คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตผ่านตาบ้างไหม? มันกระจายอยู่ทุกบอร์ดและถูกลบในเวลาอันรวดเร็ว สองสามวันต่อมาก็จะเจอกับกระทู้ที่ถามถึงมันอีกครั้ง ผมคิดว่าผมเคยไปพักที่รีสอร์ตนั่น

ผมสงสัยว่าพ่อผมไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ - topic 1 คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตที่ไม่ระบุชื่อผ่านตาบ้างไหม? โดย F.S Kairos @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

อาชญากรรม,สืบสวนสอบสวน,ยุคปัจจุบัน,ตะวันตก,เรื่องสั้น,ฆาตกรรมอำพราง,ฆาตกรรมหักมุม,ฆาตกรรม,สืบสวนสอบสวน,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ผมสงสัยว่าพ่อผมไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

อาชญากรรม,สืบสวนสอบสวน,ยุคปัจจุบัน,ตะวันตก,เรื่องสั้น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ฆาตกรรมอำพราง,ฆาตกรรมหักมุม,ฆาตกรรม,สืบสวนสอบสวน,พล็อตสร้างกระแส

รายละเอียด

ผมสงสัยว่าพ่อผมไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ โดย F.S Kairos @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตผ่านตาบ้างไหม? มันกระจายอยู่ทุกบอร์ดและถูกลบในเวลาอันรวดเร็ว สองสามวันต่อมาก็จะเจอกับกระทู้ที่ถามถึงมันอีกครั้ง ผมคิดว่าผมเคยไปพักที่รีสอร์ตนั่น

ผู้แต่ง

F.S Kairos

เรื่องย่อ

 ผมจะไม่สาบานว่าเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง เพราะตัวผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คุณจะเชื่อความทรงจำของเด็กอายุ 12 ได้แค่ไหน ยิ่งความทรงจำนั้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่(น่าจะ)กระทบจิตใจรุนแรงอย่างการตายของพ่อ

 ผมไม่เคยสงสัยในอุบัติเหตุครั้งนั้น จนกระทั่งเร็ว ๆ นี้

 คุณคงเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตผ่านตามาบ้าง มันกระจายอยู่ทุกบอร์ด ในหัวข้อที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นการถามพิกัด การถามถึงจดหมายคอนเฟิร์มที่ล่าช้า มันดูเหมือนเป็นคลิกเบตโฆษณา แต่คุณจะไม่เห็นชื่อสถานที่ ที่จริงคุณจะไม่ได้เห็นกระทู้เดิมซ้ำ

 ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมคิดว่าผมเคยไปพักรีสอร์ตนั่น


⛷︎⛰︎

☛ นิยายเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซ็ตเรื่องสั้นเกี่ยวกับสกีรีสอร์ตแห่งหนึ่ง (ski-anthology) ⛷︎

ผู้เข้าพัก : ผมสงสัยว่าพ่อผมไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ

ผู้ถือใบจอง : สารพัดวิธีฆ่าภรรยาสุดที่รัก

ผู้เป็นนักต้อน : คุณอาจเรียกผมว่านายหน้า แต่พวกเขาเรียกผมว่านักต้อน

นิยายสามเรื่องนี้ได้ถูกรวบรวมเป็นรูปเล่มตีพิมพ์แล้ว เปิดให้ pre-order ตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน - 19 ธันวาคม 2025 นิยาย 410 หน้าขนาด A5 จำนวนตอนพิเศษ 5 ตอน (เรื่องสั้นเกี่ยวกับเดอะ คลีนเนอร์, ประสบการณ์การเป็นพนักงานเก็บขยะในเมืองท่องเที่ยวที่มีลานสกี) ในราคาพรีออร์เดอร์เล่มละ 395 บาท ลิงก์ที่หน้าเรื่อง

สารบัญ

ผมสงสัยว่าพ่อผมไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ-topic 1 คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตที่ไม่ระบุชื่อผ่านตาบ้างไหม?

