ในตอนที่ฉันก้าวเท้าผ่านวงกบประตู กลิ่นประหลาดปะทะจมูกจนรู้สึกขมที่คอ ทุกอย่าปกติดี เทียนหอมกลิ่นโปรดเพิ่งถูกดับไป มันส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา แต่กระนั้นก็ไม่สามารถกลบกลิ่นเหม็นเน่าที่อบอวลไปทั่วห้องได้
ระทึกขวัญ,เรื่องสั้น,อาชญากรรม,พารานอมอล,ลึกลับ,กรุ่นกลิ่นดารารัตน์,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
กรุ่นกลิ่นดารารัตน์ในตอนที่ฉันก้าวเท้าผ่านวงกบประตู กลิ่นประหลาดปะทะจมูกจนรู้สึกขมที่คอ ทุกอย่าปกติดี เทียนหอมกลิ่นโปรดเพิ่งถูกดับไป มันส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา แต่กระนั้นก็ไม่สามารถกลบกลิ่นเหม็นเน่าที่อบอวลไปทั่วห้องได้
Genres: GL/Thriller/Psychological horror
Format: Short story
Content Warning: Blood, Corpse, Murder, body dismembered
เนื้อหาต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานที่ หรือบุคคลใด
อาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม ความรุนแรง และการใช้ภาษา ผู้อ่านที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีควรใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ
ฉันกำลังนั่งอยู่บนโซฟาของคนที่อาจจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปแล้ว และซ่อนศพไว้ที่ไหนสักแห่งในห้อง
ตอนนี้มีเพียงประตูกระจกขุ่นกั้นครัวกับห้องนั่งเล่นที่แยกเราออกจากกันได้สำเร็จ และมันมากพอจะทำให้ฉันเบาใจลงได้สักหน่อย ว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นวัตถุดิบลับสำหรับสตูว์เนื้อ...
หากหล่อนฆ่าหั่นศพใครมาทำอาหารจริง ๆ
Write: ฌอม
Bluesky: @jjustchmq
cw: Blood
๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ดารานำเข้าไปในห้องที่มีฉันเดินตามอยู่ติด ๆ ทันทีที่เท้าก้าวสัมผัสพื้นห้อง กลิ่นประหลาดก็ลอยปะทะจมูกจนรู้สึกขมลงไปถึงคอ สัญชาตญาณชักนำให้หันมองสำรวจภายในห้องโดยทันที ทุกอย่าปกติดี เทียนหอมกลิ่นโปรดที่ฉันชอบถูกดับไปก่อนหน้านั้นราวชั่วโมง มันยังส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถกลบกลิ่นเหม็นเน่าที่อบอวลอยู่ทั่วห้องได้ พยายามคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นกลิ่นจากด้านนอกอาคารลอยเข้ามา แต่ความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปเพราะคอนโดห้องนี้อยู่สูงถึงชั้นที่เจ็ดไม่ใช่เหรอ คงยากที่จะมีกลิ่นอะไรเล็ดลอดเข้ามา ฉันปล่อยตัวเองนั่งลงบนโซฟาตัวเดิมช้า ๆ เริ่มจะคลื่นไส้เพราะประสาทรับกลิ่นกำลังทำงานหนัก ค่อยผ่อนลมหายใจให้ช้าลงเพื่อหวังว่าจะได้ชินกลิ่นชวกอ้วกนี่สักที ฉันยกมือขึ้นป้องปากและจมูกอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อไม่ให้เพื่อนสนิทเคลือบแคลง
แต่หล่อนก็ยังจับสังเกตได้ ดาราวางของพะรุงพะรังในมือลงบนโต๊ะกินข้าวก่อนจะหันมาถามกันด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเคย “ไม่สบายเหรอ?”
