หากเชื่อว่า "พระพุทธเจ้า" มีจริง "พญามาร" ก็เช่นกัน
ระทึกขวัญ,สืบสวนสอบสวน,เลือดสาด,สะท้อนปัญหาสังคม,ลึกลับ,สยองขวัญ,ผี,สืบสวนสอบสวน,น่ากลัว,เอาตัวรอด,ระทึกขวัญ,วิญญาณ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
จิต ● วิญ ● ญาณ (THE UNTOLD)หากเชื่อว่า "พระพุทธเจ้า" มีจริง "พญามาร" ก็เช่นกัน
ลิลิธตา เพิ่งสูญเสียคนสำคัญซึ่งเป็นจุดพลิกผันให้เธอกลับไปเดินบนเส้นทางของ พยาบาลวิชาชีพ ที่เคยหันหลังให้มาหลายปี ก่อนจะพบว่าครอบครัวของคนที่จ้างเธอไปดูแลนั้นมีบางสิ่งผิดแปลกไป และทุกอย่างไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ
เดือน เด็กหนุ่มวัย 25 ปี กำลังอยู่ในช่วงมรสุมของชีวิต แต่แล้วเหตุการณ์ประหลาดรอบตัวและความฝันเกี่ยวกับสตรีในชุดล้านนาโบราณก็เริ่มเชื่อมโยงถึงความจริงที่สัมพันธ์กับเขา
บุศรา ต้องกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เธอสังเกตได้ว่าแม่ของเธอเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป รวมไปถึงการบวงสรวงเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษของตระกูลที่ผิดไปจากเดิม
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ผมนามปากกา โฮป (HOPEE) เป็นนักเขียนหน้าใหม่ (ใสกิ๊ก?) กับนิยายสยองขวัญ ระทึกขวัญเรื่องแรก จิต ● วิญ ● ญาณ (THE UNTOLD) นิยายเรื่องนี้เซตติ้งอยู่บนความเชื่อของแถบภาคเหนือ และแน่นอนว่า บุคคล สถานที่ และสถานการณ์ ต่างๆ ในเรื่องเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่อื่นแต่อย่างใด
คำเตือน : เนื้อหาของนิยายค่อนข้างมีความรุนแรงทั้งในแง่คำพูดและการกระทำของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ป่าซาง, ลำพูน
ณ ตลาดแห่งหนึ่ง ของสดเปิดร้านกันประปราย ผู้คนไม่มากเท่าไหร่เนื่องจากเป็นเวลาสายแล้ว ลูกค้าบ้างก็ยืนคุยกับแม่ค้าไปเรื่อยเปื่อยเนื่องจากเป็นต่างจังหวัดและอำเภอไม่ใหญ่มาก ธรรมชาติของคนที่นี่เลยรู้จักกัน
บุศรายืนอยู่หน้าร้านขายผักร้านหนึ่ง มีกระเป๋าสานคล้องอยู่ที่ข้อมือ อีกมือหยิบผักกำนู้นทีกำนี้ทีขึ้นมาดูอย่างไม่ชำนาญ เธอรู้ว่าต้องซื้ออะไรแต่กลับไม่รู้ว่ามันคือผักอะไร แม่ค้ายืนมองอยู่ด้วยความไม่สบอารมณ์เพราะเธอมายืนหยิบๆ จับๆ อยู่นานพอควร
“อันนี้ผักชี อันนี้กะเพรา นี่กวางตุ้ง” คนขายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“งั้น ... เอากำนึงค่ะ”
