขวนไว้อยู่ นาฬิกานี้เป็นของคุณตาซื้อไว้ตอนวันเกิดครบห้าสิบปีจนถึงตอนนี้มันก็ยังใช้งานได้ดีอยู่
พอเสียงนาฬิกาตีเวลาเป็นเวลาห้าโมงเย็น ก็เป็นสัญญาณให้ผมพาน้องเหนือดาวเล่นเกมแล้ววันนั้นผมไม่รู้จะให้หลานเล่นอะไร เหลือบไปเห็นเลโก้ที่หลานยังไม่ได้เก็บเลยชวนหลานเล่นหมากเก็บกัน
หลังจากเล่นได้สามสี่ตาเหนือดาวก็เริ่มสนุกกับเกมใหม่นี้ พอถึงเวลาหกโมงเย็นผมก็พาเหนือดาวเก็บของเล่นและกินข้าวเย็น
ในคืนนั้นเหนือดาวเล่าเรื่องเกมใหม่ที่น้าให้เล่นอย่างสนุกสนาน พอถึงอีกวันตอนนาฬิกาตีเวลาห้าโมงเย็นเหนือดาวก็รีบลูกออกจากเก้าอี้ไปหยิบเลโก้มาชวนผมเล่นหมากเก็บอีก
เล่นไปได้สักพักก็มีเสียงเรียกของพัสดุมาส่งผมจึงเดินออกไปรับ พอเดินกลับมาก็เห็นเหนือดาวกำลังโยนเลโก้เล่นอยู่และพูดคุยกับใครบางคนที่ผมไม่เห็นตัว ผมจึงเดินไปถามว่าคุยกับใครเหนือดาวก็ตอบว่าพี่สาวผมสั้นครับ ตอนนั้นผมคิดว่ามันคือเพื่อนในจินตนาการของหลานจึงไม่ได้ว่าอะไร
ตกดึกหลังจากที่พี่สาวพาเหนือดาวเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ผมก็เล่าเรื่องเพื่อนในจินตนาการให้เขาฟัง
"ปกติน้องเขาก็ไม่เคยพูดถึงเพื่อนในจินตนาการนะ ทำไมวันนี้ถึงมีเพื่อนในความคิดได้" พี่สาวผมสงสัย
"ก็เป็นปกติของเด็กนั่นแหละต้นสนไม่ต้องสนใจหรอก ดีซะอีกเด็กจะได้มีความคิดสร้างสรรค์ไง" พี่เขยพูด เมื่อได้ข้อสรุปอย่างนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน
และวันต่อมากิจวัตรประจำวันก็เหมือนเดิม หลังจากนาฬิกาตีบอกเวลาห้าโมงเย็น เหนือดาวก็รีบวิ่งไปเอาของเล่น แต่วันนี้ดันแบ่งกองเลโก้ไว้สามกอง
"ทำไมแบ่งไว้สามกองล่ะครับ เราเล่นกันสองคนนี่ครับ" ผมถาม
"แบ่งไว้รอพี่สาวผมสั้นครับ" เหนือดาวตอบ
"เขาจะมาเล่นด้วยหรอครับ"
"ใช่ครับ เมื่อวานผมชวนเขามาเล่นด้วยอีก"
"งั้นถ้าเขายังไม่มาก็เล่นกันสองคนก่อนเนอะ เดี๋ยวค่อยให้เขาเล่นรอบต่อไปนะครับ" ผมพูดแล้วรวมกองที่สามเข้าตรงกลาง
หลังจากเล่นไปสักพักผมก็ปวดเบาจึงไปเข้าห้องน้ำ เดินกลับมาถึงห้องนั่งเล่นก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเหนือดาวและเสียงเด็กผู้หญิงอีกคน ตอนนั้นผมตกใจจึงรีบเดินเข้าห้องไปดู ภาพที่เห็นคือเหนือดาวนั่งเล่นหมากเก็บอยู่ที่เดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคนที่นั่งกับเหนือดาวเป็นเด็กผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่ง มองจากด้านหลังเธอดูปกติทุกอย่างแต่พอเธอหันมาทางผมทำให้ผมตกใจจนรีบอุ้มเหนือดาวออกทันที
ใบหน้าของเธอเป็นสีขาวซีดกำลังแสยะยิ้มกว้างอย่างน่ากลัวตาของเธอเป็นหลุมโบ๋สีดำไม่เห็นตาขาว เมื่อเธอเห็นผมอุ้มเหนือดาวหนีจึงกระโจนทะลุกำแพงออกไปข้างนอกตอนนั้นผมจึงรีบพาเหนือดาวไปที่ห้องพระแล้วรีบโทรบอกพี่สาวทันที
เมื่อพี่สาวกลับมาก็ตรงมาถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมและคาดคั้นเหนือดาวจนหลานยอมสารภาพ
เหนือดาวเล่าว่าวันที่ผมออกไปรับพัสดุมีพี่สาวผมสั้นคนหนึ่งมายืนเคาะหน้าต่างอยู่และขอเล่นด้วย เหนือดาวจึงอนุญาตให้เข้ามาเล่นด้วยเด็กคนนั้นจึงทะลุกำแพงเข้ามาเล่นกับเหนือดาว พอผมเดินกลับมาเด็กคนนั้นก็หายไปแล้วจนวันนี้ตอนผมไปเข้าห้องน้ำเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ทะลุกำแพงมาเล่นด้วยเหมือนเมื่อวาน
พี่สาวผมจึงถามถึงหน้าตาซึ่งเหนือดาวก็เล่าลักษณะได้ตรงกับผมทุกอย่าง คืนนั้นพี่สาวเลยให้ทั้งบ้านสวดมนต์ก่อนเข้านอนที่ห้องพระและย้ายกันมานอนห้องพี่สาวทั้งหมด
วันที่สี่วันนี้เป็นวันที่ผมต้องกลับกรุงเทพแล้ว ผมจึงตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่หกโมงเช้าและออกเดินทางตอนเจ็ดโมง โดยที่คนที่จะอยู่กับเหนือดาวคือพี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมา
พอผมกลับมาถึงกรุงเทพตอนห้าโมงครึ่งพี่สาวก็โทรมาทันที ทีแรกผมก็นึกว่าตัวเองลืมของหรือเหนือดาวงอแงอยากเจอผมแต่เปล่าเลย สิ่งที่พี่สาวบอกคือ
พี่เลี่ยงเล่าว่าตอนห้าโมงเย็นเธอเห็นเด็กผู้หญิงผมสั้นเดินมายืนอยู่หน้าบ้าน พอเหนือดาวเห็นก็ชวนเข้ามาในบ้านทีแรกเธอคิดว่าเป็นเพื่อนข้างบ้านแต่พอเข้ามาข้างในเธอทั้งสองก็ตรงไปเล่นหมากเก็บด้วยกัน เธอจึงเดินไปล้างจานที่ห้องครัวไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเหนือดาวดังขึ้น เธอจึงรีบวิ่งไปดูสิ่งที่เห็นคือเด็กผู้หญิงคนนั้นนั่งทับเหนือดาวและโยนเลโก้เล่นบนตัวเหนือดาว
พอเธอเห็นอย่างนั้นก็รีบเรียกให้เด็กผู้หญิงลงมา พอเด็กผู้หญิงเห็นเธอก็รีบกระโจนทะลุกำแพงออกไป ส่วนตัวของเหนือดาวที่ท้องก็มีจ้ำสีม่วงดวงใหญ่ปรากฏอยู่จึงรีบพาไปหาหมอ หมอบอกว่าเหมือนโดนของหนักทับไม่น่าใช่ตัวเด็กปกติ แต่พี่เลี้ยงก็ยืนยันว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อ้วนเลยสักนิดออกจะผอมไปด้วยซ้ำและหลังจากกลับมาที่บ้านพี่เลี้ยงคนนั้นก็ขอลาออก
ผมจึงแนะนำให้ทำบุญบ้านและพาน้องไปที่ทำงานด้วย และหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย
6 นาฬิกา เล่นซ่อนแอบ
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของหลวงตาท่านหนึ่งท่านเล่าว่าเมื่อก่อนหลังวัดใกล้ ๆ ป่าช้าจะเป็นเมรุเผาศพและจะมีศาลาไว้สวดอภิธรรมสามหลัง ตอนนั้นที่หมู่บ้านใกล้ ๆ จะมีเด็กมาตกปลาที่คลองเป็นประจำและก็จะโดนผู้ใหญ่บ้านไล่จนเป็นเรื่องปกติ
จนมีอยู่ครั้งหนึ่งผู้ใหญ่บ้านทนไม่ไหวจึงได้ยึดเบ็ดตกปลาของเด็กหัวโจกกลุ่มหนึ่งไว้ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะมารวมตัวกันที่วัดตอนหกโมงเย็นเป็นประจำโดยสมาชิกในกลุ่มมีห้าคนดังนี้เกล้า ขลุ่ย ยอด ชัยและเดช
เมื่อโดนผู้ใหญ่บ้านยึดเบ็ดตกปลาไปเด็กทั้งห้าก็เปลี่ยนกิจกรรมมาเป็นเล่นกันที่ศาลาลังวัดโดยที่หลวงตาเองซึ่งในตอนนั้นยังเป็นพระหนุ่มไม่กี่พรรษาก็ได้เตือนว่าระวังสัตว์เลื้อยคลานด้วย โดยทุกครั้งที่นาฬิกาลูกตุ้มหน้าโบสถตีเวลาหกโมงเย็นเด็กกลุ่มนั้นจะอาศัยจังหวะที่พระทำวัตรไปเล่นกันที่ศาลาหลังวัด โดยมักจะเล่นซ่อนแอบกัน