ฉันค่อยลดมือที่ป้องปากลง ส่ายหน้าเพราะอันที่จริงก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ หรอกว่าห้องเธอกลิ่นเหมือนมีตัวอะไรตายอยู่ในนี้ ดารายังไม่ละเลิกความพยายามที่จะตรวจสอบร่างกายฉัน หล่อนเดินเข้ามาใกล้ ยกหลังมือขึ้นแตะที่หน้าผากใต้ผมหน้าม้าบาง ค้างเอาไว้อย่างนั้นสักพักแล้วถอนมือออก
“ตัวไม่ร้อนนะ แต่เวียนหัวใช่ไหม” หล่อนถามราวกับมองกันทะลุปรุโปร่ง
“ก็นิดหน่อย”
“งั้นนอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันทำอาหารเอง” ดารากล่าวหลังแน่ใจแล้วว่าฉันไม่ใช่ผู้ป่วยวิกฤต หล่อนย้ายตัวเองเข้าไปในครัว ฉันงึมงัมคำว่าขอบใจเบา ๆ กับตัวเอง แน่นอนว่าไม่คิดจะนอนพักตามที่เพื่อนบอกแน่ ยิ่งไปกว่านั้นความคิดที่จะต้องพาตัวเองออกจากที่นี่ก็ชัดเจนขึ้นทุกครั้งตามจังหวะหายใจ ฉันกำลังนั่งอยู่บนโซฟาของคนที่อาจจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปแล้วและซ่อนชิ้นส่วนร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวผู้โชคร้ายไว้ในตู้สักตู้ในห้องนี้ นึกขอบคุณที่ประตูกระจกขุ่นลายเพชรช่วยกันระยะห่างเราออกจากกันได้สำเร็จ เป็นอันแน่ใจว่าฉันจะไม่บังเอิญไปเห็นใด ๆ ก็ตามที่อาจเอามาใช้เป็นวัตถุดิบลับในการทำสตูว์เนื้อสูตรพิเศษของเพื่อนสนิท
ฉันนั่งคิดกับตัวเองพลางมองจ้องเงาลางๆ ที่ขยับตัวไปมาในครัว เพราะกระจกขุ่นนั่นอีกที่ทำให้ฉันมองไม่เห็นว่าหล่อนกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อก่อนฉันเคยชอบกระจกบานนี้ ตอนที่แดดลอดผ่านม่านระเบียงเข้ามาจะส่องแสงระยิบระยับไปทั่วห้อง แต่ตอนนี้มันดูน่ากลัว ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น หัวใจของฉันเริ่มเต้นแรงขึ้น ความคิดที่ว่าต้องออกไปจากที่นี่และการอยู่ต่อเพื่อฉลองวันเกิดเพื่อนสนิทกำลังตบตีกันอยู่ในหัวฉัน และทันทีก่อนจะได้ตัดสินใจอะไร เสียงโทรศัพท์หล่อนก็ดังขึ้น มันช่วยให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ที่ไม่ต้องการจะเข้าไป ฉันจ้องมองมันและคิดว่าจะรับสายดีไหม พอดีกับที่เสียงใสไหว้วานลอดออกมาจากห้องครัว ฉันส่งมือที่สั่นเทิมของตัวเองหยิบมันขึ้นมาก่อนจะตอบรับเสียงเรียกเข้า
“คนส่งของโทรมา” ฉันตะเบ็งเสียงส่งสารต่อไป
“คงเป็น...น่ะ ช่วยลงไป...ได้ไหม”
ฉันฟังไม่ถนัดนักว่าหล่อนพูดว่าอะไร แต่ก็ยินดีจะลงไปรับของให้ตามที่ได้ยินคร่าว ๆ และจะใช้โอกาสนี้ออกไปสูดอากาศก่อนกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่จางลงเลยจะทำฉันเสียสติ ขณะที่กำลังก้มตัวลงไปเพื่อใส่รองเท้า เสียงฝีเท้าก็ดังถี่ขึ้นด้านหลัง ฉันดีดตัวขึ้นพร้อมกลับตัวหันหลังไปหาใครอีกคนที่อยู่ ๆ พรวดพราดออกมา คิดไปแล้วว่าหากโดนจับขึ้นมา ฉันคงกลายเป็นศพต่อไป
คือหมายความว่าถ้าหากในห้องนี้มีศพจริงน่ะนะ...
