ในวันปิดเทอมนักเรียนชั้นม.5 ได้เข้าค่ายจิตอาสาเพื่อช่วยตกแต่งสถานที่โรงเรียน และต้องไปนอนที่ตึกเก่าตึกที่มีประวัติน่ากลัวและเป็นตำนานเล่าขานกันรุ่นสู่รุ่น
ลึกลับ,วัยว้าวุ่น,รั้วโรงเรียน,ไทย,เรื่องสั้น,ลึกลับ,โรงเรียนไทย,วัยรุ่น,ผี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ปิดเทอมประเดิมผี ตอนตึกกลืนคนในวันปิดเทอมนักเรียนชั้นม.5 ได้เข้าค่ายจิตอาสาเพื่อช่วยตกแต่งสถานที่โรงเรียน และต้องไปนอนที่ตึกเก่าตึกที่มีประวัติน่ากลัวและเป็นตำนานเล่าขานกันรุ่นสู่รุ่น
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้มีคำพูดที่ไม่เหมาะสมบางคำและมีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมไม่ควรลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีในนิยายเรื่องนี้
วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2511
"ตึกนี้มีพลังงานลี้ลับนะ แต่อาตมาไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร มีวิญญาณที่เศร้าจำนวนมากแต่อาตมาไม่เห็นตัวเพียงรับรู้ได้" พระชรารูปหนึ่งทักขึ้นระหว่างพรมน้ำมนต์ใต้ตึกนิราศา
"ก็ตั้งแต่คุณครูบัวแกจากไปก็มีเรื่องแปลก ๆ อยู่เรื่อยเลยเจ้าค่ะ เด็กบางคนบอกว่าแกมายืนจ้องหน้าห้องหรือบางทีเห็นแกเดินผ่านหน้าห้องไปก็มีเจ้าค่ะ" ครูสาวคนหนึ่งเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
"แต่อาตมารู้สึกว่ามีมากกว่านั้นนะ บางทีนักเรียนเราก็ดูน้อย ๆ ลงนะ" หลวงตาพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย สายตาท่านมองขึ้นไปบนระเบียงชั้นสองชั้นที่ครูบัวเคยประจำอยู่
ฝ่ายครูสาวนิ่งเงียบไปสักพักหนึ่ง เธอนั่งครุ่นคิดถึงความหมายองหลวงตา แต่ไม่ทันไรหลวงตาก็เดินนำไปที่ตึกอื่น ครูสาวจึงสละความคิดฟุ้งซ่านอกจากหัวแล้วเดินตามไป
วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568
ห้อง 5/2 ตอนบ่ายสองโมง
"เอาล่ะวันพรุ่งนี้ก็ปิดเทอมเเล้ว ใครที่ติดร. ติดศูนย์ ระวังตัวไว้ขึ้นม.6 จะเรียนไม่จบ" ครูเกื้อพูดก่อนจะหยิบเอกสารกองหนึ่งขึ้นมา
"อีกเรื่องคือช่วงปิดเทอมเล็กผู้อำนวยการมีคำสั่งให้ชั้นม.5 ส่งตัวแทนห้องมาเข้าค่ายจิตอาสาในโรงเรียนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์มีใครจะอาสามั้ย?" ครูเกื้อพูด
"แกไปมั้ย" ต้นน้ำหันไปถามสายไหม
"เราว่าจะไปนะ ตอนปิดเทอมไม่มีอะไรทำ" สายไหมตอบ
เมื่อได้คำตอบอย่างนั้นทั้งสองก็ยกมือขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกสามคนยกมือขึ้นพร้อมกัน
"ต้นน้ำ สายไหม ข้าวหอม ใบเตยกับเกมนะมีใครจะอาสาอีกมั้ยครับ?" ครูเกื้อพูดพร้อมจดชื่อทั้งห้าคนลงในระดาษ
หลังจากที่จดเสร็จในห้องเรียนก็ไม่มีใครอาสาเพิ่มครูเกื้อจึงปล่อยนักเรียนกลับบ้าน
ระหว่างนั้นที่สนามโดมกลางโรงเรียนสภานักเรียนกำลังจัดกิจกรรมฮาโลวีนที่จะจัดในเดือนตุลาคม บรรยากาศสถานที่เต็มไปด้วยของตกแต่งน่ารักธีมงานในปีนี้จะเป็นฮาโลวีนแบบตะมุตะมิ ต้นน้ำและกลุ่มเพื่อนพากันไปนั่งที่ห้องสมุดซึ่งภายในก็มีของตกแต่งวันฮาโลวีนวางอยู่บนโต๊ะจำนวนมาก
"ฉันว่าจิตอาสาหนึ่งอาทิตย์เนี่ยจะต้องเป็นการจัดงานฮาโลวีนแน่เลย ก็ว่าอยู่ตอนม.4 ครูให้ทำของเยอะแยะแต่ไม่ได้ให้ติดให้พี่ ๆ มาติดให้นี่เอง" ใบเตยพูดแล้วขมวดคิ้ว