จนมีอยู่วันหนึ่งหลังจากพระทำวัตรเสร็จก็เจอเดชมานั่งรออยู่หน้าโบสถ หลวงตาจึงถามไปว่ามานั่งทำอะไรตรงนี้แล้วเพื่อนล่ะ
เดชจึงเล่าว่าตอนหกโมงเย็นหลังจากพระขึ้นทำวัตรพวกเขาก็ไปเล่นซ่อนแอบกันเหมือนปกติ โดยมีเกล้าเป็นคนหาส่วนอีกสี่คนเป็นคนซ่อน โดยที่ตนเองซ่อนที่หลังศาลาที่ติดกับป่าช้า จู่ ๆ เขาก็เห็นเงาตะคุ่มมายืนมองอยู่หลังต้นไม้หลายเงาทุกเงาล้วนมีตาสีแดงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความกลัวจึงได้วิ่งออกมาแต่พอวิ่งออกมากลับไม่เจอเพื่อนสักคนเลยมานั่งรออยู่หน้าโบสถ
หลังจากที่เดชเล่าจบเหล่าเพื่อน ๆ ของเขาก็พากันเกาะกลุ่มเดินออกมาพอเห็นว่าเดชนั่งคุยกับหลวงตาอยู่จึงรีบวิ่งมาแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพยายามหาเดชแล้วหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเลยเดินออกมาดูคิดว่ากลับบ้านไปแล้ว
ตอนนั้นหลวงตาคิดว่าเพื่อน ๆ คงรวมหัวกันแกล้งเดชเป็นแน่จึงไม่ได้ว่าอะไรบอกเพียงแค่ให้รีบกลับบ้านเพราะมืดมากแล้ว
วันต่อมาหลังจากที่นาฬิกาตีบอกเวลาหกโมงเย็น หลวงตากำลังเดินไปตีระฆังทำวัตรเย็นก็เห็นเด็ก ๆ เดินไปที่ศาลาหลังวัดเหมือนเดิมตอนนั้นหลวงตาก็ไม่ได้คิดอะไร จนทำวัตรเสร็จกำลังจะเดินกลับกุฏิเกล้า ยอด ชัย เดชก็เดินเกาะกลุ่มมาแล้วบอกว่าขลุ่ยหายตัวไป เดินหาสามสี่รอบแล้วก็ไปดูที่บ้านแล้วด้วยก็ไม่เจอ
ด้วยความเป็นห่วงหลวงตาจึงเดินถือไฟฉายเข้าไปหา พอเปิดไฟในแต่ละศาลาก็เจอขลุ่ยที่นอนอยู่ ข้าง ๆ มีงูพิษอยู๋ตัวนึงพอมันเห็นคนมันก็รีบเลื้อยไปที่ป่าช้าทันที น่าเสียดายที่นำตัวขลุ่ยไปส่งโรงพยาบาลไม่ทันจึงเสียชีวิตไป
ในวันสวดศพของขลุ่ยกลุ่มเพื่อนสนิทก็มาฟังสวดด้วยแต่ตลอดทั้งงานเดชเอาแต่นั่งก้มหน้าไม่ยอมเงยหน้าเลย ตอนพิธีจบก็รีบกลับบ้านเป็นคนแรก
ในวันสวดศพขลุ่ยวันที่สอง พิธีจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่มดังนั้นตอนหกโมงเย็นพระก็จะลงทำวัตรปกติ พอเดินลงมาก็เจอเดชนั่งรออยู่ที่เดิม พอเดินไปถามจึงได้ความว่าตอนหกโมงเย็นหลังจากสิ้นเสียงนาฬิกาหน้าโบสถตัวเดชกำลังยืนกวาดลานวัดอยู่ก็เจอขลุ่ยมายืนควักมือเรียกตรงมุมต่าง ๆ จนทนไม่ไหวเลยมานั่งที่หน้าโบสถ
ตอนสวดอภิธรรมเดชก็ยังคงนั่งก้มหน้าก้มตาเหมือนเดิมไม่เหมือนยอดที่วันนี้ดูพูดมากกว่าปกติ หลังจากจบงานเกล้า ยอด ชัยก็ซ้อนมอเตอร์ไซต์ออกไปทันที
วันต่อมาตอนนาฬิกาหน้าโบสถดังบอกเวลาหกโมงก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นรถของยอดชนต้นไม้ข้างเมรุอาการสาหัสต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนที่วัดก็เกิดเรื่องแปลก ๆ เมื่อเด็กวัดหลายคนบอกตรงกันว่าหลังจากนาฬิกาตีครบจำนวนหกครั้งแล้วหลายคนเห็นขลุ่ยยืนอยู่ที่ศาลาบ้าง เห็นเดินอยู่รอบเมรุบ้าง เห็นนั่งอยู๋ที่เก้าอี้ในศาลาบ้างจนเด็กแถวนั้นกลัวกันไปหมด
จนถึงวันเผาศพขลุ่ยใส่ส่นของพิธีทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ส่วนเด็ก ๆ ก็อยู่ช่วยเก็บงานกันจนเวลาหกโมงเย็นทั้งสามคนได้ตกลงกันว่าจะเล่นซ่อนแอบสักสองรอบก่อนกลับบ้าน
ในระหว่างเล่นนั้นเกล้าได้ไปซ่อนที่หลังศาลาใกล้ป่าช้า ส่วนชัยซ่อนที่ข้างเมรุในระหว่างที่เดชกำลังหาเพื่อนอยู่ ไม่รู้คิดอะไรจึงได้เดินเข้าไปในป่าช้า แต่เดินเข้าไปไม่ไกลก็วิ่งออกมาแล้วตะโกนดังลั่นว่า ไอ้ขลุ่ยไอ้ยอดวิ่งตามซ้ำ ๆ เหมือนคนเสียสติจนสัปเปร่อต้องเรียกชัยมาช่วยจับไว้แล้วพามาหาเจ้าอาวาสในตอนนั้น
พอเจ้าอาวาสพิจารณาก็เอาน้ำมนต์มาพรมที่หัวแล้วเดชก็นิ่งลง จากนั้นเจ้าอาวาสก็ถามหาเกล้าตอนนั้นคนทั้งวัดก็พากันหาตัวเกล้ากันให้ทั่วแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจนไปมีเด็กวัดคนหนึ่งปเจอเกล้าผูกคอตายอยู่ที่ต้นไม้หลังศาลาใกล้ป่าช้า
วันรุ่งขึ้นในขณะที่กำลังเตรียมงานศพของเกล้าอยู่ครอบครัวของยอดก็มาแจ้งว่ายอดตายแล้วด้วยอาการหัวใจวายตอนหกโมงเย็นเมื่อวานนี้ และศพของยอดก็ตั้งอยู่ท่ศาลาฝั่งตรงข้ามกับศาลาของเกล้า
เมื่อศพมาพร้อมกันทั้งสองครอบครัวจึงตกลงกันว่าจะตั้งสวดสามวันและเผาหลวงตาสังเกตว่างสามวันไม่ว่าจะงานของเกล้าหรือของยอด ชัยและเดชจะก้มหน้าและรีบกลับบ้านตลอด จนวันสุดท้ายหลังจากเอาศพทั้งสองขึ้นสู่เชิงตะกอนเรียบร้อย หลวงตาจึงเรียกทั้งสองมาถามสิ่งที่สงสัย
เดชจึงตอบว่าก็ตั้งแต่งานแรกจนถึงงานนี้ทั้งขลุ่ย เกล้า ยอดทั้งสามต่างมายืนจ้องอยู่ด้านหน้าของทั้งสองทุกวัน
หลังจากนั้นสองวันชัยและยอดก็มาขอบวชเรียนที่วัด ระหว่างที่ทั้งสองอยู่นั้นหากวันไหนพระตีระฆังแล้วไม่ขึ้นไปทำวัตรเย็นก็จะเจอขลุ่ย เกล้า ยอดมาเคาะห้องเรียกตลอดจนพระทำว้ตรเสร็จถึงจะหายไป หรือไม่ก็ตอนหกโมงเย็นจะเป็นทั้งสามมานั่งหน้าศาลาแสยะยิ้มให้เป็นแบบนี้ไปประมาณเดือนหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะไม่เจอเพื่อนของตนอีกจนถึงปัจจุบันพระเดชและพระชัยก็ยังบวชอยู่ตลอดและตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต
7 นาฬิกา เดินกะลา
ฉันชื่อใบข้าวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ยี่สิบปีแล้วค่ะ ฉันมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อมิ้น เรื่องนี้เกิดตอนที่แกอยู่ม.หนึ่งค่ะ มิ้นเป็นเด็กนาฏศิลป์ตั้งแต่ป.หนึ่งช่วงนั้นมีการแสดงการละเล่นไทยสิบอย่าง ซึ่งมิ้นต์ได้การละเล่นเดินกะลา คือการเดินบนกะลามะพร้าวครึ่งซีก
ทุกวันมิ้นจะฝึกเดินกะลาอยู่ที่ชั้นสองของบ้านจนมีอยู่วันหนึ่งตอนหนึ่งทุ่มหลังจากเสียงนาฬิกาลูกตุ้มที่ห้องนั่งเล่นดังก็มีเสียงกะลากระทบพื้นอยู่บนชั้นสอง ด้วยความที่มันเริ่มมืดแล้วฉันก็กลัวจะไปรบกวนเพื่อนบ้านจึงตะโกนดุไป
"มิ้นต์จะฝึกเดินกะลาอะไรตอนนี้มันรบกวนคนอื่นเขา" สิ้นเสียงเสียงเดินข้างบนก็เงียบไป
