เรื่องสั้นลําดับที่สองจากต่อจากเรื่องราวของ‘Ramayana of Despair’ ที่เป็นมุมมองของตัวทศกัณฐ์แต่เรื่องนี้จะเป็นการเล่าคู่ขนานกันแต่เป็นในมุมมองของ‘มณโฑ’และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนิยายRavana Story
ดราม่า,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ชาย-ชาย,แฟนตาซี,รามเกียรติ์,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[One-shot] Ramayana of Despair 2: ปฐมบทการเกิดใหม่ของมณโฑเรื่องสั้นลําดับที่สองจากต่อจากเรื่องราวของ‘Ramayana of Despair’ ที่เป็นมุมมองของตัวทศกัณฐ์แต่เรื่องนี้จะเป็นการเล่าคู่ขนานกันแต่เป็นในมุมมองของ‘มณโฑ’และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนิยายRavana Story
ถูกเลือก... หรือถูกหลอกลวง?
ถูกประทาน... หรือถูกสาปแช่ง?
เป็นเมียยักษ์ เป็นนางบำเรอของโชคชะตา หรือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่าในสายตาทวยเทพ?
อันตัวข้า...คืออดีตเดรัจฉานตํ่าต้อยผู้ถูกลากจูงไปตามเส้นทางที่ไม่เคยเลือกเอง เป็นสิ่งของกํานัลที่ทวยเทพทรงยกให้ผู้ใดก็ได้ตามความพึงพอใจ...ประเดี๋ยวลิงลักพา ประเดี๋ยวยักษ์พาไป กายใจถูกยํ่ายีเปลี่ยนผ่านด้วยนํ้ามือบุรุษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตเปรียบดั่งเครื่องสังเวยทางกามารมณ์ไม่มีวันสิ้นสุดแม้จะมียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นถึงนางพญาเคียงบัลลังก์เจ้าบุรินทร์ถิ่นยักษาก็ตาม...
ข้าอาจอยู่เหนือสตรีทั้งปวงด้วยตําแหน่ง...ด้วยความงามดุจเทพธิดาอัปสรแต่กลับไม่อาจครองใจสวามีให้รักมั่นได้ด้วยเพียงหนึ่งใจ...
ข้าถูกหมางเมินมองข้ามความสําคัญครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นแค่ไม้ประดับตกแต่งท้องพระโรงไร้ซึ่งปากเสียง...
ตัวข้า...ผู้เฝ้ามองสวามีอันเป็นที่รักเดินเข้าสู่หายนะ มองอำนาจและบารมีของเขาร่วงหล่นไปทีละน้อย ญาติวงศ์พงศายักษ์ถูกเข่นฆ่าศพแล้วศพเล่า ไม่เว้นแม้แต่บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่เราฟูมฟักเลี้ยงดูร่วมกันมาตั้งแต่แบเบาะ แต่ข้ากลับทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บปวด กลั้นเสียงสะอื้นในฐานะมารดาเอาไว้ในอกเพราะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร่ำไห้เสียงดัง
ชีวิตของข้า...ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน...
ทวยเทพผู้สูงศักดิ์เอ๋ย...ท่านเคยเห็นบ้างหรือไม่เล่า..เห็นหฤทัยของสตรีผู้หนึ่งที่แตกสลายอยู่อย่างเงียบงัน ใต้เสียงหัวร่อเย้ยหยันจากผู้ที่อ้างตนว่าชอบธรรมบ้างหรือไม่?
กี่ครั้งกี่คราแล้วหนอที่ข้าถูกหลอกให้เชื่อว่าตนเป็น "ผู้ได้รับพร" ทั้งที่แท้จริงเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่ใครต่อใครเขย่าเล่นตามอำเภอใจ
แต่พอแล้ว...
ครานี้...ข้าจะไม่รอให้ชะตากรรมเป็นผู้ลิขิต
ไม่รอให้สวรรค์ชี้นิ้วสั่งให้หัวใจต้องเจ็บอีกมเหสีผู้สิ้นศรัทธาในรักนี้จะลุกขึ้น แม้จะไร้ซึ่งพลังอำนาจ แม้จะต้องแตกดับคามือขององค์อวตารผู้ทรงฤทธิ์
ข้าจักทวงคืนศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ...ข้าจักประกาศให้สวรรค์และอสูรทั้งปวงได้ยินว่า นางมณโฑผู้นี้หาใช่หมากในเกมอำมหิตของผู้ใดอีกต่อไป
....
‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’ มันคือคําพังเพยของผู้คนในสมัยก่อนที่มักจะเอ่ยขึ้นมาเพื่อเปรียบเปรยถึงใครสักคนหนึ่งที่มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกับผู้เป็นพ่อแม่ทุกกระเบียดนิ้วราวกับถอดพิมพ์เดียวกันมาซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทางด้านรูปลักษณ์หน้าตาภายนอกเสมอไป หากแต่ว่าเป็นแนวคิด ลักษณะการใช้ชีวิตและการประพฤติปฏิบัติตัวตามแบบอย่างเฉกเช่นเดียวกับบิดามารดาผู้ให้กําเนิดมากกว่า ทว่าตามหลักกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้วนั้นต้นไม้ไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ พวกมันไม่ได้ผลิดอกออกผลมาเพื่อสร้างเครือข่ายครอบครัวขนาดใหญ่แบบเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ว่าเป็นการกระจายเมล็ดพันธุ์ที่เป็นเหมือนลูกของตัวเองออกไปในโลกกว้าง ตามหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อฝังเมล็ดลงในดินที่เหมาะสมเพื่อเติบโตขึ้นกลายต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งอย่างสมบูรณ์แข็งแรงในภายภาคหน้า
ดังนั้นสําหรับเขาแล้วคําว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่พวกผู้ใหญ่เอาแต่เอ่ยพรํ่าพูดกรอกหูลูกหลานคนหนึ่งกันมาตลอดนั้น มันก็เป็นแค่เศษเสี้ยวความทรงจําเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีเค้าโครงของ'ความจริงส่วนหนึ่ง' อันแสนเลือนรางในช่วงชีวิตเมื่อหลายสิบปีมาแล้วตอนสมัยที่เขายังเป็นเด็กน้อยไม่รู้เดียงสาก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหลังจากนั้นจะผันแปรเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
เพราะว่าในบางครั้งลูกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นมันก็ไม่ได้อยากหยั่งรากลงดินเพื่อเติบโตขึ้นภายใต้ร่มเงาของพ่อแม่บังเกิดเกล้าผู้เป็นเจ้าเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างละครึ่งที่หลอมรวมผสมปนเปกันจนกระทั่งมันได้ก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า‘ลูก’ เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาเองก็เป็นได้
และนับตั้งแต่วันที่ได้ถือกําเนิดลืมตาตื่นขึ้นมาจวบจนกระทั่งเริ่มจําความใดๆ ได้ตามพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งสิ่งเรียกที่เขารับรู้ได้นั่นคือเสียงดนตรีปี่พาทย์ไพเราะเสนาะหูคลอเคล้ากับเสียงกระทบกันของกําไลข้อเท้าที่ดังขึ้นเป็นจังหวะตามการเยื้องย่างกายของเหล่านางรําทั้งหลายซึ่งแต่ละคนนั้นล้วนแล้วแต่แต่งหน้าทาปากแดง สวมใส่ชฎาสีทอง นุ่งผ้าจับจีบและนุ่งห่มสไบหลากหลายสีสันปักเป็นลวดลายวิจิตรพิสดาร ให้ความรู้สึกงดงามและปรุงแต่งเสียจนน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก...มันเป็นความงามที่เหมือนกับหลุดออกมาจากบทบรรยายชมโฉมในหนังสือวรรณคดีสักเล่มหนึ่งไม่มีผิดขณะที่บรรยากาศรอบกายโชยฟุ้งไปด้วยกลิ่นอบอวลแฝงความเข้มขลังของธูปเทียนและหมู่มวลดอกไม้ประดับบนโต๊ะหมู่บูชาซึ่งมันก็แทบจะเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจําวันอันแสนคุ้นเคยของ‘มนตรา ศศินกุล’ ผู้นี้ไปเสียแล้วเนื่องจากครอบครัวของเขานั้นประกอบอาชีพเกี่ยวกับการแสดงนาฏศิลป์ รุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นคนบุกเบิกคณะละครเทพประทานพรจนกระทั่งเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้โด่งดังระดับประเทศขนาดไปไหนก็มีแต่คนรู้จัก ทว่าสําหรับในวงการนาฏศิลป์ประเภทละครชาตรีคณะเทพประทานนั้นก็ยังนับว่ามีพอมีคนนับหน้าถือตายกมือไหว้ให้ความเคารพอยู่บ้างซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากบารมีตอนสมัยปู่ยังเป็นโต้โผควบคุมดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ซึ่งต่อมากฎเกณฑ์อันเข้มงวดนี้มันก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหลังจากที่พ่อของเขาได้ขึ้นมาเป็นโต้โผแทนปู่ผู้ซึ่งแก่ชราภาพเสียจนเดินถือไม้เท้าเฉยๆยังแทบจะไม่ไหวอีกแล้วด้วยซํ้า โชคดีที่พ่อของเขาเป็นคนยืดหยุ่นไม่ค่อยเคร่งครัดกับกฎระเบียบที่มันล้าสมัยมากนักจึงทําให้มีเด็กรําจากต่างถิ่นมากฝีมือหลายคนเข้ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์ไม่ขาดสาย นั่นจึงทําให้คณะเทพประทานจากที่ตอนแรกนั้นค่อนข้างเงียบเหงาซบเซาลงไปหลังจากปู่วางมือยังคงกลับมายืนหยัดในวงการนาฏศิลป์ได้อยู่ มีเจ้าภาพทั้งเก่าและใหม่แวะเวียนมาติดต่อจ้างงานไม่ขาดสายซึ่งมีตั้งแต่ให้ไปรําแก้บนตามวัดวาอารามและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม่ก็รําหน้าศพ ออกงานแสดงโชว์ตามที่สาธารณะให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติมาถ่ายรูปกันอย่างไม่ขาดสายทําให้ทางคณะมีรายได้เลี้ยงดูปากท้องอีกหลายสิบชีวิตรวมไปถึงครอบครัวของตัวเขาเองที่โต้โผใหญ่อีกด้วยซึ่งถ้าหากไม่นับพวกบรรดาญาติโกโหติกาตั้งแต่สมัยปู่ยังมีชีวิตอยู่น่ะนะ