"คิ้วผูกโบว์แล้วเนี่ย จะเครียดอะไรนักหนาแค่ตกแต่งเอง" ข้าวหอมพูดพลางตบบ่าใบเตยเบา ๆ "แต่ว่าโรงเรียนเราก็แปลกเนอะที่อื่นเขามีแต่แต่งให้สมจริงนี่แต่งให้น่ารักไม่เข้าใจว่ะ" พูดจบข้าวหอมก็หยิบหมากฮอสมาเล่นกับใบเตย
"อ้าวนี่พวกเธอไม่รู้กันหรอว่าปีนี้โรงเรียนเราครบรอบ 65 ปีแล้วนะ" สายไหมเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมาถาม
"รู้สิทำไมหรอ? เกี่ยวอะไรกับฮาโลวีนปีนี้ด้วยหรอ" ต้นน้ำทำหน้างงแล้วปิดหนังสือในมือก่อนจะางไว้ข้างตัว
"ก็เราเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องนึงมาอะ..." สายไหมพูดเสียงเบา ทางข้าวหอมกับใบเตยที่นั่งตรงข้ามก็หยุดการเล่นหมากฮอสแล้วเขยิบเข้ามาฟังด้วย
"นาน ๆ ทีสายไหมจะเล่าเรื่องผีขอฟังหน่อย" ข้าวหอมพูดแต่ก็โดนใบเตยตีแขนพร้อมทำท่าให้เงียบเสียงลง
"คือเราเคยได้ยินมาว่า...ตอนที่โรงเรียนเราก่อตั้งได้แปดปีมีครูสอนวิชาคณิตศาสตร์เสียชีวิตที่ตึกนิราศาเพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ตั้งแต่นั้นก็มีนักเรียนไปฆ่าตัวตายที่นั่นบ่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นนักเรียนที่ทำผิดร้ายแรง จนคุณครูต้องไปเชิญทั้งพระทั้งหมอผีมาปราบแต่ไม่ว่าจะเชิญใครมาทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่ตึกนั้นมีพลังงานจำนวนมาก..." สายไหมหยุดเล่า ทำให้ใบเตยที่กำลังอินถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
"เล่าต่อเร็วกำลังได้ฟิวเลย" สายไหมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อ "หลังจากเชิญคนมามากก็ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์ที่นักเรียนไปฆ่าตัวตายที่ตึกแห่งนั้น กลับกันนักเรียนหลายคนรวมถึงครูประจำชั้นมักจะพูดว่าเหมือนมีนักเรียนในห้องหายไปแต่ไม่ว่าจะเช็คในใบเช็คชื่อ ถามเพื่อนหรือใครก็ตามก็ไม่มีใครนึกออกราวกับว่า..."
"แฮร่!!!!!!" ชายหนุ่มตัวเล็กตาตี๋กระโดดเข้ามาแกล้งใบเตยทางด้านหลัง ทำให้ทั้งสี่คนตกใจร้องเสียงหลงดังลั่นห้องสมุด
"ไอเกม ตกใจหมดเล่นอะไรดูเวลาบ้างดิ" ใบเตยพูด
"ดูแล้วเห็นว่าเวลานี้แก๊งหัวหน้าเรากำลังเล่าเรื่องผีโดยคุณสายไหมอยู่จึงได้เข้ามาทำให้ตกใจเพื่อสร้างบรรยากาศยังไงครับผม" เกมพูดพร้อมทำหน้ากวน "กำลังเล่าเรื่องตึกกลืนคนหรอ?" เขาถามก่อนจะมานั่งข้างใบเตย
"เออเมื่อกี้กำลังอินเลย" ใบเตยพูดพร้อมทุบหลังเกมไปทีนึง
"เออ ๆ เดี๋ยวเล่าต่อให้" เกมพูดพร้อมกับเขยิบตัวเข้าใกล้โต๊ะ
"หลังจากที่ไม่มีข่าวการไปฆ่าตัวตายของเด็ก ก็มีนักเรียนหลาย ๆ ห้องพูดตรงกันว่าพอเข้ามาในห้องเรียนบางวันจะเห็นโต๊ะและเก้าอี้เปล่า ๆ วางอยู่พยายามนึกว่ามันมาได้ยังไงหรือว่าเป็นที่นั่งของใครก็นึกไม่ออก ถามครูครูก็รู้สึกเหมือนกันจนมันมีเรื่องเกิดขึ้น
เมื่อมีนักเรียนหญิงคนนึงไปลองดีที่ตึกนิราศาหลังหกโมงเย็น ปรากฎว่ายามไปเห็นเธอนอนสลบอยู่หน้าห้องพักครูชั้นที่สองของตึก หลังจากนั้นเธอก็เล่าว่าทุกคืนเธอจะฝันว่าเดินอยู่ในตึกนั้นแล้วก็จะมีนักเรียนทั้งชายทั้งหญิงเด็กและรุ่นราวคราวเดียวกับเธอชะโงกหน้ามายืนจ้องเธอจากในห้องเรียนต่าง ๆ บางคนเธอรู้สึกคุ้นเคย บางคนเธอก็ไม่คุ้น บางคนกวักมือเรียกพร้อมถามว่าจำเราได้มั้ย