ที่สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งคือมิ้นต์เดินออกมาจากห้องนั่งเล่นแล้วถามว่าแม่คุยกับใคร หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จก็เตรียมตัวอาบน้ำเเละเข้านอน พอเดินขึ้นมาชั้นสองกะลาที่ควรจะอยู่ในห้องมันกลับมาอยู่หน้าห้องซะได้
"มิ้นต์ทำไมไม่เก็บกะลาให้ดี ๆ เดี๋ยวก็ลืมหรอกยืมของโรงเรียนมาไม่ใช่หรอ?" ฉันดุ
"แต่วันนี้มิ้นต์ยังไม่ได้ซ้อมเดินเลยนะ มันมาอยู่ข้างหน้าได้ไงเนี่ย" มิ้นต์บ่นแล้วเอากะลาเข้าไปเก็บที่เดิม
วันต่อมาในขณะที่เรากำลังกินข้าวอยู่นาฬิกาก็ตีบอกเวลาหนึ่งทุ่มเหมือนเดิม พอสิ้นเสียงนาฬิกาก็มีเสียงกะลากระทบพื้นดังขึ้นที่ชั้นสอง รอบนี้ฉันกับลูกมองหน้ากันแล้วตัดสินใจเดินขึ้นไปดู ระหว่างที่เดินมาหน้าบันไดเสียงกะลาก็เงียบลง เมื่อขึ้นไปดูก็พบว่ากะลาถูกวางไว้ใกล้กับทางลงบันไดตอนนั้นฉันและลูกตกใจมาก จึงปรึกษากันว่าจะเอากะลากลับไปไว้ที่โรงเรียน
ในคืนนั้นฉันฝันว่ากำลังดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่นและก็มีเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาหนึ่งทุ่ม จากนั้นก็มีเสียงเดินกะลาดังมาจากชั้นสอง ลงมาที่บันไดและตรงมาที่โถงทางเดิน ในฝันฉันไม่สามารถละสายตาได้จากทีวี แต่หางตาเห็นว่ามีมือคู่หนึ่งกำลังบังคับกะลาเดินผ่านไปหน้าบ้าน
พอตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นภาพที่เห็นในฝันก็ยังคงติดตาอยู่ไม่หาย และวันนี้น้องมิ้นต์ก็เอากะลาไปคืนที่โรงเรียน เราก็คิดว่ามันจะไม่มีอะไรแล้ว
ตกเย็นในขณะที่กำลังดูทีวีกับลูกอยู่พอนาฬิกาตีเวลาหนึ่งทุ่มสิ้นเสียงฉันกับลูกก็ได้ยินเสียงกะลาดังขึ้นรอบนอกตัวบ้าน เหมือนมีคนเอากะลามาเดินอยู่รอบบ้าน ด้วยความกลัวฉันจึงรีบวิ่งไปเช็คที่ประตูและพาลูกเข้านอนทันที เสียงกะลาเดินวนอยู่อย่างนั้นจนสองทุ่มเสียงจึงเงียบไป
วันต่อมาในขณะที่ฉันกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามก็มาเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานตอนหนึ่งทุ่มเขากำลังเรียมของไปขายอยู่หน้าบ้านก็เห็นมียายแก่แปลกหน้าเดินอยู่บนกะลาเดินวนอยู่รอบบ้าน สักพักไฟในบ้านก็ดับลง พอสักประมาณสองทุ่มยายคนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
พอได้ยินแบบนั้นฉันก็ใจเสีย ตอนเย็นระหว่างไปรับลูกก็ได้ขึ้นไปคุยกับครูนาฏศิลป์และเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง ครูเขาก็ตกใจและรีบพาลูกเราไปขอขมาครูบาอาจารย์ในห้อง ครูเขาเล่าว่าวันแรกที่แจกอุปกรณ์นักเรียนได้เอาอุปกรณ์มาเล่นกัน แต่วันนั้นครูมีประชุมเลยยังไม่ได้ลงโทษอะไรสงสัยครูบาอาารย์ท่านจะมาเตือน
หลังจากกลับมาบ้านพอมิ้นต์ขึ้นห้องปุ๊บก็หลับทันทีตอนหนึ่งทุ่มในระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ก็เห็นมิ้นต์เดินลงมา แต่ลักษณะเหมือนถืออะไรอยู่ตลอดเวลาและท่าเดินก็แปลกไป
มิ้นต์เดินออกจากบ้านไปและเดินรอบบ้านอยู่สามสี่รอบ จนฉันรีบวิ่งไปเขย่าตัวยู่นานถึงจะได้สติ
มิ้นต์เล่าว่าตัวเองฝันว่ามีครูมาสอนเดินบนกะลาเธอก็เดินตามจนรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนแม่เขย่าตัวจึงตื่นขึ้นมา ด้วยความไม่สบายใจเช้าวันต่อมาจึงพามิ้นต์ออกมาตักบาตรพระหน้าบ้านและอุทิศส่วนกุศลให้ครูคนนั้น
และวันนั้นก็เป็นวันที่มิ้นต์ต้องขึ้นแสดง ในขณะแสดงมิ้นต์ดูคล่องแคล่วทั้งเดินทั้งวิ่งบนกะลาจนถูกผู้ใหญ่ลายต่อหลายคนชม
พอกลับมาถึงบ้านหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จในระหว่างล้างจานนาฬิกาก็ตีบอกเวลาหนึ่งทุ่มเสียงกะลากระทบพื้นจากชั้นสอก็ดังอีกครั้งแต่ครั้งนี้ดังแค่ห้านาทีก็หยุดลง ในคืนนั้นมิ้นต์มาเคาะประตูตอนประมาณห้าทุ่ม
มิ้นต์เล่าว่าฝันว่าตัวเองนั่งเล่นอยู่ที่ห้องนอนแล้วก็ได้ยินเสียงนาฬิกาลูกตุ้มตีหนึ่งครั้ง เสียงนาฬิกากังวาลมากและค้างนานกว่าปกติ จากนั้นก็เจอคุณยายคนหนึ่งหน้าตาดูใจดีเดินบนกะลามาหาแล้วชมว่าวันนี้แสดงได้ดีมากจากนั้นทุกอย่างก็มืดลงแล้วก็ตื่นขึ้นมา
เช้าวันต่อมาเป็นวันเสาร์ฉันเลยพามิ้นต์ใส่บาตรตอนเช้าและถวายสังฆทานและถวานเพลที่วัดใกล้บ้านจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงกะลาอีกเลย
8 นาฬิกา จ้ำจี้มะเขือเปราะแปะ
นี่เป็นเรื่องเล่าของหมอจิตเวชในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งชื่อหมอวิทย์ หมอวิทย์เป็นหมอจิตเวชที่ใจดีและใจเย็นมากจนผู้ป่วยส่วนใหญ่รักเรียกได้ว่าแทบทั้งโรงพยาบาลเลย
เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งทางโรงพยาบาลได้นำตัวผู้ป่วยคนหนึ่งเข้ามารักษาประวัติของเขาคือมีอาการผิดปกติมักลวงคนมาสังหารและเก็บร่างไว้ ตำรวจเลยพามารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เพราะดำเนินคดีกับผู้ป่วยทางจิตไม่ได้
ผู้ป่วยคนนี้ชื่อยอดพิชิตตั้งแต่เดินทางมาถึงเขาก็ไม่พูดไม่จาเวลาหมอมาให้ยาเขาก็จะนั่งจ้องตาขวางใส่และเทยาทิ้งเป็นประจำจนหมอกับพยาบาลทนไม่ไหวเลยให้หมอวิทย์ช่วยดูแล
ยาของคุณพิชิตจะต้องทานตอนสองทุ่มตรงโดยหมอและพยาบาลจะอาศัยเสียงนาฬิกาลูกตุ้มที่แขวนอยู่หน้าเคาร์เตอร์เป็นตัวบอกเวลา
น่าแปลกที่พอเปลี่ยนเป็นหมอวิทย์คุณยอดพิชิตกลับไม่ได้แสดงกิริยาท่าทางแบบคนอื่น นั่งเรียบร้อยยิ้มให้และกินยาอย่างเคร่งครัดเรียกได้ว่าว่านอนสอนง่ายสุด ๆ
จนมีอยู่วันหนึ่งในขณะที่หมอวิทย์กำลังเดินถือยาเข้ามาให้ตามปกติ พอเข้ามาก็สังเกตเห็นว่าคุณพิชิตนั่งอยู่กับพื้นกางมือข้างขวาออปทำท่าเหมือนเล่นอะไรสักอย่างอยู่
"คุณพิชิตทำอะไรอยู่หรอครับ" หมอวิทย์ถาม
"กำลังเล่นจ้ำจี้อยู่ครับ"
"เล่นจ้ำจี้? มันต้องเล่นหลายคนไม่ใช่หรอครับ" สิ้นเสียงคุณพิชิตก็เงยหน้าขึ้นมามองหมอ
"งั้นหมอมาเล่นกับผมหน่อยได้มั้ยครับ" เขาอ้อนวอน
หมอวิทย์าตอนนั้นไม่มีภารกิจแล้วเห็นว่าการเล่นจ้ำจี้ก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างนึงเลยนั่งเล่นด้วย