บุศรายื่นกวางตุ้งให้คิดเงินด้วยสีหน้าเหยเกพร้อมยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเดินไปร้านเนื้อหมูอีกฝั่ง เธอยืนพิจารณาเนื้อตรงหน้าพลางคิดว่าแล้วมันต้องซื้อแบบไหนกัน? สายตากวาดมองไปทั่วร้าน ขณะเดียวกันเสียงคุยเจี๊ยวจ๊าวระหว่างแม่ค้ากับลูกค้าใกล้ๆ ก็หยุดลงหันเหความสนใจไปยังข่าวบนจอทีวีที่เปิดทิ้งไว้
“มาถึงข่าวด่วนที่สถานการณ์ยังคงคุกรุ่น บริษัท บีเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกาศปิดตัวกระทันหันส่งผลให้พนักงานเกือบครึ่งหมื่นตกงานและกำลังปักหลักประท้วงกันอยู่ขณะนี้ค่ะ” ในข่าวปรากฏภาพผู้คนมากมายชุมนุมกันอยู่หน้าบริษัทที่ปิดประตูเงียบ ทางเข้าออกทุกทางถูกคล้องด้วยโซ่กุญแจ นักข่าวสัมภาษณ์ผู้ประท้วงได้ความว่าเขาตื่นเช้ามาทำงานปกติ แต่พอมาถึงที่ทำงานกลับพบว่าบริษัทปิดประตูและติดป้ายปิดกิจการ เทพนักงาน ไม่จ่ายเงินเดือน ไร้ค่าชดเชย
“ยายอ้อดูมันทำสิ ชั้นว่าต้องมีโกงกินกันแหง” แม่ค้าคุยเม้าท์กับลูกค้าอย่างออกรส ก่อนข่าวจะตัดสลับไปที่ข่าวเศรษกิจอันย่ำแย่และการเมืองที่ไม่แน่นอน
แต่สิ่งที่แน่นอนคือบุศราที่เลิกการจับจ่ายใช้สอยไปอย่างทันควันเมื่อได้ยินข่าว เธอรีบเดินออกจากร้าน ออกจากตลาดมาที่รถด้วยสีหน้าหงุดหงิด กระทืบเท้าขึ้นรถปิดประตูดังปัง! โยนกระเป๋าสานไว้ข้างๆ มือกำพวงมาลัยแน่นพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะระเบิดมันออกมาผ่านเสียงกรี๊ดที่ดังลั่นรถ
รถคันสีดำด้านทรงดูก็รู้ว่าแพง กำลังแล่นผ่านถนนในเขตตัวเมือง ผ่านตลาดเก่า ตึกทรุดโทรมและใหม่สลับกัน เส้นทางยาวของถนนพาดผ่านต้นยางนาใหญ่ริมสองข้าง จากผู้คนพลุกพล่านถูกแทนที่ด้วยธรรมชาติก่อนจะลาดขึ้นเป็นทางไปบนภูเขา ซึ่งระหว่างทางนั้นมีตุงแดงปักอยู่ประปราย บุศราพยายามไม่หันมองด้วยความกลัวบางเบาในจิตใจ
สักพักรถก็มาจอดอยู่หน้าประตูรั้วสีขาวเปรอะสนิมแห่งหนึ่ง เธอหยิบรีโมทขนาดเล็กขึ้นมากด แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือกดย้ำอีกทีประตูรั้วก็ไม่ขยับ เธอตัดสินใจลงมาจากรถด้วยอาการหัวเสีย ใช้แรงทั้งหมดที่มีดันประตูรั้วให้เปิดออก ขับรถเข้าไป ลงมาอีกรอบหนึ่งเพื่อปิดมัว คิดประชดอยู่ในหัวว่าอยากจะขับรถชนทะลุเข้าไปให้มันจบๆ