เนื้อหา

topic 1 คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตที่ไม่ระบุชื่อผ่านตาบ้างไหม?

r/midnightStory

u/sundayMay_97 • 14 h


คุณเคยเห็นกระทู้เกี่ยวกับสกีรีสอร์ตที่ไม่ระบุชื่อผ่านตาบ้างไหม? ผมคิดว่าผมเคยไปพักที่นั่น


 ถ้าคุณกดเข้ามาอ่านโพสต์นี้ เป็นไปได้ว่าคุณเคยเห็นโพสต์สอบถามพิกัดรีสอร์ตสกี ไม่ก็ถามหาจดหมายคอนเฟิร์มการจองที่ส่งล่าช้า ตามบอร์ดต่าง ๆ อยู่บ้าง มันดูเหมือนเป็นคลิกเบตโฆษณา แต่คุณกลับไม่พบชื่อสถานที่อย่างที่ควรเป็น

 ในตอนแรกตัวผมก็เหมือนหลายคนที่เข้าใจว่ามันเป็นโฆษณาและเลื่อนผ่านไปโดยไม่ใส่ใจเสมอ จนกระทั่งวันที่นิ้วผมพลาดไปโดนเข้า ซึ่งพอได้อ่านบรรยากาศและเหตุการณ์มันดันคลับคล้ายคลับคลากับรีสอร์ตที่ผมเคยไปพักช่วงเกรดหก

 ผมจะไม่สาบานว่าเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เพราะตัวผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 มีใครสักคนพูดเอาไว้ว่าความทรงจำของมนุษย์สามารถถูกสมองบิดเบือนได้ เพื่อปกป้องเราจากความบาดเจ็บทางจิตใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต

 ซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ พ่อควรเป็นคนสำคัญในชีวิต แต่สำหรับผมการเสียพ่อไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าขนาดนั้น

 แม้ผมจะบอกว่ามันอาจเชื่อไม่ได้ แต่ผมก็กลับบ้านไปค้นภาพถ่ายทริปนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อยืนยันว่ามันเคยเกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อทบทวนบางสถานการณ์ที่อาจตกหล่นไป ถึงมันจะมีไม่มากก็เถอะ

 ตั้งแต่จำความได้แม่กับยายก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่าพ่อของผมเป็นตัวปัญหา เขากำลังพาบ้านเราลงเหว ผมในวัยเจ็ดขวบไม่ได้เข้าใจคำว่าการลงทุนที่ผิดพลาดจนทำให้บ้านเป็นหนี้

 ผมเข้าใจแค่ ผมไม่สามารถซื้อซีเรียลหลายรสได้ และต้องกินซีเรียลรสเดิมเป็นปีเพราะมันถูกกว่าเวลาซื้อเหมาแพ็ค ทริปช่วงวันหยุดยาวถูกเปลี่ยนจากการไปเที่ยวที่ไกล ๆ เหลือเพียงการตั้งแคมป์ที่แม่น้ำหรือภูเขาแถวบ้าน แต่ผมไม่ได้เดือดร้อนนักหรอก ผมชอบซีเรียลรสช็อกโกแลต ตกปลา และปีนเขา

 แม้พี่สาวของผมจะไม่ได้ชอบมันนักก็เถอะ

 ชีวิตของผมเป็นแบบนั้นนานมากพอที่จะทำให้ผมไม่ร้องขอของขวัญวันเกิด ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนจริง ๆ น่าจะเป็นช่วงวันเกิดอายุสิบห้าของเอพริลพี่ของสาวผม เธอร้องไห้เหมือนโลกถล่มลงมาตอนที่พ่อส่งซองของขวัญวันเกิดให้

 มันคือจดหมายตอบรับเข้าโรงเรียนประจำแถวบ้าน ทั้งที่เธอได้จดหมายตอบรับจากโรงเรียนสตรีชื่อดังระดับประเทศ เพราะพ่อของผมแอบเอาเงินส่วนที่บ้านออมเอาไว้เป็นค่าเล่าเรียนของลูกทั้งสองไปลงทุนในธุรกิจใหม่

 สิ่งที่ผมจำได้แม่นวันนั้นไม่ใช่เสียงตวาดและการขว้างปาข้าวของของแม่ แต่คือพี่สาวที่นอนคลุมโปงร้องไห้อยู่ในผ้าห่ม ผมพยายามกอดเธอจากด้านนอก ยังรู้สึกรับรู้ได้ถึงไหล่อันสั่นเทาของเธอจนวันนี้ พ่อบอกว่าเงินก้อนนั้นจะทำกำไรมหาศาล เพื่อให้เธอสามารถเข้ามหาวิทยาลัยอะไรก็ตามในอนาคต แต่พี่ผมไม่คิดแบบนั้น

