แม้จะถูกเรียกว่าOne-shot แต่เนื้อหาในเรื่องสั้นนี้ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกนํามาจากนิยาย‘Ravana Story’ ที่ยังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนแก้ไขพล็อตที่อาจจะถูกนํามาต่อยอดในอนาคตข้างหน้า
ลึกลับ,ระทึกขวัญ,แฟนตาซี,ดราม่า,ชาย-ชาย,รามเกียรติ์,ลึกลับ,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[One-shot] Ramayana of Despair 1: ปฐมบทการเกิดใหม่ของทศกัณฐ์แม้จะถูกเรียกว่าOne-shot แต่เนื้อหาในเรื่องสั้นนี้ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกนํามาจากนิยาย‘Ravana Story’ ที่ยังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนแก้ไขพล็อตที่อาจจะถูกนํามาต่อยอดในอนาคตข้างหน้า
ร่วงหล่น...
ดําดิ่ง...
พินาศสิ้น...
ทุกสิ่งล้วนเป็นดั่งเส้นกระแสธารแห่งโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกหนี แม้จะฝืนแหวกว่ายทวนอยู่ในวัฎจักรสักกี่คราก็ไม่อาจหลุดพ้นดั่งเทพยดาสวรรค์กลั่นแกล้งสาปส่งให้เป็นไป แม้จะมียศฐาบรรดาศักดิ์หรืออํานาจบารมีล้นฟ้า แต่สุดท้ายแล้วตัวตนที่สูงส่งนี้จะไปมีประโยชน์อะไรหากสุดท้ายจะเป็นได้เพียงแค่เบี้ยหมากบนกระดานของเหล่าทวยเทพเท่านั้น...
ช่างเป็นชีวิตที่น่าสมเพชเหลือคณา...
โอ้...ท่านเทวาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิบหกชั้นฟ้าเอ๋ย พวกท่านผู้เจริญทั้งหลายสร้างข้ามาเพื่อเหตุผลอะไรกัน หากไม่ใช่เพียงเบี้ยหมากตัวหนึ่งที่ไร้ซึ่งสิทธิแม้แต่จะเอ่ยปากออกเสียงเรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับตนเมื่อยามถูกพวกท่านด้วยกันเลือกปฏิบัติและหยามหยันดูแคลนด้อยค่าประหนึ่งพรมเช็ดตีนผืนหนึ่ง
พวกท่านเกลียดชังเพราะข้าเป็นยักษ์...
พวกท่านเกลียดชังเพราะข้าโอหัง...
พวกท่านเกลียดข้าเพราะการตั้งคําถามเพียงไม่กี่ข้อ...เกลียดที่การยอมจํานนมาตลอดชีวิตของข้าแปรเปลี่ยนเป็น “ท้าทาย” ต่อระเบียบสวรรค์หน้าตาบิดเบี้ยวที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมต่อผู้ใดเลยนอกจากพรรคพวกของตนเอง
แล้วเหตุใดเล่า...พวกท่านจึงไม่ฟังข้า ไม่ฟังเสียงหัวใจของข้าที่เจ็บปวดโศกศัลย์ได้เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนทว่ากลับเลือกสาปส่งให้วาระสุดท้ายของข้าต้องดับสิ้นลงภายใต้เบื้องพระบาทของ “องค์นารายณ์อวตาร” ราวกับบทละครชั้นตํ่าเรื่องที่ขีดเขียนขึ้นเพื่อฆ่าตัวละครที่ตนชังนํ้าหน้าซํ้าแล้วซํ้าเล่าด้วยตอนจบเดิมๆ
แต่ครั้งนี้...ข้าจะไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้อีกต่อไป
แม้ทั้งสามโลกจะเห็นข้าเป็นอสูรทว่าในก้นบึ้งของหทัย...ข้ามิใช่ “นนทก” ยักษ์ล้างเท้าต้อยตํ่าไร้อํานาจ ปราศจากพลังหรือศักดิ์ศรีใดๆ ให้พวกท่านเหยียบยํ่าดูหมิ่นได้อีกต่อไปแล้ว...
และต่อให้ต้องสิ้นชีพในเปลวเพลิง
ต่อให้ต้องแตกดับในเงื้อมมือของอวตารผู้สูงศักดิ์
ข้าก็จะไม่คุกเข่าอ้อนวอนผู้ใด...
เพราะนี่ไม่ใช่การกบฏต่อสวรรค์...
แต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีของอสุราโง่เขลาเบาปัญญาตนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งหลงเชื่อคําลวงของทวยเทพมานับแสนโกฏิเช่นตัวข้า...
...
ว่ากันว่ามนุษย์เรานั้นในยามที่ยังคงเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ปราศจากความทุกข์และความคิดที่เต็มไปด้วยจินตนาการเปี่ยมล้นนั้น ในหัวของเรามักจะมีคําถามหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเสมอว่า ‘เราเองก็สามารถเป็นคนพิเศษบนโลกนี้ได้รึเปล่า’ ทว่านั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่หลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลพรหมอสุระเคยคิดหรือพยายามตั้งคําถามกับมันแม้แต่นิดเดียว
เพราะนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาจําความได้ เขาก็ได้ยินผู้คนมากมายพูดถึงตัวเขาอยู่เสมอว่าเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ทางด้านความจําที่เป็นเลิศยิ่งกว่าใครรวมไปถึงสติปัญญาอันสูงค่าที่น้อยคนนักจะมีเทียบเท่าได้ เด็กหนุ่มสามารถท่องจําและสามารถทําความเข้าใจกับบทเรียนที่มีเนื้อหาในเชิงวิชาการซึ่งเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่เด็กในห้องเรียนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาจะเรียนรู้หรือตามทันได้ นั่นทําให้เด็กหนุ่มได้รับการยกย่องชื่นชมจากครูบาอาจารย์ถึงความใฝ่รู้ใฝ่เรียนอยู่เสมอ อีกทั้งเพราะความเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาหลักแหลมของเขานี่เองจึงทําให้มักจะได้รับการคัดเลือกไปแข่งประกวดทางด้านวิชาการและได้รับรางวัลกลับมาเป็นความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนอยู่เสมอจนเขากลายเป็นนักเรียนดีเด่นของสถาบันการศึกษาที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องเหลียวมองในความอัจฉริยะของเขา
เมื่อกอปรกับสถานะทางครอบครัวของเขาที่จัดได้ว่าอยู่ในชนชั้นสูงของสังคมและชาติตระกูลอันเลื่องลือ มีพ่อเป็นถึงศัลยแพทย์ที่ใครๆ ในวงการต่างนับหน้าถือตาว่าเป็นอาจารย์รุ่นใหญ่มากประสบการณ์ ส่วนปู่ของเขาก็เป็นผู้อํานวยการของโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ นั่นทําให้ตัวของเขาเป็นคนที่ไม่เคยขาดตกบกพร่องในสิ่งใดในชีวิต ไม่ว่าจะครอบครัวที่อบอุ่นดูแลประคบประหงมเขายิ่งกว่าไข่ในหิน มีเพื่อนฝูงในโรงเรียนที่ดีรักใคร่เป็นมิตรกับเขา มีครูบาอาจารย์ที่คอยชื่นชมผลักดันให้เขาเป็นหน้าตาให้กับโรงเรียนสร้างชื่อเสียงกวาดรางวัลความสําเร็จมานับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็นนักเรียนดีเด่น ลูกศิษย์แสนรักที่ใครๆ ปรบมือยอมรับในความสามารถที่ราวกับเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทําไมเขาถึงไม่เคยมีคําถามให้กับชีวิตของตัวเองถึงการเป็นคนพิเศษบนโลกนี้เพราะทุกคนนั้นก็ต่างพรํ่าบอกเขาอยู่เสมอว่าเขาพิเศษยิ่งกว่าใคร เป็นเพชรอันแสนลํ้าค่าที่น้อยครั้งนักจะแสดงตัวตนส่องแสงเจิดจรัสออกมาให้มนุษย์ที่แสนธรรมดาทั่วไปได้ยินยลถึงความงามของมัน...ใช่...นี่แหละตัวตนที่สุดจะสมบูรณ์แบบไร้ข้อติติงของเขาเมื่อมองเข้ามาด้วยสายตาของคนภายนอก ภาพรวมของเด็กหนุ่มเรียนเก่งอนาคตไกลผู้สุดแสนจะน่าอิจฉาไปเสียหมด...แต่ทว่าจะมีสักกี่คนที่จะได้ล่วงรู้ว่าความจริงแล้วภายใต้แสงสว่างไสวแทบจะไร้มลทินของเพชรเม็ดงามนี้นั้นมันได้เกิดรอยร้าวเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าซุกซ่อนอยู่