“จันทรา” หล่อนเอ่ยเรียกฉันหลังเร่งฝีเท้าตามออกมาทั้งที่ยังใส่ผ้ากันเปื้อนพร้อมมีดทำครัวในมือ ฉันตัวเริ่มสั่นเทิมขึ้นอีกครั้ง ขายาวถอยก้าวจนหลังชิดประตู ฉันหลับตาแน่นตอนที่ดาราเอื้อมมือมาแตะไหล่ “เป็นอะไรน่ะ...ถ้าป่วยอยู่ก็ไม่ต้องฝืนนะ”
ฉันค่อยลืมตาขึ้นเพราะเสียงและสัมผัสที่ห่างออกไป มีดในมือไม่อยู่แล้ว ดาราปลดเชือกผ้ากันเปื้อนที่เอวก่อนจะถอดมันออก ฉันเอื้อมแตะคันโยกประตูตั้งใจจะออกไปจากห้องนี้ให้ได้
“ย ยังทำอาหารไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ ไปทำต่อเถอะ” ฉันพูดเสียงสะดุด ดารายังยืนอยู่ตรงหน้า หล่อนเอียงคอขมวดคิ้วให้ท่าทีแปลก ๆ ของฉัน
“แต่เธอไม่สบาย”
“ไม่เป็นไร เร็วเข้าน่า เดี๋ยวฟ้าจะมืดก่อนนะ” ฉันพูดพร้อมยื่นมืออีกข้างดันหัวไหล่ดาราให้หันหลังกลับ หล่อนหันมาทำหน้างงใส่กันจนสุดท้ายก็ยอมกลับเข้าครัวไป ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็ออกมาจากห้องพักนรกนั่นได้สักที จันทราเอนไหล่พิงกำแพงลิฟต์ หลับตาลงเพื่อพักผ่อนสมอง กลิ่นประหลาดนั่นยังกรุ่นอยู่รอบตัวจนจำต้องยกมือขึ้นบิดปลายจมูกตัวเองไปมา
ฉันคว้าเอาถุงพลาสติกที่เขียนเลขห้องถูกต้องมาถือไว้ แอบส่องดูก็เห็นว่าเป็นสารฟอกขาวกับน้ำยาล้างห้องน้ำอีกสองสามขวด ฉันเม้มปากแน่นเพราะของพวกนี้มันยิ่งสนับสนุนทฤษฏีที่เพื่อนสนิทฉันอาจจะปลายเป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพไปแล้วจริง ๆ ดาราอาจสั่งของพวกนี้มาเพื่อกำจัดร่องรอยเลือดที่ยังหลงเหลือ ฉันปล่อยให้ตัวเองขบกัดริมฝีปากล่างเพื่อหวังว่ามันจะช่วยคลายกังวลขณะเดียวกันนิ้วเรียวก็กดจิ้มลงบนปุ่มเปิดประตู ไฟที่ปุ่มกดควรจะติดขึ้นอย่างทุกที แต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยหรือกดปุ่มไหนซ้ำ สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายขนาดเท่าเอสี่เขียนด้วยหมึกปากกาแดงเก่า
ปิดปรับปรุง กรุณาใช้บันได..
จันทราอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นัยย์ตากรอกไปตามตัวหนังสือราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ก่อนนี้เพียงสองนาที ไม่สิ หนึ่งนาที หรือที่จริงแล้วอาจไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำที่ฉันเพิ่งเดินออกจากลิฟต์และย้อนกลับมา ทันทีนั้นความรู้สึกแสบร้อนในจมูกก็ทำให้ต้องเบ้หน้า ขอบตาร้อนผาวจนน้ำใสเอ่อล้นรดแก้ม อาการปวดหัวอย่างรุนแรงเข้าโจมตี ฉันทิ้งอะไรก็ตามที่ถืออยู่พร้อมยกฝ่ามือขึ้นทึ้งหัวตัวเองพร้อมปล่อยให้ร่างกายลงไปนอนงอตัวบนพื้น ส่งเสียงกรีดร้องเจ็บปวดคล้ายคนใกล้ตาย ฉันรู้สึกราวเข็มพันเล่มกำลังทิ่มแทงที่มือและเท้า รู้สึกถึงผิวหนังบนศีรษะกำลังถูกกรีด กระโหลกกำลังโดนกระเทาะด้วยสันมีดจนมันแตกออกเป็นเสี่ยง ฉันหลับตาลงในสภาพที่หากเป็นฉันเองก็จะทนมองตัวเองไม่ได้ ก่อนสติจะดับวูบฉันเห็นขาคู่หนึ่งตรงหน้า รองเท้าผ้าใบคุ้นตาแต่ไม่คุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม ฉันรู้ตัวว่าตัวสั่นขึ้นอีกครั้งก่อนความทรงจำของฉันจะขาดหายไปในตอนนั้น
-
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาบนกระเบื้องเย็นเฉียบ พื้นที่เคยเปียกแห้งไปแล้วแต่ยังคงกลิ่นฉุนจาง ๆ จากน้ำยาทำความสะอาด คราบเลือดที่ไหลออกจากโพรงจมูกไหลยาวไปถึงข้างแก้ม มือสวยยกขึ้นเช็ดปาดของเหลวที่เปื้อนหน้า ฉันดีดตัวลุกขึ้นตอนที่เริ่มได้สติ วินาทีเดียวกันโลกเริ่มหมุนวน สายตาที่พร่ามัวพาฉันให้ใช้แขนค้ำกำแพงห้องน้ำเอาไว้ สองขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ ฉันสูดหายใจเข้าลึกแล้วพยายามก้าวพาตัวเองไปให้ถึงหน้าประตูห้องน้ำ เสียงบางอย่างลั่นดังพร้อมฝ่าเท้าที่ก้าวพาดธรณีประตู พลาสติกขนาดใหญ่ถูกปูคลุมไปทั่วห้องครัว ฉันอ้าปากกอบโกยอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด อาการปวดหัวยังไม่หายไป ฉันประคองร่างตัวเองกลับมาที่ห้องนั่งเล่น ที่โซฟาตัวเดิมก็มีพลาสติกคลุมไว้ ข้าวของที่เคยอยู่เป็นที่ตอนนี้กลับกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง สายตาฉันจ้องมองแสงอาทิตย์ยามเช้ากระทบประตูกระจกสะท้อนหยดเลือดที่หยดเป็นทาง ของเหลวหยดลงจากคันประตูห้องจนมันเอ่อนองเป็นแอ่งอยู่ที่พื้น ฉันลากตัวเองมาถึงหน้าประตูห้อง เอื้อมมือกำคันประตูที่เลอะเลือดเอาไว้ และในตอนที่ประตูปลดล็อค เสียงเรียกที่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ดาราและมีดทำครัวในมือพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเหลืองอ่อนยืนอยู่ตรงหน้า ข้างขมับมีเลือดไหลลงถึงคาง หล่อนเดินเข้ามากใกล้ พร้อมแข้งขาฉันที่เริ่มหมดเรี่ยวแรง ฉันทิ้งตัวเองลงกับพื้นที่ถูกปูรองด้วยผืนพลาสติก ก่อนดาราจะคุกเข่าลงตรงหน้า มือขาวซีดของหล่อนยกแตะหน้าผากฉันเอาไว้ก่อนจะเอ่ยถาม
“ไม่สบายเหรอ?”