แต่ทุกครั้งจะมีครูอ้วน ๆ คนนึงเดินออกมาจากห้องพักครูชั้นสองพร้อมตะโกนออกมาว่า อยากลองดีมากใช่มั้ยมาอยู่ที่นี้ด้วยเลยดีมั้ย จากนั้นเธอก็จะสะดุ้งตื่นขั้นมา ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ป่วยต้องเข้าไปแอดมินที่โรงพยาบาลคำพูดของเธอตอนอยู่ในโรงพยาบาลคือ 'หนูไม่อยากไปแล้ว ปล่อยหนูไปเถอะ หนูขอโทษ' จากนั้นเธอก็ตายลง"
"ใช่เรื่องของแพรวาเด็กนักเรียนม.2 ที่ครูเกื้อเคยเล่าให้ฟังป่ะ" ใบเตยถาม
"เออ ๆ เหมือนจำได้ว่าครูเกื้อเคยเล่าเรื่องประมาณนี้อยู่นะ" ข้าวหอมเสริมขณะที่กำลังไถฟีดอยู่
"อันนี้ไม่รู้แฮะ เพราะเขาก็ไม่ได้บอกว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อว่าอะไร" เกมตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋าเตรียมลุกขึ้นยืน
"ไปก่อนนะจ๊ะอยู่โรงเรียนดึก ๆ ระวังจะไม่ได้ออกไปน้า~" เกมทำเสียงน่ากลัวก่อนจะเดินจากไป
"เราว่าพวกเรารีบกลับกันเถอะเรากลัว" สายไหมพูดเสียงสั่น
"นาน ๆ จะเห็นสายไหมกลัวผี ตามใจเพื่อนหน่อยกลับกัน" ข้าวหอมพูดก่อนจะจูงมือสายไหมออกไป
ทั้งสี่พากันเดินออกจากห้องสมุดทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดกับลมหายใจของใครบางคนที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องเล่าของกลุ่มนี้
เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนเก้าอี้ช้า ๆ แล้วเดินออกจากห้องสมุดไป ชายดังกล่าวเดินไปที่ตึกอันเป็นเรื่องเล่าของโรงเรียน 'ตึกนิราศา' เขาเดินขึ้นไปเงียบ ๆ เวลาขณะนั้นก็ราวหกโมงยี่สิบ เสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นหินอ่นของตึกดังกังวานตามจังหวะการเดิน
เด็กหนุ่มเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนเกือบสุดทางเดินแต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงเรียกมาจากทางด้านหลัง "มิค! จำเราได้มั้ย มิค!"
เสียงนั้นแผ่วเบาและแหบแห้งมิคหันหลังกลับไปมองด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย ตอนนี้เขาประจันหน้ากับเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางแสงสีส้มที่สาดลงมาคั่นกลางระหว่างสองหนุ่ม รอบตัวของเด็กทั้งสองมืดมิดราวกับถูกปิดไฟ
ร่างตรงหน้าของมิคคือเด็กผู้ชายในชุดนักเรียน แต่สิ่งที่ทำให้เขาคนนั้นแตกต่างออกไปคือร่างกายที่ผอมติดกระดูกกับหน้าที่ซูบจนเห็นดวงตาเป็นโพลงสีดำเหมือนคนติดยา มิคยืนนิ่งค้างติงอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ไม่อยากวิ่งแต่ขาเจ้ากรรมกลับไม่ยอมขยับแม้สักเล็กน้อย
"นิ่งอย่างนี้แสดงว่าจำเราได้ นายจำเราได้ใช่มั้ยมิค ใช่มั้ย! ใช่ใช่มั้ยมิค!!" ร่างซูบผอมวิ่งเข้ามาใกล้มิค เพียงแต่สิ่งที่น่าสะพรึงไม่ใช่เสียงที่แหบแห้ง แต่เป็นท่าวิ่งที่สุดแสนจะประหลาดเหนือมนุษย์
ร่างนั้นวิ่งโดยเบะเท้าทั้งสองข้างออกจากหันโก่งขาทั้งสองลงเอนตัวไปข้างหลังจนแทบจะเป็นท่าสะพานโค้ง สะบัดมือไปมาพร้อมกับฉีกรอยยิ้มสุดสยอง มิคที่เห็นดังนั้นจึงหันหลังเตรียมตัววิ่งหนี แต่พอหันหลังกลับไป แทนที่จะเจอบันไดทางลงกลับกลายเป็นกำแพงสีขาวนวลขวางอยู่ตรงหน้า มิคหันหลังกลับอีกรอบก่อนที่จะสับเท้าวิ่งสวนผู้ชายคนนั้นไปด้วยความเร็วเท่าที่ทำได้
"จะเล่นวิ่งไล่จับหรอมิค เอาสิมาเล่นกัน หึหึหึ~" เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นข้างหลังมิค ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนก้องไปทั่วทั้งตึก