มันไม่ใช่ความเคร่งเครียด ความกดดันจากการแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งเกินวัยของลูกที่ดีหรือลูกศิษย์ที่แสนเพรียบพร้อมอย่างที่เขาเคยเป็นมาตลอด...แต่ไหนแต่ไรมา...การถูกสังคมตีกรอบคาดหวังให้เขาทะเยอทะยานเพื่อไปสู่จุดที่ยิ่งใหญ่ราวกับว่าตนได้ละทิ้งวัยเด็กที่ควรจะสนุกสนานกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันไปนั้นเป็นสิ่งที่เขาชินชากับมันไปเสียแล้ว
ทว่ารอยร้าวอันบิดเบี้ยววิปริตนี้มันได้เริ่มเกิดขึ้นครั้งเมื่อตอนที่เขาอายุได้สิบห้าปีพอดิบพอดี...
วันนั้นเป็นวันที่ทางโรงเรียนของเขาได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกพื้นที่โดยจุดหมายของพวกเขาก็คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอันเป็นสถานที่สําคัญซึ่งรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศเอาไว้อย่างมากมายนับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่าเด็กทุกคนในห้องเรียนลงความเห็นไปในเชิงเดียวกันว่านี่คงเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่ออย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแทนที่คณะอาจารย์จะพาพวกเขาไปเที่ยวชมในสถานที่เจ๋งๆ อย่างอควาเรียม สวนสยาม หอดูดาวหรือสวนสนุกอะไรทํานองนั้น กลับกลายเป็นว่าชั้นเรียนมัธยมต้นปีที่สามของเขาในปีนั้นกลับต้องมาเดินดูเศษซากอารยธรรมของคนโบราณที่หลงเหลือไว้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ทว่าถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาให้ความสนใจอะไรกับมันมากนัก แต่การศึกษาเรื่องราวรากเหง้าพื้นฐานในประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นสิ่งที่โรงเรียนส่วนใหญ่ปลูกฝังให้กับเด็กๆ ทุกคนอยู่เสมอและถ้าให้พูดกันตามตรง...สําหรับเขาแล้วประวัติศาสตร์บางอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว บางครั้งความเชื่อและวัฒนธรรมบางอย่างที่สืบทอดกันมาจากปัจจุบันมันก็ประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่งเพียงแค่มันถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพื่อไม่ให้ตัวตนของมันถูกลืมหายไปก็เท่านั้น ดังนั้นในมุมมองของเด็กนักเรียนดีเด่นที่หมกมุ่นอยู่กับการหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาอย่าง ‘ราวัณ พรหมอสุระ’ การเดินทางไปทัศนศึกษาในครั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องแสดงความรู้สึกอะไรมากไปกว่าการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนําไปทําความเข้าใจกับบทเรียนในคาบวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้นก็เท่านั้น
ซึ่งเขายังจดจําได้ดีถึงเสียงบ่นโอดครวญของเพื่อนร่วมชั้นหลายเมื่อเดินเข้ามาในด้านในตัวอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับนาฏศิลป์และศิลปะท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นเป็นวันธรรมดาทั่วไปจึงทำให้นักท่องเที่ยวค่อนข้างที่จะบางตาและไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก นอกจากนี้ด้วยการตกแต่งของสถานที่ ที่มันออกไปทางเรียบง่ายกึ่งๆ ล้าสมัยตามสไตล์พิพิธภัณฑ์ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐไม่มีอะไรที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษมากนักแม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะพยายามนําเสนอข้อมูลความรู้ถึงประวัติความเป็นมาของวัตถุโบราณชิ้นนั้นว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใดรวมไปถึงรายละเอียดแบบยิบย่อยมากมายอย่างแน่นเอี๊ยดให้ดูน่าสนใจอย่างไรก็ตาม แต่เพื่อนร่วมชั้นของเขาส่วนใหญ่ก็กลับไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ บางคนก็แอบคุยกันบ้าง บางคนก็อ้าปากหาว บางคนก็ทําสีหน้าเบื่อโลกเหมือนอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มแก่ พูดไปแล้วก็นึกเสียใจแทนเจ้าหน้าที่ในตอนนั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เขาคงหมดความมั่นใจน่าดูที่มาเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้แต่ก็ช่างมันเถอะ...นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ราวัณจะต้องไปนั่งใส่ใจกับความคิดของคนอื่นขนาดนั้น เอาเป็นว่าหลังจากที่เดินทัวร์ทําความรู้จักเกี่ยวกับโซนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และวัตถุโบราณต่างๆ ไปได้สักระยะหนึ่งในที่สุดอาจารย์ผู้ดูแลคณะนักเรียนก็ได้อนุญาตให้ทุกคนเดินชมดูสิ่งที่ตัวเองสนใจได้อย่างอิสระและจดบันทึกข้อมูลเพื่อนําไปทําเป็นการบ้านส่งในคาบวิชาประวัติศาสตร์ของวันพุธที่กําลังจะมาถึงนี้ ถึงมันจะยังฟังดูน่าเบื่ออยู่บ้างสําหรับคนอื่นที่ต้องติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ไปอีกราวๆ หนึ่งชั่วโมงทว่าสําหรับเด็กหนุ่ม มันคือช่วงเวลาที่เขาจะได้มีอิสระเดินดูทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์ได้ตามใจชอบโดยที่ไม่ต้องมานั่งฟังเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเพื่อนร่วมชั้นที่รบกวนเวลาอันมีค่าของเขา ราวัณจึงตัดสินใจสอดส่องไปตามโซนจัดแสดงต่างๆ เพื่อพื้นที่สงบให้กับตัวเองทว่าน่าเศร้าที่บางจุดก็กลายเป็นแหล่งรวมพลจับกลุ่มพูดคุยของเด็กเรียนคนอื่นไปเสียแล้ว สุดท้ายเขาจึงต้องเดินไปแถวโซนที่เกี่ยวข้องกับพวกศิลปะประเภทนาฏศิลป์ซึ่งอยู่ในจุดที่ลึกเข้าไปด้านในของพิพิธภัณฑ์อีก เขามั่นใจว่าคงจะไม่มีใครอยากไปแถวนั้นเพราะมันไกลจากสายตาของอาจารย์มากและเสี่ยงต่อการพลัดหลงกันได้ง่ายแต่เขาก็ดื้อดึงที่จะปลีกตัวเข้าไปบริเวณนั้นอยู่ดีตามความคิดของตัวเอง