"จ้ำจี้มะเขือเปราะแปะ กระเทาะหน้าเเว่น พายเรืออ่อนแอ่น อาบน่ำท่าไหน อาบน้ำท่าวัด เอากระจกที่ไหนส่อง เยี่ยมเยี่ยมมองมอง นกขุนทองร้องฮู้" คุณพิชิตเป็นคนจิ้ม ทั้งสองเล่นกันจนครบและแล้วผลที่ออกมาคือคุณพิชิตชนะเพราะนิ้วหมดก่อน
"หมอแพ้แล้วคุณพิชิตชนะแล้วนะครับ เสร็จแล้วก็เข้านอนได้แล้วน้า" หมอวิทย์พูดแล้วลุกเตรียมออกไปจากห้อง แต่ก็โดนรั้งไว้
"ผมชื่อครามครับ ชื่อเล่นคราม" ชายหนุ่มพูด
"ครับคุณครามผมจะจำไว้" หมอวิทย์กล่าวแล้วเดินออกไป
วันต่อมาเกิดเรื่องที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินทำให้หมอวิทย์ต้องเข้าไปทำการรักษาอยู่นาน เมื่อถึงเวลานาฬิกาตีบอกเวลาสองทุ่ม พยาบาลก็เอายาไปให้คุณพิชิต
"ดูท่าผู้ป่วยที่ชื่อพิชิตน่าจะบ้าแล้วล่ะ ตอนฉันเอายาไปให้นะแกนั่งกางนิ้วเล่นจ้ำจี้อยู่มุมห้อง พอเดินเข้าไปก็มองฉันด้วยหางตาตอนจะเดินออกมาแกก็ถามว่าทำไมหมอวิทย์ไม่มามีเพื่อนใหม่จะแนะนำ แต่ในห้องมีแค่คุณพิชิตแค่คนเดียวเอง" พยาบาลที่เอายาไปให้เล่าให้เพื่อนที่เคาร์เตอร์ฟัง เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอวิทย์เดินมาพอดี
"มีอะไรรึเปล่าครับคนไข้ห้อง404เป็นอะไร?" หมอวิทย์ถาม พยาบาลจึงเล่าให้หมอฟัง
"แกน่าจะอยู่คนเดียวแล้วเกิดฟุ้งซ่านมั้งครับ ผมว่าอนุญาตให้แกออกมาเดินเล่นสักชั่วโมงก็น่าจะลดความเครียดลงได้บ้าง" หมอวิทย์เสนอ ทางฝ่ายพยาบาลก็พยักหน้าเห็นด้วย
พอสองทุ่มของวันต่อมาหมอวิทย์ก็เอายาเข้าไปให้คุณพิชิตตามปกติ
"คุณครามครับ ได้เวลาทานยาแล้วครับ"
"ทำไมเมื่อวานหมอไม่มาหรอครับ? ผมอยากแนะนำเพื่อนใหม่ให้รู้จัก"
"เมื่อวานหมอไปรักษาคนไข้คนอื่นมาน่ะครับเลยฝากพี่พยาบาลเอายามาให้" หมอวิทย์พูดขณะจัดยา
"แต่ผมอยากให้รักษาแค่ผมคนเดียว ไม่ไปรักษาคนอื่นได้มั้ยครับ"
"ไม่ได้สิครับ แบบนั้นหมอที่โรงพยาบาลจะไม่พอเอา"
"นี่เพื่อนใหม่ผมเขาชื่อสมคิด เขาบอกว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อนครับ" พอสิ้นคำหมอวิทย์ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
หมอวิทย์รีบหันไปทองทางที่ครามชี้ก็เจอเงาสีดำทะมึนดวงตาสีขาวโพลนแสยะยิ้มให้หมอวิทย์
"หมอว่าคุณครามรีบทานยาก่อนแล้วรีบพักผ่อนเถอะครับ พรุ่งนี้หมอจะเข้ามาพาไปเดินเล่น" หมอวิทย์พูด แต่ดูเหมือนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับเงานั้นเป็นอย่างมาก
"ไม่เอาครับผมอยากอยู่เล่นจ้ำจี้กับพี่เขาหมอก็มาเล่นด้วยกันสิครับ" คุณพิชิตกล่าว แต่หมอวิทย์ก็ปฏิเสธไปและรีบเดินออกจากห้อง
"พี่สวย ๆ วิทย์มีเรื่องปรึกษา" หมอวิทย์รีบเดินมาหาพี่สวยพยาบาลอาวุโสที่เคาร์เตอร์
"มีอะไรหน้าตาลุกลี้ลุกลน"
"สมคิด สมคิดมาอีกแล้วอะครับแกยังไม่ไปผุดไปเกิดเลย" หมอวิทย์กล่าว
ย้อนกลับไปตอนที่หมอวิทย์เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ๆ ห้อง404มีคนไข้จิตเวชชื่อสมคิดและมีหมอพี่เลี้ยงชื่อกันต์
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เวลาสองทุ่มของคืนหนึ่งกันต์ได้ทำการสังหารคุณสมคิดหลังจากตำรวจมาสอบสวนเขาพูดเพียงว่าผมช่วยให้เขาไปสบายซ้ำไปซ้ำมา และหลังจากนั้นผู้ป่วยที่เข้ามาพักห้องนี้ถ้าไม่สติหลุดก็พยายามฆ่าตัวตายเป็นประจำ
ทางโรงพยาบาลเคยเชิญพระมาทำบุญใหญ่แล้วเหตุการณ์จึงสงบลงแต่ไม่รู้ทำไมคราวนี้สมคิดถึงได้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
"มั่นใจใช่มั้ยว่าเป็นสมคิด" พี่สวยถาม
"มั่นใจครับผมกลัวว่าคุณพิชิตจะเป็นอะไรไปอีก" หมอวิทย์กล่าว
"งั้นเดี๋ยวช่วงนี้ก็ตักบาตรให้คุณสมคิดหน่อยแล้วกันแกคงมาขอส่วนบุญ" พี่สวยกล่าว
หลังจากนั้นยาของคุณพิชิตก็เปลี่ยนะวลาเลื่อนขึ้นมาเป็นหนึ่งทุ่ม ทุกวันหมอวิทย์จะเอายาไปให้และจะถูกชวนเล่นจ้ำจี้เป็นปกติ แต่พอนาฬิกาตีเวลาสองทุ่มปุ๊บเสียงหัวเราะจากห้อง404 ก็ดังขึ้นมากกว่าปกติพร้อมกับเสียงเล่นจ้ำจี้เหมือนในห้องนั้นไม่ได้มีคุณพิชิตอยู่แค่คนเดียว
เคยมีพยาบาลเดินผ่านห้องนี้ไปตอนช่วยสองทุ่มเธอเล่าว่าภายในห้องจะเป็นคุณพิชิตนั่งกางนิ้วเล่นจ้ำจี้อยู่และจะมีมือสีดำสองมือยื่นมาเล่นด้วยทำให้นอกจากหมอวิทย์แล้วก็ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับผู้ป่วยคนนี้อีกเลย
ผ่านไปสองอาทิตย์ในขณะที่หมอวิทย์กำลังเดินไปตรวจคนไข้ห้องข้าง ๆ ก็ได้ยินเสียงคนทุบประตูดังขึ้น
"ปล่อยกูออกไป!! ปล่อยกูออกไปที!!" เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงคุณพิชิตแต่คล้ายเสียงของคุณสมคิดที่หมอวิทย์เคยได้ยิน ด้วยความตกใจหมอและพยาบาลที่อยู่ใกล้ก็รีบกรูกันเข้ามาห้ามกลัวจะเกิดอันตรายแกคุณพิชิต
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้คุณพิชิตก็กลับมาเงียบเหมือนเดิมหมอวิทย์จึงขอย้ายห้องคุณพิชิตไปห้องอื่นและยาก็ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นสองทุ่มเหมือนเดิม
กิจวัตรประจำวันตอนสองทุ่มคือหลังจากให้ยาคุณพิชิตแล้วหมอวิทย์ก็จะนั่งเล่นจ้ำจี้กับคุณพิชิตต่อสองตาแล้วค่อยออกมาเป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนคุณพิชิตตายลงเนื่องจากหัวใจหยุดเต้นกระทันหันอย่างไม่ทราบสาเหตุ
9 นาฬิกา มอญซ่อนผ้า
ผมชื่อกลอนเป็นดีไซน์เนอร์ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วตอนที่ผมเป็นพนักงานในร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นที่ร้านมีโปรเจคชุดไทยร่วมสมัยเนื่องในวันลอยกระทง
ผมกับเจ้าของร้านจึงไปเลือกซื้อผ้าที่ย่านขายผ้า ตอนนั้นสายตาผมไปสะดุดกับผ้าสีแดงผืนหนึ่งอหยิบมาให้เจ้าของร้านดูเขาก็รู้สึกสะดุดตากับผ้าผืนนี้เหมือนกันเลยตั้งใจจะเอาผ้าผืนนี้มาตัดเป็นชุดเด็กและมอบหมายให้ผมเป็นคนรับผิดชอบชุดนี้
หลังจากกลับจากบ้านผมก็วางผ้าผืนนั้นไว้ที่โต๊ะทำงานรวมกับผ้าผืนอื่น ๆ ก่อนหน้า แล้วก็เข้าไปอาบน้ำกินข้าวและเข้านอน