เด็กหนุ่มวิ่งไม่คิดชีวิตก่อนจะเจอเข้ากับนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่ยืนขวางทางเขาอยู่ คนในกลุ่มมีทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงทุกคนล้วนมีสภาพเกียวกันคือร่างกายซูบผอม บางคนตัวดำ บางคนมีเชือกผูกไว้ที่คอ บางคนมีเลือดไหลออกจากศีรษะ แขน ขา ทุกคนฉีกยิ้มมาทางมิคก่อนจะพูดประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
"เจอเพื่อนใหม่แล้ว! ได้เพื่อนใหม่แล้ว!" เสียงที่น่าสะพรึงราวกับเสียงโทรทัศน์ช็อตทำให้มิคต้องหยุดวิ่ง เขาถอยหลังไปจนชนกับใครบางคน
"จับได้แล้วมิค~" ทันทีที่เด็กผู้ชายคนนั้นจับไหล่มิคภาพความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมา
"มิค! มิค! ครูครับมิคตื่นแล้วครับ" เสียงทุ้มเล็กน้อยแต่ออกไปทางนุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟสีขาวที่สาดมาแยงตาจนเจ้าตัวต้องเอามือบังไว้
"ตะ...ต้นน้ำหรอ?" เสียงแหบเอ่ยขึ้นอย่างทุลักทุเล
"อืม โชคดีนะที่เรามาคืนหนังสือที่ห้องสมุดเลยเห็นแกสลบอยู่ที่สนามบอล" ต้นน้ำพูดพลางพยุงมิคให้นั่งขึ้น
"ขอบใจ" มิคพูด สีหน้าเด็กหนุ่มเกิดความสงสัยขึ้นจึงเอ่ยถามเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกันตั้งแต่ม.ต้น
"ต้นน้ำจำคนชื่อวิเชียรได้มั้ยที่เคยอยู่ห้องเดียวกับเราตอนม.หนึ่งอะ" มิคถามด้วยสีหน้าคาดหวังว่าต้นน้ำจะจำได้แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อได้ยินคำตอบ
"ไม่เห็นจะจำได้เลย ห้องเราไม่มีคนชื่อวิเชียรนี่"
"ก็วิเชียรที่นั่งหลังสุด ที่โดนแก๊งบอสแกล้งประจำอะ" มิคอธิบายแต่ต้นน้ำก็ทำหน้างง
"แก๊งของบอสหรอ ไม่ใช่ว่าแก๊งบอสแกล้งเจ้าลูกโป่งเป็นประจำหรอกหรอ อีกอย่างโต๊ะตัวท้ายสุดก็เป็นโต๊ะว่างไม่มีใครนั่งตั้งแต่เทอมหนึ่งจนพวกเราจบก็ไม่มีใครไปนั่งนะ" ต้นน้ำพูดด้วยน้ำเสียงงง ๆ นั่นทำให้มิครู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
"เราคงจำผิด ไปจำเพื่อนที่ติวเตอร์น่ะขอโทษด้วยนะ" มิคกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้านิด ๆ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องพยาบาลไป
"เดี๋ยวก่อนสิ นายเพิ่งฟื้นนะเดินช้า ๆ หน่อย" เสียงต้นน้ำดังไล่หลังมา พร้อมกับวิ่งเข้ามาพยุงมิคไว้
หลังจากที่ทั้งสองแยกย้ายกันกลับบ้าน มิคก็นอนคิดถึงเรื่องที่เขาเจอ หลังจากที่ผีตัวนั้นจับเขาไว้ได้ก็มีความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว
ภาพที่ขึ้นมาเป็นภาพของเขากำลังมองเพื่อนคนหนึ่งโดนแกล้งให้เลียน้ำที่หกบนโต๊ะ ซึ่งเขาจำหัวโจกได้คือบอสนักเลงประจำห้อง พลันก็ได้ยินคนในกลุ่มเรียกชื่อเด็กผู้ชายคนนั้นว่า 'วิเชียร'
จากนั้นภาพก็ตัดสลับไปที่หลังตึกนิราศาอันเป็นที่ที่มิคกับวิเชียรมักจะมาคุยกันอยู่เสมอ
"ทำไมตอนที่กูโดนพวกมันแกล้งมึงเอาแต่มองกู ทำไมไม่เข้ามาช่วยวะ"
"เชียรมึงก็รู้ไอ้บอสมันแรงเยอะขนาดไหนลูกน้องมันอีก มันจะเกรงใจก็ตอนที่ต้นน้ำกับเคนอยู่เท่านั้น วันนี้พวกมันก็หยุดแล้วจะให้กูทำยังไง"
"แต่มึงเป็นเพื่อนกูนะเว้ย ตอนมึงโดนพวกมันไถ่เงินกูยังช่วย นี่กูโดนพวกมันบังคับให้เลียน้ำที่โต๊ะทำไมมึงไม่ช่วยวะ"
"เก่งจริงทำไมมึงยอมพวกมันล่ะ! เก่งนักก็เอาตัวรอดเองดิวะ มีหน้ามาทวงบุญคุณกูอีก ต่อไปมึงไม่ต้องมาเล่นบอลกับกูเลย ไปตีแบตกับไอ้ต้นน้ำโน่นไป!!"