และเมื่อสองขาที่สวมใส่รองเท้านักเรียนเดินย่างกรายเข้ามาภายในของโซนนาฏศิลป์ เขาก็พบว่าตัวเองนั้นคิดถูกจริงๆ นอกจากตัวของเขาแล้วก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยสักคน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ไปวุ่นวายอยู่กับการดูแลความเรียบร้อยตรงส่วนอื่นกันหมด พวกเขาคงไม่เอะใจหรอกถ้าจะมีเด็กคนหนึ่งมาเดินหลงมาแถวนี้นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดในขณะที่เดินผ่านตู้กระตกที่จัดวางหุ่นกระบอกเล็ก เศียรโขนไม่ว่าจะทั้งลิงหรือยักษ์ เศียรของครูบาอาจารย์อันเป็นเคารพกราบไหว้ของคนที่ทํางานในวงการนาฏศิลป์ แต่ละเศียรนั้นถูกบรรจงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างประณีตงดงามบ่งบอกถึงฝีมือและความตั้งใจของช่างศิลป์ในสมัยนั้นจนกลายเป็นสิ่งมีค่าที่ยั่งยืนคู่กาลเวลา สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งอดีตกาลที่ชวนขนลุกพิกล ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะการอยู่ปลีกวิเวกจากคนอื่นมากไปทําให้ราวัณรู้สึกคิดมากไปเองรึเปล่า ทว่าตลอดทางที่เดินผ่านเศียรโขนประเภทยักษ์ จิตใจของเด็กหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงความวังเวงที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไรและยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปด้านในมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนก็รุนแรงขึ้นจนเขาหายใจไม่ทั่วท้องราวกับมีอะไรบางอย่างอัดแน่นอยู่ภายในอกจนคล้ายกับคนที่ถูกหินก้อนใหญ่ทับเอาไว้
มันคือความกังวล
ความกังวลอันไร้เหตุผลนี่เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทําความเข้าใจกับมันได้เลย มันเหมือนกับว่าในทุกครั้งที่เขาก้าวขาไปทีละก้าวนั้น ราวัณจะรู้สึกได้ถึงสายตาอันไม่เป็นมิตรของเศียรโขนจํานวนมากที่เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางรอบตัวของเขาทั้งที่เศียรพวกนั้นก็ไม่ได้มีใครสวมใส่แต่เพียงแค่จัดวางอยู่ในตู้กระจกธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่ไม่รู้ทําไม...ทําไมราวัณถึงรับรู้ได้ว่าทุกสายตาของพวกมันกําลังจับจ้องมาทางเขา....เฝ้ามอง...จ้องเขม็งด้วยอารมณ์ที่หลากหลายราวกับเป็นดวงตาของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ หาใช่เพียงงานฝีมือที่ช่างศิลป์ทําขึ้นมาอย่างในตอนแรก
แน่นอนว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว เศียรโขนก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการแสดงมันไม่มีทางอยู่แล้วที่จะมีชีวิตอะไรขึ้นมาได้จริงๆ บางทีมันอาจจะเป็นความฟุ้งซ่านจากการอยู่คนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนานเกินไปประกอบกับแสงไฟสลัวเลือนรางในโซนจัดแสดงที่ขับเน้นบรรยากาศให้ไปทางเข้มขลังและน่าขนลุกจึงทําให้สมองของเขาจินตนาการเห็นอะไรเพ้อเจ้อไปเองก็ได้...ใช่...มันน่าจะต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เขาพยายามคิดในแง่ดีกับตัวเอง...
จนกระทั่งฝีเท้าของเด็กหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่จุดจัดแสดง ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ แน่นอนว่ามันเป็นบทละครโบราณที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นงานภาพศิลปะ การแสดงโขน หรือแม้กระทั่งถูกนําไปดัดแปลงอยู่ในสื่อบันเทิงต่างๆ ก็มีมากมายจนนับไม่ถ้วน แม้แต่บทเรียนก็ยังนําวรรณกรรมเรื่องนี้ไปใส่เอาไว้ในหนังสือเพื่อใช้สําหรับการศึกษาอีกด้วย เรียกได้ว่ามันคือบทละครตั้งแต่สมัยโบราณที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจําวันจนผู้คนมากมายมองว่ามันเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญกึ่งเอียนๆ เชิงเบื่อหน่ายไปกับเรื่องราวของมันแล้วด้วยซํ้าเพราะวรรณกรรมเรื่องนี้มันถูกเอารีเมคซํ้าซากซํ้าซ้อนครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ยิ่งกว่ารีเมคละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าเสียอีก
ที่สําคัญ...วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์นี่มันก็ได้รับการประพันธ์ขึ้นมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชซึ่งก็เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แตกต่างจากพวกวรรณคดีทั่วไปที่เป็นเรื่องเล่าจากปากชาวบ้านหรือกวีเอกเพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิต ค่านิยมตามแต่ละยุคสมัยนั้นๆ มิหนําซํ้าเนื้อหาภายในมันก็ยังตรงตัวตามชื่อเรื่องด้วย...
รามเกียรติ์...เกียรติแห่งพระราม...
เห็นไหม สุดท้ายวรรณกรรมนี่มันก็เกี่ยวข้องกับการเชิดชูยกย่องระบบวรรณะกษัตริย์หรือตัวพระรามให้อยู่บนหิ้งงาช้างอันสูงส่งแตะต้องไม่ได้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พอครั้นจะทีคนนําไปดัดแปลงปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทสังคมสมัยใหม่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่แก่ๆ ทั้งหลายของบ้านเมืองก็เกิดอาการตาแดง เขี้ยวงอก เกล็ดพญานาคขึ้น นํ้าลายฟูมปาก โมโหเป็นฟืนไฟจนหน้าแดงกันเป็นแถบเพราะกะอีแค่เรื่องขี้ปะติ๋วเท่าบี้มดตายไม่กี่ตัวและสุดท้ายพอมันไม่มีเด็กรุ่นใหม่มาสนใจใยดีปล่อยให้มันอยู่บนหิ้งรอวันผุพังไปทั้งแบบนั้นก็มานั่งตัดพ้อน้อยใจว่าทําไมใครๆ ถึงทิ้งรากเหง้าดั้งเดิมไปจนหมดทั้งที่ตัวเองไม่คิดจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไร...คนแก่นี่ก็ช่างย้อนแย้งในตัวเองเสียจริงนะ...