พอเวลาสามทุ่มนาฬิกาลูกตุ้มของคุณตาก็ดังขึ้นที่ห้องพระทีแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่พอเสียงนาฬิกาสิ้นสุดลงก็มีเสียงเล็กเล็กของเด็กแทรกขึ้น
"มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังไปนู่นไปนี่ ฉันจะตีก้นเธอ" เสียงนี้ออกจะเบาแต่ดังก้องไปทั่วห้อง แล้วก็มีเสียงฝีเท้าของใครหลายคนวิ่งไปมาอยู่หน้าห้องพร้อมเสียงหัวเราะ
ผมคิดว่าผมคงจะเหนื่อยมากจนฝันไปเลยไม่ได้สนใจไรและนอนต่อ วันรุ่งขึ้นจ้าของร้านก็มีคำสั่งให้เคลียร์ชุดที่ยังคั้งคาให้เสร็จ หลังจากกลับมาผมก็มานั่งตัดชุดที่โต๊ะตัดไปได้สองชุดก็พบว่ามีผ้าที่หายไปผืนหนึ่ง
ด้วยความสงสัยบวกตกใจเลยรีบไลน์ไปหาน้องที่ร้านเผื่อลืมไว้ แต่น้องก็ตอบกลับมาว่าไม่มีผมเลยลองหาดูในบ้านและก็เจอผ้าผืนนั้นอยู่ที่ตะกร้าผ้า ซี่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผ้ามาอยู่ตรงนี้เพราะเมื่อวานผมเพิ่งเอาผ้าไปซักเอง
ผมนั่งทำงานอยู่จนได้ยินเสียงนาฬิกาลูกตุ้มดังบอกเวลาสามทุ่ม สิ้นเสียงก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งอยู่หน้าห้องเหมือนเมื่อวานไม่มีผิดและก็มีเสียงดังขึ้น
"มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังไปนู่นไปนี่ ฉันจะตีก้นเธอ" เสียงนี้ดังก้องกังวาลไปทั่วห้อง
ผมพยายามมองหาต้นเสียงสายตาก็ไปสะดุดกับเงาเด็กที่แอบมองอยู่ที่หน้าประตู พอเงานั้นรู้ตัวก็รีบหลบไปผมนึกว่าคือขโมยเลยรีบตามไปแต่ไปหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยเดินกลับเข้ามาในห้องปรากฏว่าผ้าพันคอบนหุ่นตัวหนึ่งหายไปผมจึงรีบตามหาและก็เจอมันที่ตะกร้าผ้าเหมือนเดิม
วันนั้นหลังจากเจอเรื่องประหลาดกับผ้าพันคอที่หายผมก็คิดว่าตัวเองนอนน้อยเลยรีบอาบน้ำนอน
คืนต่อมาผมเอาชุดที่ตัดเสร็จแล้วพร้อมกับแบบของชุดใหม่ไปส่งเจ้าของร้านพอกลับมาหลังจากเปิดไปและกำลังล็อคประตูบ้านเสียงนาฬิกาลูกตุ้มก็ดังบอกเวลาสามทุ่ม สิ้นเสียงเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมหันหลังมาที่ตัวบ้าน สิ่งที่เห็นคือกลุ่มเงาสี่ห้าคนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่หน้าห้องครัวตอนนั้นผมเหมือนถูกสะกดให้ยืนนิ่งจะขยับไปไหนก็ไม่ได้
"มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังไปนู่นไปนี่ ฉันจะตีก้นเธอ" สิ้นเสียงเงาสามคนก็แตกออกมีเพียงเงาหนึ่งวิ่งไปที่ห้องนน้ำและอีกเงาวิ่งถือผ้าสีแดงที่เพิ่งซื้อมาวิ่งตาม ผมที่เห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งตามทันที
พอวิ่งไปถึงห้องน้ำทุกอย่างก็ว่างเปล่าางตาผมเหลือยบไปเห็นเงานั้นถือผ้าสีแดงโบกไปโบกมาอยู่ที่ห้องครัว เลยวิ่งไปที่ห้องครัว
"โง่จังฮิฮิ" เสียงนี้ดังขึ้นที่ห้องนั่งเล่น
ผมจึงหันหลังไปกระโจนเข้าไป แต่ภายในห้องก็ว่างเปล่าและทุกอย่างก็หยุดเงียบลงผมจึงรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องนอน โชคดีที่ผ้าสีแดงผืนนั้นยังอยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม
ด้วยความไม่สบายใจผมจึงเดินไปสวดมนต์ที่ห้องพระแล้วอาบน้ำนอน
คืนนั้นผมฝันว่าผมนั่งอยู่ที่ห้องพระนาฬิกาในห้องหยุดเวลาไว้ตอนสามทุ่มเสียงนาฬิกาดังตลอดเวลาและก็มีเด็กผู้หญิงใส่เสื้อคอกระเช้าสีแดงมัดจุกด้านบนนั่งยิ้มให้
ผมรูสึกเหมือนมีคนจ้องมากกว่าหนึ่งเลยลืมตาตื่นขึ้นมาภาพที่เห็นมันยังคงติดตาอยู่ถึงทุกวันนี้ ผมเห็นใบหน้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้าเธอมีสีดำตาขาวโพลนมีตาดำเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ข้างละจุดกำลังยื่นหน้ามาแสยะยิ้มให้ผม ระยะห่างของผมกับเธอประมาณหนึ่งเซนติเมตร
พอเห็นอย่างนั้นผมก็พยายามจะลุกนี้แต่ร่างกายก็ขยับไม่ได้จากนั้นหน้านั้นก็พูดขึ้น
"มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังไปนู่นไปนี่ ฉันจะตีก้นเธอ" พูดจบเธอก็หัวเราะและหดคอกลับไป
ร่างของผู้หญิงคนนั้นปีนอยู่บนเพดานเสมือนแมงมุงเกาะอยู่แล้วยื่นหน้าลงมา พอหน้าของเธอกลับไปอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสมเธอก็ทิ้งตัวลงมาทับผมเป็นจังหวะที่เสียงนาฬิกาในโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งตัวตื่น
วันนี้เป็นวันที่ผมต้องลงมือตัดชุดด้วยผ้าสีแดงผืนนั้นแล้ว ผมให้เวลาทั้งวันในการตัดชุดและนำชุดไปส่งเจ้าของร้านในตอนเย็น หลังจากกลับมาถึงบ้านผมก็ล้มตัวลงนอนทันที
เวลาสามทุ่มเสียงลูกตุ้มนาฬิกาทำให้ผมตื่นอีกครั้งแต่ร่างกายก็ขยับไม่ได้เหมือนเดิมทำได้เพียงกลอกตาไปมา ด้านบนเพดานก็ปรากฏเป็นกลุ่มเงาสองกลุ่มก่อร่างเป็นเด็กสองคนแต่ผมมองไม่ออกว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย
เงาสองเงานั้นนั่งห้อยหัวอยู่บนเพดานและจ้องตากับผม จากนั้นก็ร้องเพลงมอญซ่อนผ้าขึ้นิ้นเสียงเพลงก็หัวเราะออกมา
"เหนื่อยมั้ยพี่ชาย มาเล่นกับพวกเรามั้ยงานไม่ต้องทำด้วยนะ" ทั้งสองพูด
"กลัวจนฉี่จะแตกแล้วหรอ" ทั้งสองพูดต่อแล้วหัวเราะคิกคักก่อนจะกระโจนลงมาทำให้ผมตกใจตื่นอีกครั้ง
หลังจากตื่นขึ้นมาผมก็ลงไปเตรียมของใส่บาตร ของถวายพระพุทธและศาลพระภูมิหน้าบ้านเมื่อถวายของทุกอย่างเสร็จสิ้นผมก็ไปถวายสังฆทานและคืนนั้นผมก็ไปพักที่บ้านเพื่อน
พอกลับมาที่บ้านในวันรุ่งขึ้นป้าข้างบ้านก็มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานตอนสามทุ่มเห็นเด็กวิ่งเล่นกันภายในบ้านแต่ป้าแกก็เห็นประตูล็อคอยู่เลยรู้สึกแปลกใจนนี้เลยมาถาม
วันนั้นเป็นวันที่หวยออกพอดีผมเลยเอาเลขที่บ้านไปซื้อและผมก็ถูกล็อตเตอรี่ อีกสองวันผมก็ได้เซ็งร้านในย่านย่านหนึ่งและเปิดกิจการเป็นของตัวเองรวมทั้งขายบ้านหลังนั้นออกไป ไม่นานก็มีคนมาซื้อต่อผมเลยสามารถรีโนเวทร้านเป็นสามชั้นไว้เปิดร้านและเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้
อย่างน้อยผมก็รู้สึกขอบคุณเพราะคิดมาเสมอว่าเด็กสองคนนั้นน่าจะมาให้โชค...