ใช่ ครอบครัวของเขาดูผิวเผินก็ดูธรรมดาและอบอุ่นดีอยู่ในระดับหนึ่งตามสไตล์ชนชั้นกลางหาเช้ากินคํ่าธรรมดาทั่วไปในสังคม มีชีวิตแบบสงบสุขเรียบง่ายค่อนไปทางน่าเบื่อ ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่มีแสงสปอตไลท์จากผู้คนโดยรอบมาสอดส่องให้ความสนใจกับเขามากถึงขนาดนั้นเพราะถ้าหากให้พูดตามตรงแล้วละก็ในบรรดาลูกหลานคณะละครเทพประทานทั้งหมด มนตรานั้นคิดว่าตัวเขานั้นจืดจางเป็นนํ้าเปล่าไร้รสชาติยิ่งกว่าใครหน้าไหนด้วยซํ้า เขาไม่ใช่คนเรียนไม่เก่งแต่ก็ไม่ได้ทะเยอทะยานอยากจะเป็นหมายเลขหนึ่งของห้องเพราะเขาพอใจในเกรดเฉลี่ยของเทอมนั้นๆ อยู่แล้ว พวกด้านกีฬาก็พอไปวัดไปวาได้บางอย่าง ส่วนพวกงานประกวดแข่งขันวิชาการที่พวกเด็กกิจกรรมส่วนใหญ่มักจะไปรวมกลุ่มกันเยอะๆ เพื่อเป็นแต้มต่อยอดสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองตอนเข้ามหาวิทยาลัยมันก็ดันไม่ใช่แนวทางอีก เขาไม่ชอบสภาพแวดล้อมที่มันเคร่งเครียดกดดันมากเกินไป ไม่ได้นิยมการแข่งขันให้อยู่สูงกว่าคนอื่นเนื่องจากมนตราเชื่อเสมอว่าคนที่เก่งกว่าเขา ฉลาดกว่าและเพรียบพร้อมไปเสียทุกด้านนั้นมีมากมายดั่งฝูงปลาในมหาสมุทร หรือถึงเขาจะเลือกแข่งไปก็คงไม่มีทางเอาชนะได้ง่ายๆ หรอก อีกทั้งต่อให้เขาในช่วงมัธยมจะเรียนเก่ง กิจกรรมดี กีฬาเด่นแค่ไหนสุดท้ายเส้นทางชีวิตหลังเรียนจบต่อจากนั้นก็คือสืบทอดคณะละครชาตรีเทพประทานเป็นโต้โผรุ่นที่สามต่อจากพ่อกับปู่อยู่ดี
และด้วยเหตุผลนี้เอง ต่อให้ตัวเขาจะเคยมือไม้แข็งทื่อเป็นไม้กระดานแค่ไหนมนตราก็ยังยินดีจะยอมถูกพ่อจีบดัดมือ ดัดเท้าชนิดที่เจ็บจนนํ้าตาเล็ดอยู่หลายปีกว่าร่างกายจะเริ่มอ่อนช้อยขึ้นทว่าก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามดุจดั่งเทพจุติมาร่ายรําให้เห็นตรงหน้าเนื่องจากพ่อตั้งใจจะวางตัวเขาให้เป็นแสดงบทบาทเป็นตัวพระของคณะแทนที่พ่อซึ่งใกล้จะวางมือปลดเกษียณไปเป็นแค่โต้โผรับเงินค่าจ้างเฉยๆ เพราะสุขภาพขาเริ่มไม่ค่อยดีนักตามวัยที่มากขึ้น นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยหากพ่อจะคาดหวังกับเขาที่เป็นลูกชายคนเดียวมากกว่าเด็กรําคนอื่นและเขาเองก็ไม่อยากทําให้พ่อรู้สึกว่าความพยายามในการเคี่ยวเข็ญตรากตรําสารพัดเพื่อให้เขาเป็นในสิ่งที่พ่อต้องการมาตลอดนั้นมันศูนย์เปล่า...
ดังนั้น ต่อให้มันจะฝืนใจเขามากแค่ไหนเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธหรือพูดคําว่า‘ไม่’ออกมาเป็นอันขาดจนกว่าเป้าหมายของพ่อจะสําเร็จลุล่วงดั่งใจหวัง
จนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตาก็ได้เล่นตลกครั้งใหญ่ที่ทําให้ชีวิตของเขาหลังจากนี้ต้องพลิกผันกลับตาลปัตรไปตลอดกาล...
ตอนนั้นมนตราจําได้ว่ามันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันแสนสําคัญอีกหนึ่งครั้งในชีวิตเพราะว่าอีกไม่นานตัวเขาก็จะเรียนจบมอหกจากวิทยานาฏศิลปแล้วแต่เด็กหนุ่มกลับไม่รู้ว่าตัวเองควรจะไปต่อที่มหาวิทยาลัยไหนหรือคณะสาขาอะไรดีเหมือนกันในเมื่อตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เขายอมสละละทิ้งงานอดิเรก ความชอบส่วนตัวไปมากมายเพื่อไขว่คว้าวิ่งตามความคาดหวังของพ่อมานานจนบางครั้งเขาก็หลงลืมไปแล้วว่าความต้องการแท้จริงของตนลึกๆ ในใจนั้นมันคืออะไรกันแน่ทว่าถึงกระนั้นมนตราก็ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรกับมันมากนัก กอปรกับปีนั้นกระแสเรื่องการแสดงรูปแบบใหม่กําลังเริ่มกลายเป็นที่นิยมไม่ใช่แค่ในหมู่เด็กนาฏศิลป์เก่าเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงประชาชนคนทั่วไปด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะทางโรงละครแห่งชาติได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเอฟเฟกต์แสงสีเสียง ให้ใกล้เคียงกับโรงหนังตามห้างใหญ่ๆ ถึงขั้นลงทุนสร้างฉากประกอบใหม่ทั้งหมดให้ดูตระการตาและทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ราคาค่าตั๋วเข้าชมการแสดงโขนในแต่ละรอบนั้นก็ยังถูกแสนถูก เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี นักเรียนนักศึกษาที่อยากมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องวัฒนธรรมไทยก็สามารถเข้ามาดูได้โดยไม่ต้องรอผู้ปกครองมาออกค่าใช้จ่ายให้ นับว่าเป็นทั้งประโยชน์ต่อตัวโรงละครแห่งชาติที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและไม่ได้จํากัดศิลปะการแสดงประเภทโขนให้อยู่แค่ในรั้ววังเหมือนดั่งอดีตกาลอีกต่อไปและแน่นอนว่าในฐานะลูกหลานเด็กนาฏศิลป์อย่างมนตรามีหรือเขาจะพลาดงานสําคัญนี้ไปได้ เด็กหนุ่มขออนุญาตพ่อในช่วงวันเสาร์ที่ไม่มีงานจ้างรําแถวไหนหอบพารุ่นน้องในคณะรําสุดซี้ตัวแสบคนหนึ่งไปเป็นเพื่อนด้วยเนื่องจากตัวมันเองก็มีความสนใจอยากจะไปคัดเลือกเป็นนักแสดงโขนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกเขาสองคนซื้อตั๋วที่นั่งประมาณโซนกลางชั้นล่างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับติดด้านหลังใกล้ประตูทางออกมากจนเกินไปซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่ทําเลที่แย่เท่าไรนัก ทว่าท่ามกลางกระแสความวุ่นวายแออัดยัดเยียดของผู้ชมแต่ละคนที่พยายามจะมองเก้าอี้ของตนอยู่นั้นมนตราก็โดนคนข้างๆ ดันหลังให้รีบเดินไปข้างหน้าจนเผลอไปชนไหล่ของเด็กหนุ่มผมสีดํา ใส่แว่นตาหนาเตอะคนหนึ่งเข้าอย่างแรง หนังสือในกระเป๋าสะพายของอีกฝ่ายร่วงตุ้บลงมาบนพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นก็ถึงกับเสียการทรงตัวเซไปเล็กน้อยเลยทีเดียวแต่ก็โชคดีที่เจ้าตัวคว้ามือไปจับพนักพิงเก้าอี้ข้างๆ ไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นคงได้มีคนหน้าทิ่มหัวร้างข้างแตกกลางโรงละครแห่งชาติไปแล้วเป็นแน่
“ขะ...ขอโทษครับน้อง...พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่ขอโทษนะ...น้องเจ็บตรงไหนรึเปล่า”
มนตรารีบย่อลงไปเก็บหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาก่อนจะเลิกคิ้วด้วยประหลาดใจเมื่อเห็นว่ามันมันคือหนังสือรามเกียรติ์ปกแข็งฉบับเล่มหนาปึกประหนึ่งจะเอาไปรองขาตู้เย็นง่อนแง่นอย่างไรอย่างนั้นได้เลย แต่ว่าก่อนที่เขาจะได้ทันพูดอะไรเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าคนนั้นก็คว้าหนังสือไปจากมือเขาและหมุนตัวหันหลังเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังโซนที่นั่งแถวด้านหน้าสุดในทันทีโดยไม่พูดอะไรสักคํา เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธเขาหรือว่าแค่รีบเฉยๆ กันแน่จึงได้ตัดสินใจปล่อยผ่านไปยกเว้นก็แต่ไอ้อั๋นรุ่นน้องปากมากของเขานี่แหละที่บ่นกระปอดกระแปดเป็นหมีกินผึ้งไม่หยุดตอนไปถึงที่นั่งด้วยกัน
“อะไรของมันวะไอ้เด็กนั่น...พี่มนอุตส่าห์ใจดีช่วยเก็บหนังสือให้ขอบคุณสักคําก็ยังไม่มีออกจากปาก เด็กสมัยนี้นี่มารยาทแม่งติดลบจนอยากเรียกครูฝ่ายปกครองที่โรงเรียนมายืนอบรมสักสามชั่วโมงให้มันเข็ดจริงๆ”
“เอาน่า...น้องเขาคงจะหงุดหงิดที่โดนพี่ชนไหล่เข้าไปเต็มๆ นั่นแหละไม่ก็เขาอาจจะรีบเฉยๆ ก็ได้ เรามาดูโขนนะไม่ได้จะมาทะเลาะกับใคร นั่งตากแอร์ให้ใจเย็นหน่อยเถอะ ท่องไว้ว่าเด็กอย่างไงก็เป็นเด็ก”
“เด็กเปรตน่ะสิไม่ว่า...” ไอ้อั๋นขมวดคิ้วทําปากขมุบหมิบเหมือนไม่พอใจ “ผมเห็นนะว่าไอ้เด็กนั่นมันเดินไปแถวโซนด้านหน้าที่ราคาตั๋วแพงสุด ไหนจะเสื้อผ้ารองเท้ากับกระเป๋าที่มันใช้อีกมีแต่แบรนด์ขึ้นห้างทั้งนั้น ท่าทางคงจะเป็นพวกลูกคุณหนูที่โดนพ่อแม่ตามใจจนเคยตัวแหงๆ ถึงได้หยิ่งขนาดนั้นน่ะ...”