ปากก็ร้องเย้วๆ อยากได้ความเจริญ อยากพัฒนาสืบสานวัฒนธรรมนั่นนี่แต่พอมีคนรุ่นใหม่หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นไม่ถูกใจตัวเองก็โวยวายหวงแต่ความรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าเหาจนฝุ่นเกาะหยากไย่ขึ้นหนาเป็นนิ้วที่ผ่านพ้นไปเนิ่นนานจนไร้ภาพให้จดจําไปแล้ว
ถ้าเรื่องมากกันนักงั้นก็ปล่อยให้มันตายกลายเป็นเศษซากอารยธรรมฟอสซิลพันปีบนหิ้งงาช้างอันสูงส่งนั่นต่อไปนั่นแหละ...
ให้ตายเถอะ เขาชักเริ่มพล่ามอะไรออกนอกประเด็นเกินไปแล้ว เอาเป็นว่าช่างมันไปเถอะ...เขาก็แค่เด็กคนหนึ่งที่กําลังบ่นอะไรไร้สาระไม่มีแก่นสารเท่านั้น...
ดวงตาสีเขียวมรกตภายใต้แว่นตากรอบดําของราวัณเบิกกว้างขึ้นด้วยความสนใจและตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นจิตรกรรมฝาผนังที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ มิหนําซํ้ายังเต็มไปด้วยเรื่องราวใจความสรุปเนื้อหาของรามเกียรติ์ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แม้ว่าสีสันของภาพบางจุดจะไม่ค่อยชัดเจนหรือสีสันจืดจางลงไปบ้างตามยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปเนิ่นนานนับหลายร้อยปีทว่านั่นยิ่งกลับทําให้งานศิลปะเหล่านี้ยิ่งดูงดงาม เข้มขลังจนเด็กหนุ่มแทบจะรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาของตัวละครแต่ละตัวที่กําลังดําเนินไปตามเนื้อเรื่อง...แต่แล้วทันใดนั้นเองหางตาของเด็กหนุ่มก็แลเหลือบไปเห็นบางอย่างวูบไหวอยู่ภายใต้เงามืดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึงปรากฏให้เห็นมันดึงดูดความสนใจของราวัณจนต้องรีบเดินไปดูมันในทันที
เขาจึงได้พบว่ามันคือภาพของเรื่องราวรามเกียรติ์ในช่วงท้ายหลังจากที่ทําสงครามระหว่างมนุษย์ ลิงและยักษ์มาอย่างเนิ่นนานนั่นก็คือภาพเหตุการณ์สําคัญคือตอนทศกัณฐ์ล้ม ราวัณจําได้ดีว่าพญายักษ์ตัวนี้เป็นตัวร้ายหลักของวรรณกรรมรามเกียรติ์เพราะเขาก็ได้ยินชื่อหมอนี่มาจากตอนอ่านหนังสือท่องจําที่โรงเรียนอยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องราวของอสุราผู้มีชะตากรรมอันน่าสังเวชที่สุดท้ายก็ต้องตายตกด้วยศรแห่งพระราม เขาอ่านเนื้อหาในส่วนนั้นมาเป็นร้อยรอบจนแทบจะท่องออกมาเป็นกลอนหน้าชั้นเรียนเลยด้วยซํ้า แต่ก็น่าประหลาดนัก...ทั้งที่นี่เป็นจุดสําคัญของเนื้อเรื่องเพราะตัวละครฝั่งตัวร้ายอย่างทศกัณฐ์ตายแท้ๆ ทว่าทําไมมันกลับถูกซ่อนเอาไว้อยู่ในเงามืดเช่นนี้กันนะ...ราวัณขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ภาพนั้น เขาขยับแว่นตาเล็กน้อยตามความเคยชินเวลาที่ต้องใช้ความคิดพลางยืนมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย ความรู้สึกหดหู่บางอย่างแผ่ซ่านขึ้นมาทีละน้อยจนเขารู้สึกว่าหน้าอกของตัวเองหนักอึ้งแปลกๆ ทั้งที่เขาเองก็ดูภาพจิตรกรรมฝาผนังส่วนๆ อื่นมาตั้งหลายภาพ ทั้งฉากการตายและการเช่นฆ่านั้นแทบจะไม่มีผลอะไรกับตัวเลยเพราะเขารู้ว่ามันเป็นแค่ภาพจากจินตนาการ ทว่ากับฉากนี้...เหตุการณ์นี้...มันกลับแตกต่างออกไป...นัยน์ตาสีเขียวมรกตกวาดมองดูร่างของพญายักษ์ที่ล้มลงสิ้นใจตายโดยมีนางกาลอัคคีและนางมณโฑ มเหสีทั้งสองคนนั่งดูศพของสวามีและรํ่าไห้ด้วยความเสียใจต่อการตายของพญายักษ์ ถึงมันจะแค่ภาพสีซีดจางใกล้เลือนรางกว่าส่วนอื่นๆ แต่องค์ประกอบของมันทั้งหมดกลับสร้างความสะเทือนใจให้แก่คนดูอย่างเขาราวกับกําลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทั้งที่มันเป็นเพียงภาพวาดศิลปะโบราณชิ้นหนึ่ง ราวัณมองภาพของศพทศกัณฐ์ที่นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจแล้วขมวดคิ้ว จริงอยู่ที่ว่าพญายักษ์ทศกัณฐ์อย่างไรก็เป็นตัวร้ายและตัวร้ายก็มักจะมีจุดจบที่น่าอนาถใจด้วยการตายเพราะเงื้อมมือของตัวเอกฝั่งดีอยู่เสมอ แต่กรณีของทศกัณฐ์ ราวัณรู้สึกมาตลอดว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ชีวิตของทศกัณฐ์นั้นตั้งแต่เกิดจนไปถึงตายก็ไม่เคยได้รับความยุติธรรม ในคราแรกที่เขาเกิดเป็นนนทก ยักษ์ล้างเท้าธรรมดาสามัญตนหนึ่งก็เป็นฝ่ายเทวดาที่ไปกลั่นแกล้งรังแกนนทกก่อนทั้งที่นนทกก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้เดินไปหาเรื่องใครจนเขาต้องหาวิธีปกป้องตัวเองด้วยการขอนิ้วเพชรจากพระอิศวรที่ชี้ใครคนนั้นก็จะถึงฆาต แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าหากมองกันด้วยความเป็นจริง หากคนเรานั้นเมื่อถูกทําร้ายร่างกายและจิตใจเป็นเวลานานก็อาจจะส่งผลให้เกิดความคิดหัวรุนแรงขึ้นมาเพื่อระบายความแค้น ความเก็บกดจากการเป็นผู้ถูกกระทํามาหลายปี มันเป็นกลไกประเภทหนึ่งทางสมองที่เกิดขึ้นได้หากว่าคนนั้นอดทนต่อการถูกรังแกมาเป็นระยะเวลานาน กรณีของนนทกก็เช่นกัน ใช่...ความจริงนนทกก็มีจุดผิดอยู่บ้างที่เลือกจะใช้ความรุนแรงในการเข่นฆ่าเทวดาตายเป็นเบือหลังจากได้นิ้วเพชรไป อันนั้นราวัณไม่สามารถโต้แย้งกลับผิดเป็นถูกให้ได้ ต่างฝ่ายก็ไม่ได้มีใครเป็นเหยื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ผิดทั้งคู่แค่ต่างกรณีเท่านั้น แต่หากมองย้อนกลับไปอะไรมันคือชนวนเหตุให้นนทกกลายเป็นยักษ์โรคจิตไล่ฆ่าล้างแค้นเทวดาแบบนั้นล่ะ?