"มึงขึ้นเสียงใส่กูหรอ!!"
"เออดิวะ ไอ้กระจอก!!" ภาพต่าง ๆ คำพูดทุกคำที่พูดออกมาหวนกลับคืนสู่ความทรงจำของมิค ยังไม่ทันที่จะตั้งสติได้ดีก็มีเสียงแหบแห้งมากระซิบที่หู
"กูไม่โทษที่มึงไล่กูออกจากกลุ่มหรอกนะ ครั้งนี้ถือว่าหายกัน แต่ถ้ามึงขึ้นมาลองดีอีกจะไม่ใช่กูกับเพื่อนที่มาเล่นกับมึงล่ะนะไอ้..." สิ้นคำว่าไอ้ มิคก็ล้มลงกับพื้นและมาตื่นที่ห้องพยาบาล
"อะไรก็ไม่รู้ สงสัยไอ้ผีนั่นคงอยากเอาเราไปอยู่ด้วยเลยแต่งเรื่องหลอกมั้งเสือกโง่ปล่อยมาเอง" มิคพูดปลอบใจตัวเองก่อนจะล้มตัวลงนอน
กลางดึกระหว่างที่มิคกึ่งหลับกึ่งตื่นก็มีเสียงดังขึ้นในห้องตรงปลายเตียง"มึงแหละโง่ เขาไม่ให้มึงจำได้แล้ว โชคดีแล้วกัน" พลันก็มีร่างสีดำลอดหายเข้าไปใต้เตียง
วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่สนามโดมกลางโรงเรียน
"ต้นน้ำกูนึกไม่ออกวะ จำได้แต่ไอ้ลูกโป่งกับใบไผ่ที่ไอ้บอสมันแกล้งประจำ" เกมหนึ่งในแก๊งของบอสที่ชอบแกล้งเพื่อนตอนม.ต้นพูด
"ถามไปตั้งแต่วันศุกร์เพิ่งมาตอบวันอาทิตย์เนี่ยนะ"ต้นน้ำยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะเดินไปเข้าแถวที่คุณครูจัดไว้ให้
"มากันครบแล้วนะคะ ต่อไปก็จับกลุ่ม ๆ ละสามคนนะคะ" ครูสาวพูด
"แต่ว่านักเรียนชายมี 49 คนต้องมีกลุ่มนึงมีสี่คนนะ" ครูสาวประกาศผ่านไมค์อีกครั้ง
"ต้นน้ำ เกม มีกลุ่มยังมาอยู่กับพวกเรามั้ย?" นาวินกับเอกเดินมาทักต้นน้ำที่ยืนคุยกับเกมอยู่
"เอาสิป่ะต้นน้ำไปกัน" เกมดึงแขนต้นน้ำเข้าไปกับกลุ่มของนาวิน ทั้งสี่ไปรายงานตัวกับคุณครูที่หน้าเวที
"เอาล่ะเมื่อทุกคนรวมกลุ่มกันเสร็จแล้วก็ติดป้ายชื่อและไปเก็บของที่ห้องเรียนนะ"
"แต่ว่าตอนนี้ตึกที่พวกเราเรียนกำลังทาสีใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องไปพักที่ตึกเก่ากันนะครับ" ครูเกื้อพูดแล้วชี้ไปทางตึกนิราศาที่ตอนนี้เด็กทุกคนเรียกตึกนั้นว่า 'ตึกเก่า'
"ระวังเจอผีนะสาว ๆ" เกมแซวกลุ่มของข้าวหอมที่เดินผ่านหน้า
"ถ้าเจอผีกับแกขวางหน้าฉันจะต่อยแกเป็นอย่างแรกเลย" ข้าวหอมตอบกลับพร้อมชูกำหมัดขึ้น
"โหดจังคนสวย" เกมยังคงแซวต่อ
หลังจากที่กลุ่มต้นน้ำเดินขึ้นตึกไปห้องของเขาอยู่ที่ชั้นสองห้องที่หนึ่ง ทั้งหมดเปิดประตูไม้เก่า ๆ เข้าไปด้านใน เนื่องจากผอ.มักจะมาซ่อมแซมตึกอยู่เสมอดังนั้นทั้งไฟและน้ำประปาในตึกยังสามารถเปิดได้ตามปกติ
"ตึกมีสี่ชั้นสงสารคนที่อยู่ชั้นสี่จังเนอะ" เอกพูดพลางวางกระเป๋าลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง
"รีบหน่อยก็ดีนะมีเวลาพักแค่สิบห้านาทีเท่านั้น" นาวินพูดแล้วออกไปนั่งข้างนอก
"นาวินนี่ขี้บ่นจังเลยนะ" เกมพูด