 “…กว่าจะคืนทุนมันอีกตั้งหลายปีไม่ใช่รึไง”

 “พ่อคงคิดว่าฉันจะสอบไม่ติดตั้งแต่แรก” เธอร้องไห้สะอื้น “เขาคิดว่าเขาสามารถเอาเงินออกไปโดยไม่มีใครจับได้”

 “พ่อไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกน่า”

 ผมในวัยสิบขวบปลอบเธอไปแบบนั้น แต่ในใจผมน่ะหรือ พี่ผมไม่เคยพลาดหรอก เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก และในปัจจุบันเธอก็ยังเป็นแบบนั้น

 ไม่ต้องห่วงว่านี่จะเป็นเรื่องชีวิตรันทดของลูกสาวคนโต พี่สาวของผมได้ไปเรียนในโรงเรียนที่เธอหวัง แลกกับรถซีดานคันโตที่พ่อซื้อมาเพื่อ ‘เพิ่มความน่าเชื่อถือ’ และการทำงานหนักขึ้นของแม่ 

 แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น

 มันแย่กว่าที่พี่คิดเอาไว้ เงินก้อนที่พ่อหยิบไปใช้นอกจากจะไม่ทำกำไร ไม่คืนทุน แล้วยังเข้าเนื้อ นิทานเรื่องเดิมเกิดขึ้นซ้ำเมื่อคราวที่ผมต้องเข้าเรียนมัธยม พูดตามตรงผมไม่ได้เดือดร้อนนักหรอก เพื่อนหลายคนของผมก็เข้าโรงเรียนแถวบ้าน

 คนที่เดือดร้อนคือแม่

 เสียงการทะเลาะและขว้างปาข้าวของเป็นข้ออ้างสำหรับผมในการไปเล่นเกมที่บ้านเพื่อน บอกตามตรงผมไม่ได้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาหรือมีปมอะไรแบบนั้นหรอก (คิดว่านะ) 

 ในเวลานั้นผมมีความเข้าใจเท่าที่เด็กเกรดหกคนหนึ่งจะสามารถเข้าใจได้คือ ผมจะเข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกับธีโอและปิดเทอมนี้แม่จะพาพวกเราไปเที่ยวสกีรีสอร์ตเพื่อฉลองครบรอบแต่งงาน (กี่ปีก็ไม่รู้)

 ผมไม่สงสัยสักนิดว่าแม่เอาเงินจากไหนไปจองสกีรีสอร์ตสุดหรู ขณะที่พวกเรายังต้องไปคุ้ยหาเสื้อสกีที่ถูกหนูกัดแทะเป็นรูเบ้อเริ่มจากร้านของมือสอง ผมแค่ดีใจที่กำลังจะได้ไปเที่ยวในช่วงปิดเทอมเท่านั้น

 ตอนแรกเอพริลปฏิเสธที่จะร่วมทริปนี้เพราะเธอต้องอ่านหนังสือเข้ามหาวิทยาลัย ผมไปตื๊อเธออยู่เกือบอาทิตย์เพราะไม่ต้องการเป็นเด็กเล็กคนเดียวที่นั่น คุณคงเข้าใจ ทริปครอบครัวกับเด็กผู้ชายคนเดียวในทริป มาคิดอีกทีการไปเที่ยวกับพี่สาวที่พกหนังสือไบโอเคมฯ ไปอ่านก็ไม่ได้ต่างขนาดนั้น

 ผมจำชื่อรีสอร์ตไม่ได้แม่น แต่แน่ใจว่ามันขึ้นต้นด้วยตัวโอ และมีตัวมอตโตโฆษณาที่ใช้คำคล้องจองตลก ๆ ประมาณว่า สนุก สบาย สงบ สงัด อะไรแบบนั้น

 รีสอร์ตไม่ได้มีรถบริการรับส่งจากสนามบินหรือสถานีรถไฟ พวกเราที่งบไม่มากพอจะเช่ารถ ต้องนั่งบัสไปลงสถานีที่ใกล้ที่สุด ผมมั่นใจว่าความทรงจำเรื่องนี้ถูกต้อง เพราะมีภาพถ่ายของผมกับพี่สาวที่ร้านไอศกรีมแถวป้ายบัส