ไม่ใช่เพราะพวกเทวดานิสัยเสียที่เป็นคนไปรังแก ดึงผมนนทกเล่นจนหัวล้านตอนก้มหน้าล้างเท้าให้ตัวเองตอนจะขึ้นไปบนเขาไกรลาสพวกนั้นรึไงที่เป็นตัวต้นเหตุ...ถ้ามันไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกนนทกก็คงทําหน้าที่ของตัวเองอย่างปกติสุขดี...เป็นยักษ์ล้างเท้าที่ใช้ชีวิตต่อไปบนสวรรค์รอวันหมดกรรมเพื่อจะกลับคืนสู่รูปของอนันตพรหมตามเดิมแล้ว
แต่สุดท้ายนนทกก็ต้องจบชีวิตตัวเองด้วยฝีมือของพระนารายณ์ที่แปลงกายเป็นหญิงมาหลอกลวงนนทกให้หลงเชื่อให้ชี้นิ้วเพชรใส่ขาตัวเองหัก นี่หรือคือความยุติธรรมที่แท้จริงสําหรับยักษ์ตนหนึ่ง...ไหนจะประโยคสุดท้ายของพระนารายณ์ที่ได้ลั่นวาจากับนนทกว่า
เมื่อนั้น พระนารายณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที กูนี้แปลงเป็นสตรีมา
เพราะมึงจะถึงแก่ความตาย ฉิบหายด้วยหลงเสน่หา
ใช่ว่ากลัวฤทธา ศักดานิ้วเพชรนั้นเมื่อไร
ชาตินี้มึงมีแต่สองหัตถ์ จงไปอุบัติเอาชาติใหม่
ให้สิบเศียรสิบพักตร์เกรียงไกร เหาะเหินเดินได้ในอัมพร
มีมือยี่สิบซ้ายขวา ถือคทาอาวุธธนูศร
กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร ตามไปราญรอนชีวี
ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี
ว่าแล้วกวัดแกว่งพระแสงตรี ภูมีตัดเศียรกระเด็นไป
ก่อนจะใช้ตรีศูลปลิดศีรษะของนนทกจนขาดกระเด็น ซึ่งหากลองคิดดูดีๆ คําสาปที่พระนารายณ์มอบให้นนทกก่อนตายมันก็คือการล็อคผลของเกมนี้ไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าอย่างไงนนทกในชาติใหม่ก็ต้องตายอยู่ดี แล้วแบบนั้นจะให้เอาสิบหน้ายี่สิบมือไปทําหอกอะไรวะ ในเมื่อสุดท้ายพวกเทพเจ้าก็ใช้วิธีกลโกงส่งเทวดาไปเกิดเป็นเสนาลิงกันแทบจะหมดสวรรค์ ส่งไส้ศึกไปเกิดเป็นน้องชายของทศกัณฐ์อย่างพิเภก ไหนจะบรรดาเล่ห์กลสารพัดที่ถูกหยิบมาใช้ แค่นี้มันก็เห็นได้แล้วว่าพวกเทวดาไม่ได้ตั้งใจจะให้ทศกัณฐ์ชนะตั้งแต่แรก และหากว่ากันตามตรง...ชีวิตของพญายักษ์ตนนี้ก็เป็นแค่เบี้ยหมากบนกระดานของพวกเทพเท่านั้นที่นึกอยากจะโกงหรือเล่นสนุกอย่างไรก็ตามใจชอบเพราะมันไม่ใช่เรื่องของตัวเองอยู่แล้ว ถึงตอนจบทศกัณฐ์จะตายไปก็ไม่ได้ทําให้พวกเทพเทวดารู้สึกอะไรเลยนอกจากความสาแก่ใจของตัวเอง สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดใหม่เป็นนนทกหรือทศกัณฐ์...หมอนี่ก็ไม่เคยได้รับความยุติธรรมเลยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะอยู่หรือตายไปแล้วก็ตาม...
สุดท้ายเทวดาก็มาเคลมว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะที่ชนะอธรรม แค่คิดก็ทําให้ราวัณรู้สึกอยากจะคลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งที่ได้ฟังอะไรแบบนี้...ฝ่ายธรรมะเหรอ...ไร้สาระสิ้นดี...จริงอยู่ที่ว่าทศกัณฐ์มันก็ไม่ใช่ยักษ์ที่ดีมีคุณธรรมอะไรหรอก วีรกรรมที่ผ่านมาก็ฉาวโฉ่ใช่ย่อย แต่การที่ยักษ์ตนหนึ่งมันเกิดมาแล้วดวงซวยถูกกลั่นแกล้งจนสติเสียกลายเป็นบ้าขึ้นมาล้างแค้นเทวดาที่เคยกลั่นแกล้งรังแก มิหนําซํ้าพอเกิดใหม่ก็ยังโดนล็อคผลให้ต้องตายตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มอีก...แบบนี้เหรอที่มานั่งป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ...น่าขยะแขยงกันหมดทุกคน....
ถ้าหากเขาเป็นนนทก...เป็นทศกัณฐ์ละก็...
ถึงต่อให้ตายไปก็จะไม่ยอมปล่อยวางความแค้นครั้งนี้ไปหรอก....
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หัวใจของเด็กหนุ่มก็พลันเต้นรัวแรงราวกับจะระเบิดออกมานอกอก ความรู้สึกที่เจ็บปวดทรมานประหนึ่งมีไฟสุมอยู่ในทรวงจนร่างกายร้อนเร่าด้วยความโกรธาอย่างไร้สาเหตุเมื่อได้มองภาพของพญายักษ์บนจิตรกรรมฝาผนัง คิ้วทั้งสองข้างขมวดแน่นเข้าหากัน นัยน์ตาสีเขียวมรกตฉายแววแข็งกระด้างประหนึ่งยักษ์มารสิงร่างจนเสียการควบคุมตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง ในหูของเขาอื้ออึง อกข้างซ้ายร้อนวูบวาบจนกลั่นออกมาเป็นหยาดนํ้าตาเอ่อและไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
เจ็บปวด...อึดอัด...ทรมาน...
ทําไมกัน....
แค้นนัก...แค้นเหลือเกิน!
ราวัณยกมือกุมข้างซ้ายของตนเพื่อระงับความรู้สึกมากมายที่พลันถาโถมเข้าสู่จิตใจราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดสาด ประเดี๋ยวโกรธเคือง ประเดี๋ยวเศร้าสร้อยโศกาอาลัยอาวรณ์ราวกับถูกพรากของรัก เด็กหนุ่มคิดอย่างสับสนก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นร่างกายขดงออย่างทุกข์ทรมานปานมีมีดนับร้อยเล่มกรีดแทงไปทั่วสังขารของเขาจนทะลุไปถึงกระดูกพลางยกมือที่สั่นเทาขึ้นดู
มันเลอะไปด้วยสีแดง...
เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกว่าเดิมเมื่อพบว่ามือของตนมีของเหลวสีแดงเปื้อนอยู่ นี่มัน...นี่มันอะไรกัน...เขาไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนไม่ใช่หรือไง...แล้วเลือดพวกนี้มันมาจากไหนกัน?
ทําไมตัวเขาถึงบาดเจ็บได้...
ไม่...
ไม่สิ...
ความจริงแล้วเป็น'เขา'เองนั่นแหละ...
ที่กําลังบาดเจ็บอยู่...
และแล้วราวัณก็ต้องตัวแข็งค้างไร้คําพูดใดจะเอื้อนเอ่ยออกมา เมื่อค่อยๆ รู้สึกได้ถึงความเหนียวข้นหนืดชุ่มชื้นที่หน้าอก เขาก้มลงมองเบื้องล่างอย่างอย่างเชื่องช้า ตอนนี้ราวัณหาใช่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าในชุดนักเรียนอีกต่อไป หากแต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่โตเต็มวัยราวกับยักษ์สวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยเกราะรบสีเขียวปีกแมลงทับแบบนักรบโบราณ เนื้อตัวมีเครื่องประดับสีทองลวดลายประณีตสลับซับซ้อนอยู่ตามท่อนแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้าง ทว่าบริเวณอกข้างซ้ายของเขากลับมีลูกธนูสีเงินวาววับปักอยู่
ตัวก้านธนูเปล่งแสงเป็นประกายสีทองปนเขียวอ่อนออกมาราวกับมันถูกเคลือบไว้ด้วยอํานาจวิเศษสร้างความรู้สึกปวดร้าวทรมานสาหัสประหนึ่งถูกราดด้วยนํ้ากรดจนแสบระคายเคืองเหมือนเนื้อเยื่อทุกส่วนกําลังจะถูกแผดเผามอดไหม้เป็นจุณ เขาไม่สามารถมองเห็นความแหลมคมของหัวลูกธนูได้นอกจากเห็นเพียงแค่ตัวก้านธนูที่สลักลวดลายเทวดาประนมมือและใบหน้านิ่งสงบไร้อารมณ์ใดๆ เพราะตัวหัวลูกธนูนั้นได้ถูกปักจมหายไปที่หน้าอกของเขาแล้ว มันปักอยู่ตรงตําแหน่งหัวใจพาให้เลือดสีแดงไหลย้อมชโลมเกราะนักรบจนกลายเป็นสีแดงฉานอย่างน่าสยดสยอง
ทศกัณฐ์! ทั้งหมดนี่เป็นเพราะตัวเจ้าทําตัวเองจึงต้องมีจุดจบเช่นนี้’
ไม่...ไม่จริง....
‘เป็นเพียงแค่ยักษาอสุราชั้นตํ่าริอาจมาท้าทายลองดีแก่สายเลือดขององค์ทวยเทพ สมควรแล้วที่ต้องตายด้วยศรแห่งพระราม...’
ไม่...ข้าไม่ผิด! ข้าไม่ผิด!
ถ้าไม่เพราะพวกเจ้าข่มเหงรังแกก่อน...ข้าจักต้องเป็นเช่นนี้หรือ! ทั้งหมดนี่ก็เพราะพวกเทพเช่นเจ้ามันกลับกลอกเชื่อถือไม่ได้...ปากบอกตนเป็นฝ่ายชอบธรรม...แต่กลับ...แต่กลับใช้กลลวงสกปรกชั่วร้ายสังหารญาติวงศ์ข้า...สังหารข้า...
อ้ายอีจัญไรสารเลวชาติชั่ว...กูนี่ฤา...หลงคิดว่าเป็นเทวดาสูงส่งมีเมตตาธรรม...ที่แท้มันก็แค่อ้ายพวกดีแต่ปาก สันดานสถุนกลับกลอกลิ้นสองแฉกเชื่อถือไม่ได้...
พวกมึงจงจําไว้ให้ดี...
อันชาตินี้ตัวกูพญายักษาทศพักตร์สิบเศียรเกรียงไกรพ่ายแพ้ต่อกลอุบายของและกองทัพวานรแห่งองค์นารายณ์อวตาร....เกิดมาชาติหน้า...กูจักขอตามผลาญชีวีพวกมึงทุกตัว...อ้ายอีตัวใดที่เคยกระทํายํ่ายีต่อตัวกู...กูจักขอจองเวรทวงคืนกับพวกมึงในชาติหน้า...
ต่อให้กูจักไม่มีสิบเศียรยี่สิบมือ...ไม่มีศาสตราวุธครบครันพร้อมสรรพด้วยกองทัพราพณาสูรเช่นกาลนี้...แต่กูจะขอเอาคืน...ขอทวงความเป็นธรรมอันแท้จริงกลับคืนมา!
พวกมึงทุกคนต้องรับกรรมอย่างสาสม!!!
เกิดอะไรขึ้น...
เป็นไปไม่ได้...
ราวัณกรีดร้องอยู่ในอกด้วยความหวาดกลัว สุรเสียงเปล่งวาจาสาปแช่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นอาฆาตและความโศกเศร้าทุกข์ทรมานปานรีดเค้นกลั่นมันออกมาจากแก่นของวิญญาณทําเอาเด็กหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นคือคําพูดที่มาจากตัวของเขาเองในอีกร่างหนึ่งที่ทรุดกายลงกับพื้น นํ้าตาไหลรินลงมาอาบแก้ม สีสันทั้งมวลรอบกายของเขาค่อยๆ หลอมละลายราวกับขี้ผึ้งที่ถูกความร้อนเผาไหม้จนผสมปนเปกันจนไม่อาจจําแนกแยกแยะได้ออกว่าตอนนี้เขากําลังอยู่ที่ไหนกันแน่ พิพิธภัณฑ์? หรือว่าสมรภูมิสุดท้ายอันเป็นสถานที่สิ้นใจของพญายักษ์ทศกัณฐ์กันแน่...เขาไม่รู้...ไม่อยากรับรู้เรื่องบ้าๆ พวกนี้อีกแล้วทั้งนั้น...
ได้โปรด...ใครก็ได้ช่วยด้วย...
ช่วยพาเขาออกไปที...