หลังจากครบสิบห้านาทีนักเรียนทั้งหมดก็ลงมาที่สนามเตรียมตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ และเป็นอย่างที่ใบเตยคาดการณ์จิตอาสาหนึ่งอาทิตย์ของพวกเขาคือการจัดสถานที่เตรียมวันฮาโลวีนที่จะจัดขึ้นปลายเดือน
"น่าเบื่อจริง ๆ ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย" เกมพูดแล้วเอนหลังนอนลงกับพื้น
"ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวครูมาเห็นจะโดนดุนะ" ใบเตยพูดพลางดึงเกมให้นั่งขึ้นเหมือนเดิม
"เราว่าถ้าช่วยกันทำมันก็จะเสร็จไวขึ้นนะ" สายไหมพูด
"เราเห็นด้วยนะ ถ้ามัวบ่นกันอยู่อย่างนี้เมื่อไหร่จะเสร็จล่ะ ดูสายไหมกับต้นน้ำสิทำไปได้เยอะแล้วนะ" นาวินเสริม
"จ้าาาจะรีบทำให้เสร็จจะได้พักสักที" ข้าวหอมพูดแล้วลุกขึ้นนั่งทำต่อ
ตกเย็นวันนั้นกลุ่มของต้นน้ำและสายไหมขึ้นตึกเป็นกลุ่มสุดท้าย ระหว่างทางเกมก็เล่าเรื่องตำนานของตึกอีกครั้ง แต่การเล่าครั้งนี้ไม่ได้เล่าเอาบรรยากาศ เล่าตามความรู้สึกของตนเองเรื่องราวเลยชวนตลกขบขันเสียมากกว่า
"ไว้เจอกันพรุ่งนี้ตอนเช้านะครับสาว ๆ นอนดึกดื่นระวังเจอดีน้า" เกมแซวก่อนจะเข้าห้องและล็อกประตู
"บอกไม่ให้เขานอนดึก แกอะจะนอนตีอะไรมิทราบครับ" เอกเพื่อนสนิทเกมทักขึ้นหลังจากปูที่นอนเสร็จสรรพ
"กะว่าจะนอนตีห้าตื่นหกโมงเป็นไง เยี่ยมเลยใช่มั้ยล่ะ" เกมยังคงพูดติดตลก
"รีบนอนได้แล้วรบกวนคนอื่นเขา" นาวินสวนพลางโยนหมอนให้
"ขอบพระคุณครับ ต้นน้ำนี่หลับไวเนอะ" เกมพูดแล้วล้มตัวลงนอนข้างต้นน้ำ
วันนี้ทั้งวันทั้งสี่คนช่วยกันตกแต่งสถานที่ยกโน่นยกนี่ ขึ้นลงตึกเป็นว่าเล่น พอหัวถึงหมอนเพียงไม่กี่นาทีก็หลับสนิทเข้าสู่ห้วงนิทรา
"ต้นน้ำ ต้นน้ำ! ตื่นต้นน้ำ" เสียงของเอกดังขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนของร่างกายจากกายเขย่าตัว
"มีอะไร เช้าแล้วหรอ?" อีกฝ่ายงัวเงียลุกขึ้นตอบ
"ตอนนี้เวลาเที่ยงคืน แต่ทั้งตึกมีแค่พวกเรากลุ่มเดียว" เอกอธิบายเสียงสั่น เหงื่อแตกพลักจนเห็นได้ชัด
"แล้วคนอื่น ๆ ไปไหนล่ะนาวินกับเกมด้วย" ต้นน้ำสะดุ้งเฮือกรีบลุกขึ้นทันที
"นาวินกับเกมมันลงไปดูว่าครูอยู่รึเปล่า" เอกพูดแล้วคว้าแขนต้นน้ำไว้
"เราก็ลงไปด้วยกันเถอะฉันกลัว" เอกพูดเสียงสั่น
ทั้งสองเดินลงจากตึกแต่พอมาถึงชั้นล่างก็เจอนาวินกับเกมยืนอยู่หน้าทางขึ้นที่บัดนี้ถูกปิดด้วยประตูเหล็ก
"เกิดอะไรขึ้นหรอ?" เอกถาม
"พอพวกเราเดินลงมาก็เจอประตูเหล็กปิดอยู่ และดูเหมือนมันจะล็อคจากด้านนอกด้วย" นาวินพูด
"แปลกแฮะตอนเดินลงมาทุกห้องเปิดประตูไว้หมดแต่ไม่มีใครอยู่สักคน" ต้นน้ำขมวดคิ้วพร้อมถอนหายใจ
"ฉันว่าพวกเราขึ้นไปข้างบนและรอถึงเช้าก่อนดีกว่า" นาวินพูด
"เอ๊ะเดี๋ยวก่อนนะ มีใครเอาโทรศัพท์มาบ้าง" เอกถาม ทั้งนาวินและเกมต่างส่ายหัว ต้นน้ำเองก็เอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกงด้วยความตกใจ