10 นาฬิกา ขี่ม้าก้านกล้วย
ฉันชื่อของขวัญเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนฉันอายุสิบขวบ ที่บ้านแม่ในต่างจังหวัด ที่นั่นจะถูกรายล้อมไปด้วยป่ากล้วยที่มีหลากหลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม กล้วยตานีหรือกล้วยเล็บมือนาง
ตอนนั้นเด็กในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงนิยมเล่นขี่ม้าก้านกล้วยกันทั้งชายและหญิงฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
วิธีเล่นคือการเอาก้านกล้วยมาทำเป็นรูปม้า ใส่เชือกสะพายไว้ข้างตัวและวิ่งแข่งกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนถือว่าชนะ
พอเล่นนาน ๆ ไปก็มีแก๊งหัวโจกประจำแต่ละหมู่บ้านจับกลุ่มกันแข่งขันกันจริงจังซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพี่ที่อยู่มัธยม
จนมีอยู่วันหนึ่งชาวบ้านเขาลือกันว่ามีเด็กกลุ่มนึงไปตัดก้านกล้วยที่ต้นตานีประจำหมู่บ้าน ข่าวลือนี้สะพัดไปทั่วทุกหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้
ตกเย็นวันนั้นแม่กำลังทำกับข้าวอยู่ที่ครัวหลังบ้านโดยมีฉันเข้าไปช่วยด้วย บ้านของเราจะอยู่ติดกับป่ากล้วยที่คนชอบเข้าไปตัดผลกล้วยมากินเนื่องจากหมู่บ้านเราติดป่ากล้วยที่สุดในตอนเย็นก็จะเห็นชาวบ้านบางคนเดินเข้าไปตัดกล้วยเป็นประจำ แต่วันนี้แปลกออกไปเพราะพอเริ่มจะมืดทุกคนก็ปิดประตูบ้านเงียบแล้ว
และในตอนสี่ทุ่มเมื่อนาฬิกาลูกตุ้มของหลายบ้านดัง เสียงนั้นดังระงมไปทั่วหมู่บ้านจนฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่ที่แปลกคือรอบหมู่บ้านกลับมีเสียง ฮี่ฮี่ คล้ายเสียงม้าแต่เนื้อเสียงพอจะฟังออกว่าเป็นคนทำเลียนเสียง
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันพูดเรื่องเสียงมม้าเมื่อคืน บางคนก็เล่าว่าหลังจากที่นาฬิกาบ้านตนเงียบลงก็มีเสียงม้าดังหน้าประตู บางคนได้ยินเสียงม้าตั้งแต่นาฬิกาเริ่มตี บางคนได้ยินเสียงม้าวิ่งอยู่รอบ ๆ บ้านของตนเองนั่นยิ่งทำให้ข่าวลือเรื่องที่มีคนไปยุ่งกับต้นตานีประจำหมู่บ้านยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
ในตอนนั้นฉันเองเป็นหนึ่งในเด็กที่ไม่เชื่อ คิดว่าคงมีคนแกล้งเปิดเทปเพื่อหลอกคนแน่นอน
ตกตอนกลางคืนในเวลาสามทุ่มครึ่งก็ได้มีแสงไฟฉายสาดส่องไปทั่วหมู่บ้าน กลุ่มหนึ่งเป็นคนของผู้ใหญ่บ้านเดินตรวจตราดูความเรียบร้อย อีกกลุ่มคือเด็กหัวโจกที่อยากลองดี
พอนาฬิกาตีเวลาสี่ทุ่มเสียงม้าก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเท้าวิ่งนั่นทำให้ผู้คนข้างนอกแตกตื่น แต่ก็เงียบลงภายในหนึ่งชั่วโมงฉันที่กสั่งให้อยู่แต่ในบ้านก็ไม่ได้สนใจอะไรได้แต่นอนฟังเสียงอยู่ชั้นสองของบ้าน
พอรุ่งเช้าปรากฏว่าเด็กบางคนที่เมื่อคืนไปลองดีมีอาการไข้ขึ้น ตัวสั่นนอนเพ้อถึงเด็กร่างเล็กสะพายม้าก้านกล้วยวิ่งอยู่รอบ ๆ ตลอดเวลา ส่วนผู้ใหญ่บางคนก็เล่าว่าเจอเงาตะคุ่มอยู่ที่ป่ากล้วยเหมือนเด็กหกเจ็ดขวบวิ่งไปมาอยู่ในป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดสังเกตมาก ทำให้ผู้ใหญ่บ้านมีคำสั่งห้ามอกกนอกบ้านหลังหกโมงเย็นเป็นต้นไป
และเหตุการณืก็วนเวียนอยู่ย่างนี้หลายต่อหลายวัน จนวันหนึ่งในตอนดึกฉันเกิดปวดฉี่ขึ้นมาเลยลุกมาเข้าห้องน้ำที่ชั้นหนึ่ง ในระหว่างที่เดินกลับนาฬิกาที่บ้านก็ตีบอกเวลาสี่ทุ่ม และหูก็พลันได้ยินเสียงวิ่งอยู่รอบบ้านพร้อมเสียงม้า ด้วยความสงสัยจึงแอบมองลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง
สิ่งที่เห็นคือกลุ่มเด็กผู้ชายายุหกถึงเจ็ดขวบไม่ใส่เสื้อไว้ผมจุกกำลังสะพานม้าก้านกล้วยวิ่งไล่กันอยู่รอบบ้านพร้อมเลียนเสียงม้า นั่งมองอยู่สักพักก็เหมือนว่าเด็กกลุ่มนั้นรู้ตัวและหยูดยืนมองสวนขึ้นมาากนั้นก็มีมือมาสะกิดข้างหลัง
นั่นทำให้ฉันสะดุ้งสุดขีด ปรากฏว่ามันคือมือของแม่ที่มาสะกิดฉัน พอฉันรู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองกำลังทำท่ากระโดดลงไปข้างล่าง ทั้งที่ในความรู้สึกฉันกำลังนั่งแอบมองอยู่แท้ ๆ
พอรุ่งเช้าแม่ก็มาถามว่าเมื่อคืนทำอะไร ฉันก็เล่าทุกอย่างให้ฟังแม่ก็ถามว่าได้ไปตัดต้นกล้วยตานีที่เป็นข่าวลือรึเปล่า แต่ฉันก็ยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งเลย
ในขณะนั้นน้องสาวของฉันก็เกิดป่วยกระทันหันอาการป่วยของน้องเหมือนไข้หวัดทั่วไปแม่จึงเช็ดตัวให้ พอตกดึกก็ให้ฉันมานอนเป็นเพื่อนน้อง
ในระหว่างที่กำลังนอนอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงน้องทำเสียงเลียนเสียงม้าพร้อมกับนาฬิกาตีบอกเวลาสี่ทุ่มสิ่งที่เห็นคือน้องทำท่าเหมือนกำลังเล่นขี่ม้าก้านกล้วยอยู่และทำท่าจะกระโดดไปที่หน้าต่าง ด้วยความตกใจจึงรีบคว้าตัวน้องไว้
"ไม่ต้องมาเสือก มึงอยากตายด้วยรึ" นี่คือสิ่งที่น้องหันมาพูด
ในตอนนั้นฉันกลัวมากเลยร้องไห้ออกมาเสียงร้องไห้ของฉันทำให้แม่รีบวิ่งมาดู พอเห็นแม่ฉันก็เล่าทุกอย่างให้ฟัง แม่เลยถามน้องเหมือนกับที่ถามฉันเมื่อเช้า
น้องกก็สารภาพว่าไปตักก้านกล้วยที่ต้นตานีนั้นจริงแม่จึงพาเราสองคนเข้าไปนอนที่ห้องพระ และเช้าวันรุ่งขึ้นก็ปลุกพวกเรามาใส่บาตรและพาไปสารภาพกับผู้ใหญ่บ้าน ทางฝั่งผู้ใหญ่บ้านพอรู้เรื่องราวก็คาดคั้นหาเด็กคนอื่นด้วย
ปรากฏว่าเด็กที่ไปตัดต้นตานีทั้งหมดล้วนนอนป่วยอยู่ทั้งนั้น ผู้ใหญ่บ้านเลยให้เด็กทั้งหมดเข้าไปขอขมาต้นตานีต้นนั้น
หลังจากนั้นอาการป่วยของเด็กทุกคนก็ดีขึ้นและเสียงม้ารวมถึงเสียงวิ่งรอบหมู่บ้านก็เงียบลงรวมถึงมีการทำบุญประจำหมู่บ้านทุกปีหลังจากนั้น
11 นาฬิกา ปิดตาตีหม้อ
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนผมย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ครั้งแรก สวัสดีครับผมชื่อไกด์ ผมทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง
เมื่อสามปีก่อนผมสามารถซื้อบ้านชั้นเดียวหลังนี้ได้ ในระหว่างที่กำลังเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านเพิ่มเติมผมก็ไปสะดุดตากับนาฬิกาลูกตุ้มไม้อันหนึ่ง ซึ่งที่จริงนาฬิกานั้นมันไม่ควรจะเข้ากันได้กับบ้านของผมเลย แต่ไม่รู้ทำไมพอเอามาวางไว้ที่หน้าห้องครัวมันกลับดูกลมกลืนไปกับตัวบ้านอย่างไม่น่าเชื่อ
และเหตุการณ์แปลก ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อคืนวันนั้นในขณะที่ผมกำลังนอนกลับอยู่ จู่ ๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาตอนห้าทุ่ม พอมองไปรอบห้องก็พบว่าไฟห้องน้ำเปิดอยู่ผมจึงลุกไปปิด หลังจากปิดไฟเสร็จพอหันหลังกลับมาก็เจอหม้อใบหนึ่งวางอยู่
ไม่ทันได้ครุ่นคิดอะไรจู่ ๆ ก็เหมือนมีคนเอาผ้ามาปิดตาไว้แล้วมีเสียงกระซิบขึ้น
"ไปข้างหน้าสองก้าว" หลังจากเดินไปตามเสียงมือของผมก็กำไม้อะไรซักอย่างแบบไม่รู้ตัว จากนั้นเสียงของเลื่อนไปกับพื้นก็ดังระงมขึ้น
"ไปทางซ้าย" เสียงผู้ชายทุ้มเล็กน้อยบอกทิศทาง
"เดินไปข้างหน้า" ในตอนนั้นสัญชาตญาณของผมบอกว่าต้องตีหม้อใบนั้นให้ได้ ผมจึงเดินตามเสียงได้แล้วพยายามตีหาหม้อที่วางไว้
เพล้ง เสียงหม้อแตกกอรปกับเสียงนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์และเสียงนาฬิกาลูกตุ้มตีบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าทำให้ผมตื่นขึ้น
ในระหว่างไปทำงานผมลองเสิร์ชวิธีการเล่นแบบนี้ดูปรากฏว่ามันคือการละเล่นปิดตาตีหม้อ แต่แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นว่าทำไมตัวเองถึงฝันแบบนั้น ทั้งที่ไม่เคยเล่นมาก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นผมก็กินข้าว อาบน้ำและเข้านอนตามปกติ อาจเป็นเพราะยังไม่ชินกับเสียงนาฬิกาที่ตีทุกหนึ่งชั่วโมงทำให้ผมสะดุ้งตื่นเป็นระยะ ๆ
ในระหว่างที่ข่มตานอนหลับอยู่นั้นเสียงนาฬิกาก็ตีบอกเวลาห้าทุ่มพลันก็มีเสียงมากระซิบข้างหู
"ไปทางขวา" ตอนนั้นรู้สึกตัวอีกที่ก็อยู่ในม่ายืนถือไม้อะไรสักอย่างอยู่
"ไปทางขวา" เสียงนั้นย้ำอีกครั้ง
"ไปทางซ้าย" เสียงผู้ชายนำทางอีกครั้งกอรปกับจิตใต้สำนึกก็สั่งให้หาหม้อให้เจอถ฿งจะไม่รู้ว่าอะไรทำให้คิดอย่างนั้นก็เถอะ
"ตรงไป" สิ้นเสียงผมก็เดินตรงไป พลางใช้มือไล่ตีไปทุกทิศจนได้ยินเสียงของแตก เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นปลุกให้ผมตื่นจากฝันอีกครั้ง
น่าแปลกที่วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อย ๆ เหมือนเมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน ทั้งที่มั่นใจว่านั่นคือความฝัน
ตกกลางคืนด้วยความเหนื่อล้าสั่งสมมาทั้งวันหลังจากกินข้าวผมก็อาบน้ำนอนทันที และก็เหมือนกับสองวันก่อนตอนห้าทุ่มผมก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงกระซิบข้างหู
"ตรงไป" ผมเดินไปข้างหน้าช้า ๆ มือไล่หาหม้อที่อยู่ที่พื้น
"ไปทางซ้าย" เมื่อได้ยินอย่างนั้นผมก็กำลังจะหันไปทางซ้ายแต่ก็มีเสียงผู้หญิงแทรกเสีก่อน
"ไปทางขวา" เสียงผู้หญิงไม่ได้กระซิบข้างหูเหมือนของผู้ชาย แต่เป็นการพูดปกติแบบจับทิศทางไม่ได้
"ไปทางซ้าย" เสียงผู้ชายย้ำอีกครั้ง
ผมเดินตามเสียงผู้ชายทุกอย่างจนตีหม้อแตก ในระหว่างนั้นจะมีเสียงผู้หญิงแทรกมาบางคราวและจะบอกทิศตรงข้ามกับที่ยงผู้ชายบอก
หลังจากตื่นขึ้นมาพอไปมองกระจกที่ห้องน้ำ ก็ต้องตกใจที่ตาผมบวมทั้งสองข้างอย่างชัดเจน และวันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกเหนื่อล้าเอามาก
หลังจากมาทำงานที่บริษัทพี่พนักงานอีกแผนกหนึ่งก็เดินมาคุยด้วย ทั้งที่ปกติจะไม่ค่อยได้คุยกันเพียงแต่พี่เขาแนะนำบ้านหลังนี้ให้ พี่เขานอกจากเป็นพนักงานประจำแล้วยังสามารถดูดวงคนได้ด้วย
"พี่เห็นเราดูเหนื่อย ๆ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเป็นอะไรรึเปล่าหรือปาร์ตี้ทั้งคืนจนไม่ได้นอน" พี่คนนั้นเเซว
ผมส่ายหัวปฏิเสธพร้อมกับเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พี่เขาฟัง พี่เขาก็เปิดไพ่ดูและถามว่าได้ซื้ออะไรที่มันดูไม่เข้าพวกมามั้ยนั่นทำให้ผมนึกย้อนถึงนาฬิกาลูกตุ้มที่ผมซื้อมาจึงเล่าให้ฟัง พี่เขาเลยแนะนำให้เอาไปคืนที่ร้านแล้วกลับมาจุดธูปบอกศาลพระภูมิว่าไม่ให้สิ่งนั้นเข้ามากวนใจ
พี่เขาบอกว่าการที่เราต้องตีหม้อนั่นหมายความว่าถ้าเราตีไม่สำเร็จก็จะติดอยู่ที่นั่นออกมาไม่ได้ ส่วนเสียงผู้ชายก็คือสิ่งที่มาช่วยบอกทาง ส่วนเสียงผู้หญิงคือสิ่งที่ทำให้เราหลงทาง ผมเลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเอานาฬิกาไปคืนที่ร้านเพราะกว่าวันนี้ผมจะเลิกงานร้านเขาคงปิดไปก่อน
พอกลับมาถึงบ้านผมก็ตั้งใจจะไม่นอนทั้งคืนแต่ก็ทนความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหวจึงผล็อยหลับไป
"ไปทางซ้าย" เสียงผู้หญิงดังขึ้นพร้อมกับความรูสึกเดิมแต่ครั้งนี้ยังไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาดัง ผมเลยยังยืนอยู่ที่เดิม
"ทางซ้ายไง" เสียงผู้หญิงฟังดูเหมือนจะไม่พอใจเล็กน้อย แต่แล้วเสียงนาฬิกาก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงผู้ชายกระซิบข้างหู
"ไปทางขวา" เมื่อสิ้นเสียงผมก็เดินไปทางขวา
"ไปข้างหน้า ไปทางซ้าย" คราวนี้เสียงผู้หญิงกับเสียงผู้ชายดังขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับเสียงนาฬิกาลูกตุ้มที่ยังไม่หยุดดัง ทำให้ผมเริ่มไขว่เขว แต่ยืนรออยู่นานก็ไม่มีเสียงย้ำมาสักทีผมเลยวิเคราะห์เสียงและเดินตามที่จิตใต้สำนึกบอก
"ไปทาง..." เสียงผู้ชายดังขึ้นแต่คราวนี้ไม่ได้กระซิบข้างหูและไม่ได้บอกทิศทาง
"ไปทางซ้าย" เสียงผู้หญิงกระซิบข้างหู ซึ่งสัญชาตญาณผมบอกว่าคราวนี้ให้เชื่อเสียงที่กระซิบผมเลยเดินไปทางซ้ายและพยายามตีหม้อ กวัดแกว่งไม้อยู่นานผมก็ตีโดนหม้อจนได้พร้อมกัยสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาด้วยความโล่งใจ