เด็กหนุ่มในร่างพญายักษ์สะอึกสะอื้นอย่างหมดสภาพ ทั้งคราบเลือดแดงฉานผสมกับหยาดนํ้าตาไหลเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า บดบังสองดวงตาจนเห็นเพียงทัศนียภาพเลือนรางเกินกว่าจะรู้ได้ว่ามันคือที่ไหนนอกจากยื่นสองมือสั่นเทาออกไปเบื้องหน้า ล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นดิน...รึเปล่านะ...ใช่พื้นดินจริงๆ รึเปล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจเพราะบัดนี้สองดวงเนตรนั้นก็ไม่ต่างจากคนตาบอดที่ทําไม้เท้านําทางหายไป จะไปซ้ายก็ไม่เห็น จะไปทางขวาก็ไม่รู้เรื่องนอกจากต้องกระเสือกกระสนแบกสังขารที่ร้าวระบมอย่างแสนสาหัสเหมือนมวลกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายนั้นมีก้อนหินหนักอึ้งถ่วงรั้งสังขารเอาไว้ หน้าอกบริเวณข้างซ้ายเจ็บปวดเหลือคณาเหมือนดวงฤทัยจะนั้นกําลังปริแตกแหลกสลายทุกครั้งเมื่อเขาพยายามหอบเอาอากาศเฮือกสุดท้ายเข้าปอดเพื่อต่อลมหายใจอันน้อยนิดให้กับตัวเอง...บัดนี้ราวัณเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งแล้วว่าเหตุใดกันเขาจึงรู้สึกหน่วงในอกเหลือเกินเมื่อยามทอดสายตามองดูรูปจิตรกรรมฝาผนังรูปนั้น...
เพราะวาระสุดท้ายของพญายักษ์แห่งกรุงลงกา...มันเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าตกลงในขุมนรกที่ลึกที่สุดเสียอีก...อํานาจของศรแห่งพระรามไม่เพียงแต่จะมีฤทธิ์ร้ายปราบหมู่ยักษ์ทั้งมวลได้เพียงอย่างเดียวแต่มันยังสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ กัดกินทําลายเนื้อหนังมังสาจากภายในให้รวดร้าวยิ่งกว่ากลืนไฟบรรลัยกัลป์ลงท้องจนแผนเผาตัวเองให้มอดไหม้เสียอีก
มิน่าล่ะ...มิน่าล่ะ...
สายตาของทศกัณฐ์ในรูปวาดจึงเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน...
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้...
เขาคิดในใจขณะที่ใช้สองแขนที่ใกล้จะอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรงลงไปทุกขณะคืบคลานไปยังเบื้องหน้าเพื่อหวังจะค้นหาทางออกจากห้วงความทรงจําอันน่าสังเวชนี่เสียทีอย่างสิ้นหวัง...พอแล้ว...เขาไม่อยากรู้อะไรอีกแล้ว...เขาอยากกลับไปเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อราวัณคนเดิม...อยากกลับไปหาพ่อกับปู่...เขาอยากกลับบ้าน...เขาไม่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับรามเกียรติ์อีกแล้ว...
พอแล้ว...
กระทั่งในที่สุด...เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลมากนักเด็กหนุ่มก็เห็นชายคนหนึ่งกําลังยืนอยู่ตรงนั้น เป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสะโอดสะองตามมาตรฐานความงามของชายไทยสมัยโบราณที่พวกเจ้าขุนมูลนายมักจะนิยมรูปร่างค่อนไปทางอ้อนแอ้นมากกว่าบึกบึนกล้ามเป็นมัดหนาเหมือนพวกทาสไพร่ เขาผู้นั้นแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ในสมัยโบราณ เส้นผมเงางามสีดําสลวยของเขามวยขึ้นอย่างหลวมๆ ปล่อยปอยผมบางส่วนให้ระลงบนรูปหน้าหวานละมุนตามแบบวรรณคดีนิยม กายส่วนบนพาดผ้าสะพักเนื้อละเอียดปักดิ้นทองอย่างวิจิตรบรรจงราวกับถูกรังสรรค์ด้วยเทพเทวดา เบื้องล่างนุ่งห่มด้วยผ้าสีเขียวใบไม้แก่จับจีบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยคาดด้วยเข็มขัดทองประดับด้านหน้าด้วยมรกตแปดเหลี่ยมขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือ สองแขนสวมใส่กําไลหยกแบบเรียบง่ายไร้ลวดลายใดๆ ประดับตัดกับผิวพรรณผ่องแผ้วขาวเนียนละเอียดเกลี้ยงเกลา นัยน์ตาสีอําพันทองสุกสว่างเป็นประกายรับกับแสงสว่างงามจับตาทว่าท่าทางการยืนกลับสง่าผ่าเผยดุจดั่งรูปจําแลงขององค์เทพบนสวรรค์มาจุติในขณะที่มือข้างหนึ่งของเขาถือคันศรที่ทําจากทองคําบริสุทธิ์ ด้านหลังสะพายแล่งที่มีกระบอกบรรจุลูกศรเอาไว้ราวกับกําลังจะเตรียมตัวไปออกรบทําสงครามที่ไหนสักแห่ง
และใช่...เขาผู้นั้นกําลังทําสงครามอยู่จริงๆ...
แม้อีกฝ่ายจะมีรูปโฉมเลิศลํ้าจับตายิ่งกว่าบุรุษคนใดในแผ่นดินประหนึ่งรูปสลักของเทวดาทว่ารอบกายของร่างสูงเพรียวสะโอดสะองนั้นกลับเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังของกรุงลงกาที่กําลังมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในกองเพลิง กลางม่านไฟมีเงาดําของฝูงทหารวานรนับสิบตัวกระโดดโห่ร้องเริงระบําแห่งความตายอวยชัยให้แก่เจ้านายของตนท่ามกลางบรรดากองร่างระเกะระกะจมกองโลหิตแดงฉานนองกว้างรอบด้านจนท่อนแขนของเด็กหนุ่มรับรู้ได้ถึงของเหลวข้นหนืดน่าขยะแขยงส่งกลิ่นคาวคลื่นเหียนในอากาศจนอยากจะอาเจียน ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดนํ้าตาและสีแดงฉานจากเลือดสบมองเข้ากับนัยน์ตาเบิกกว้างไร้แววนับร้อยพันของเหล่าอสุรายักษา...ผู้เป็นทั้งพระญาติบ้าง...พระสหายจากต่างเมืองบ้าง...แม้กระทั่งพี่น้องบุตรหลานในวงศ์วานลงกาของตนบ้าง...
ไม่จะบุตรแสนรักอย่างรณพักตร์หรืออินทรชิต...
กุมภกรรณ...
สหัสเดชะ...
วิรุณจําบัง...
ไมยราพ...
แสงอาทิตย์...
มังกรกัณฐ์...
พวกเขาทั้งหลายคืออสุราผู้น่าสงสารที่ต้องประสบเคราะห์กรรมเป็นเหยื่อในสงครามนี้ทั้งสิ้น...
หยดนํ้าตาร้อนระอุพรั่งพรูอาบรดแก้มอีกคราอย่างไม่อาจหักห้ามได้อีกต่อไป บัดนี้ความเจ็บปวดจากอํานาจวิเศษของศรพระรามที่ปักคาอยู่ในอกนั้นเทียบไม่ได้กับกับความสูญเสียมากมายมหาศาลที่อยู่ตรงหน้าของเขา...ศพแล้วศพเล่าที่นอนตายเกลื่อนสนามรบนั่นหาใช่เพียงยักษาทั่วไปทว่าคือครอบครัวของทศกัณฐ์ทั้งหมด...พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าการออกรบนี้คือการนําพาตัวเองไปตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีแต่ก็ยังจะทําเพียงเพื่อช่วยเขาให้ถึงที่สุดเท่านั้นจนกระทั่ง...มันไม่เหลือใครที่ยังมีลมหายใจอยู่แล้ว...