"เออเราไม่เห็นแล้วก็ไม่ได้หยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยเดี๋ยวขึ้นไปลองโทรหาเพื่อนดีกว่า" ต้นน้ำเสนอไอเดียแล้วนำหน้าเดินขึ้นไป
ทั้งสี่เดินกลับขึ้นไปที่ชั้นสอง เมื่อมาถึงกลับพบว่าไฟในห้องพักครูริมสุดของตึกถูกเปิดอยู่
"มีคนอยู่ในห้องพักครูไปดูป่ะ" เอกพูด
"แต่มันอยู่คนละทางกับห้องเรานะ" นาวินปราม
"เอาน่าดีกว่าไม่เจอใครเลยนะ" เอกดึงแขนต้นน้ำแล้วนำไป นาวินเตรียมเดินตามไปแต่ถูกเกมดึงแขนไว้พลางส่ายหัว
"อะไรของเอ็งไม่พูดไม่จาถ้ากลัวก็กลับไปรอที่ห้องก่อน" นาวินพูดแต่เกมก็ยังคงจับแขนนาวินแน่น ทั้งสองเดินตามต้นน้ำและเอกไปอย่างติด ๆ
ปึ้ง!! เสียงปิดประตูดังสนั่นไปทั้งชั้นเมื่อทั้งสี่มาถึงหน้าห้อง
"ใครปิดวะ" เอกพูด พลางวิ่งไปบิดลูกบิดประตู
"ขอโทษนะครับ พวกเราไม่เจอเพื่อน ใครอยู่ข้างในครับ เปิดประตูหน่อยครับ" เอกเคาะประตูรัวพลางตะโกนบอกคนข้างใน
"เปิดให้ทีครับ พวกเราไม่เจอใครเลย" ต้นน้ำเองก็เข้ามาช่วยอีกแรง ทางฝั่งนาวินเห็นแบบนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องเพื่อไปเอาโทรศัพท์
หลังจากเคาะกันอยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าประตูข้างในจะถูกเปิดออก ทั้งสองผละตัวออกจากประตูถอยมานั่งที่ระเบียงด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เกมที่นั่งเฉย ๆ ตั้งแต่แรกจู่ ๆ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปถีบประตู
"เปิดประตูสิวะ! เปิดสิ บอกให้เปิดไง เปิดสิโว้ย!!"
"มึงทำอะไรอะ จะไปถีบประตูหามะเขือเทศอะไรห๊ะ!" เอกตวาด เกมหันมองด้วยหางตาก่อนจะถีบประตูซ้ำอีกครั้ง
จังหวะนั้นนาวินวิ่งกลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกแล้วพูดเสียงสั่น "พวกเอ็งไม่มี ไม่มีโทรศัพท์ใครในห้องเลยเว้ย มีแต่กระเป๋าอย่างเดียว เราค้นทั้งห้องแล้วแม่งไม่มีอะไรเลยนอกจากกระเป๋านักเรียนเปล่า ๆ "
"แล้วมันจะหายไปไหนอะ เราก็อยู่กันแต่ในห้อง ตอนขึ้นมานอนยังเล่นเกมอยู่เลย" ต้นน้ำพูด สิ้นเสียงเสียงปลดล็อกประตูก็ดังขึ้น
"ไร้มารยาท ไม่มีใครเคยสอนรึไงว่าห้ามถีบประตูห๊ะนักเรียน" ข้างหลังประตูเผยให้เห็นครูผู้หญิงร่างท้วมวัยกลางคน ใส่แว่นกลมสวมชุดกากีเต็มยศในมือถือหนังสือสอนอยู่
"ยังไม่ตอบอีก กลับไปห้องเดี๋ยวนี้เลย!" ครูร่างท้วมตวาดเสียงดังทำเอาทั้งหมดสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน
"ครูครับประตูตึกถูกปิดแล้วเพื่อน ๆ กับครูก็หายไปด้วยครับ" เอกพูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"กลับไปห้องเรียนเดี๋ยวนี้" ครูร่างท้วมกล่าวซ้ำอีกครั้งพร้อมชี้ไปทางห้องที่พวกเขาอยู่