เมื่อตื่นขึ้นมาอย่างแรกที่ทำคืออาบน้ำและโทรเรียกเพื่อนให้มาช่วยขนนาฬิกาลูกตุ้มไปคืนที่ร้าน
พอไปถึงที่ร้านหลังจากเล่าเหตุการณ์ให้ทางร้านฟัง เจ้าของ้รานก็ขอโทษยกใหญ่พร้อมกับจะจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ผมไม่เอาตอนนั้นขอแค่สิ่งที่ผมเจอมันจะจบลงแค่นั้นพอ
หลังจากกลับมาถึงบ้านผมก็จุดธูปบอกศาลพระภูมิตามที่พี่ที่บริษัทบอกและถวายพวงมาลัยพร้อมกับขนมสองอย่าง ในคืนนั้นผมรู้สึกเหมือนได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มตื่นเช้าขึ้นมาผมก็ออกมาตักบาตรพระและมาเล่าให้พี่คนนั้นฟัง
12 นาฬิกา ปิดตาคลำทาย
เรื่องนี้เกิดตอนที่ผมไปพักอยู่ที่บ้านญาติที่ต่างจังหวัดทางภาคใต้ ผมชื่อบอยปัจจุบันเป็นนักศึกษาปีสี่ ส่วนเหตุการณ์ที่ผมจะเล่าคือตอนที่ผมอยู่ปีหนึ่ง
บ้านญาติคนนี้เป็นบ้านป้าของผมบ้านแกจะออกโบราณหน่อย ๆ เพราะรับช่วงต่อมาจากคุณยาย
หลังจากที่ผมมาเยี่ยมคุณป้าที่ภาคใต้ก็ได้มีโอกาศมาค้างคืนที่นี่สามคืนแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของผมมากคือนาฬิกาลูกตุ้มขนาดใหญ่ที่วางอยู่ที่โถงทางเดิน เวลามันตีบอกเวลาก็ดังสนั่นไปทั้งบ้านทำเอาผมแอบรำคาญหน่อย ๆ
คืนนั้นด้วยความที่เพิ่งมาถึงวันแรกผมก็ถ่ายภาพทะเลเยอะมากเลยใช้ช่วงเวลากลางคืนในการแต่งรูปเพราะะสะดุ้งทุกครั้งเวลาได้ยินเสียงนาฬิกา
ผมแต่งรูปไปเรื่อย ๆ จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในงานปาร์ตี้ที่มีคนแปลกหน้าอยู่เต็มไปหมด แต่ในความฝันผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับคนพวกนั้นอย่างบอกไม่ถูก
ในงานมีของกินมากมายแสงสีเสียงก็ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อยและคนแปลกหน้ากลุ่มนั้นก็ชวนผมเล่นเกมปิดตาคลำทาย
"สิ่งนี้คืออะไร" หลังจากปิดตาก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นข้างหู และก็จูงมือผมไปสัมผัสกับบางอย่าง
ผมรู้สึกถึงก้านบางอย่างพลันจมูกก็ได้กลิ่นหอมผมจึงตอบว่าดอกไม้ หลังจากตอบเสร็จผมก็สะดุ้งตื่นเพราะแม่มาปลุกไปตักบาตรตอนเช้า
ในระหว่างกินข้าวเช้าผมก็เล่าเรื่องในความฝันให้แม่ฟังแต่แม่ก็ไม่ได้พูดอะไรได้แต่บอกว่าคงเหนื่อยจากการเดินทาง
ในคืนที่สองผมก็นอนแต่งรูปที่ห้องเหมือนเดิมและก็เผลอหลับเหมือนเดิมจนได้ยินเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนและเสียงนั้นก็เงียบลง
"สิ่งนี้คืออะไร" เสียงผู้หญิงพูดขึ้นปลุกผมให้ตื่นจากความเงียบ พลันก็มีมือมาจับแขนผมให้ยื่นไปจับสิ่งของตรงหน้า สัมผัสแรกที่มือของผมรู้สึกคือความเละเหมือนเนื้ออะไรสักอย่าง
"คำใบ้ที่หนึ่ง สิ่งนี้พูดได้" เสียงนั้นดังอีกครั้งทำให้ผมนึกถึงสัตว์นานาชนิด
"คำใบ้ที่สอง แกเห็นอยู่แทบทุกเวลา" พอเห็นผมเงียบเสียงนั้นก็พดังขึ้นอีกครั้ง ผมพรั่งพรูคำตอบที่คิดได้ออกมาแต่ก็ไม่มีอันไหนถูก
"คำใบ้สุดท้าย ถ้าตอบไม่ได้ต้องมีบางอย่างเอามาแลกกับคำใบ้แล้วนะ" เสียงนั้นดังอีกครั้ง
"สิ่งนี้ขี้บ่น" ผมตอบป้ากับแม่ พลันก็มีมือมาตีที่แขนอย่างแรงทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
"ทำอะไรของแกเนี่ยบอย" เสียงแม่ตวาดดังลั่นทำให้ผมลืมตาขึ้นมาดู
สิ่งที่เห็นคือผมกำลังขึ้นคร่อมไปจับห้นาแม่อยู่ พอเห็นอย่างนั้นผมก็สะดุ้งตัวกระโดดออกมาแล้วรีบขอโทษทันทีพร้อมกับเล่าความฝันให้แม่กับป้าฟัง
พอป้าฟังก็ทำท่าครุ่นคิดแล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรออกแล้วป้าก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนยายมีลูกมากเวลาเบื่อ ๆ ก็จะมานั่งเล่นกันที่โถงบ้าน โดยการละเล่นที่นิยมที่สุดคือการปิดตาคลำทาย และสิ่งของที่เอามาก็มีตั้งแต่ดอกไม้ แจกัน ไปจนถึงโต๊ะเก้าอี้หรือแม้แต่พี่น้องกันเอง
โดยคนที่ชอบเล่นที่สุดคือน้องคนเล็กของบ้านชื่อว่าชบา เมื่อพวกพี่ ๆ มารวมตัวกันชบาจะเป็นคนเสนอเกมนี้เป็นประจำ
จนมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนเที่ยงคืนพวกป้า ๆ เพิ่งกลับมาจากงานวัดและยายกับตาก็ออกไปทำงานที่ต่างตำบลเลยตกลงว่าจะเล่นปิดตาคลำทายกัน แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อชบาน้องสาวคนเล็กที่โดนปิดตาอยู่ก็วิ่งมาตรงบันไดและสะดุดล้มตกบันไดลงมา
พวกป้า ๆ พยายามพาชบาไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแต่สุดท้ายชบาก็สิ้นใจก่อนจะถึงมือหมอ
ในช่วงแรกคนระแวกบ้านต่างพากันเล่าว่าตอนเที่ยงคืนจะเห็นชบาปิดตาวิ่งขึ้นวิ่งลงตรงบันไดบ้าน น่าแปลกที่พวกป้าไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง
พอฟังจบแม่ก็ตัดสินใจจะไปทำบุญให้น้าชบาเพราะคิดว่าน้าคงมาขอส่วนบุญ
ในคืนที่สามนั้นผมขอนอนกับแม่และป้าเพราะกลัวผีและสิ่งที่ผมกลัวก็มาถึงเมื่อนาฬิกาตีเวลาเที่ยงคืน
ความรู้สึกที่ต้องเล่นเกมของผมก็กลับมาอีกครั้งคราวนี้นมือผมถืออะไรบางอย่างไว้แบบไม่รู้ตัว
"ที่อยู่ในมือคืออะไรเอ่ย" เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังขึ้น ผมรีบคลำไปทั่วสิ่งของชิ้นนั้น มันมีรูปทรงคล้ายกับแจกันแต่มีฝาปิด ซึ่งฝาปิดนั้นมีทรงแหลมขึ้นไป
"ที่ใส่อัฐิ" ผมตอบด้วยความตกจและเผลอปล่อยสิ่งนั้นลงไปทันทีที่ตอบเสียงหัวเราะก็ดังก้องกังวาลไปทั่ว ปลุกผมตื่นขึ้นมา
พอลืมตาขึ้นมาก็เจอแดดที่แยงตาพร้อมกับสถานที่ที่ไม่ควรอยู่ ใช่ครับผมอยู่ในห้องพระของบ้านและกำลังนอนคดตัวกอดโกฏิของน้าชบาอยู่ เล่นเอาผมรีบลุกขึ้นมาแล้วรีบไปหาแม่ทันที
หลังจากที่เล่าให้แม่ฟังแม่ก็พาขึ้นมาขอโทษเล่าญาติ ๆ ที่ห้องพระและพาผมกลับกรุงเทพ หลังจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้ไปเยี่ยมคุณป้าอีกเลย