“พอๆ หยุดพูดอะไรแบบนี้เลยนะ ไม่ว่าน้องคนนั้นเขาจะเป็นลูกคนรวยหรือไม่ใช่เราก็ไปว่าเขาแรงๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด การที่น้องเขาจะไม่พูดขอบคุณมันก็เป็นเรื่องของเขาเพราะพี่ก็ผิดเองจริงๆ ที่ไม่ระวังจนไปชนทําข้าวของเขาตกก่อนน่ะ”
“พี่ก็เป็นแบบนี้ซะทุกทีเลย...” ไอ้รุ่นน้องตัวแสบเบะปากกลอกตามองเพดานคล้ายกับเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ขัดใจแต่สุดท้ายก็ทําอะไรไม่ได้อยู่ดีนอกจากทําหน้าหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลองตามประสาคนเจ้าอารมณ์
“แต่พูดก็พูดนะพี่พอผมเห็นไอ้เด็กคนนั้นแล้วนึกถึงข่าวเมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนเรื่องของตระกูลพรหมอสุระที่เคยดังๆ อยู่ช่วงหนึ่งเลยว่าลูกชายของบ้านนั้นอยู่ดีๆ ก็เป็นอะไรไม่รู้ไปช็อคตัวเกร็งตาแข็งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติตอนไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียนจนคนแตกตื่นกันหมดเลย พอเอาตัวไปส่งโรงพยาบาลได้ก็คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่องเหมือนคนสติหลุดหายไปเลย บางทีก็อาละวาดใส่พยาบาลบอกว่าเป็นทหารลิงจะมาฆ่าตัวเอง เขาเลยลือกันว่าไอ้เด็กนั่นมันคงไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนั้นเข้าเลยโดนลงโทษอะไรสักอย่างนี่แหละ หลังจากนั้นข่าวก็เงียบไปเลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไงบ้าง”
“ตระกูลพรหมอสุระ?” มนตราทวนคําพูดนั้นก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับพยายามครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...จะว่าไปเขาก็เคยได้ยินนามสกุลนี้ผ่านหูมาบ้างเป็นครั้งคราวตอนดูพวกเกมโชว์แนวเอาเด็กจากโรงเรียนมีชื่อเสียงมาแข่งขันกันทางวิชาการไม่ก็รายการแนวคุณหมอให้คําแนะนําเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตอนเช้าแต่ก็ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษนัก เขาแค่พอจะรู้ผิวเผินว่าตระกูลนั้นเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังระดับประเทศในกรุงเทพ พื้นฐานครอบครัวรํ่ารวยเป็นมหาเศรษฐีชอบบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ รวมถึงมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามถิ่นทุรกันดารอีกด้วย
“หมายถึงตระกูลที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนมาลีวราชที่ดังๆ อันนั้นน่ะเหรอ...”
“ใช่พี่ ไอ้โรงพยาบาลที่เขาว่ากันว่าค่ารักษาโคตรพ่อโคตรแม่แพงระดับที่ว่ามีแต่ดารากับนักการเมือง เศรษฐีระดับเจ้าสัวนายทุนเท่านั้นแหละที่จะไปรักษาได้ส่วนพวกคนจน คนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเราน่ะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะไปเฉียดผ่านหน้ารั้วของโรงพยาบาลด้วยซํ้าแถมหมอที่นั่นเห็นเขาพูดกันว่ามีแต่หมอปากดี ปากจัดไม่เห็นหัวคนไข้เท่าไร ไม่รู้หลงคิดว่าตัวเองเรียนจบหมอมาแล้วอีโก้มันสูงคํ้าคอมากหรือไง ส่วนไอ้เรื่องทําบุญบริจาคนั่นนี่นักข่าวก็เดากันไปว่าคงจะแค่อยากเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีอะไรทํานองนั้นแหละเพราะถ้าตระกูลนั้นเขาคิดจะทําอะไรเพื่อสังคมจริงๆ คงไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมลํ้าทางการรักษาจ้องแต่จะหากินกับความเป็นของความตายของคนไข้ออกมาให้คนทั้งประเทศด่ากันโครมๆ หรอก นี่ยิ่งมีข่าวออกมาว่าลูกชายของตระกูลนั้นช็อคเสียสติเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ไปก็เลยมีแต่คนรุมสาปแช่งซํ้าเติมกะเอาให้ไอ้เด็กนั่นมันประสาทเสียสติหลุดเป็นบ้าไปเลยจริงๆ ครอบครัวนั้นจะได้เข้าใจความรู้สึกของที่เขามีญาติพี่น้องที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยบ้าง...”
มนตราถึงกับส่ายหัวทันทีเมื่อได้ยินคําบอกเล่าจากปากของรุ่นน้องผู้ดูจะรอบรู้ในเรื่องของชาวบ้านไปหมดเสียทุกอย่างเหลือเกินด้วยความระอาใจ ถึงแม้ตระกูลพรหมอสุระจะทําไม่ถูกในเรื่องการคิดค่ารักษาพยาบาลแพงหูฉี่จนคนธรรมดาทั่วไปเข้าไม่ถึงและผลักภาระเรื่องเงินทองไปให้กับญาติผู้ป่วยโดยใช่เหตุแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าบรรดาสื่อทั้งหลายจะไปรุมทึ้งเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยแต่กลับต้องมารับเสียงก่นด่าหยายคายจากใครก็ไม่รู้ทั้งที่ในช่วงเวลาแบบนี้สิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องการมากที่สุดเมื่อยามสภาพจิตใจแปรปรวนไม่มั่นคงคือการเอาใจใส่จากคนในครอบครัว ไม่ใช่ลากตัวเด็กมาทุบตีถมถุยสาปแช่งให้กลายเป็นคนเสียสติวิปลาสทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตเพียงเพราะระบายความโกรธแค้นกับตัวผู้ใหญ่ด้วยกันเองไม่ได้จึงเบนเป้าหมายเปลี่ยนไปเป็นรุมปาหอกดาบทิ่มแทงทําร้ายลูกหลานเขาแทนเพื่อระบายความเกลียดแค้นชิงชังส่วนตนได้อย่างเต็มที่ซึ่งมนตรามองว่าการกระทําแบบนี้มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ใช้อํานาจรังแกเด็กคนหนึ่งเลยด้วยซํ้าแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงทําอะไรไม่ได้นอกจากนึกบ่นในใจเพราะสุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของสื่อและครอบครัวพรหมอสุระอยู่ดี คนนอกอย่างเขาก็คงทําได้แค่มองเห็น รับรู้และไม่ตัดสินเรื่องราวอะไรโดยใช้อคติบังตาก็เท่านั้น คิดแล้วเด็กหนุ่มจึงถอนหายใจออกมาแผ่วเบาก่อนจะเลื่อนสายตามองตรงไปยังเบื้องหน้าเวทีที่ตอนนี้แสงไฟรอบๆ กายบางส่วนภายในโรงละครเริ่มทยอยหรี่ลงทีละนิดบ่งบอกว่าการในอีกไม่กี่หลังจากนี้ม่านการแสดงที่ปิดนิ่งสนิทมานานร่วมปีกําลังจะถูกเปิดขึ้นเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่เหล่าผู้ชมได้ยินยลอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ในชุดการแสดงโขนตอนนางมณโฑหุงนํ้าทิพย์
ซึ่งอันที่จริงเนื้อหาภายในเรื่องราวของตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ใหญ่โตหรือว่าถูกกล่าวถึงมากนักถ้าเทียบกับพวกตอนดังๆ ที่ทางโรงละครนิยมเล่นกันทุกปีอย่างนางลอยหรือสีดาลุยไฟ ไม่ก็พระรามยกทัพทําศึกปะทะกับหมู่มารยักษ์ตัวนั้นตัวนี้นั่นจึงทําให้เรื่องราวของนางมณโฑนั้นกลายเป็นเพียงเชิงอรรถเล็กๆ ไม่กี่บรรทัดในบทละครที่จะถูกนํามาสร้างเป็นการแสดงเล็กๆ หรือไม่ก็ตัดเนื้อหาส่วนนี้ออกไปไม่มีการพูดถึงเลยก็ได้เพราะผู้ชมส่วนใหญ่ที่พากันซื้อตั๋วเข้ามานั่งดูนั้นล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจกับมหาสงครามระหว่างธรรมมะและอธรรม ลิงยักษ์ตีกันอุตลุดมากกว่าจะมาเสียเวลารับรู้เรื่องของตัวละครหญิงที่ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นอะไรไปมากกว่าเป็นมเหสีของพญายักษ์ตัวร้ายหลักอย่างทศกัณฐ์ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของอินทรชิต เป็นสตรีที่ใครๆ ก็พากันเอามาล้อเลียนสนุกปากว่ามีผัวเป็นลิงยักษ์สลับหมุนเวียนกันวุ่นวายถึงสี่ตนอย่างเช่นนางมณโฑ
ทว่าว่านั่นไม่ใช่กับมนตรา...เขาไม่เคยมองว่ามเหสียักษ์นางนี้เป็นเพียงแค่ไม้ประดับสวยงามอวดโฉมไปมาเพื่อเสริมบารมีให้กับตัวทศกัณฐ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ว่านางคือหนึ่งในเหยื่อของกรอบจารีตประเพณีอันบิดเบี้ยวในสมัยก่อนที่มักจะตีตราวัดคุณค่าความบริสุทธิ์ของผู้หญิงคนหนึ่งว่า‘สตรีที่ดีไม่ควรผ่านมือชายมากกว่าหนึ่งคน’ เฉกเช่นเดียวกับตัวนางสีดาที่ถึงจะเป็นองค์ลักษมีอวตารมาเกิดบนโลกมนุษย์มีเกราะวิเศษคุ้มครองตนให้ชายคนใดแตะต้องกายนางแล้วต้องร้อนรนดั่งไฟบรรลัยกัลป์แผดเผามือ มีดอกบัวมารองรับส้นเท้าตอนเดินลุยไฟพิสูจน์ตัวเอง ครั้นยามจะถูกพระลักษณ์ใช้พระขรรค์ประหารชีวิต พระขรรค์ก็ยังได้เปลี่ยนเป็นพวงมาลัยมาคล้องคอจนนางรอดตายมาได้แต่ก็ยังมิวายถูกสวามีอย่างพระรามเคลือบแคลงสงสัยต่อความรักอันมั่นคงหนักแน่นตลอดสิบสี่ปีแห่งการรอคอยของนางตอนถูกลักพาตัวไปยังกรุงลงกา เสียเวลาทําสงครามล้างโคตรวงศ์ยักษ์ตายเป็นเบือไปมากมายแต่สุดท้ายผลลัพธ์ออกมากลับกลายเป็นตัวพระรามเองต่างหากที่พอได้เมียคืนมาแล้วก็ไม่รู้เป็นบ้าประสาทเสียอะไร พอเห็นเมียวาดรูปยักษ์ก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ฟังเหตุผลอะไรก็จะสั่งฆ่าแล้วให้ควักหัวใจของนางออกมากลางป่า นี่หรือคือยอดวีรบุรุษที่ใครก็ชื่นชมกันนักหนาว่าเป็นนารายณ์อวตารมาเกิด...วีรบุรุษห่าเหวอะไรกันที่ใจโหดเหี้ยมยิ่งกว่ายักษ์มารออกปากประหารเมียตัวเองได้ลงคอขนาดนี้
ก็ลองคิดดูเอาเองแล้วกัน ขนาดตัวนางสีดาที่ใครๆ ก็พากันขนานนามว่าเป็นนางในวรรณคดีที่ดูจะสมบูรณ์แบบเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างตามค่านิยมผู้หญิงที่ดี มีผัวคนเดียวยืนหนึ่งตลอดกาลในสมัยโบราณก็ยังไม่วายตกเป็นเหยื่อของบรรทัดฐานสังคมเพี้ยนๆ กับผัวประสาทแดกที่หวาดระแวงทศกัณฐ์จนขี้ขึ้นสมองอยู่ดีแล้วกับนางมณโฑซึ่งเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ไร้เกราะกําบังวิเศษป้องกันตัว ไม่ได้เป็นร่างอวตารของเทวีนางใดเลยจะเหลือศักดิ์ศรีใดให้คํ้าคอไว้บ้าง
แน่นอนว่าไม่มี...
นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาชีวิตแรกเริ่มเดิมทีของนางมณโฑนั้นก็ไม่ได้เหมือนกับสตรีทั่วไปตามวรรณคดีนิยมที่มักจะเกิดมาแบบพิศดารแหกกฎการปฏิสนธิทั้งปวงบนโลกอย่างเช่นผุดขึ้นมาจากดอกบัวบ้าง ทําพิธีขอลูกกับทวยเทพบ้าง ไม่ก็โดนจับยัดใส่ผอบลอยนํ้ามาจากไหนก็ไม่รู้ทว่ากับตัวนางมณโฑนั้น...ชาติกําเนิดดั้งเดิมของนางเป็นเพียงแค่สัตว์เดรัจฉานอย่างกบน้อยตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ใกล้อาศรมของพระฤษีผู้มีฤทธิ์ท่านหนึ่ง ต่อมานางได้ทําคุณใหญ่หลวงยอมดื่มที่พญาคนาคมาคายพิษไว้จนตายเพื่อปกป้องพระฤษีจนได้รับการชุบชีวิตใหม่กลายเป็นสาวงามโฉมสะคราญกระทั่งถูกนําไปตัวถวายเป็นข้ารับใช้ของพระอุมาชะตาชีวิตจึงได้ผันแปรจากกบน้อยตํ่าศักดิ์ตัวหนึ่งมาเป็นนางฟ้าที่ถูกประทานให้แก่ทศกัณฐ์ ทว่าในเวลานั้นนางกลับโดนแย่งชิงตัวไปโดยพาลี ราชาวานรที่ครองเมืองขีดขินและยัดเยียดความเป็นผัวคนแรกให้จนตั้งท้องมีลูกมาเป็นองคต หลังจากทศกัณฐ์จึงไปขอพระอาจารย์ของตัวเองให้ไปเกลี้ยกล่อมพาลีเพื่อจะเอาตัวนางมณโฑคืน นางถึงได้กลายเป็นมเหสีแห่งลงกาอยู่ร่วมเคียงบัลลังก์กับทศกัณฐ์ตั้งแต่นั้น
จนกระทั่งถึงตอนทําพิธีหุงนํ้าทิพย์เพื่อชุบชีวิตกองทัพทหารยักษ์ที่ตายไปเพื่อช่วยทศกัณฐ์ทําศึกสงครามนั่นแหละที่มนตรากล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่ากองทัพฝ่ายพระรามนั้นสันดานหมาลอบกัดขนาดไหนแต่ยังมีหน้ามาเคลมตัวเองว่าเป็นฝ่ายธรรมะ สู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยเฉพาะกับตัวพิเภกที่ปากโป้งปากดีไปกราบทูลพระรามว่าการจะทําให้นํ้าทิพย์วิเศษเสื่อมลงได้นั้นคือนางมณโฑต้องร่วมประเวณีเสพสังวาสกับบุรุษเพื่อให้พิธีล่มกลางคันเสียก่อนจึงจะชนะศึกแล้วหวยก็ไปลงที่ไอ้ลิงเผือกหน้าหม้อที่พอเห็นใครไม่มีหางก็ตํามั่วไปทั่วหลอกแปลงกายเป็นทศกัณฐ์ไปร่วมหลับนอนกับนางมณโฑส่งผลให้พิธีหุงนํ้าทิพย์ล้มเหลวไม่เป็นท่า ส่วนตัวนางมณโฑหลังจากนั้นพอรู้ความจริงว่าตัวเองโดนหลอกให้ต้องเสียตัวเป็นเมียไอ้ลิงเผือกก็ฟูมฟายสภาพจิตใจยํ่าแย่กันไปเลยทีเดียว
เมื่อนั้นนวลนางมณโฑมารศรีได้ฟังพระราชวาทีเทวีตะลึงทั้งกายา
ก้มเกล้ากราบลงกับบาทพระสามีธิราชนาถาจึ่งทูลสนองพระบัญชา เป็นไฉนมาว่าดั่งนี้
พระองค์สิเลิกพลมารหมู่โยธาหาญยักษีกับการุณราชอสุรี
กลับเข้าธานีว่ามีชัยพาข้าออกจากพิธีกรรม์พร้อมสนมกำนัลน้อยใหญ่มายังห้องแก้วแววไว
ที่ในแท่นทิพย์ไสยาบอกว่าพิเภกอสุรีหนีได้ซอกซอนอยู่กลางป่า
พระองค์กลับยกโยธาออกไปตามหากุมภัณฑ์เป็นไฉนมาว่าดั่งนี้ได้
น้อยใจปิ้มชีพอาสัญไม่ทันจะช้าข้ามวันกำนัลก็รู้ทุกนารี ฯ
เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษีได้ฟังตะลึงทั้งอินทรีย์ดั่งหนึ่งชีวีจะวายปราณ
ชะรอยมณโฑนี้หลงเล่ห์โว้เว้กับไอ้เดียรัจฉานอันซึ่งกระบี่หนุมาน
วานนี้กูคิดประหลาดใจเมื่อทัพต่อทัพเข้ารับรบจะพบเห็นหน้ามันก็หาไม่
ทั้งวานรร้องเย้ยไยไพกริ่งใจอยู่แล้วแต่กลางวัน ครั้นจะถามการุณราช
ใครรู้จะประมาทเย้ยหยัน อดสูแก่หมู่กุมภัณฑ์จะต้องการอันใดที่ไหนมี
คิดแล้วจึ่งกล่าวสุนทรดูก่อนผู้มิ่งมารศรีเจ้าอย่ากังขาราคีตัวพี่มิได้เข้ามา
หนุมานมันแกล้งแปลงกายเพทุบายมิให้กังขา
ฝ่ายเจ้าไม่ทันสงกาจึ่งเสียวิทยาพิธีกรรม์ ฯ
เมื่อนั้นนวลนางมณโฑสาวสวรรค์ ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟันกัลยาเพียงสิ้นชีวี
คิดความอัปยศอดสูไม่แลดูพักตร์ท้าวยักษี
กอดบาทภัสดาเข้าโศกีสลบไปในที่ไสยา ฯ
สุดท้ายกลับกลายพญายักษ์ทศกัณฐ์เสียเองที่ต้องมาคอยปลอบประโลมโอบกอดเมียรักไม่ให้นางมณโฑนึกเฝ้าโทษตัวเองไปมากกว่านี้ขณะที่ไอ้ลิงเผือกติดสัดนั่นได้ลอยหน้าลอยตาสบายตัวกลับไปรับความดีความชอบจากพระราม เจริญเถอะไอ้เวรนี่...หลอกเอาเมียคนอื่นได้อย่างหน้าไม่อายแล้วมาทําตอแหลว่าเป็นหน้าที่ เป็นภารกิจสําคัญที่ต้องทํา เขาละนึกสงสัยนักว่าถ้าพระรามไล่ให้มันไปตาย ไอ้ลิงกรรมพันธุ์ผิดพลาดนี่มันจะบ้าเหาะขึ้นไปเอาหัวโหม่งภูเขาตายจริงๆ ไหมเพราะถ้าไม่ก็แสดงว่ามันมีสมองมากพอจะรู้อยู่ว่าคําสั่งบางอย่างถ้ามันไม่สมเหตุสมผลมากพอมันก็มีสิทธิ์จะนึกฉุกใจหรือปฏิเสธไม่ทําได้ ไม่ใช่ห่าอะไรก็เอาแต่พูดแก้ตัวนํ้าขุ่นๆ ว่า ‘มันเป็นภารกิจ’ ‘มันคือหน้าที่’ ซํ้าซากวนไปวนมาอยู่แบบนั้นราวกับเป็นสัตว์ป่าที่โดนล้างสมองให้ภักดีซื่อสัตย์ถวายชีวิตจนตัวตายรับใช้มนุษย์เดินดินคนหนึ่งที่ใครๆ ก็เอาแต่ยกยอปอปั้นว่าเป็นวีรบุรุษเทพอวตารมาเกิดอย่างนั้นอย่างนี้เพราะสําหรับมนตราแล้วคุณธรรมในบทละครรามเกียรติ์มันก็แค่การแสดงปาหี่ไร้สาระที่เขาไม่เคยอินและก็ไม่เคยคิดอยากจะเข้าใจไอ้พวกตัวเอกฝั่งดีทั้งหลายแม้แต่นิดเดียว ยิ่งโดยเฉพาะกับช่วงท้ายเรื่องหลังจากที่ทศกัณฐ์ได้สิ้นชีวิตไปก็เป็นอันจบสงครามทั้งหมด พระรามจึงได้ให้พิเภกขึ้นครองบัลลังก์และแต่งตั้งให้เป็นเจ้านครลงกาองค์ต่อไปพร้อมทั้งยกนางมณโฑให้เป็นมเหสีอีกคนเสมือนรางวัลชิ้นใหญ่เพื่อตอบแทนพิเภกที่คอยช่วยเหลือกองทัพฝั่งพระรามมาโดยตลอด ทว่ากลับไม่มีตัวอักษรในกลอนบทไหนเลยกล่าวถึงสภาพจิตใจหรือความรู้สึกของนางมณโฑหลังสูญเสียคู่ชีวิตกึ่งๆ คู่เวรคู่กรรมคนสําคัญอย่างทศกัณฐ์ไปแล้วยังต้องถูกองค์นารายณ์อวตารซึ่งเป็นคนยิงศรสังหารผัวรักของตัวเองกลางสนามรบกระทําเหมือนเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่งที่พอเจ้าของเก่าตายไปก็หาคนใหม่มาครอบครองแทน ซึ่งมนตราก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าชะตากรรมของนางมณโฑจากนั้นเป็นอย่างไรต่อไปเพราะเรื่องราวของเธอไม่เคยถูกเล่าถึงอีกเลยราวกับว่าเจ้าหล่อนนั้นอันตรธานหายไปเป็นธาตุอากาศอย่างไรอย่างนั้นแต่เอาเป็นว่าช่างเรื่องนั้นไปเถอะ...เพราะการจบแบบนี้มันก็อาจจะดีกว่าต้องมาทนอ่านวรรณกรรมที่เอาแต่อวยเกียรติยศแห่งพระราม สงครามธรรมมะย่อมชนะอธรรมแบบตรรกะป่วยๆ จนรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียนอยากอ้วกรดใส่หน้าหนังสือให้มันเปื่อยยุ่ยเป็นเศษกระดาษไร้ค่าไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด มนตราตระหนักดีว่าเขาไม่ควรจะไปหาต่อว่าต่อขานเอาเรื่องราวอะไรให้มันเป็นอารมณ์หงุดหงิดรําคาญใจใส่หัวเพียงเพราะกะอีแค่วรรณคดีแค่เรื่องเดียว แต่จะให้เขาทําอย่างไงได้...ก็คนมันคันปากอยากด่านี่หว่า...