ผ่านรั้วเข้ามากว่า 1 กิโลเมตรเป็นสวนสองข้างทาง มีทั้งต้นมะม่วง ต้นขนุน และอื่นๆ ปลูกสลับกันไป เบื้องหน้าคือบ้านทรงโมเดิร์นหลังไม่ใหญ่มากที่การตกแต่งสอดแทรกความเป็นล้านนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลายหลังคา ลายประตูหน้าต่างที่เป็นไม้เก่า ด้านหลังบ้านเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ด้านขวาหากหันหน้าออกจากตัวบ้าน เป็นห้องสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาดไม่ใหญ่มากเหมือนเอาตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้ที่เชิงเขา ด้านหนึ่งของผนังสร้างด้วยประจกใสเห็นข้างใน หากแต่ตอนนี้ม่านได้ถูกปิดเอาไว้ นอกนั้นในบริเวณที่ดินก็มีบ้านหลังเล็กๆ อีกประมาณ 4-5 หลังตามจุดต่างๆ ที่วิวดีทีเดียว นับว่าเป็นบ้านท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบมากเพราะรอบรัศมีกว่า 5 กิโลเมตรไม่มีบ้านใครอยู่เลย
บุศราจอดรถไว้หน้าบ้าน แม้จะออกจากตลาดมาก่อนและแทบไม่ได้ซื้ออะไร เธอก็แวะซื้อของที่ซุปเปอร์ระหว่างทางมาแทน น้องสุนัขโกลเด้นตัวน้อยวิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยความดีใจ เธอเดินหอบของผ่านประตูตรงไปที่ห้องครัวสุดทางเดินพร้อมปาดเหงื่อเมื่อปลดเปลื้องมันทั้งหมดลงบนโต๊ะ
ไม่นานนักสายตาก็เริ่มควานหาใครบางคน ออกมาจากครัวเดินไปที่ห้องทำงานอีกห้องหนึ่ง เดินไปห้องนอนเล็ก เดินไปดูที่ระเบียงด้านหลัง ก็ไม่มีใคร บุศราเดินมาหยุดอยู่ที่ห้องโถงนั่งเล่นหน้าบ้านก่อนจะตะโกนขึ้นไปบนชั้นสอง “แม่!” แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ สายตาพลันลอดบานหน้าต่างไปที่ ‘ห้องผูกสัญญะ’
เธอเดินจ้ำอ้าวตรงมาที่ห้องสี่เหลี่ยม เมื่อเข้าใกล้บริเวณ กลิ่นธูปและเทียนหอมก็เตะจมูกเข้าอย่างจัง ทำให้มั่นใจได้ว่าแม่ต้องอยู่ในห้องนี้แน่ๆ แต่ก่อนจะเปิดประตูเธอได้ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงอัศราพูดอะไรบางอย่างอยู่ข้างในแต่ฟังยังไงก็ไม่เข้าใจถึงประโยคสนทนา บุศราเลิกสนใจและเปิดประตูออก เห็นแม่ของตนกำลังนั่งท่าเทพธิดาพนมมืออยู่หน้าปะรำพิธี ควันธูปฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เธอรีบเดินตรงไปยังบานหน้าต่างพลางปัดควันเทาที่จ้องจะเข้าปอดก่อนจะเปิดบานเลื่อนบานใหญ่ออก
“นี่แม่จะรมควันตัวเองรึไง” บุศราบ่น
“ไหนลูกแมว?” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามก่อนมองเธอด้วยสายตาหงุดหงิด
“ที่ตลาดมันไม่มีอ่ะแม่”
“แล้วทำไมไม่จับตามข้างทางมา”