แก้มฉันเลอะไปด้วยน้ำตาปนกับเลือดที่ไหลหยดจากคันจับประตู ฉันตัวสั่นชนิดที่ว่าชาตินี้จะไม่มีวันหยุดสั่น มีดในมืออีกข้างตั้งชูชี้มาที่กลางอกของฉัน ปลายมีดค่อยสัมผัสผ่านทะลุเนื้อผ้ามาถึงเนื้อหนัง ดาราหยุดมือเหมือนต้องการจะให้โอกาสขัดขืน ฉันนั่งนิ่ง ดารายิ้มเยาะราวกับรู้อยู่แล้วว่าฉันหนีไปไหนไม่ได้ หล่อนออกแรงกดที่หน้าอก ฉันหายใจช้าลงเพราะความเจ็บปวดที่เริ่มกัดกิน เสื้อเชิร์ตสีขาวของฉันถูกย้อมไปด้วยเลือดสด ๆ สองแขนและขากระตุกเป็นช่วง ๆ แต่ไม่ยักจะขยับเพื่อต่อต้าน ราวกับมันถูกตัดออกจากร่างกายไปแล้วแม้ยังอยู่ตรงหน้า ฉันกรีดร้อง หวังให้เพื่อนบ้านสักคนเข้ามาช่วยชีวิต ดารายกนิ้วชี้ขึ้นทาบที่ริมฝีปาก เป่าลมเบา ๆ จนเกิดเสียงชู่ว
ฉันยิ่งร้องดังขึ้นกว่าเดิม มีดทำครัวปลายแหลมยังแทงลึกเข้ามาเรื่อย ๆ อาการปวดหัวหนักกลับมาอีกครั้งพร้อมเสียงกริ่งประตูห้องที่ดังขึ้น ดาราไม่สนใจ จนมันดังขึ้นซ้ำอีกรอบ หล่อนจิ๊ปากก่อนมือขาวซีดยกขึ้นกอบกุมเส้นผมบนหัวฉัน หล่อนออกแรงดึงฉันออกให้ห่างจากประตู เสียงปลดล็อคดังขึ้นอีกครั้งทำให้ฉันเริ่มมีความหวัง ฉันตะโกนสุดเสียง แต่เพื่อนบ้านยังคุยโต้ตอบกับดาราราวฉันไร้ตัวตน เหมือนกับว่าผืนพลาสติกและเลือดพวกนี้ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ดาราหันกลับมาหาฉันที่นอนหายใจรวยริน มีดด้ามเดิมยังปักคาอยู่ที่อก คราวนี้หล่อนยืนนิ่งก่อนจะเริ่มกรีดร้องแบบเดียวกันกับที่ฉันเพิ่งทำไป ดาราทิ้งตัวลงนอนขดพลางยกสองมือขึ้นกุมสองข้างขมับ
“เจ็บ! จันทรา ฉันเจ็บ!!”
หล่อนโอดครวญราวตัวเองคือคนที่ถูกมีดปักกลางอก ฉันค่อยยกมือขึ้นกำด้ามมีดเอาไว้แน่นแล้วดึงมันออกจากร่างกายทันที ความเจ็บปวดยังเหลือ แต่เลือดไม่ไหลอีกแล้ว ฉันลุกขึ้นยืนบนผืนเลือดที่พื้น แล้วอาการปวดหัวเหมือนถูกไม้เบสบอลทุบก็บังคับให้ฉันต้องล้มลงอีกครั้ง
TBC