และใช่...มันจะมีอยู่ตัวละครตัวหนึ่งที่มนตราสามารถอ้าปากด่ามันได้ทุกครั้งเมื่อยามโผล่หน้ามีบทบาทในเรื่อง...ไม่ใช่พระราม...ไม่ใช่ไอ้ลิงตกถังสีหนุมานหรือพวกเสนาวานร...
แต่เป็นพิเภกต่างหาก...
พระอนุชาร่วมท้องดื่มนมร่วมเต้าพระมารดาเดียวกับพญาทศกัณฐ์ทว่าแท้จริงแล้วพิเภกก็คืออดีตเวสสุญาณเทพบุตรที่ได้รับแว่นแก้ววิเศษจากพระอิศวรให้มีอิทธิฤทธิ์มองเห็นความเป็นไปได้ทั้งอดีตกาล ปัจจุบันภพและอนาคตเบื้องหน้าเพื่อให้มาจุติเป็นไส้ศึกในกรุงลงกา เป็นหนอนบ่อนไส้ใกล้ตัวพญายักษ์ที่แทบจะไม่มีใครนึกเอะใจสงสัยมาตลอดหลายปีเนื่องจากพิเภกนั้นมีความชํานาญทางด้านโหราศาสตร์และการทํานายทายทักแต่ว่าอํานาจวิเศษที่แว่นแก้วประทานให้เขานั้นมันไม่ได้มีไว้เพื่อผลประโยชน์ของทางฝั่งลงกาหรือตัวทศกัณฐ์ มันมีไว้เพื่อรอช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะแปรพักตร์เลือกข้างไปเข้าเฝ้าสวามิภักดิ์กับฝั่งพระราม ใช้ความรู้ความสามารถของตนเองขายความลับญาติพี่น้องวงศ์ยักษ์รวมถึงเรื่องวิชาหุงนํ้าทิพย์ชุบชีวิตคนตายของนางมณโฑจนถูกหนุมานวางแผนหลอกร่วมรักให้พิธีเสื่อมความขลังลงทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะพิเภกนี่แหละปากโป้งปากดีไม่มีหูรูดพระรามเอ่ยปากอะไรถามก็บ้าจี้ตอบเขาไปตามตรงตลอดไม่คิดจะหมกเม็ดอย่างกับไอ้พวกเด็กขี้ฟ้องตามห้องเรียนตอนสมัยเขาเรียนอนุบาลไม่มีผิด มนตราไม่เคยถูกชะตากับเจ้าโหรยักษ์ตาทิพย์คนนี้ตั้งแต่อ่านรามเกียรติ์รอบแรกจนกระทั่งตอนนี้เขาโตจนหมาเลียตูดแทบไม่ถึงแล้ว เขาก็ยังไม่มีรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือมีความเข้าใจกับตรรกะความคิดของยักษ์แบบพิเภกขึ้นมาเลยสักนิด จะว่าเด็กหนุ่มมีอคติกับอีกฝ่ายก็ได้แต่ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นไส้ศึก ทรยศพี่ชายตัวเอง ขายความลับของพงเผ่ายักษาที่ตนถือกําเนิดเกิดมาแก่ศัตรูให้มาเข่นฆ่าล้างผลาญกองทัพอสุราจนแทบเหี้ยนไม่มีหลงเหลือสักตน กระทั่งในยามศึกสงครามก็เป็นตัวพิเภกเองไม่ใช่รึไงที่เฝ้ามองดูหลานชาย พระญาติ พี่น้องตัวเองถูกสังหารไปทีละตนสองตนโดยไม่คิดจะมีความรู้สึกเศร้าเสียใจออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะมาบอกว่าต้องแข็งใจข่มกลั้นเสียงสะอื้นไว้เพราะเกรงจะถูกพระอาญาโดยองค์รามถ้าอย่างนั้นทําไมตอนก่อนจะปากโป้งคายความลับของใครตอนนั้นไม่ฉุกคิดเสียบ้างว่าตัวเองนั่นแหละ...คือคนที่หยิบยื่นดาบประหารให้ศัตรูไปฟาดฟันครอบครัวของตัวเองซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรใจทรามคนหนึ่ง...ทั้งเลือดเย็น..อํามหิต...พลิกลิ้นกลับกลอกหาความภักดีด้วยใจจริงไม่เจอ...แล้วยังมีหน้ามากล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าสิ่งที่ตนทําลงไปก็เพื่อดํารงความเป็นธรรม...โคตรจะปลอมเปลือกสุดๆ ยักษ์ดีมีเมตตาเปี่ยมคุณธรรมบ้าบออะไรรวบหัวรวบหางเอาเมียพี่มาเป็นเมียตัวเองอีกคนแถมนั่งครองบัลลังก์ลงกาได้อย่างเชิดหน้าชูตาภาคภูมิใจเสียเต็มประดาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะแม้แต่จะได้ฝันถึงตําแหน่งเจ้าบุรินทร์ถิ่นยักษาด้วยซํ้า
ดังนั้นในความคิดส่วนตัวของมนตรา...คนที่มีความคิดอ่านน่ากลัวและเล่นเกมการเมืองเก่งที่สุดในเรื่องรามเกียรติ์นั้นไม่ใช่ทั้งตัวพระราม...ไม่ใช่ทั้งทศกัณฐ์แต่ว่าเป็นเจ้ายักษ์โหราหน้าซื่อตาใสที่ดูไร้พิษภัยอย่างพิเภกต่างหาก...
แต่ก็นะถึงเขาจะบ่นโอดครวญโวยวายอะไรไปมันก็เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องบทประพันธ์นี้ไม่ได้อยู่ดี...เอาเป็นว่าใครจะเทใจเชียร์ฝั่งลิง อวยฝั่งยักษ์ก็ตามสบายเถอะเพราะไม่ว่าอย่างไงมนตราก็ยังยืนยันคําเดิม...
ว่าคนที่เขารู้สึกเห็นใจและสงสารที่สุดในบรรดาทุกตัวละครเรื่องรามเกียรติ์ก็คือมณโฑอยู่ดี...
เขาทั้งสงสาร...ทั้งสะท้อนใจกับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามจะเป็นเมียที่ดี...เป็นแม่ที่ดีให้กับครอบครัวแต่กลับถูกดึงให้เข้าพัวพันอยู่ท่ามกลางมหาสงครามของผู้ชายเห็นแก่ตัวสองทั้งฝ่าย...คนหนึ่งก็รักศักดิ์ศรีในความเป็นกษัตริย์เห็นเมียเป็นเครื่องประดับเกียรติยศ บ้าความบริสุทธิ์ผุดผ่องจนขึ้นสมอง...อีกคนหนึ่งก็เสี้ยนตัณหาอีโก้สูงจนลากลูกเมียญาติพี่น้องมาเดือดร้อนกันไปหมด...พอครั้นสามีตายก็ถูกยกให้เป็นเมียของน้องชายสามีเก่าตัวเองอีกทีโดยไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องหรือปฏิเสธอะไรได้เพราะอย่างไรเสียนางก็คือทรัพย์สินในสายตาบุรุษ...เป็นผู้หญิงหลายผัวที่จะหยิบยกให้ใครคนไหนก็ได้ตามใจชอบ...
แต่ว่าเพราะใครล่ะ? ใครล่ะที่เป็นคนยัดเยียดสถานะหญิงมากผัวให้นางถ้าไม่ใช่บรรดาบุรุษเฮงซวยทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนาง...
จะพาลี...
ทศกัณฐ์...
หนุมาน...
พิเภก...
จะคนไหนก็ขุดคุ้ยหาความดีให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งแทบไม่เจอทั้งสิ้นไม่ว่าจะเรื่องศึกสงครามหรือชีวิตสมรสแล้วยังมีหน้ากล้ามาชี้นิ้วเหน็บแนมเอาเรื่องที่นางมีหลายผัวมาพูดกันสนุกสนานปาก...สนุกไปกับแม่มึงคนเดียวเถอะ...
มณโฑหาใช่ตัวแทนของผู้หญิงประเสริฐที่ซื่อสัตย์รักสามีทุกคนอย่างไร้เงื่อนไขแต่เธอคือภาพสะท้อนของหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศจากทั้งพาลี...ต้องอยู่ในสถานะเป็นเมียหลวงที่กลํ้ากลืนเพราะทศกัณฐ์...เป็นคนที่ถูกหลอกให้หลับนอนกับผู้ชายที่ไม่ใช่สามีของตัวเองอย่างหนุมาน...และสุดท้ายก็จบลงที่เป็นรางวัลชมเชยแก่พิเภก...
ตรงไหนกันที่นางสามารถเลือกได้?
ตรงไหนกันที่เป็นจุดยืนแท้จริงของนางเอง?
ตรงไหนกันที่นางจะสามารถหลุดพ้นไปจากวังวนนรกนี่ได้เสียที?
และหากเขาเป็นนางมณโฑละก็...
สู้ยอมถูกจับประหารชีวิตตายตามไพนาสุริยวงศ์ลูกชายคนสุดท้ายยังดีเสียกว่าต้องมาทนกลํ้ากลืนปั้นหน้ายิ้มรับเป็นเมียพิเภกไปจนสิ้นอายุขัยแบบนั้น...
ใช่...ใช่แล้วล่ะ...
มันสมควรเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่...
‘ข้าสมควรตายอยู่แล้ว...’
เอ๊ะ!?
มนตราสะดุ้งสุดตัว ความคิดอันฟุ้งซ่านทั้งมวลในหัวมลายหายสิ้นไปโดนพลันเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาห้วงจิต...นั่นมันไม่ใช่เสียงของเขา...หากแต่เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง...ที่กําลังสั่นเทาคล้ายกับเจือสะอื้นไห้อยู่ในทีทว่ากลับเสียดแทงลึกเข้าไปในหัวใจของเด็กหนุ่มประหนึ่งมีคมมีดที่มองไม่เห็นปักเข้ากลางอกอย่างจังพาให้กายสูงโปร่งสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคําพูดได้
ทั้งเจ็บปวด...แค้นเคือง...ทรมาน...ทว่ากลับเจือด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจคล้ายกับจะตัดพ้อต่อว่าแก่โชคชะตาอันน่าอดสูนี้กลายๆ...
แต่ว่า...มันเป็นเสียงของใครกันล่ะ?
มนตราลอบผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขายกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายของตนเอาไว้เพื่อห้ามเจ้าก้อนเนื้อที่กําลังเต้นระรัวแรงยิ่งกว่ามอเตอร์เครื่องจักรที่ถูกผลักไปให้ถึงขีดจํากัดการทํางานของมันเสียจนอกแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เส้นเลือดทุกเส้นภายในร่างกายพร้อมใจกันดิ้นเร่าร้อนระอุเหมือนนํ้าต้มสุกจวนเจียนใกล้จะเดือดพล่านสวนทางกับเนื้อตัวที่สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้แม้ว่าเด็กหนุ่มจะพยายามเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ฝืนขึงตาจับจ้องไปยังการแสดงบนเวทีเบื้องหน้าเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่...แล้วเสียงของผู้หญิงเป็นใคร...มาจากไหน...เขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน...
ฉับพลัน เสียงปรบมือกระหึ่มจากผู้ชมทุกคนภายในโถงการแสดงก็ดังขึ้นกระทบเข้ากับโสตประสาทของเด็กหนุ่มจนภายในหัวของเขาอื้ออึงไปด้วยสารพัดเสียงมากมายรอบตัว ประเดี๋ยวเป็นเสียงปรบมือ ประเดี๋ยวเป็นเสียงระนาดบรรเลงท่วงทํานองหวานปนเศร้า ประเดี๋ยวก็เป็นเสียงพากษ์โขนแหลมสูงที่บาดลึกเข้าไปถึงหัวใจคนฟังทําเอามนตราต้องรีบยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างในฉับพลันด้วยแววตาสั่นไหวระริก กายสังขารคล้ายกับจะสูญเสียการควบคุมไปเสียดื้อๆ ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกหูอื้อตาลายในอกร้อนวูบวาบจนกลั่นออกมาเป็นหยาดนํ้าตาร้อนผ่าวเอ่อคลอคลองจักษุทั้งสองข้างก่อนจะรินไหลลงมาอาบสองแก้มนวล
เขารู้แค่ว่าเขา‘เจ็บ’
ทศพิน...ทศพินลูกรักของแม่...’
เจ็บเหลือเกิน...
‘อย่าทิ้งแม่ไป...อย่าไป...’
ทรมานเหลือเกิน...
‘อย่าประหารเขาเลย...เขาเป็นลูกของข้านะ...ได้โปรด...’
ทรมานจนอยากจะ‘ตาย’ด้วยซํ้า...
‘อย่าฆ่าเขา!!!’
เสียงกรีดร้องระคนสะอื้นไห้ปริ่มจะขาดใจอัดแน่นไปด้วยไปด้วยความรู้สึกโศกาอาดูรดุจสูญเสียสิ่งที่เคยเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตนในห้วงมโนจิตไปราวกับฝ่ามือที่ฉุดกระชากลากพาเด็กหนุ่มให้ดําดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์แห่งอดีตกาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สีสันทั้งมวลรอบกายพลันมลายจางหายไปกลายเป็นภาพพร่าเลือนประหนึ่งภาพสีนํ้าฟุ้งฝ้าที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันมากมายจนยากจะจําแนกแยกแยะออกได้ว่ามันสีสันใดบ้างและมนตราเองก็ไม่รู้ว่าเสียงกรีดร้องนั่นจะนําพาเขาไปที่ไหนกันแน่เหมือนกัน เด็กหนุ่มจึงทําได้เพียงแค่ยกมือขึ้นปัดป่ายอากาศอันว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมาย ในหัวมีเพียงแค่ความสับสนระคนตื่นตระหนกกับสิ่งที่ตนกําลังเผชิญหน้าอยู่
แต่แล้วทันใดนั้นเองความรู้สึกปวดแปลบอันไร้ที่มาก็แผ่พุ่งไปทั้งสรรพางค์กายจนเด็กหนุ่มถึงกับร้องอุทานออกมาดังลั่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลอยู่ในอากาศพานให้แสบระคายเคืองจมูกโพรงอย่างบอกไม่ถูก มนตราหอบหายใจหนักหน่วง สองดวงตาที่เคยพร่าเลือนไปชั่วขณะเริ่มกลับมากระจ่างแจ้งแจ่มชัดอีกครั้งนั่นจึงทําให้ทําเด็กหนุ่มถึงกับชะงักนิ่งตัวแข็งค้างไม่อาจขยับได้ดั่งใจนึกเมื่อพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติกับร่างกายของตน เขาก้มลงมองเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า ตอนนี้มนตราหาใช่เด็กหนุ่มลูกชายเจ้าของคณะรําเทพประทานต่อไป หากแต่เป็นหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรงดงามในชุดสีขาวพาดพันอาภรณ์บนร่างกายคล้ายกับส่าหรีแบบอินเดีย เนื้อตัวไม่มีเครื่องประดับหรูหราอันใดแต่กลับถูกแทนที่ด้วยบาดแผลกรีดลึกเต็มท่อนแขนละม้ายกับมีของมีคมกรีดเถือจนเนื้อหนังมังสาปริแตกโลหิตไหลซึมปริ่มออกมาจากรอยแยกบนผิวกายบอบชํ้าสีม่วงปนเขียวคลํ้าอย่างน่าสยดสยองชวนนึกถึงรอยจํ้าเลือดบนตัวของศพอย่างไรอย่างนั้น ปลายมือและปลายเท้าชาดอกแทบไร้ความรู้สึกแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังพอรับรู้ได้ว่าในมือของตนข้างหนึ่งกําลังกําบางสิ่งเอาไว้ และเมื่อเขายกมันขึ้นมาดูให้เห็นชัดๆ นัยน์ตาก็พลันเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนกทันที
กริช...มันคือกริช...
มนตราคิดอย่างตกตะลึงขณะไล่สายตาไปตามตัวด้ามกริชทําจากทองสุกปลั่งสลักลวดลายใบหน้าของพญาอสุรายักษาตาโปนถลนแยกเขี้ยวโค้งน่าเกรงขามและคาบเม็ดทับทิมสีแดงกํ่าปานหยดเลือดทรงกลมไว้ในปาก ใบมีดสีเงินเรียบลื่นคมกริบวาววับดุจกระจกเงากระทบเข้ากับแสงไฟเป็นประกายแปลบปลาบสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเซียวขาวเผือดไร้สีเลือดของโฉมงามสตรีนางหนึ่งที่มีเส้นผมสีดําขลับดุจม่านไหมราตรีหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง คิ้วโค้งโก่งดุจคันศร จมูกงามเหมาะเจาะดูราวกับหลุดมาจากหนังสือนางในวรรณคดีทว่าขอบตากลับแดงกํ่าหยาดรื้นไปด้วยคราบนํ้าตาและโลหิตแห้งกรังเปรอะเปื้อนสองแก้มนวลลอออย่างน่าเวทนา นัยน์ตาคมหวานซึ้งปานตากวางที่ควรจะสวยงามเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูหม่นหมอง...ว่างเปล่า...คล้ายกับกําลังล่องลอยอยู่ในห้วงภวังค์ที่ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจทว่ากลับเป็นมนตราที่ล่วงรู้ดีว่าหญิงสาวนัยน์ตาโศกผู้นี้นั้นหาใช่ผู้ใดอื่นไกล...
มันคือตัวเขาเอง...
เป็นตัวเขา...
‘พี่มณโฑ!’
เดี๋ยวนะ...พี่มณโฑอย่างนั้นเหรอ?
หมายความว่าอย่างไงกัน?
เขาชื่อมนตราต่างหากล่ะ...
‘พี่มณโฑ...โปรดสงบจิตสงบใจแล้ววางมีดลงก่อนเถิด...หากท่านยังคงแกว่งอาวุธมีคมเช่นนี้ไปมาเกรงว่าจะมีผู้อื่นบาดเจ็บเอาได้นะ...’
สงบใจอย่างนั้นหรือ...สงบใจห่าอะไรล่ะ...
ลูกชายของข้า...เจ้าทศพินยักษาเพิ่งจะถูกพระพรตสั่งประหารชีวิตไปทั้งคน...หัวของเขายังถูกเสียบประจานอยู่หน้าประตูเมืองให้แร้งกาจิกกินเป็นที่น่าสังเวชใจอยู่เลยด้วยซํ้า...แล้วจะให้ข้า...จะให้ข้าปั้นหน้าระรื่นยิ้มแย้มทําเหมือนไม่มีเรื่องนองเลือดอันใดเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน...
ข้ามิใช่เจ้าหนา...ท้าวทศคีรีวงศ์ผู้มีฤทธิ์เอ๋ยที่จะเสแสร้งสวมหน้ากากเป็นยักษ์แสนดีไร้พิษภัยตลบแตลงตอหลดตอแหลทรยศพระเชษฐาของตัวเองไปเข้าฝั่งศัตรูจนล้างผลาญโคตรวงศ์แทบสิ้นเช่นนี้...
แล้วมาบัดนี้...ก็เป็นท่านที่พรากบุตรชายของข้า...บุตรชายที่ข้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยความยากลําบากแสนสาหัสเพื่อให้เขาได้เติบโตอย่างปลอดภัยและแข็งแรงเฉกเช่นเด็กคนหนึ่ง...
แต่ท่านก็ยังเลือกจะให้พระพรตสั่งประหารเขา...
แก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งที่เยียวยาจิตใจของข้า...
เลือดเชื้อไขคนสุดท้ายซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งกํานัลสุดท้ายก่อนลาโลกนี้ไปของท่านพี่ทศกัณฐ์...
ข้าเกลียดเจ้าเหลือเกิน...พิเภก...
ทั้งเกลียดชัง...ทั้งขยะแขยงทุกคราที่เจ้าเอ่ยปากเรียกข้าว่า‘มเหสี’...
เกลียดจนอยากจะใช้มีดแล่เนื้อเฉือนกระดูกควักหัวใจตัวเองออกมาทาเกลือขัดล้างเสนียดจัญไรที่มันติดตัวดั่งตราบาปเมื่อยามกลํ้ากลืนฝืนใจร่วมเสพสังวาสกับเจ้าทุกคืนวัน...
ข้าเกลียดแม้กระทั่งองค์นารายณ์อวตารอย่างพระราม...เกลียดอ้ายอีพวกเสนาวานรลิงทุกตัวโดยเฉพาะอ้ายลิงจัญไรหนุมานนั่น...
ข้าเกลียด...จนไม่อยากแม้แต่ลืมตาตื่นขึ้นมาอยู่ในกรุงลงกาซึ่งเปรียบเสมือนนรกบนดินอีกแล้ว...
และข้าเหนื่อยเหลือเกินกับโชคชะตาอันน่าอดสูนี้...