“แค่เป็ดกับไก่ก็พอแล้วมั่ง” บุศราตอบ มือยังคงปัดป้องจมูกตัวเองจากควันที่หลงเหลืออยู่
“มึงนี่มันมักง่าย” หญิงชราตวาด “ก็เห็นแล้วนี่ว่ามันเป็นยังไง ถ้ายังอยากให้บริษัทผัวมึงรอด อยากกลับมามีกินมีใช้เหมือนเมื่อก่อน” อัศราค่อยๆ ลุกขึ้น เดินมาหาลูกสาว ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งกระแทกหน้าเธอ
“มันก็ต้องให้จิตวิญญาณที่สมบูรณ์กว่านี้” และเดินออกจากห้องไป
บุศราถอนหายใจมองตามหลังแม่ไปจนลับสายตา เธอเดินไปเปิดพัดลมทั้งหมดในห้องเพื่อระบายอากาศ ก่อนจะหันไปจ้องปะรำพิธีเบื้องหน้า ใจหนึ่งก็คิดว่าแม่อาการน่าจะเป็นเอาหนัก แต่อีกใจก็เริ่มเชื่อเพราะสิ่งที่เธอประสบพร้อมกับความอยากที่จะหลุดพ้นจากปัญหา ณ ขณะนั้น สายตาจากรูปภาพขาวดำนับสิบที่ผนังก็จ้องกลับมาที่เธอเช่นกัน
“นี่พี่เชื่อแม่จริงๆ เหรอ”
ชาลิศรา น้องสาวที่ห่างกับเธอไม่กี่ปีเอ่ยถาม ผมบ๊อบสีแดงสะท้อนแสงซะจนคนพี่แสบตา
“ไม่รู้ว่ะ แต่คราวก่อนแกก็เห็นนี่ พอแม่ฆ่าเป็ดปุ๊บ บ้านที่เชียงรายก็ขายได้ อีกทีก็ไก่ ก็ได้เงินมาพอยาไส้เนี่ย”
“มันไม่น่ากลัวไปหน่อยเหรอพี่ ได้พาแม่ไปหาหมอมั่งยังอ่ะ”
“หมอบอกว่าแกเริ่มๆจะสมองเสื่อม บางทีก็ปกติ บางทีก็เห็นนู้นเห็นนี่ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าหมอนัดเจออีกรอบ”
“ขนาดนี้ไม่แค่เห็นนู้นเห็นนี่แล้วมั่งพี่บุศ ไม่ได้บอกหมอเรื่องแกฆ่าเป็ดฆ่าไก่เหรอ”
“บอกไปเกิดเรื่องถึงตำรวจทำไง ทารุณกรรมสัตว์นะเว้ย”
“แล้วพี่ไม่กลัวบ้างอ่อ เกิดกลางค่ำกลางคืนแกถือมีดเข้ามาในห้องจะทำไง”
“กลัวดิ ชั้นถึงล็อคประตูทุกคืนเนี่ย”
จู่จู่ ชายหนุ่มหัวสกินเฮดสวมเสื้อหนังสีดำก็พรวดพราดเข้ามาหาชาลิศรา
“จัดของเสร็จแล้วค้าบบ” เขาหอมแก้มแฟนสาวไปหนึ่งฟอด ในขณะที่บุศรากรอกตาไปมาด้วยความเอียน
“ไปเก็บ” ชาลิศราสวนขึ้นทันควัน
“เก็บไมอ่ะ”
“ใครบอกจะค้าง ไปเก็บ!!!” ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็บ่นพึมพำก่อนเดินกลับไป
“ไอ้เราก็อุตส่าห์หอบสังขารออกไปซื้อของเตรียมทำกับข้าว ทำไมไม่อยู่กับพี่สาวก่อนละจ๊ะ”
“พี่ก็รู้นี่ ชั้นไม่กล้าอยู่หรอก” ชาลิศรามองไปที่กองของที่ยังจัดไม่เสร็จก่อนจะเอ่ยถาม “และไมต้องออกไปซื้อเองด้วยอะ”
“ตั้งแต่มานี่มึงเห็นแม่บ้านสักคนมั้ยละ เลิกจ้างไปหมดแล้ว”
“แล้วยัยหงส์ที่เคยคั่วผัวพี่ละ” น้องสาวทำเป็นกระซิบยุแหย่ให้อีกคนหงุดหงิด
“กูไล่ตะเพิดไปนานละ”