‘รณพักตร์...พ่อขอโทษ...พ่อขอโทษ...’
‘ข้าขอโทษ...ที่พาพวกเจ้ามาตาย...ข้าขอโทษ...’
เด็กหนุ่มในร่างพญายักษ์กรีดร้องครํ่าครวญปานจะขาดใจดั่งสนั่นก้องฟ้าก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะกระตุกเกร็ง กระอักเอากองโลหิตไหลทะลักออกมาจากปากดั่งนาคพ่นนํ้า สองแขนสั่นเกร็งเพื่อข่มกลั้นความทรมานที่คืบคลานไปทั่วสรรพางค์กายบ่งบอกถึงวาระสุดท้ายซึ่งกําลังใกล้เข้ามาทุกขณะจิตทว่าถึงกระนั้นราวัณก็ยังฝืนพยายามเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีเขียวมรกตเพ่งมองไปยังชายหนุ่มถือคันธนูเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกมากมายนับร้อยพันดั่งกระแสนํ้าหลากที่ท่วมท้นตีวนกันอยู่ในอก ไม่ว่าจะเป็นความเคียดแค้นชิงชังและอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีขณะแค่นเสียงหัวเราะออกมาทั้งนํ้าตาประหนึ่งคนเสียสติทั้งที่เลือดยังกบปากรีดเอาทุกถ้อยคําในลําคอเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยนํ้าเสียงแหบพร่า...และใกล้จะขาดห้วงลงทีละนิด...
‘มึงชนะแล้วองค์ราม...มึงชนะแล้ว...’
‘ไม่สิ...กูต้องเรียกมึงองค์นารายณ์สิถึงจะถูก...สมใจพระองค์แล้วฤาไม่เล่าที่สามารถใช้สองมือสองตีนมาเอาชนะกูได้ถึงที่นี่...ทรงพระเกษมสำราญหรือไม่เล่าที่กูตายอย่างไร้เกียรติเช่นนี้...’
‘เคยใช้วิธีไหนเอาชนะมาได้ในชาติก่อน...ชาตินี้ก็เป็นดังนั้น...ตัวกูนี้คงมิมีวาสนาแม้แต่จะได้เลือกเส้นทางชีวิตตัวเองแล้วกระมัง...ก็ดี...ดีแล้ว...’
‘แม้ภพชาตินี้กูต้องหม่นไหม้ลงสู่นรกภูมิ วนเวียนอยู่ในกงล้อสังสารวัฏที่แสนเป็นทุกข์นี้ซํ้าแล้วซํ้าเล่ากูก็จักขอสาปแช่งมึง...ทั้งทหารวานรของมึงและตัวมึง...’
‘ขอให้จุดจบของพวกมึงในชาตินี้จงอย่าได้พบเจอความสงบสุข...จงทรมาน...จงเจ็บปวดให้ถึงที่สุดแม้ในวันตายยิ่งกว่าศรนับร้อยนับพันดอกที่มึงปลิดชีพญาติวงศ์ของกู...ขอให้ลูกหลานของพวกมึงทําสงครามรบพุ่งเข่นฆ่าประหัตประหารกันไม่จบสิ้นให้ขาดสะบั้นซึ่งทายาทสืบไป...และมึง...องค์รามเอ๋ย...’
‘ขอให้คราใดที่มึงมองหน้าอีสีดายอดรักของมึงจงเห็นเป็นแต่หน้ากู...เห็นแต่คาวโลหิต...เห็นแต่ความตายที่มึงกระทํายํ่ายีกับกูไว้...ขอให้การครองคู่ของพวกมึงมีแต่ความหวาดระแวง...ความหวาดกลัว...จงประสบแต่ความพลัดพรากสูญเสียอย่าให้ได้พบกันชั่วกัปชั่วกัลป์...’
ใช่...จงพลัดพราก...
จงสูญเสีย...
จงพินาศสิ้นด้วยคําสาปแช่งที่แลกด้วยชีวิตของกูไปซะ...
จงฉิบหายไปซะ!!!
“อั่ก!!!”
ทันในนั้นก็คล้ายดั่งมีบางสิ่งฉุดดึงวิญญาณของเขาขึ้นมาจากกระแสธารแห่งอดีตกาล ร่างกายของเด็กหนุ่มนอนตัวสั่นสะท้านอยู่บนพื้นในโซนจัดแสดงนาฏศิลป์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยสับสนและหวาดกลัวกับความจริงที่ไม่อาจยอมรับมันได้ เนื้อตัวหนาวเย็นยะเยือก ดวงตาสีเขียวมรกตเบิกโพลงมองไปยังภาพจิตรกรรมฝาผนังตอนเหตุการณ์ทศกัณฐ์ล้มเบื้องหน้า ไม่ยอมลดละสายตาไปไหน ในชั่วขณะหนึ่งเขาคล้ายกับว่าตัวเองกําลังมองเห็นร่างของตัวเองซ้อนทับกับภาพพญายักษ์ทศกัณฐ์ล้มลงสิ้นใจตายอย่างอัปยศอดสู แม้แต่ความยุติธรรมเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจร้องขอก่อนล่วงลับดับขันธ์จากโลกนี้ไป
ใช่แล้ว...พญายักษ์ผู้มีชะตากรรมน่าสะท้อนใจตั้งแต่ต้นจวบจนสิ้นอายุขัยไปตนนั้น...
ก็คือตัวเขานั่นเอง...
เป็นตัวเขา...มาโดยตลอด...
ในอีกไม่กี่อึดใจก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะเริ่มกลับคืนสู่ร่าง ก็บังเกิดความวุ่นวายขึ้นรอบตัวของเขาพร้อมกับเสียงอื้ออึงของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์และเหล่าอาจารย์กับเพื่อนร่วมห้องที่กําลังรายล้อมตัวของเขาไว้เป็นวงกลม ราวัณไม่สามารถมองเห็นหน้าตาของพวกเขาได้ชัดเจนนัก รับรู้ได้เพียงเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก
วัณ...เกิดอะไรขึ้นน่ะ’
บ้างก็เป็นเสียงพูดคุยกันอย่างเป็นกังวล
‘ทําไมอยู่ดีๆช็อคไปแบบนั้น’
‘หรือว่าเป็นลมชักขึ้นมารึเปล่า’
‘จะตายรึเปล่าน่ะ’
บ้างก็เป็นเสียงของอาจารย์ที่กําลังตะโกนโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่
‘รีบโทรเรียกรถพยาบาลกับแจ้งผู้ปกครองของเด็กเร็วเข้า เขาจะหมดสติไปแล้ว!’
‘ราวัณ...ทําใจดีๆไว้นะ’
ราวัณ...
ราวัณ...
ราวัณ...
ราวัณ...
ราวัณ...
ราวัณ...อย่างนั้นเหรอ...
ใช่...
นั่นสินะ...
ก็ตัวเขาในชาตินี้น่ะ...
มีชื่อว่า ‘ราวัณ’ นี่นา...
ไม่ใช่ทศกัณฐ์อีกต่อไปแล้ว...
_________________
โปรดติดตามเรื่องราวของภาคต่อไปได้ในRamayana of Despair 2: ปฐมบทการเกิดใหม่ของมณโฑ