มนตราแค่นเสียงหัวเราะระคนสะอื้นไห้ด้วยนํ้าเสียงแหบโหยเบาหวิวดั่งเสียงสายลมพัดเสียดสีกับกิ่งไม้แห้ง รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้างามลํ้าทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาละม้ายดั่งจะเยาะหยันต่อคําพูดของอีกฝ่ายทั้งที่หยาดนํ้าตาไหลรินจากขอบตาแดงกํ่ารดผ่านปรางขาวซีดไร้สีเลือดประหนึ่งคนสิ้นสติจิตวิปลาสไปเสียแล้วเพราะความสะเทือนใจอย่างถึงขีดสุด ร่างบอบบางปวกเปียกโอนเอนจนแทบจะไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับยังคงกระชับกริชคมกริบในมือแน่น สองขายํ่าก้าวไปบนพื้นหินของห้องท้องพระโรงอันเงียบเหงาวังเวงเมื่อไร้ซึ่งอดีตพระสวามีคอยเคียงข้างอีกต่อไป หลงเหลือไว้เพียงแต่เมียรักผู้จมดิ่งลงสู่ความอัปยศอดสูกําลังหัวเราะร่ารีดเค้นเอานํ้าเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโศกศัลย์ทุกข์ตรมระคนกับความสิ้นหวังเหลือคณานับที่ถาโถมเข้าใส่ประหนึ่งคลื่นลมพายุซัดสาดหาชายฝั่งเสียจนภายในอกของเด็กหนุ่มร้อนวูบวาบและปวดหนึบอย่างรุนแรงเหมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็นบีบเคล้นขยํ้าขยี้มันแหลกลาญเป็นชิ้นๆ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าความรู้สึกทั้งมวลที่ตนกําลังเผชิญกับมันอยู่นั้นคือความรู้สึกของตัวเขาจริงๆ ในร่างของนางมณโฑ...นางในวรรณคดีที่เขาคิดมาตลอดว่าเป็นแค่ตัวละครสมมติที่ถูกขีดเขียนให้มีชะตากรรมอาภัพคนหนึ่งเท่านั้น...ทว่า...ทั้งหมดนี่มันกลับกลายเป็นความจริง...ความเจ็บปวดทั้งกายใจของมณโฑ...แท้จริงมันคือความรู้สึกของเธอมาตั้งแต่ต้น...
อา...ไม่...ไม่ใช่สิ...
มันคือความรู้สึกของ‘เขา’ต่างหาก...
‘บาดเจ็บ? ท่านกลัวผู้อื่นจะบาดเจ็บเพราะมีดเล่มนี้แล้วกับข้าเล่า...ข้าผู้มองเห็นบุตรชายที่รักถูกเสียบหัวประจานอยู่หน้าเมือง...ท่านคิดว่าเจ็บไม่เป็นหรืออย่างไงกันท้าวทศคีรีวงศ์...’
นํ้าเสียงสั่นเครือกล่าวตัดพ้อด้วยรอยยิ้มอ่อนล้า รู้สึกเอ่อล้นในกระบอกตาที่ร้อนผ่าวราวกับความเสียใจทั้งหมดในหฤทัยบอบชํ้าดวงนี้มันได้ไหลท่วมทะลักออกมาอย่างสุดจะกลํ้ากลืนฝืนทนได้อีกต่อไปเมื่อหวนนึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตทั้งที่ตนไม่เคยอยากให้มันดําเนินมาถึงจุดนี้แม้แต่นิดเดียว
ลูกชายคนโตถูกสังหารด้วยศรแห่งพระลักษณ์...
สวามีต้องสิ้นชีวาในสนามรบเพราะความไว้ใจที่มอบให้ผิดคน...
ลูกชายคนสุดท้ายก็ม้วยมรณาด้วยคมดาบบนลานประหาร...
ส่วนตนก็ถูกยกให้เป็นเมียน้องชายอดีตสามีไม่ต่างสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ใครจะประทานยกให้ก็ตามใจ...
ความอัปยศอดสูในโชคชะตานี้ผู้ใดแบกรับไหวก็จงแบกมันไว้บนบ่าเช่นนั้นต่อไปเถิด...แต่เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ความตายของทศพินบุตรแสนรักไม่เพียงแต่พรากเลือดเนื้อเชื้อไขคนสุดท้ายที่ทศกัณฐ์มอบไว้ให้ในครรภ์ก่อนล่วงลับดับขันธ์ไปทว่าเป็นการพรากเอาแสงสว่าง...ความอบอุ่นอันลํ้าค่าที่นางโอบกอดเอาไว้เพื่อประคับประคองจิตใจซึ่งแตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่าให้ยังดําเนินไปเพราะตนมีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวในฐานะมารดา...
นั่นคืออยากเห็นทศพินเติบโตอย่างงดงาม...แกล้วกล้าองอาจสง่าผ่าเผยดั่งเฉกเช่นบิดาบังเกิดเกล้า...จอมอสุราทศกัณฐ์ผู้นั้น...
และมาบัดนี้...ทุกอย่างกลับกลายเป็นความว่างเปล่าอีกครา...
หลงเหลือไว้เพียงภาพฝันร้ายของหยาดโลหิตที่ไหลริน อาบชโลมท่อนไม้ง่อนแง่นที่เสียบศีรษะยักษ์หนุ่มวัยฉกรรจ์ซึ่งถูกตัดให้ขาดด้วยคมดาบเดียวเพื่อประจานไว้มิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไปโดยที่อดีตมเหสีแห่งลงกาผู้เป็นมารดาไม่อาจทําอะไรได้เหมือนเช่นเคย
ท่านพี่ทศกัณฐ์...ข้าทําผิดต่อท่านแล้ว...
ข้าปกป้องลูกของเราเอาไว้ไม่ได้...
แม่ขอโทษทศพินลูกรัก...แม่ขอโทษที่ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลย...
ทุกอย่างมันเป็นความผิดของแม่เอง...
เสียงสะอึกสะอื้นรํ่าไห้อย่างโศกาอาวรณ์ดังกึกก้องอยู่ภายในห้วงจิตของมนตราจนหัวใจของเขากระตุกวูบโหวงเหมือนถูกควักออกไป นัยน์ตาพร่าเลือนเอ่อคลอไปด้วยม่านนํ้าตาจับจ้องเขม็งไปทางจอมอสุราผู้ปกครองนครลงกาองค์ใหม่อย่างท้าวทศคีรีวงศ์ที่มีสีหน้าตื่นตระหนก พยายามยกสองมือจะห้ามปรามหวังให้ความโศกเศร้านี้ของเขาคลายลงแต่มนตราก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้...เขาไม่เหลือสิ่งใดแล้วทั้งลูกทั้งสามี สิ่งเดียวที่ยังคงเหนี่ยวรั้งตัวตนซึ่งแตกสลายย่อยยับไม่มีชิ้นดีนี้ไว้คือเพียงวาดหวังให้มันเป็นแค่ฝันร้ายสักตื่นหนึ่งก่อนจะลืมตาเท่านั้น
ทว่าความเป็นจริงนั้นช่างโหดร้ายนัก...
แสงสุริยันสุดท้ายของข้าดับสิ้นลงแล้ว...
‘ข้าทรมานเหลือเกิน...ข้าเจ็บเหลือเกิน...’
ข้าไม่อยากอยู่อีกแล้ว...
อดีตมเหสีแห่งลงกาครวญสะอื้นเสียงแหบแห้ง ปล่อยให้หยาดนํ้าตาหนึ่งหยดหล่นกระทบกับคมอาวุธสีเงินสะท้อนแสงวาววับของกริชที่อยู่ในกํามือ
‘ท่านพี่ทศกัณฐ์...รณพักตร์...ทศพิน...คอยแม่สักประเดี๋ยวก่อนเถิดหนา...’
โปรดรอสักประเดี๋ยวเถิดหนาเหล่าแก้วตาทั้งหลายของข้า...มณโฑผู้นี้จะขอสละสิ้นพันธะแล้วตามพวกท่านไปอย่างแน่นอน...
เมื่อสิ้นคําพูดนั้นเด็กหนุ่มในร่างมเหสีแห่งลงกาจึงกระตุกริมฝีปากแค่นหัวเราะ เย้ยหยันแก่โชคชะตาของตนที่ช่างแสนอาภัพเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปเสียทุกสิ่งเหมือนถูกกลั่นแกล้งจากองค์เทวัญขณะที่ก้าวเท้าถอยห่างจากท้าวทศคีรีวงศ์ กุมด้ามกริชนั้นไว้ด้วยสองมือ หยาดนํ้าตาระลอกใหม่พรั่งพรูไหลอาบเต็มสองแก้ม คมกริชพราวระยับสีทองเจิดจรัส สลักลวดลายใบหน้าของพญาอสุราตาโปนถลนแยกเขี้ยวโค้งคาบเม็ดทับทิมสีแดงกํ่าชวนให้นึกถึงอดีตพระสวามีผู้ล่วงลับอย่างไรชอบกลส่องสะท้อนกับแสงไฟวูบไหวในห้องท้องพระโรงอันวังเวงเปลี่ยวเหงาไร้ชีวิตชีวา เขาไม่พูดพรํ่าทําเพลงใดๆ จึงกอบกุมกระชับด้ามกริชแล้วกดแทงลงไปด้วยแรงกําลังที่มีตรงบริเวณตําแหน่งลิ้นปี่
ฉึก!!!
คมกริชทะลุผ่านเนื้อหนังชําแรกลึกปักเข้าไปในกาย โลหิตสีแดงฉานของอดีตมเหสีแห่งกรุงลงกาไหลทะลักอาบย้อมชุดขาวจนชุ่มโชก ก่อนจะกลั้นใจฝืนบังคับสองมือที่สั่นเทานั้นกดใบมีดให้กรีดลากผ่านอุทรบอบบางมาจรดยังบริเวณแถวท้องน้อยพร้อมกับร่างของมนตราที่ทรุดฮวบลงคุกเข่าอยู่ตรงนั้น โลหิตพุ่งกระฉูดอาบพื้นหินดุจแอ่งเลือดแห่งความตายในขณะที่มังสาภายในทั้งลําไส้น้อยใหญ่ไหลล้นทะลักท่วมท้นออกมาจากรอยแยกของบาดแผลส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งและกองไว้อยู่เบื้องหน้าต่างเครื่องบรรณาการถวายแก่พระยมราชเพื่อขอผ่านเข้าสู่เส้นทางสัมปรายภพ ทว่าแม้ทั้งสรรพางค์กายจะถูกความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้ากลืนกินจนแทบจะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะไปเสียตรงนั้น เด็กหนุ่มกลับยังหยัดยิ้มร่าประชดประชันแก่พญายักษ์ทศคีรีวงศ์ที่บัดนี้ส่งเสียงกรีดร้องระคายหูดังลั่น ทั้งตีอกชกหัวตกใจรํ่าไห้ประหนึ่งคนไม่สมประดี หมดสิ้นคราบอดีตโหราแห่งกรุงลงกาผู้หยั่งรู้ฟ้าดินโดยสิ้นเชิง มนตราเดาว่าอีกฝ่ายคงไม่ทันนึกตั้งตัวกระมังว่าตนจะใจเด็ดได้ถึงขนาดกระทําอัตวินิบาตกรรมต่อหน้าต่อตากันถึงเพียงนี้...เห็นทีอํานาจวิเศษจากแว่นแก้วที่พระอิศวรประทานให้คงเสื่อมฤทธิ์ไปมากแล้วเป็นแน่...ไม่อย่างนั้นมันคงไม่มาส่งเสียงโวยวายน่าสมเพชเช่นนี้ให้เขาได้ยินก่อนสิ้นใจหรอก
แต่ไม่...มันยังไม่จบแค่นี้...