แสงสีฟ้าจากจอคอมสะท้อนเข้าดวงตาผ่านเลนส์แว่นในขณะที่รอบตัวบ้านมืดสนิท เสียงจิ้งหรีดร้องเป็นพักๆท่ามกลางความเงียบและธรรมชาติ หลังจากชาลิศรากลับไปได้ไม่นานและบุศราส่งแม่เข้านอน เธอก็มานั่งทำงานอยู่ในห้องนอนตัวเอง พิมพ์อะไรบางอย่างไม่ขาดมือก่อนจะถอดแว่นวางลงบนโต๊ะเมื่อสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า สองนิ้วคลึงนวดหว่างคิ้วอย่างผ่อนคลาย เธอปิดคอมลงเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำข้างๆ แต่กลับพบว่ามันว่างเปล่า ครั้นจะริมน้ำจากขวดเพิ่มมันก็ว่างเปล่าเช่นกัน
“ลัคกี้ ลัคกี้ลูก” เธอตะโกนเรียกน้องโกลเด้นไม่นานเขาก็วิ่งดุกดิกมาหา บุศรายื่นขนมในมือพลางบอกให้ไปนอน เจ้าสุนัขตัวน้อยคาบไปและเข้าที่ประจำ นอนแทะอย่างเอร็ดอร่อย
เธอออกมาจากห้อง ดึงเสื้อคลุมตัวโคร่งเข้ามาแนบชิดตัวเพราะเดือนนี้อากาศตอนกลางคืนค่อนข้างหนาว ตามทางเดินของบ้านที่ผนังเป็นปูนแต่พื้นยังเป็นไม้พาให้ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วฝ่าเท้า ไฟถูกเปิดเอาไว้เพียงบางจุดพอให้เห็นทาง บุศราเดินลงบันไดมาพร้อมแก้วและขวดน้ำว่างเปล่าในมือเลี้ยวขวาและตรงไปห้องครัวก่อนวางมันไว้ที่เคาน์เตอร์อเนกประสงค์ จากนั้นเปิดตู้เย็นข้างกันเอื้อมหยิบขวดน้ำขวดใหม่มารินใส่แก้ว แต่ท่ามกลางความเงียบนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
เสียงพูดฟังไม่ได้ศัพท์ และแน่นอนไม่ใช่เสียงใครอื่นเพราะเธออยู่ในบ้านนี้กับแม่เพียงสองคน บุศราเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจพลางมองออกไปนอกห้องซึ่งก็ไม่เห็นอะไร มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดผ่านหน้าต่างเข้ามา เธอตัดสินใจเดินตามหาต้นตอของเสียง จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าห้องนอนของแม่ที่ถึงก่อนทางไประเบียงด้านหลัง หูแนบชิดประตูด้วยความสงสัย
“ลูกจะหามาหื้อท่านแหม ลูกสัญญา” ขณะที่เสียงแม่กำลังพูดนั้น บุศราก็ตัดสินใจเคาะเรียก แต่บทสนทนาเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไป จังหวะนั้นเองเธอจึงรีบเปิดประตู
ซึ่งภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ผู้เป็นลูกยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เมื่อแม่ก็นอนอยู่บนเตียง แสงจันทร์สาดส่องทะลุหน้าต่างพอให้เห็นได้ทั่วห้อง ซึ่งในนั้นไม่มีใคร เสียงกรนของหญิงชราดังสนั่น แล้วเมื่อครู่ที่ได้ยินนั้นใครกัน ...