เกมที่ตอนแรกดูเหมือนจะกล้ากว่าใครเพื่อนกลับเป็นคนแรกที่เดินกลับไปอย่างช้า ๆ ทั้งสามหันมองตามหลังเกมแต่ต้องตกตะลึงเมื่อข้างหน้ามีดวงตาสีแดงจับจ้องอยู่เต็มไปหมด และครูร่างท้วมเองก็หายไปเช่นกัน
"เฮ้ยมึงอย่าเดินไป!" นาวินทักขึ้น อีกฝ่ายไม่ได้หยุดเดินพลันเลี้ยวขึ้นชั้นบนของตึก
"เฮ้ยแกจะไปไหนอะ" ต้นน้ำรีบวิ่งตามเด็กคนนั้นขึ้นไป ทั้งสามตามขึ้นไปจนถึงชั้นสี่ที่เป็นชั้นบนสุดของตึก
"เห้ย!ต้นน้ำ เอก นาวินเราอยู่นี่เห็นเรามั้ย ทุกคนเราอยู่นี้อยู่ตรงนี้" เกมที่อยู่ในห้อง ๆ หนึ่งบนชั้นสี่ร้องเรียกเพื่อน ๆ อย่างมีความหวัง แต่ทั้งสามกลับเดินตามใครก็ไม่รู้ไป ผ่านหน้าตัวเองไปจังจัง
เด็กคนนั้นหน้าเหมือนเกมมากเขาหันมาแสยะยิ้มให้ก่อนจะเดินนำไปที่สุดขอบของชั้นแล้วกระโดดลงจากตึกไป
ทั้งสามหยุดนิ่งตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า พร้อมกับเกมที่ยืนหยุดนิ่งอยู่ข้าง ๆ
"ไม่จริงใช่มั้ย..." เกมพูดแล้วหันไปมองเพื่อน ๆ
"พวกแกเห็นฉันมั้ย เห้ย!ตอบดิเห็นฉันมั้ย!!" เกมพูดแล้ววิ่งไปเขย่าตัวต้นน้ำแต่ก็ทะลุผ่านตัวไป ทันใดนั้นตึกทั้งหลังก็ถล่มลงมาพร้อมเสียงตะโกนที่ดังจนแสบแก้วหู
"ตื่นได้แล้วว!!!" เสียงข้าวหอมปลุกทั้งสามให้ตื่นขึ้นกลางรถบัส
"แหมนอนเพลินเลยนะถึงโรงเรียนแล้วค่ะเชิญทั้งสามท่านลงจากรถ" ข้าวหอมประชดแล้วเดินนำลงไป
"มึงฝันว่าอะไรวะ กูฝันเห็นไอ้เกมโดดตึกนิราศาว่ะ"เอกกระซิบถามนาวิน
"เออฝันแบบเดียวกัน ผ่านมาปีนึงยังตามหลอกหลอนอยู่เลย" นาวินตอบแล้ววางกระเป๋าลงที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ในสวนของโรงเรียน
"ถ้ามันไม่จริงจังเรื่องเรียนเกินไปก็คงจบพร้อมพวกเราแล้วล่ะ" เอกพูด
"นั่งทำอะไรกันตรงนี้อะ" ต้นน้ำกับลมเหนือเดินเข้ามาทัก
"แหมเดินมาคนเดียวไม่ได้ต้องมากับแฟนนะ" เอกแซว "คุยเรื่องไอ้เกม"
"อ๋อ" ต้นน้ำตอบสั้น ๆ ตอนนี้ทั้งหมดกำลังจะจบม.หกในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าแต่เรื่องราวในคืนนั้นก็ยังคงติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้
ย้อนกลับไปเมื่อตอนปิดเทอมเล็กปี2568 คืนสุดท้ายของค่ายจิตอาสา กลางดึกเวลาประมาณห้าทุ่มครึ่งเกมได้ลุกออกจากห้องไป ต้นน้ำที่นอนใกล้กับเกมที่สุดรู้สึกตัวขึ้นพอดีพอเห็นว่าเพื่อนหายไปเลยตามไปดูที่ห้องน้ำ พอไม่เห็นเลยมาตามเอกกับนาวินไปหา ทั้งสามคนไปหามั้งชั้นจนระหว่างเดินกลับก็เห็นร่าง ๆ หนึ่งตกลงมาจากชั้นบน
ค่ายจิตอาสาปีนั้นนักเรียนจะพักที่ชั้นสองและชั้นสามส่วนครูจะพักที่ชั้นหนึ่งดังนั้นจึงไม่มีใครอยู่ที่ชั้นสี่สักคน ทั้งสามวิ่งไปชะโงกดูก็เห็นภาพที่ไม่น่ามองและยังคงติดตามาจนถึงทุกวันนี้