 ห่างจากร้านไอศกรีมไปไม่มากมีที่นั่งรอรถสำหรับนักท่องเที่ยว รถของรีสอร์ตอื่น ๆ ผ่านไปคันแล้วคันเล่า แม่บอกว่ารีสอร์ตของเรามีรถสองเที่ยวคือช่วงเช้าและช่วงค่ำ การรอบรถท่ามกลางหิมะเป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็กอย่างผม แต่คงเป็นเรื่องทุกข์สำหรับแม่ เธอบ่นประมาณว่า

 “เราคงถึงรีสอร์ตไปแล้ว ถ้าพ่อไม่เอารถคันใหม่ของเราไปค้ำหนี้” 

 ผมได้รู้ตอนนั้นเองว่ารถญี่ปุ่นคันเล็กที่แม่เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีหายไปไหน ผมพยายามเลี่ยงบรรยากาศกระอักกระอ่วนด้วยการชวนพี่ไปเล่นหิมะรอ เอพริลไม่ชอบเล่นหิมะ แต่บรรยากาศระหว่างพ่อกับแม่ก็น่าอึดอัดมากเกินกว่าจะนั่งอยู่ตรงนั้น พวกเราปั้นตุ๊กตาหิมะตัวใหญ่เอาไว้ไม่ห่างจากป้ายรถนัก ก่อนที่รถของรีสอร์ตจะมาจอดเทียบท่า

 มันเป็นรถบัสขนาดกลาง ในรถคันนั้นนอกจากคนขับก็มีผู้โดยสารนั่งอยู่อีกสองคน พวกเขาสวมเสื้อผ้าแบบที่เห็นก็รู้เลยว่าเป็นพวกแบ็กแพ็กเกอร์ ตอนแรกผมก็แปลกใจที่แม่ผู้อัธยาศัยดีของพวกเราไม่ได้เอ่ยทักทายสองคนนั้น จนกระทั่งได้ยินเขาสองคุยกันด้วยภาษาที่ไม่คุ้นหูนั่นแหละ

 กว่ารถจะถึงรีสอร์ตก็เลยมื้อค่ำไปแล้ว ทางทั้งสองข้างเป็นอย่างไรผมเองก็จำไม่ได้เพราะหลับไปตลอดทาง

 ที่จริงผมมีภาพถ่ายครอบครัวหน้ารีสอร์ตด้วย แต่ผมไม่กล้าเอามาลง ฉะนั้นจะขอบรรยายถึงลักษณะของรีสอร์ตจากภาพถ่ายแทน 

 ถ้าเข้าใจไม่ผิดมันเป็นสกีรีสอร์ตที่มีสาขาทั่วโลกครับ สาขาที่ครอบครัวของผมพักตั้งอยู่บริเวณกลางสันเขา แยกตัวจากกลุ่มรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ช่วงเชิงเขาพอสมควร ลานจอดรถกว้างพอ ๆ กับลานจอดใน I-k*a ตอนมาถึงผมเห็นมีรถส่วนตัวของผู้เข้าพักจอดอยู่ประมาณหนึ่ง

 ตัวอาคารน่าจะใช้ผังเดียวกันหมดทุกสาขา มันเป็นอาคารรูปตัวยู ตัวอาคารก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่ทาสีแดง เสาอาคารไปจนถึงคิ้วโครงประดับเป็นสไตล์เดียวกับพิพิธภัณฑ์ในลอนดอน การตกแต่งภายใน ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร วินเทจ? เอาเป็นว่าถ้าคุณเป็นพวกหาโลเคชั่นถ่ายภาพย้อนยุค ด้วยชุดกระโปรงบานสไตล์ซิกตี้ก็เหมาะ

 ถ้าเอารถส่วนตัวมาผู้เข้าพักจะต้องเดินขึ้นทางลาดมายังล็อบบี้ชั้นสอง แต่ถ้าคุณโดยสารมากับรถของที่นี่ รถจะมาจอดลานทางขวาที่สามารถเดินตรงเข้าเช็กอินได้เลย

 ไม่ทราบว่าใครเคยไปรีสอร์ตประมาณนี้บ้างไหมครับ? แล้วตอนที่ไปมีอุบัติเหตุแปลก ๆ เกิดขึ้นไหม? ผมลองหาพิกัดเอาจากเว็บโฮสต์จองโรงแรมแล้วแต่ไม่เจอเลย 

 คอมเมนต์เอาไว้ได้นะครับ ผมขอตัวไปเรียบเรียงเหตุการณ์สักหน่อยแล้วจะมาเล่าต่อ