ช่วงนี้ลมหนาวพาให้บ้านเย็นลงอีกหลายองศา ค่ำคืนนี้บรรยากาศยังคงเงียบสงัดเหมือนเคย แต่มีบางอย่างที่แตกต่างออกไป บางสิ่งแฝงอยู่ตามซอกมุมมืด ไม่ว่าจะตามใต้ขั้นบันได สุดทางเดิน มุมห้องนอน ใต้ผ้าห่ม หรือกระทั่งล่องลอยอยู่ด้านหลัง ... บุศรานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เจ้าลัคกี้เองก็นอนซุกอยู่บนเบาะส่วนตัวในห้องเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องนอนกลับค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นร่างผอมแห้งของอัศรายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอยืนอยู่หลายนาที แม้จะพอเห็นเค้าลางแต่แสงก็ไม่อาจส่องไปจนเห็นใบหน้า พาให้คิดในอีกแง่ว่าคนคนนี้เป็นใครกันแน่
บุศรางัวเงียขยับตัว เมื่อสติกลับมาเต็มร้อย เธอกวาดมือไปรอบๆ ควานหาโทรศัพท์ นาฬิกาบอกเวลา 7:30 น. เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งเพื่อให้ตื่นเต็มที่ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดแปลกไป ‘เจ้าลัคกี้’ ไม่ได้นอนอยู่บนเบาะข้างเตียง เธอแปลกใจเล็กน้อยพยายามมองหาเจ้าหนูจนทั่วห้อง กระทั่งสังเกตเห็นประตูห้องนอนที่เปิดอ้าเอาไว้ เธอตกใจกับสิ่งที่เห็นเพราะแน่ใจว่าทุกคืนก่อนนอนเธอจะล็อคห้องเสมอ เมื่อคืนเองก็เช่นกัน เธอมั่นใจว่าไม่มีทางลืมแน่ๆ
เสียงฝีเท้าเดินบนพื้นไม้อย่างเร่งรีบ พลางเรียกลัคกี้ไปทั่วบ้าน เธอควานหาห้องทุกห้องบนชั้นสองก็ไม่มี ลงมาชั้นล่างก็ไม่เจอ แม้ระเบียงหลังบ้านก็ว่างเปล่า และไม่มีวี่แววว่าเจ้าตัวน้อยจะขานตอบ เธอยืนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ด้วยความกังวลใจก่อนสายตาจะลอดบานหน้าต่างไปที่ ‘ห้องผูกสัญญะ’
ดวงตาเบิกโพรงเมื่อความคิดในหัวเริ่มประติดประต่อ ฝีเท้าก้าววิ่งโดยไม่คิดจะใส่รองเท้า เสียงหายใจหอบเร็วด้วยความกังวล เธอปรี่ตรงไปที่ห้องนั้นทันทีและไม่รอช้าที่จะเปิดประตู ซึ่งสิ่งที่เห็นก็เป็นแบบที่คิด เจ้าสุนัขโกลเด้นตัวน้อยที่อัศราถือด้วยสองมือไว้เพียงหัวพลางยกจรดเหนือศีรษะและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบกระด้าง
“ข้าขอถวายแด่ท่าน”
บุศรากรีดร้องอย่างสุดเสียงและใจสลาย
บรรยากาศในบ้านและทั่วทั้งบริเวณอึมครึมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทั้งที่เป็นเวลากลางวันและฟ้าสว่างโร่แท้ๆ อัศรานั่งสูบบุหรี่อยู่ในห้องครัวตรงโต๊ะอาหารอย่างปกติ เสมือนทุกอย่างเป็นเฉกเช่นทุกวัน คราบเลือดแห้งกรังเต็มมือและใบหน้า บุศราเองพยายามรินน้ำในขวดใส่แก้ว เพียงแต่มือเจ้ากรรมยังสั่นระรัวเพราะสิ่งที่เพิ่งประสบ เทไปได้ครึ่งแก้วก็หยุด
“ก็แค่หมา จะไปอะไรกับมันนักหนา”
“หยุด!” ผู้เป็นลูกหันมาพูดเสียงแข็งด้วยกดอารมณ์โกรธเอาไว้ “แม่มันเลว เลวมาตั้งแต่เรื่องพ่อ” อารมณ์ที่ข่มไว้เริ่มปะทุ พร้อมจะขุดทุกเรื่องขึ้นมาสาดใส่ไม่ยั้ง
“เหอะ” หญิงชราอุทานเยาะเย้ย “อย่ามาทำเป็นคนดีหน่อยเลย”
“อะไร” บุศราชะงักไปชั่วครู่ ความยั้งใจและสงสัยเริ่มพุดขึ้น
อัศราสูดควันสีเทาเข้าปอดฟอดใหญ่ก่อนจะพ่นมันออกมา “กูรู้ไอ้ที่มึงทำ”
ตอนนี้น่าจะสะเทือนใจใครหลายคนนิดหน่อย ขนาดไรท์เองยังสะเทือนใจตอนเขียนเลย TWTb ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับบ
CHAPTER 05 : on 06 NOV 2024