โทษทัณฑ์ที่พิเภกควรได้รับมันต้องทรมานยิ่งกว่านี้...
เด็กหนุ่มในร่างนางพญาแห่งลงกาขยับริมฝีปากขมุบขมิบที่เต็มไปด้วยโลหิตแดงอาบชโลมไหลนองลงมาเปรอะเปื้อนถึงปลายคางเอ่ยถ้อยคําสาปแช่งสุดท้ายซึ่งแลกด้วยหยาดนํ้าตา หยดเลือดและชีวิตของเขาเอง...
นามของข้าอดีตเดรัจฉานผู้ตํ่าต้อยนี้คือ‘มณโฑ’ นางรับใช้แห่งองค์พระศรีอุมามหาเทวีแลพระอิศวรผู้เป็นใหญ่สามพิภพโลกา...ขอสาปแช่งให้วงศ์วานของท้าวทศคีรีวงศ์ผู้ประพฤตนมิชอบธรรมกระทําการทรยศต่อพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ยักษา แปรพักตร์ฝักใฝ่เข้าหาศัตรูนําพาข้าศึกเข้าเมืองให้จงพินาศฉิบหายสิ้น...ขอให้มันเจ็บปวด...ขอให้มันทุกข์ทรมานเห็นแต่ความตายของข้าในวันนี้ทั้งในยามหลับและยามตื่น ตลอดทุกทิวาราตรีกาลตราบจนหมดสิ้นอายุขัยไป...แม้คราใดมันกลับคืนสู่รูปลักษ์เวสสุญาณเทพบุตรก็ขอให้บาปกรรมโสมมที่มันได้กระทํานี้จงติดตามมันสืบไป...อย่าให้มีอํานาจทวยเทพใดลบล้างได้...ขอให้มันตกตายด้วยความตรอมตรมแสนสาหัสจวบจนวาระสุดท้ายด้วยศรแห่งองค์นารายณ์อวตารที่มันเทิดทูนนักหนาเฉกเช่นเดียวกับที่เคยกระทําไว้แก่พระเชษฐาของตนเอง...
นี่แหละ...อาญาที่เจ้าสมควรได้รับ...
จงมีชีวิตอยู่ให้เหมือนตาย...
และเมื่อตายก็จงทุกข์ทรมานหม่นไหม้เหมือนอยู่ในนรกไปชั่วกัลป์....
ครั้นสิ้นเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดเฮือกสุดท้ายเมื่อคําสาปแช่งสิ้นสุดลงราวกับจะกระชากดวงจิตของมนตราให้หลุดลอยกลับคืนสู่ชาติภพปัจจุบันของตนอีกครา คราวนี้เขารู้สึกได้ถึงความปั่นป่วนในช่องท้องที่ตีรวนกําลังจะทะลักล้นออกมาจนถึงคอก่อนที่จะขย้อนออกมาเป็นสายธารโลหิตแดงขุ่นข้นกองใหญ่เหมือนกับภาพความทรงจําเมื่อสักครู่นี้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียนกบปากและจมูกของเขาจนมิดชวนให้รู้สึกพะอืดพะอม แม้จะพยายามบ้วนทิ้งเท่าไรช่องท้องของเขาก็ยิ่งกระตุกเกร็งโก่งคอสํารอกเอาของเหลวสีแดงชาดพวกนั้นออกมาอีกอย่างไม่อาจควบคุมได้ เนื้อตัวเย็นเยียบสั่นระริกราวกับลูกนกที่ผจญภัยภัยอันตรายฝ่าลมพายุฝนมาจากแดนไกล ภาพโศกนาฏกรรมในช่วงวาระสุดท้ายของนางมณโฑยังคงแจ่มชัดเสมือนความทรงจําที่ไม่มีวันถูกลบเลือนให้หายไป...มนตราเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งแล้วว่าเหตุใดกันเขาจึงมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวชะตาชีวิตของนางมณโฑมากกว่าตัวละครอื่นในรามเกียรติ์...มันไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ตัวละครที่เขาชื่นชอบ...
แต่เพราะเธอคือเขา...
เขาคือเธอ...
‘เรา’ คือคนคนเดียวกันมาโดยตลอดต่างหาก...
เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มจึงทรุดตัวร่วงหล่นจากเก้าอี้ผู้ชม โลกหมุนเคว้งเป็นภาพเคลื่อนไหวพร่าเบลอจางก่อนจะล้มลงไปนอนชักกระตุกสําลักเลือดจมกองของเหลวสีชาดของตนอยู่บนพื้น ตอนนี้เขากลับมายังโรงละครแห่งชาติตรงเก้าอี้หมายเลขเดิมแล้ว...ซึ่งกลับมาได้อย่างไงก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเขาไม่อยากสนใจอะไรอีกแล้ว...แววตาของเด็กหนุ่มกลอกตามองไปรอบๆ ซ้ายทีขวาด้วยความสับสนระคนตื่นตระหนกเหมือนยังไม่แน่ใจนักว่าตนได้ตื่นขึ้นมาจากภาพนิมิตนั้นหรือยังจนกระทั่งในหูเริ่มอื้ออึงไปด้วยเสียงร้องเอ็ดตะโวยวายอย่างตื่นตกใจของไอ้อั๋นกับใครอีกก็ไม่รู้มากมายที่ฟังไม่ได้ศัพท์ จนกระทั่งไม่กี่อึดใจต่อมาความโกลาหลวุ่นวายครั้งใหญ่ก็บังเกิดขึ้นภายในโถงการแสดง รอบกายเต็มไปด้วยฝูงไทยมุงมากหน้าหลายตาทั้งเด็กเล็กคนหนุ่มสาวไปจนถึงคนแก่ผู้สูงอายุที่ต่างมารุมล้อมเขากันเต็มไปหมดทําเอาเขาแทบจะเวียนหัวอยากอาเจียนอีกรอบทว่าก็เป็นโชคดีที่พวกเจ้าหน้าที่ของทางโรงละครแห่งชาติเห็นเข้าก็รีบทําการกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกห่างจากบริเวณนั้นในทันที บางคนก็รีบกดโทรศัพท์พยายามโทรแจ้งรถพยาบาลทว่ามนตรากลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
นัยน์ตาสีเข้มปรือปรอยจวนเจียนใกล้จะปิดลงรอมร่อของเขาพยายามเพ่งมองไปยังร่างสูงสมส่วนของใครคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงไทยมุงพวกนั้น...เป็นเด็กหนุ่มใส่แว่นอายุน้อยกว่าคนนั้นที่เขาเผลอชนอีกฝ่ายจนหนังสือร่วงตกพื้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อตอนเข้ามาจับจองหาเก้าอี้นั่งในห้องโถงการแสดง เด็กนั่นกําลังจ้องเขม็งมาทางเขา นัยน์ตาสีเขียวมรกตภายใต้แว่นตากรอบหนาช่างดูคุ้นเคยอย่างประหลาดชวนให้รู้สึกวูบโหวงภายอกอย่างแปลกประหลาด...ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่าแต่ว่าในตอนที่เขาเผลอสบตาเข้ากับเด็กหนุ่มคนนั้น มนตราเห็นเงาร่างทับซ้อนของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่โตเต็มวัยราวกับยักษ์สวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยเกราะรบแบบแม่ทัพในสมัยโบราณสีเขียวปีกแมลงทับสะท้อนแสง ตามท่อนแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างสวมใส่เครื่องประดับสีทองลวดลายประณีตสลับซับซ้อนและมีนัยน์ตา...เป็นสีเขียวมรกตเฉกเช่นเดียวกัน...
ซึ่งถ้าหากมาลองคิดทบทวนให้ดีจากความทรงจําของตัวนางมณโฑที่ยังคั่งค้างอยู่ภายในมโนจิต...คนคนเดียวที่มีดวงตาสีสันโดดเด่นสะดุตาเช่นนั้น...คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...
‘ท่านพี่ทศกัณฐ์...’
พญายักษ์แห่งกรุงลงกา...
‘ท่านพี่...ท่านกลับมาหาข้าแล้วหรือ...’
อดีตพระสวามีของนางมณโฑ...
‘ท่านพี่...’
‘ท่านพี่...ได้ยินข้ารึเปล่า...’
‘ท่านพี่...’
ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากจะทันได้เอ่ยวาจาอะไรออกไปร่างสูงสมส่วนของเด็กหนุ่มสวมแว่นตาก็ค่อยๆ หมุนตัวสะพายกระเป๋าก้าวขาเดินฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าออกไปจากตรงนั้นในทันทีโดยไม่คิดจะเหลียวหลังหันกลับมามองเลยแม้แต่วินาทีเดียวนั่นทําให้มนตราเริ่มลนลานพยายามจะอ้าปากเปล่งเสียงร้องเรียกออกไปแต่กลับกระอักเอาเลือดกองใหญ่ออกมาอีกครา ฝ่ามือสั่นเทาข้างหนึ่งเอื้อมออกไปหมายจะไขว่คว้าหาเศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่แต่กลับไม่อาจไปถึงอีกฝ่ายได้ ก่อนที่เปลือกตาหนักอึ้งทั้งสองข้างจะหรี่ปิดลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มที่หลุดลอยหายไปทีละนิด
คิดไปแล้วก็น่าเสียดายนัก...
ทั้งที่มีโอกาสได้พบเจอกันในชาติภพใหม่แล้วแท้ๆ...
แต่เราสองคนกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันไปเสียแล้ว...
แต่ก็เอาเถอะ...ไม่เป็นไรหรอก...
ขอเพียงได้เห็นท่านยังมีชีวิตที่ไม่ต้องทําสงครามสู้รบ...ไม่ต้องถูกองค์นารายณ์อวตารตามมาล้างผลาญชีวีให้มอดม้วยดั่งกาลเก่า...เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่ดําเนินกิจวัตรของตนไปตามวิสัยอย่างที่ควรจะเป็น...
มณโฑผู้นี้ก็หมดห่วงแล้ว...
___________________
เรื่องราวการเกิดใหม่ของทศกัณฐ์และนางมณโฑในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปยังคงไม่จบ พบกับเรื่องราวของพวกเขาทั้งคู่แบบเต็มๆ ในนิยายเรื่อง‘Ravana Story และคดีฆาตกรรมพิศดารของเหล่ายักษา’ ซึ่งกําลังอยู่ในช่วงพัฒนาเนื้อเรื่องรวมถึงมีแพลนจะอัพเดทเพิ่มเติมในเร็วๆนี้
และขอบคุณเหล่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านสําหรับการติดตามเรื่องสั้นทั้งสองเรื่องนี้อย่าลืมแวะเวียนกันมาแสดงความคิดเห็นเพื่อพูดคุยและติชมเพื่อเป็นกําลังใจนับสนุนเล็กๆ น้อยๆให้ไรท์เตอร์มีแรงขับเคลื่อนต่อไป ไว้พบกันใหม่กับเรื่องหน้า